กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 207 โลกของซ่งจื่อ
ทันทีที่ชาวฉินผู้คุ้นชินกับสภาพอากาศแห้งแล้ง
ในหล่งซีเข้าสู่หุบเขาที่เปียกชื้นก็รู้สึกเหนียวตัว
และอึดอัดมาก ทว่าหลังจากได้ปรับตัวระหว่าง
เดินทัพ บวกกับห่อยาลดความชื้นที่เตรียมไว้
ล่วงหน้าก็ไม่มีใครล้มปั่วยเพราะสภาพอากาศที่
ไม่เหมาะสมเลย
ซ่งชูอีลงมาจากประตูด่าน ก็เห็นจางอี๋ยืนอยู่
ข้างล่างบันไดพอดี หัวเราะเอ่ย “พี่ก็ไม่ได้นอน
หรือ?”
จางอี๋ถามโดยมิได้ตอบ “มองอยู่ตั้งนานแล้ว เจ้า
มองเห็นสิ่งใดบ้าง?”
“ข้าเพียงขึ้นไปสูดอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น” ซ่งชูอี
ยิ้ม เห็นว่าหูของไปั๋เริ่นสั่นกะทันหัน ทั้งตัวแน่น
ตึงและตื่นตัว นางก็หยุดเดินทันที เอนตัวลงไปฟัง
ที่พื้น
ไม่ช้า มุมริมฝีปากก็อดไม่ได้ที่จะงอขึ้น
“กองหนุนของรัฐสู่มาถึงแล้ว”
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังค่ายผู้บัญชาการกับ
จางอี๋โดยไม่รีรอ
สู่อ๋องก็เคยนำกองทัพต่อสู้ในสนามรบมาไม่น้อย
คุ้นเคยกับการนำทัพเป็นอย่างดี เขาเลือกสถานที่
ที่ใกล้กับด่านเจียเหมิงและอาศัยภูมิประเทศตั้ง
ค่ายอยู่ด้านหลังภูเขาอวิ๋นซาน ใช้เวลาเพียงสอง
ชั่วยามในการข้ามหุบเขาอวิ๋นซานจากสถานที่
แห่งนั้น ระยะโจมตีด้านหน้าก็ใกล้กว่า อย่างไรก็
ตามเนื่องจากเขาอวิ๋นซานเป็นอุปสรรคจึงเป็น
เรื่องยากสำหรับสายลับของกองทัพฉินที่จะ
สังเกตสถานการณ์ที่แท้จริงในค่ายทหารสู่
จะต้องพูดว่าสู่อ๋องรู้จักใช้ภูมิประเทศให้เป็น
ประโยชน์ยิ่ง ทว่าเขาประมาทเกินไปเนื่องจาก
ความรีบร้อน ขณะที่ผู้คนจำนวนมากเคลื่อนไหว
แรงสั่นสะเทือนของพื้นดินก็จะหักหลังทหารสู่
“ท่านแม่ทัพซือหม่า การเตรียมการเป็นเยี่ยงไร
บ้าง?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
ซือหม่าชั่วกำลังดูแผนที่ ครั้นได้ยินเสียงของซ่งชู
อีก็เงยหน้าขึ้น “บัดนี้กองทัพมากกว่าเจ็ดหมื่น
นายของข้า เตรียมการเรียบร้อยแล้ว รอเพียง
กองกำลังที่เหลือมาจนครบก็สามารถเริ่มการ
โจมตีได้”
“เกรงว่าจะรอจนพวกเราโจมตีก่อนไม่ไหว” ซ่งชู
อีเอ่ย “กองหนุนของรัฐสู่มาถึงแล้ว”
ซือหม่าชั่วขมวดคิ้ว “ตามแผนของพวกท่านทั้ง
สอง พวกเราจะปั้องกันด่านเจียเหมิง หรือว่า…”
“จะเสียด่านเจียเหมิงไปมิได้ แต่ก็ต้องสังหาร
ทหารสู่” ซ่งชูอีเดินไปหน้าแผนที่ ยื่นมือวาดผ่าน
หุบเขาอวิ๋นซานไปทางทิศเหนือ “ในบริเวณ
ใกล้เคียงด่านเจียเหมิงนอกจากหุบเขาอวิ๋นซาน
แล้ว ก็มีเพียงเส้นทางเล็กๆ สายนั้นที่จะสามารถ
หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทัพของเราได้ แต่
ต่อให้เร่งเดินทัพก็ยังต้องใช้เวลาถึงเก้าวัน ตรงนั้น
มีทางน้ำ น้ำลึกและไหลเชี่ยว หากทั้งกองทัพผ่าน
ทางนั้นเกรงว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกสิบกว่าวัน
ท่านทั้งสองคิดว่าสู่อ๋องจะเลือกอ้อมทางนั้นเพื่อ
ลอบโจมตีพวกเราอย่างฉับพลันหรือไม่?”
