กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 206 ยึดครองปั้อมปราการคอหอย
การรื้อถอนถนนไม้กระดานด่านเจียเหมิงเป็น
เรื่องที่รีรอไม่ได้
ในคืนเดียวกันม้าเร็วหนึ่งพันนายออกเดินทาง
จากหวังเฉิงในรัฐสู่ โดยเดินทางไปยังด่านเจียเหมิ
งอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ รัฐจูถูกรัฐสู่โจมตีจนไร้ทาง
สู้กลับ บัดนี้ยังมีกองทัพสู่สองหมื่นนาย
ประจำการอยู่ในฮั่นจง
รัฐฉินกลับมิได้บอกรัฐจูอย่างแน่ชัดว่าจะส่งกอง
กำลังเท่าใด แม้ว่ากองทัพหนึ่งแสนสามหมื่นนาย
นั้นมาก รัฐจูก็รู้สึกไม่ใคร่แน่ใจนัก ทว่าเมื่อ
พิจารณาดูอีกทีแล้วต่อให้รัฐฉินมีเจตนาร้ายแล้ว
อย่างไรเล่า? อย่างไรก็ตามหากถูกรัฐฉินโค่นก็จะ
ล่มสลาย ถูกรัฐสู่โค่นก็จะล่มสลายเช่นกัน จูโหว
ไม่มีทางทำอะไรกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้ เพียงรู้สึกว่า
ต่อให้รัฐต้องล่มสลายก็จะไม่ให้สู่อ๋องได้เสวยสุข!
ด่านเจียเหมิงอยู่ในรัฐจูไม่ได้อยู่ในรัฐสู่ ผลปรากฏ
ว่าทันทีที่สู่อ๋องส่งทหารหนึ่งพันมาถึงเขตแดน
ของรัฐจูก็เจอกับการกีดขวางที่แข็งแกร่ง
หลังจากกองทหารสองหมื่นนายที่ประจำการใน
นครได้รับคำสั่งจากสู่อ๋องก็เริ่มการต่อสู้อย่าง
ดุเดือดกับรัฐจูทันที
ทางรัฐปาก็ได้ข่าวของทหารฉินแล้ว อย่างไรก็ดี
รัฐฉู่ก็ฉวยโอกาสนี้สร้างปัญหาให้กับรัฐปาภายใต้
ธงสงบความวุ่นวายของกบฏทางทิศใต้ เพียง
พริบตารัฐปาต้องรับมือกับรัฐสู่และรัฐฉู่ แม้ว่าใน
ใจจะเข้าใจเจตนาของทหารฉินแต่ก็มีเพียงจิต
วิญญาณแต่เนื้อหนังอ่อนแอเหลือเกิน
จากนั้นสู่อ๋องก็สั่งให้กองทัพห้าหมื่นนายเคลื่อน
ตัวออกจากหวังเฉิง ท่านมหาเสนาบดีใช้ตรา
ทหารเรียกคืนกองกำลังสามหมื่นนายจากรัฐปา
ทันที บวกกับกองกำลังสองหมื่นนายที่
ประจำการอยู่ในรัฐจู รวมทั้งหมดก็หนึ่งแสนแล้ว
สู่อ๋องคิดว่าทหารฉินไม่เข้าใจภูมิประเทศที่
ซับซ้อนของปาสู่ หากสู้รบกันก็ไม่สามารถรับมือ
กับทุกอย่างได้ดีเช่นพวกเขา ด้วยกองกำลังหนึ่ง
แสนต่อหนึ่งแสนสามหมื่นนาย แม้ว่าไม่อาจชนะ
ได้อย่างง่ายดาย แต่ก็จะสามารถปิดกั้นทหารฉิน
อยู่ด้านนอกด่านเจียเหมิงได้อย่างแน่นอน
ด่านเจียเหมิงมีภูมิประเทศที่เป็นอันตราย ขอ
เพียงปกปั้องมันจนตัวตาย ครั้นเสบียงของทหาร
ฉินเข้ามาได้อย่างยากลำบากก็ไม่สามารถยืนหยัด
ได้มากกว่าหนึ่งเดือน
น่าเสียดายที่สู่อ๋องคำนวณตกไปสองข้อ ข้อหนึ่ง
ชาวจูยังไม่สูญพันธุ์ ผู้คนในปาสู่นั้นแข็งแรงมาก
