กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 209 จะหยาบโลนไม่ได้
ฉินสู่ประมือกันครั้งแรก รัฐสู่ถูกกองทัพฉินกวาด
ล้าง องค์จวินถูกจับเป็นเชลย ความพ่ายแพ้นั้น
สมบูรณ์แบบยิ่ง
อย่างไรก็ดีหลังจากที่ข่าวสู่อ๋องถูกจับเป็นเชลย
แพร่ออกไป กองทัพที่ถวายการรับใช้องค์จวินไม่
เพียงไม่วุ่นวายทว่ากลับมีแรงบันดาลใจในการ
ต่อสู้
เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นก็ไม่นับว่าประหลาด ใน
ราชสำนักของรัฐสู่มีองค์รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์ ต่อให้ไม่มีสู่อ๋องแล้วรัฐสู่ก็
ไม่ถึงกับไม่มีองค์จวินเลย นอกจากนี้สู่อ๋องยังละ
ทิ้งงานการเมืองเป็นเวลาหลายปี เหล่าขุนนางใน
ราชสำนักก็คุ้นเคยกับการจัดการการเมืองโดยมี
ท่านมหาเสนาบดีเป็นผู้นำมานานแล้ว เขาจะอยู่
หรือไม่นั้นไม่ได้สร้างความแตกต่างให้กับการ
ดำเนินกิจการของรัฐมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นบรรดา
ขุนนางก็สามารถทำงานได้อย่างสบายใจขึ้นโดย
ไม่มีองค์จวินมารบกวน สำหรับการเดินทัพเพื่อ
ทำสงครามนั้น หัวใจสำคัญคือท่านแม่ทัพหาใช่
องค์จวินไม่ การที่องค์จวินถูกจับเป็นเชลย
แน่นอนว่าทำให้กำลังใจเหล่าทหารสั่นคลอน
ทว่าสุดท้ายแล้วราชสำนักก็ยังอยู่เบื้องหลังและ
องค์ชายก็ยังอยู่ที่นั่น หากมีนายพลคนหนึ่งที่
สามารถรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์
โดยรวมได้ก็สามารถเปลี่ยนความเศร้าโศกและ
ความตื่นตระหนกเป็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ได้
ดังนั้นสู่อ๋องจะเป็นหรือตายก็ไม่ใคร่เกี่ยวกับการที่
รัฐสู่ถูกโค่นมากนัก
ที่แท้องค์จวินยะโสโอหังผู้นี้เป็นภาระของ
บ้านเมือง! ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่า
ควรจะฉลองกับรัฐสู่ดีหรือว่าเสียใจกับสู่อ๋องดี
เดิมทีกองทัพวางแผนที่จะบุกตีค่ายเพื่อยึดครอง
ตำแหน่งอันได้เปรียบก่อน ทว่าถูอู้ลี่กลับนำ
กองทัพเข้ามาใกล้ด่านเจียเหมิงภายในหนึ่งวัน
ความเร็วที่น่ากลัวเช่นนี้จะต้องได้รับคำสั่งให้มา
ปกปั้ององค์จวินอยู่ก่อนแล้วเป็นแน่! นี่ทำให้ซ่งชู
อีต้องทำความรู้จักท่านมหาเสนาบดีแห่งรัฐสู่ผู้
“ทรยศ” คนนั้นเสียใหม่ ในระหว่างดำรง
ตำแหน่งมหาเสนาบดีแห่งรัฐสู่เขาแทบไม่ได้ทำ
อะไรเลย ทว่ากลับคิดหาวิธีสร้างความมั่งคั่งด้วย
เลือดและหยาดเหงื่อของประชาชนเสมอมา และ
เป็นเพราะเหตุนี้ จูเหิงจึงไม่เคยคิดที่จะต่อกรกับ
เขา
การที่คนคนหนึ่งสามารถอยู่ในตำแหน่งภายใต้
หนึ่งคนและอยู่เหนือหนึ่งหมื่นคนได้นั้น แน่นอน
ว่าซ่งชูอีมิได้ประมาทเขา เพียงแต่ไม่คิดว่าบุคคล
นี้จะมองการณ์ไกลเพียงนี้
ซือหม่าชั่วคิดว่าถึงอย่างไรกองทัพฉินก็มิได้
คุ้นเคยกับการปฏิบัติการบนภูเขาเหมือนกับ
กองทัพสู่จึงไม่รบเร้าให้เร่งเดินทัพ
ถูอู้ลี่นำกองทัพมาถึงอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับมิได้