จางอี๋กับซือหม่าชั่วส่ายหน้า หากมาจากที่นั่นก็
ต้องละทิ้ง “ค่ายหลัก” ถึงตอนนั้นก็จะต้องเผชิญ
กับสถานการณ์ขาดแคลนอาหารและอาวุธ
ยุทโธปกรณ์อย่างไม่ต้องสงสัย ที่น่ากลัวไปกว่า
นั้นคือทันทีที่นครหลวงของรัฐถูกยึกครอง เหล่า
ทหารจะต้องเสียขวัญกำลังใจอย่างแน่นอน การ
เผชิญหน้าระหว่างกองทัพทั้งสอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและ
ความตายของบ้านเมืองเช่นนี้ ไม่มีใครกล้าที่จะ
เห็นเป็นเรื่องตลก
“ส่วนที่เหลือก็มีเพียงหุบเขาอวิ๋นซานและการ
เผชิญหน้ากับด่านเจียเหมิง ตามความเห็นของข้า
เป็นไปได้มากว่าสู่อ๋องจะเลือกลอบโจมตีจากหุบ
เขาอวิ๋นซาน” ซ่งชูอีเอ่ย
จางอี๋พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “สู่อ๋องเลือกที่จะตั้ง
ค่ายหลังภูเขาหวิ๋นซาน เกรงว่าก็เพราะตั้งใจ
เช่นนี้”
ซือหม่าชั่วกล่าว “กองกำลังเสริมของรัฐสู่เพิ่ง
ถอยออกมาจากสนามรบกับรัฐปา บวกกับต้อง
เร่งเดินทัพมายังด่านเจียเหมิง จะต้องเหน็ด
เหนื่อยเป็นแน่ คิดว่าคงไม่มีความเคลื่อนไหวใน
วันสองวันนี้”
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ตามที่ข้ารู้จักสู่อ๋อง เดิมทีเขาตั้งใจ
ที่จะพยายามปั้องกันด่านเจียเหมิง เตรียมที่จะ
ตัดเสบียงของพวกเรา ทำให้พวกเราต้องถอยร่น
โดยไม่มีการต่อสู้ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าพวกเราจะ
ล้ำหน้าไปอีกก้าวและยึดด่านเจียเหมิงไว้ได้แล้ว
ที่นี่มีภูมิประเทศที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นในด่าน
หรือว่านอกด่าน ล้วนง่ายต่อการปั้องกันยากต่อ
การโจมตี ความเป็นไปได้ที่เขาจะโจมตีซึ่งหน้า
นั้นน้อยมาก”
“เช่นนี้ก็แสดงว่ามีเพียงหุบเขาอวิ๋นซาน?” ซื
อหม่าชั่วกล่าว ปรับกลยุทธ์การต่อสู้ในใจอย่าง
รวดเร็ว
“แม้ว่าภูมิประเทศจะสู่อ๋องเลือกไว้นั้นดี ทว่า
สำหรับพวกเราแล้วไม่ยิ่งเป็นเรื่องดีหรอกหรือ?”