ต่อให้ผู้หญิงและคนแก่อ่อนแอหยิบอาวุธขึ้นมาก็
สามารถต่อต้านได้สักพักหนึ่ง! ข้อสอง ถนนไม้
กระดานที่ด่านเจียเหมิงไม่เพียงไม่ได้ทำงานแบบ
ขอไปทีและใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพ แต่เพราะกลัว
ไม่แข็งแรงจึงเสริมพิเศษหลายชั้น ดังนั้นเมื่อ
ทหารม้าหนึ่งพันคนไปถึงด่านเจียเหมิงในขณะที่
กองทัพรัฐสู่สองหมื่นนายกำลังเปิดทางอย่างเอา
เป็นเอาตายนั้นจึงจะค้นพบว่ามันรื้อถอนไม่ได้
ทหารสู่เหล่านี้มิใช่ช่างมือ ไม่เข้าใจโครงสร้างของ
ถนนไม้กระดาน ทำได้เพียงสับมันด้วยขวาน
ขนาดใหญ่ ทันทีที่พบว่ามันหลวมขึ้นด้วยความ
ยินดีหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามก็ต้องเผชิญหน้า
กับกองทัพฉินบนถนนแคบๆ แล้ว
หนึ่งพันต่อหนึ่งแสนสามหมื่น ไม่ต้องจินตนาการ
ถึงผลลัพธ์ก็รู้ อย่าว่าแต่หนึ่งแสนสามหมื่นนาย
เลย เพียงแค่สามหมื่นนายก็สามารถเหยียบย่ำ
หนึ่งพันจนตายได้แล้ว
ทหารฉินก็กำเนิดมาจากเปลวไฟแห่งสงคราม
เช่นกัน และทหารที่อยู่กองหน้าล้วนแต่เป็นผู้ที่
ถูกส่งไปประจำการที่หนานเจิ้งเมื่อครึ่งเดือนก่อน
มิได้ออกเดินทางมาจากเสียนหยาง พวกเขามิได้
เดินทางไกล มีพลังงานเต็มเปียม ไม่อ่อนแอไป
กว่าทหารสู่ที่ดุร้ายเลย
ขณะที่สู่อ๋องเพิ่งจะนำกองทัพมาถึงนั้น กองทัพ
ฉินก็ยึดด่านเจียเหมิงได้อย่างง่ายดายแล้ว
เมื่อจูโหวได้รับข่าวนี้ก็ยอมแพ้ทันที สั่งให้
ประชาชนปิดบ้าน กองกำลังที่เหลือทั้งหมดเฝั้า
พระราชวัง เตรียมพร้อมให้เสือสองตัวนี้มีพื้นที่
กว้างขวางในการต่อสู้
อย่างไรก็ตามการต่อต้านที่แข็งกร้าวของรัฐจูก่อน
หน้านี้ ก็ทำให้ทหารที่ประจำการสองหมื่นนาย
หายไปครึ่งหนึ่ง กองทหารที่ถูกส่งมาจากรัฐปายัง
มีเวลาอีกครึ่งวันกว่าจะมาถึง อีกฝั่ายคือกองทัพ
หนึ่งแสนสามหมื่นนาย อีกทั้งยังยึดครองพื้นที่
ราบสูงของด่านเจียเหมิงได้แล้ว สู่อ๋องไม่กล้าที่จะ
โจมตีอย่างเร่งรีบอย่างแน่นอน
ด้านรัฐฉิน ที่จริงก็ใช่ว่าจะไร้ที่ติ ถนนจินหนิวทั้ง
อันตรายทั้งแคบ เป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งแสนสาม
หมื่นคนจะสามารถเดินผ่านถนนเส้นเล็กนั้นได้ใน
คราวเดียว ในความเป็นจริงมีทหารเพียงห้าหมื่น
นายที่ยึดครองด่านเจียเหมิงเท่านั้น ส่วนที่เหลือ
ยังคงต้องทยอยกันเดินทางมาถึง
ครั้นข่าวการยึดด่านเจียเหมิงถูกส่งกลับไปยัง
หนานเจิ้ง ทหารที่รักษาการณ์อยู่ในละแวก
ใกล้เคียงทั้งหมดเจ็ดหมื่นนายก็ไปยังปาสู่ด้วย