เข้าใกล้ด่านเจียเหมิง แต่ประจำการอยู่บนภูเขาที่
ห่างจากด่านเจียเหมิงออกไปยี่สิบลี้ ธงสีเขียวเข้ม
ขนาดใหญ่ในค่ายถูกสายลมบนภูเขาพัดจนส่ง
เสียงดังดุเดือด
ที่ด่านเจียเหมิง
ซ่งชูอีและจางอี๋ยืนอยู่ที่หน้าประตูด่าน มองไปยัง
ยอดเขาที่ห่างไกลในยามพลบค่ำ ในใจก็เข้าใจว่า
ศึกนองเลือดแท้จริงที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
กำลังใกล้เข้ามา
ในเวลานี้กองทัพหนึ่งแสนสามหมื่นนายของ
กองทัพฉินได้ตั้งค่ายที่ด่านเจียเหมิงแล้ว
พวกเขายืนอยู่ที่ประตูค่ายแล้วมองออกไปก็เห็น
ค่ายพักแรมตั้งอยู่หนาแน่นบนที่ราบลุ่มแม่น้ำ
ท่ามกลางภูเขาสูงตระหง่าน แม่น้ำขนาดกว้าง
สองจั้งไหลผ่านใจกลาง คลื่นน้ำสาดส่องเป็น
ประกายภายใต้แสงจันทร์อันเจิดจ้า คบเพลิง
เหมือนมังกรยาวที่ส่องสว่างค่ายใหญ่
สายลมจากภูเขาพัดมา หลังคอของซ่งชูอีเย็น
เล็กน้อย อดที่จะตัวสั่นมิได้ “ถูอู้ลี่คนนั้น ช่างเป็น
ปรมาจารย์ในการนำทัพต่อสู้จริงๆ!”
จางอี๋มองไปยังที่ไกลๆ ตามสายตาของซ่งชูอีแล้ว
ก็ตื่นตกใจเช่นกัน เดิมทีตอนที่กองทัพมากันยังไม่
ครบ ที่ราบลุ่มแม่น้ำแห่งนี้ดูกว้างมากอย่างเห็น
ได้ชัด บัดนี้กลับคราคร่ำไปด้วยทหารที่มาตั้งค่าย
และเกือบจะยึดครองพื้นที่เต็มแม่น้ำและหุบเขา
ที่นี่ก็เป็นเหมือนแอ่งน้ำที่ถูกล้อมรอบรอบด้าน
กองทัพทั้งหมดก็อยู่ในที่ราบต่ำแห่งนั้น!
กองทหารทั่วไปมักชอบพื้นที่สูงที่แห้งแล้งและ
หลีกเลี่ยงพื้นที่ต่ำ ให้ความสนใจกับสถานที่ที่มี
แดดจัดและหลีกเลี่ยงที่มืด ในกรณีส่วนใหญ่ การ
ประจำค่ายทหารในพื้นที่ต่ำเกินไปเป็นสิ่ง
ต้องห้าม สิ่งที่เรียกว่าหยินและหยางเป็นสิ่งที่คาด
เดาไม่ได้มากที่สุด ไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นที่ที่มี
แดดจัดหรือร่มรื่นเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยที่
ครอบคลุมรวมถึงภูมิประเทศด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพฉินแล้ว กองทัพสู่
เลือกที่จะประจำการบนภูเขา แม้ระยะทาง
ค่อนข้างไกล ทว่าหากแยกแยะอย่างละเอียดแล้ว
ก็จะพบว่าสถานที่ที่ถูอู้ลี่เลือกนั้นเป็นการบีบคอ
ให้กองทัพฉินเคลื่อนไปข้างหน้า ตราบใดที่
กองทัพฉินก้าวไปข้างหน้า กองทัพสู่ที่ยึดครอง
พื้นที่สูงก็จะสามารถโจมตีแบบกดขี่จากบนลง
ล่างได้
ตราบใดที่กองทัพสู่สามารถบีบการเดินหน้าของ
กองทัพฉินอย่างใกล้ชิดและรั้งกองทัพใหญ่ไว้ที่นี่
ได้ แม้ว่าจะไม่มีโอกาสที่เหมาะสมต่อการโจมตี
เพียงแค่ยื้อก็สามารถทำให้กองทัพใหญ่พังทลาย
ได้แล้ว
“เป็นท่านแม่ทัพเทพมาจุติจริงหรือ?” ซ่งชูอี
พึมพำ
ถูอู้ลี่ผู้นั้นยังเยาว์นัก เห็นได้ชัดว่าเพิ่งออกมาจาก
ชนเผ่าถูอู้ลี่ได้ไม่นาน ไม่มีประสบการณ์การต่อสู้
จริงมากนัก ทว่ากลับสามารถวางแผนเค้าโครงที่
ซับซ้อนเพียงนี้ ทำให้ต้องอุทานว่าเป็นพรที่
สวรรค์สร้างจริงๆ!