ซ่งชูอีเลิกคิ้ว รอยยิ้มตรงมุมปากค่อยๆ ขยาย
กว้างขึ้น
สายตาของทั้งสองคนหยุดอยู่บนแผนที่ ชัดแจ้งใน
ใจนัก กลยุทธ์ทั่วไปได้รับการสรุปอยู่ในใจของซื
อหม่าชั่วแล้ว
แม้ว่าภูมิประเทศด้านหลังอวิ๋นซานจะถูกซ่อนไว้
ทว่าภูมิประเทศก็ทะลุผ่านได้เพียงสองด้านคล้าย
กับหุบเขาอวิ๋นซาน หากในช่วงนี้สู่อ๋องไม่
ตัดสินใจที่จะโจมตีก่อน เช่นนั้น หลังจากรอ
จนกระทั่งกองทัพฉินหนึ่งแสนสามหมื่นนายมาถึง
ครบแล้ว ก็สามารถตีปีกปิดล้อมฆ่ากองทัพสู่จาก
หุบเขาอวิ๋นซานและประตูด่านเจียเหมิงได้
ก่อนจะถึงเวลานั้น ก็สามารถสั่งให้คนสามหมื่น
คนซุ่มโจมตีในหุบเขาอวิ๋นซานล่วงหน้าได้ ทันทีที่
กองทัพสู่ผ่านหุบเขา ก็จะถูกสกัดเพื่อฆ่าทันที
หากทหารสู่คิดที่จะทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปกับการ
โจมตีซึ่งหน้า ก็ให้กองทัพซุ่มโจมตีผ่านหุบ
เขาอวิ๋นซานไปเงียบๆ และสกัดกั้นกองทัพซู่จาก
ด้านหลัง
นี่เป็นกลยุทธ์สุดท้ายที่ซ่งชูอีมอบให้ ทั้งสาม
ศึกษาอย่างรอบคอบและพบว่าเป็นไปได้ ซือหม่า
ชั่วจึงรวมตัวเหล่านายพลอีกครั้งทันทีเพื่อจัด
เตรียมการออกรบรอบใหม่
ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น ครั้นถึงเวลาเที่ยง
ของวันที่สอง ทหารฉินก็มีถึงหนึ่งแสนนายแล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการ
เตรียมการและการจัดตารางเวลาที่ตึงเครียด เมื่อ
ใกล้ค่ำ หมอกสีเทาก็ค่อยๆ ปกคลุมภูเขาสูง
ตระหง่านรอบๆ ด่านเจียเหมิง ไฟสว่างในค่าย
ของกองทัพฉินเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยผ้าไหม
หนาๆ มีเพียงแสงสลัวลอดผ่าน
ธงสีดำขนาดใหญ่ของกองทัพฉินถูกซ่อนไว้ใน
ความมืดมิดที่เต็มไปด้วยหมอกควัน
ฟิว!
เสียงแหวกว่ายอากาศดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงอู้อี้
ของลูกศรที่ปักเข้าไปในไม้ มันคือลูกศรหน้าไม้ที่
ยิงเข้าไปในเสาธงของธงขนาดใหญ่! ขนของหาง
ลูกศรส่งเสียงสั่นวิ้งๆ
“ทหารสู่โจมตี! ทหารทุกนายเตรียมรบ…”
เมื่อเสียงตะโกนที่ประตูด่านดังขึ้น ทหารทั้งค่ายก็
รีบหยิบอาวุธขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
กองทัพสู่ในด่านเจียเหมิงซ่อนเร้นตัวเองอยู่ใน
หมอกหนา ลอบฆ่าอยู่เงียบๆ
“ทหารทุกนายเตรียมรบ!”