ความเร่งรีบ
ทั้งสองฝั่ายยังคงเฝั้ามองซึ่งกันและกัน
ท้องฟั้าเริ่มมืดลง แสงไฟในค่ายทหารฉินส่องแสง
อย่างต่อเนื่อง มีเสียงม้าศึกใกล้เข้ามาในบางครั้ง
ทั้งกองทัพกำลังรอคอย
ท่านแม่ทัพเพิ่งจะมาถึงค่าย ภายในค่ายผู้
บัญชาการนั้นเรียบง่ายและว่างเปล่ายิ่ง ไม่มี
แม้แต่ที่นั่งด้วยซ้ำ มีผู้บัญชาการทหารหนึ่งนาย
ที่ปรึกษาทางการทหารสองคน แม่ทัพห้านาย ตู
เว่ยห้านาย และนายพลสิบนายรวมตัวกัน สิ่ง
เดียวที่นอกเหนือจากคนเหล่านี้คือแผนที่ขนาด
ใหญ่ของปาสู่ที่อยู่ใจกลางกระโจม
ชายที่ต่อสู้ในสนามรบกว่ายี่สิบคนมีอาวุธครบมือ
ยืนกันอย่างเคร่งขรึม บรรยากาศภายในกระโจม
นั้นน่าสะพรึงกลัว
ซ่งชูอีกับจางอี๋ก็เปลี่ยนชุดคลุมตัวใหญ่ที่รุ่มร่าม
เล็กน้อยเป็นชุดเกราะสีดำ ไปั๋เริ่นและจินเกอดู
เหมือนจะติดเชื้อจากบรรยากาศนี้ ไม่ได้มีท่าที
เกียจคร้านเหมือนปกติ ทว่ายืนอยู่ข้างหลังทั้ง
สองคนอย่างเงียบๆ
ซือหม่าชั่วกล่าวด้วยความขึงขัง “สู่อ๋องเข้าสู่
สนามรบเอง นับว่าเป็นโอกาสดีในการโค่นสู่
กองทัพของเราต้องทำลายกองทัพสู่ในการรบครั้ง
เดียว ก่อนที่กองทัพทั้งหมดจะไปถึงจะต้องรักษา
ด่านเจียเหมิงไว้ให้ดี จางเหลียวฟังคำสั่ง จัด
ทหารหนึ่งหมื่นนายปั้องกันปากด่านไว้ ห้าม
พลาดเด็ดขาด!”
“จางเหลียวรับคำสั่ง!”
“ซย่าเฉวียนรับคำสั่ง ซ่อนทหารม้าในหุบเขาอวิ๋น
ซาน ทันทีที่ทหารสู่ข้ามด่าน จัดกำลังทหารสกัด
กั้นทันที!”
“ซย่าเฉวียนรับคำสั่ง!”
“นายพลทหารเท้ารับคำสั่ง ช่วยจางเหลียวรักษา
ด่านเจียเหมิง รอทั้งกองทัพมาถึง!”
“ทหารเท้ารับคำสั่ง!”
ท่านแม่ทัพพานายทหารคนสนิทออกไปจาก
กระโจมทีละคน ต่างคนต่างดำเนินการตามคำสั่ง
แล้ว
“ซ่งจื่อ นอกเหนือจากหุบเขาอวิ๋นซานแล้ว ไม่มี
ทางเข้าอื่นแล้วหรือ?” ซือหม่าชั่วยังคงสงสัย
เล็กน้อย มองไปรอบๆ ที่นี่มีแต่คลื่นภูเขาอยู่
ทั่วไป ถนนทุกสายถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียว
ชอุ่ม แม้ประตูด่านเจียเหมิงจะถูกฝังอยู่ในพุ่มไม้
ครึ่งหนึ่งก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่มีทางลับ
อื่นที่พวกเขาไม่รู้
ซ่งชูอีพยักหน้า “ข้าเดินไปรอบๆ ภูเขาในบริเวณ
ใกล้เคียงด้วยตัวเองหลายครั้ง อีกทั้งเคยแสร้ง
ถามพรานท้องถิ่นด้วย บริเวณนี้นอกเหนือจาก
หุบเขาอวิ๋นซานแล้ว ถนนที่ใกล้ที่สุดใช้เวลาเก้า
วันจึงจะสามารถอ้อมไปยังด่านเจียเหมิงได้
ไม่เช่นนั้นที่แห่งนี้จะถูกเรียกว่าปั้อมปราการคอ
หอยได้เยี่ยงไร!”
จางอี๋เอ่ย “สิ่งที่สำคัญคือจะต้องยึดกองทัพสู่
ทั้งหมด ทางที่ดีที่สุดคือให้กองกำลังทั้งหมดของ
พวกเขาที่ประจำการในรัฐปาย้ายไปด่านเจียเหมิง
แล้วทำลายล้างในบัดดล โดยเฉพาะสู่อ๋องที่
จะต้องสังหารให้ได้ มิฉะนั้นทันทีที่ปล่อยให้ทหาร
สู่หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในปั่าเขา ปัญหาก็จะ
ตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
“ถูกต้อง” ซ่งชูอีเอ่ย “ส่งสายลับไปสำรวจ
สถานการณ์ของกองทัพสู่ก่อน ในขณะเดียวกันก็
ระวังสายลับรัฐสู่ให้มาก การล่อเขากลับเข้าสู่
กองทัพไม่ใช่เรื่องยาก”
รัฐฉินเดินทัพด้วยทหารม้าหนึ่งแสนสามหมื่นนาย
ก่อน จากนั้นก็ยังมีอีกเจ็ดหมื่นนาย รวมทั้งหมด
เป็นสองแสนนาย ตราบใดที่สายลับของรัฐสู่สืบ
เจอจำนวนคนที่แท้จริงของกองทัพรัฐฉินก็เป็นไป
ไม่ได้ที่สู่อ๋องจะส่งทหารแปดถึงเก้าหมื่นคนไปสู่
ความตาย
ซ่งชูอีเอ่ยเตือนสติ “สู่อ๋องในวัยหนุ่มมี
ความสำเร็จทางการทหารที่โดดเด่น ไม่รู้ว่า
ปัจจุบันยังมีความน่าเกรงขามหลงเหลือหรือไม่
ทว่าต้องระวังท่านแม่ทัพถูอู้ด้วย”
จางอี๋เคยอ่าน ‘ทิวทัศน์รัฐสู่’ ที่ซ่งชูอีบันทึกไว้
ในช่วงแรกของบันทึกที่สองกล่าวถึงชนเผ่าถูอู้
ลึกลับที่ให้กำเนิดแม่ทัพผู้ทรงพลัง ในใจรู้ว่านาง
กลัวผลที่จะตามมาเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ากันว่าโลก
ใบนี้จะมีเรื่องแปลกประหลาดมากมาย แต่มี
หลายสิ่งที่คลุมเครือไม่ชัดเจนและจางอี๋ก็จะไม่
ประมาทเช่นกัน
ซือหม่าชั่วก็เคยอ่านเช่นกันจึงอดที่จะถามมิได้
“ท่านแม่ทัพถูอู้รุ่นนี้เป็นเยี่ยงไรบ้าง?”
“ข้าเคยสืบอย่างละเอียดและเคยถือโอกาส
ติดต่อกันสองครั้ง ทว่าเขาเพิ่งออกมาจากชนเผ่า
ได้ไม่นาน ไม่ใคร่ได้สื่อสารกับผู้คนนัก ข่าวที่สืบ
มาได้จึงน้อยมาก” ซ่งชูอีเห็นว่าไปั๋เริ่นซุกตัวเข้า
มา ยื่นมือลูบๆ ขนบนหัวของมัน “ทว่าถูอู้ลี่เป็น
ผู้นำทัพหนึ่งแสนนายในการเปิดสงครามกับรัฐปา
ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็สามารถบุกเข้าหลางจง
โดยตรง อันที่จริงแล้วไม่อาจดูถูกพลังของเขาได้
เลย”
แม้ว่ารัฐปาเกิดความวุ่นวายภายใน ทว่าจริงๆ
แล้วสถานะของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับ
ประชาชนมากกว่า อำนาจทางทหารในมือนั้นมี
ไม่มาก ความไม่สงบในรัฐปาก็มิใช่การกบฏ การ
ที่ถูอู้ลี่สามารถเอาชนะกองทัพรัฐปาได้อย่าง
รวดเร็วด้วยทหารม้าหนึ่งแสนนายนั้นมิได้อาศัย
เพียงโอกาสและโชคเท่านั้น
ซือหม่าชั่วรู้สึกเกรงขามอยู่ในใจ
“เช่นนั้นก็ใช้แผนการดีกว่า” จางอี๋เอ่ยเรียบๆ
ซ่งชูอีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย มิได้คัดค้านแต่ก็มิได้
สนับสนุน