“ทหารทุกนายเตรียมรบ!”
ในค่ายส่งเสียงเป็นระลอก ดังหลายครั้งทว่าไม่
วุ่นวาย เห็นได้ชัดว่ามิได้ลุกลี้ลุกลนกับการโจมตี
ฉับพลันของกองทัพสู่
เพียงพริบตาที่ประตูด่านก็มีลูกศรร่วงลงมาราว
กับฝูงตั๊กแตน พุ่งเข้ามาอย่างหนาแน่นราวกับ
สายฝนกระหน่ำ ทันใดนั้นเสียงกลองสงครามสีดำ
ก็ดังขึ้นเหนือประตูด่าน โล่เหล็กสีดำทรงสูงถูก
สร้างเป็นกำแพงอย่างรวดเร็ว มือธนูเริ่มต่อสู้กลับ
ทันทีจากช่องว่างเล็กๆ ด้านล่าง
ภายใต้สถานภาพย่ำแย่เช่นนี้ ทั้งสองฝั่ายต่างมอง
กันไม่เห็น อาศัยเพียงลูกศรที่ท่วมท้นท้องฟั้า
เท่านั้น
“อีกฝั่ายมีเท่าใด?” จางเหลียวแม่ทัพที่
รับผิดชอบในการปกปั้องเมืองขึ้นไปบนหอคอย
ทันที
“มองไม่เห็นขอรับ ตอนนี้ดูแล้วมีอย่างน้อยสอง
หมื่นนาย!” รองแม่ทัพตอบ หากสามารถยิงฝน
ธนูหนาแน่นเพียงนี้ จำนวนจะต้องมีไม่น้อย
จางเหลียวมองไปยังฝูงชนที่เคลื่อนไหวเลือนราง
อยู่ด้านล่าง พลันออกคำสั่งให้ปั้องกันนครอย่าง
เข้มงวด กำแพงนครดินแดนปาสู่มิได้สูงใหญ่
มั่นคงเหมือนในจงหยวน ด่านเจียเหมิงถูกสร้าง
ขึ้นตามภูมิประเทศที่สูงชัน หอคอยนั้นเรียบง่าย
มาก เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพสู่ที่เก่งในการต่อสู้
บนภูเขา การปั้องกันด่านเจียเหมิงก็ไม่ใช่เรื่อง
ง่ายแล้ว
“พยายามขับไล่กองทัพสู่ออกไป” เสียงเรียบๆ
ดังขึ้นข้างกายจางเหลียว เขาตกใจเล็กน้อย เมื่อ
ครู่เขาเฝั้ามองฉากการต่อสู้จนเหม่อลอยเกินไป
จึงมิได้รู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้
จางเหลียวหันไปมอง ก็เห็นสีหน้าเรียบเฉยของซ่ง
ชูอีเหมือนกับน้ำเสียงนั้น ตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อน
ตอบว่า “ขอรับ!”