จางอี๋ก็มิได้กล่าวถึงมันอีก เพราะว่าไม่เข้าใจนิสัย
ของถูอู้ลี่ และไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสู่
อ๋องและถูอู้ลี่ หากวางแผนผลีผลามไปไม่แน่ว่า
อาจจะท่าดีทีเหลวก็ได้
เงียบงันครู่หนึ่ง ซ่งชูอีก็เอ่ยขึ้น “ใช้แผนการใน
การทหารเถิด ข้าคิดว่าคราวนี้เราต้องสู้ศึกจริง
แล้ว”
“เพราะเหตุใดเล่า?” ซือหม่าชั่วเอ่ยถามด้วย
ความงุนงง เขาเป็นแม่ทัพคนหนึ่งแต่ก็ไม่หยาบ
คาย เขาเชื่อว่าเป็นการดีที่สุดที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยม
อันชาญฉลาดเพื่อลดการเสียสละในสงคราม
จางอี๋อธิบาย “หากพวกเราต้องการผนวกปาสู่
เพื่อที่จะให้เป็นยุ้งฉางสำหรับต้าฉินนั้น การโค่น
รัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ทหารสู่ก็ไม่อาจ
เหลือไว้ได้ ครั้นรัฐฉู่เห็นว่าพวกเราสู้อย่างสุด
ความสามารถ ก็จะไม่มีทางปล่อยโอกาสโจมตีรัฐ
ปาไปแน่ แต่ก็จะไม่โจมตีด้วยกำลังทั้งหมดทันที
พวกเราล่อลวงให้รัฐสู่ถอนความกดดันออกจาก
รัฐปา รัฐปาก็สามารถต่อต้านฉู่ด้วยกำลังทั้งหมด
ที่มีได้ รัฐฉู่มิได้มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์
เช่นพวกเรา การพุ่งเข้าโจมตีรัฐปาของพวกเขาไม่
ต่างจากในอดีตมากนัก รอจนกระทั่งปาฉู่ต่อสู้กัน
จนบาดเจ็บแล้ว กองทัพของพวกเราก็สามารถ
เดินทัพเข้าไปโดยไม่อุปสรรคกีดขวาง การผนวก
รัฐปาก็จะประหยัดแรงไปมาก”
ซ่งชูอีกล่าวเสริม “อีกอย่าง ในความคิดของข้าสู่
อ๋องในทุกรัชกาลเชื่อใจท่านแม่ทัพถูอู้โดย
ปราศจากเงื่อนไข ได้รับการยกย่องให้เป็นคน
สนิท และคิดว่ารัชกาลนี้ก็คงไม่ต่างกัน ทั้งหมด
ทั้งมวลนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว เกรงว่า
ต้องลำบากท่านแม่ทัพต้องต่อสู้นองเลือดอย่าง
แท้จริงแล้ว!”
ซ่งชูอีสบตากับจางอี๋ ค่อนข้างมีความรู้สึกสนิท
สนมกัน
ซือหม่าชั่วพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “ท่านทั้งสอง
วางแผนลึกซึ้งและมองการณ์ไกล ข้าเทียบไม่ติด
เลย”
“ท่านแม่ทัพกล่าวเกินไปแล้ว” จางอี๋กับซ่งชูอี
กล่าวเป็นเสียงเดียวกัน
“ท่านแม่ทัพ มีราชทูตสู่มาขอพบขอรับ” เสียง
ของทหารรายงานอยู่นอกกระโจม
ซือหม่าชั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ไม่พบ ไป
บอกราชทูตสู่ว่าทหารฉินมาสงบความวุ่นวายตาม
คำขอของรัฐปาและรัฐจู”
“ขอรับ!”
ในเวลานี้รัฐสู่ส่งราชทูตมาเพื่อต้องการที่จะทำ
ความเข้าใจเจตนาของรัฐฉิน รัฐฉินแสดงจุดยืนที่
ชัดเจนเพื่อให้ความมั่นใจแก่รัฐปา ทำให้พวกเขา
ต่อสู้กับรัฐฉู่อย่างเต็มกำลังโดยไร้ความกังวล
ท้ายที่สุดแล้วการยึดปาสู่ของรัฐฉินคือการยึด
ครองพื้นที่สูงและล่อลวงรัฐฉู่ ไม่สามารถแบ่งปาสู่
กับรัฐฉู่ได้เป็นอันขาด!