จางเหลียวจากไปไม่นาน เสียงกลองสงครามก็ดัง
รัว เสียงแตรดังก้องไปทั่วหุบเขา เสียงนั้นสะท้อน
กลับมาอีกครั้งซึ่งกระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้ของ
ทหารฉิน ชุดลูกธนูที่แข็งแกร่งเข้าร่วมการต่อสู้
ฝนลูกศรนั้นมากกว่าเมื่อครู่เป็นสองเท่า เสียง
แหวกว่ายผ่านอากาศยิ่งดังแสบแก้วหู เสียงกรีด
ร้องจากด้านล่างของหอคอยดังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
กองทัพได้รวมตัวกันที่ด่านเจียเหมิงแล้ว พร้อม
โจมตีซึ่งหน้าได้ตลอดเวลา
กลิ่นคาวเลือดทำให้ไปั๋เริ่นส่ายหางไปมาอย่าง
ตื่นเต้น ซ่งชูอียื่นมือออกมาลูบหัวของมัน เพื่อให้
มันสบายใจ
การต่อสู้ครั้งแรกใช้เวลาไม่นาน เพียงครึ่งชั่วยาม
กองทัพสู่ก็ถอยกลับไปแล้ว ราวกับว่ามันเป็น
เพียงการทดลองเท่านั้น
ซ่งชูอีพาไปั๋เริ่นลงไปจากหอคอย กลับไปยังค่ายผู้
บัญชาการ
จางอี๋กำลังเดินหมากกับตัวเอง ซือหม่าชั่ว
คาดคะเนสถานการณ์การสู้รบอยู่บนแผนที่ครั้ง
แล้วครั้งเล่า จินเกอนอนหมอบอยู่ข้างเท้าจางอี๋
แสดงอาการถ่อมตัวที่หาได้ยาก
“หวยจิน สู้กันครั้งแรกเป็นเยี่ยงไรบ้าง?” จางอี๋
เอ่ยถาม
“รู้แล้วยังแสร้งถาม” ซ่งชูอียิ้มพลางนั่งลงตรง
ข้ามเขา เอื้อมมือเดินหมากด้วย
ไปั๋เริ่นกับจินเกอเห็นหน้ากันก็รู้สึกไม่ชอบใจ ทว่า
ครั้งนี้มิได้ก่อความวุ่นวาย ต่างหมอบอยู่ตรงนั้น
และต่างคนต่างเล่นอย่างว่าง่าย
“ท่านแม่ทัพ หัวหน้ากองซือหม่าขอพบขอรับ!”
เสียงรายงานข้างนอกดังขึ้น
ซือหม่าชั่วหมุนตัวไป โยนกิ่งไผ่ในมือลงไปบนโต๊ะ
“เข้ามา”
สิ้นวาจา หัวหน้ากองซือหม่ากับชายในชุดดำคน
หนึ่งก้าวเข้ามา “ท่านแม่ทัพ สายลับกลับ
มาแล้ว”
“รายงานมา” ซือหม่าชั่วยืดตัวตรง
ซ่งชูอีกับจางอี๋ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปเช่นกัน
ชายเสื้อดำผู้นั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง “เรียนท่านแม่
ทัพ ข้าน้อยสืบเจอว่ากองทัพสู่ที่อยู่หลังอวิ๋นซาน
มีเพียงทหารม้าสี่หมื่นนายเท่านั้น ดูเหมือนสู่อ๋อง
ยังไม่ไปไหน”
“เยี่ยม” ซือหม่าชั่วโบกมือให้ทั้งสองออกไป แล้ว
หมุนตัวถามซ่งชูอีกับจางอี๋ “ท่านทั้งสองคิดว่า สู่
อ๋องยังคงอยู่ข้างหลังเพื่อปฏิบัติหน้าที่กองทหาร
เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?”
“พูดยาก” จางอี๋ขมวดคิ้ว
ก็มีความเป็นไปได้ที่กองทัพสู่จะโจมตีหลอกๆ
เพื่อทำให้ศัตรูเข้าใจผิด และสู่อ๋องก็ได้สั่งให้
กองทัพเตรียมอ้อมไปทางหุบเขาอวิ๋นซานแล้ว
ทว่านี่เป็นเพียงความคิดของจางอี๋เท่านั้น ไม่แน่
ว่าสู่อ๋องอาจคิดว่าการอยู่ข้างหลังปลอดภัยกว่าก็
ได้?
“การระมัดระวังเป็นเรื่องดี แม้จะกล่าวไม่ได้ว่า
การจัดการทหารของข้าจะปลอดภัยเสียทีเดียว
แต่แน่นอนว่าโอกาสชนะก็เป็นไปได้สูง บวกกับ
ทหารม้าอีกสี่หมื่นนายที่ยึดครองจุดยุทธศาสตร์ที่
เอื้ออำนวยของด่านเจียเหมิง ไม่จำเป็นต้องกังวล
มากจนเกินไป” ซ่งชูอีมองซือหม่าชั่วอย่างสงบ
“ท่านแม่ทัพมั่นคงเสมอมา การต่อสู้ครั้งนี้ต้อง
ชนะอย่างแน่นอน”
ซ่งชูอีกล่าวได้อย่างสละสลวยมาก ทว่าซือหม่าชั่ว
ก็ตอบสนองในทันที พลันคิดว่านับตั้งแต่ที่ตัวเอง
เข้าปาสู่ก็ระมัดระวังเกินไปจริงๆ ไม่มีอะไรผิดกับ
การเดินทัพอย่างระมัดระวัง ทว่าหากต้องการ
โจมตีปาสู่ให้แตกในคราเดียว ลำพังเพียงความ
ระมัดระวังอย่างเดียวไม่เพียงพอ
“ขอบคุณซ่งจื่อที่เตือนสติ” ซือหม่าชั่วประสาน
มือเอ่ย
ซ่งชูอีโบกๆ มือ “ข้าเพียงกล่าวความจริงเท่านั้น”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่มืดมนของซือหม่า
ชั่ว ‘ซ่งจื่อผู้นี้ กระทำการใดก็เป็นที่นิยมชมชอบ
แม้แต่การเตือนสติว่าเขาระมัดระวังตัวเอง
จนเกินไปก็ไม่เคยทำเขาเสียหน้าเลย’
แม้ว่าซือเหล่าชั่วจะเป็นคนที่อดทนต่อการถูก
ตำหนิได้ แต่ว่าใครจะไม่อยากรู้สึกสบายใจบ้าง
เล่า?
“วู้…”
ทันใดนั้นเสียงเสียงแตรก็ดังขึ้นนอกกระโจมอีก
ครั้ง…กองทัพสู่โจมตีเป็นครั้งที่สองแล้ว!
แม้ทั้งสามคนจะรู้ว่านี่อาจเป็นการล่อลวงของ
กองทัพสู่อีกครั้ง ทว่าก็ไม่กล้าประมาท รอ
สถานการณ์ทางทหารในกระโจมตลอดเวลา
จนกระทั่งเวลายามสอง กองทัพสู่ก็โจมตีทั้งหมด
สามครั้ง ความแข็งแกร่งนั้นมีมากขึ้นทุกครั้ง แต่ก็
ไม่สามารถสั่นคลอนการปั้องกันที่แข็งแกร่งของ
กองทัพฉินได้
ไม่รู้ว่าซ่งชูอีฟุบหลับอยู่บนหลังไปั๋เริ่นตั้งแต่เมื่อไร
จางอี๋เห็นว่าขณะที่นางนอนก็ยังทำลายขนบนตัว
ของไปั๋เริ่นด้วยความซุกซน เขาส่ายศีรษะอย่าง
จนปัญญา หาผ้าห่มห่มผ้าให้นาง
“โลกของซ่งจื่อนั้นช่างไกลเกินเอื้อมจริงๆ!” ซื
อหม่าชั่วกล่าวกระซิบ
ในความเป็นจริงแล้ว การที่ซ่งชูอีสามารถหลับ
สนิทได้ไม่ใช่เพราะสภาพจิตใจที่ดี ครึ่งปีมานี้นาง
เดินทางอยู่ในรัฐปาสู่ เหนื่อยทั้งกายและใจ อีกทั้ง
ยังต้องวางแผนจนสมองแทบระเบิด กุม
สถานการณ์โดยรวมไว้ในมือ ทุกอย่างอยู่ภายใต้
การควบคุม ดูแล้วเหมือนมีอิสระที่สามารถหงาย
มือเป็นก้อนเมฆและคว่ำฝั่ามือเป็นสายฝน ใน
ความเป็นจริงกลับเป็นผลเสียต่อร่างกายมากจน
ทนไม่ไหว!