จางอี๋กับซ่งชูอีถอยออกไปจากค่ายผู้บัญชาการ
ต่างคนต่างกลับกระโจมของตัวเอง ทั้งสองคน
วางใจกับความสามารถของซือหม่าชั่วมาก แม้ว่า
นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขานำกองกำลังสองแสนนาย
ทว่าเขายังไม่เคยล้มเหลวจากการสู้รบสิบกว่าครั้ง
ที่ผ่านมาเลย สาเหตุที่ทำให้พวกเขาสองคนเชื่อ
ใจซือหม่าชั่วยังมิได้หมดเพียงเท่านี้ ขณะที่เขา
เผยความสามารถอันโดดเด่นเป็นครั้งแรกนั้นยัง
เป็นเพียงผู้บังคับกองพันเท่านั้น ในสงคราม
ระหว่างฉินเว่ย เขาได้มีส่วนร่วมและเป็นผู้นำใน
การนำทหารม้าสามพันนายบุกด่านหานกู่ และ
ฟืนคืนดินแดนที่สูญเสียไปในบัดดล
คนผู้นี้ทั้งแข็งแกร่งและมั่นคง ไม่น้อยหน้าไปกว่า
กงซุนเหยี่ยนในฐานะผู้บังคับบัญชาเลย!
เดือนหกอากาศร้อน ในด่านเจียเหมิงก็เต็มไป
ด้วยซากศพระหว่างการสู้รบระหว่างรัฐสู่และรัฐจู
แล้ว ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งวันก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็น
เปรี้ยว ทหารสู่ทำได้เพียงเริ่มทำความสะอาด
สนามรบและฝังซากศพท่ามกลางความสิ้นหวัง
ในตอนกลางคืนได้ยินเพียงเสียงความเคลื่อนไหว
เท่านั้น ทั้งๆ ที่ไม่เงียบสงบนักทว่ากลับน่าหดหู่
จนทำให้หายใจไม่ออก
ซ่งชูอีนอนไม่หลับ จึงขึ้นไปยังประตูด่านเพื่อดู
สถานการณ์ของทหารสู่ในระยะไกล
ในเวลานี้นางมีเพียงไปั๋เริ่นข้างกายเท่านั้น ครั้นซ
ย่าเฉวียนเห็นจี๋อวี่เป็นครั้งแรกก็ตั้งใจอยากได้เขา
มาอยู่ใต้บังคับบัญชา เอ่ยปากกับซ่งชูอีอยู่
บ่อยครั้ง
หลังจากที่จี๋อวี่คุยกับจี้ฮ่วนครั้งหนึ่งแล้ว ก็มอบ
เขาให้กับซย่าเฉวียน ซย่าเฉวียนยังแต่งตั้ง
ตำแหน่งนายพลให้เขา ทว่าทหารในรัฐฉินมีมาก
ผู้ที่มีตำแหน่งนายพลจึงมีมากกว่าในรัฐเว่ย์มาก
ท่านแม่ทัพมีสิทธิ์แต่งตั้งตำแหน่งภายนอกได้ แต่
ตำแหน่งเหล่านี้เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น จำต้อง
มีบรรดาศักดิ์ชั้นสูงจึงจะสามารถนั่งในตำแหน่ง
ได้อย่างมั่นคง โดยทั่วไปแล้วขอเพียงสงคราม
ประสบชัยชนะ บรรดาศักดิ์ก็ไปไหนไม่รอดแล้ว
ส่วนจี้ฮ่วนที่ต้องการเข้ารบก็เข้ากองทัพฉินใน
ตำแหน่งนายร้อย เขาถูกลดตำแหน่งหากเทียบ
กับรัฐเว่ย์ แต่ว่าข้อดีของเขาคนนี้คือไม่ต้องการ
ในชื่อเสียงและโชคลาภ ตราบใดที่สามารถเข้ารบ
ได้ก็มีความสุขจนยิ้มกว้างถึงใบหูไม่ว่าตำแหน่งจะ
สูงหรือต่ำก็ตาม