“จะชักช้ามิได้ กลับค่ายผู้บัญชาการเถิด” จางอี๋
รีบเดินลงไปจากหอคอย
ทั้งสองคนกลับไปที่กระโจมเพื่อหารือกับซือหม่า
ชั่วเรื่องที่จะย้ายค่ายในด่านเจียเหมิง หากผ่าน
ด่านเจียเหมิงไปได้พื้นที่ก็จะราบเรียบขึ้นเรื่อยๆ
ระยะทางทั้งสองฝั่ายค่อนข้างห่างกัน อิทธิพลที่มี
ต่อกันก็นับว่ามีไม่มาก
ซือหม่าชั่วก็พบว่าที่แห่งนี้ไม่เหมาะแก่การตั้งค่าย
อีกต่อไป ทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันและบรรลุ
ข้อตกลงอย่างรวดเร็ว หลังจากหารือเสร็จแล้วก็
สั่งการให้ย้ายค่ายไปยังที่สูงที่ห่างออกไปเจ็ดลี้ใน
ชั่วข้ามคืน พื้นที่โดยรอบเปิดโล่ง ภูมิประเทศ
ค่อนข้างสูง ดังนั้นกำลังพลจึงไม่อาจถูกโอบล้อม
ได้
หลังจากออกมาจากด่านเจียเหมิง ยิ่งเดินไป
ข้างหน้ามากเท่าใด พื้นที่โดยรอบก็ยิ่งเปิดโล่ง นี่
คือภูมิประเทศที่ทหารม้าต่อสู้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพมากที่สุด ปาสู่มีภูเขาและแม่น้ำ
มาก การต่อสู้ในภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย
ก็ทำให้ทหารม้าของรัฐปาสู่ขาดความ
กระปรี้กระเปร่า ทหารในชุดเกราะสีดำของรัฐฉิน
นั้นยากที่จะหยุดยั้ง หากสามารถล่อกองทัพสู่เข้า
มาต่อสู้ในภูมิประเทศเช่นนี้ได้แล้วล่ะก็…
ซ่งชูอีครุ่นคิด แม้ว่าถูอู้ลี่ผู้นั้นจะเป็นแม่ทัพเทพ
มาจุติก็คงไม่สามารถรู้ทุกอย่างกระมัง? เขาเข้าใจ
กองทัพฉินมากแค่ไหนเชียว?
มีหุบเขาอยู่ระหว่างฝังแม่น้ำ หน้าผาสูงชัน
ทิวทัศน์ที่แข็งกระด้างไม่ทิ้งความสง่างาม อย่างไร
ก็ตามสำหรับชาวฉินที่คุ้นเคยกับพื้นที่เปิดก็มักจะ
รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่ยิ่งเดินหน้ามากเท่าไร
ทัศนียภาพตรงหน้าก็จะยิ่งเปิดโล่ง จนกระทั่ง
มาถึงพื้นที่สูงเพื่อตั้งค่ายจึงจะรู้สึกถึงข้อดีของปา
สู่
พระจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออกของภูเขา
ดวงดาวแขวนอยู่บนท้องนภาอันกว้างใหญ่ สาย
ลมโชยเอื่อยและอบอุ่น ไม่บาดคมเหมือนมีด
แห่งหล่งซี เสียงของวัชพืชและแมลงดังขึ้นใน
หญ้าเขียวชอุ่มโดยรอบ หากยืนอยู่ในพื้นที่สูงจะ
สามารถมองเห็นสายสีเงินของแม่น้ำที่ไหลลงมา
จากภูเขาอันไกลโพ้นท่ามกลางก้อนเมฆยามราตรี
มันไหลคดเคี้ยวผ่านที่ราบกว้างใหญ่จนกระทั่ง
เลี้ยวหักมุมอยู่ในช่องเขาที่อยู่ไม่ไกลนักและไม่รู้
ว่าไหลไปยังทิศทางใด ทัศนียภาพเช่นนี้เปิดกว้าง
และอ่อนโยนนักเมื่อเปรียบเทียบกับหุบเหวนับ
ร้อยพันอันหยาบคายของหล่งซี เป็นเหมือน
มารดาที่ทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดและงดงามจาก
หัวใจ
ซ่งชูอีกับจางอี๋ยืนอยู่หน้าแม่น้ำเงียบๆ มัวเมากับ
ความงามตรงหน้า แต่หัวใจขุ่นมัวไปด้วยความ
เศร้าโศก
ระหว่างทางพวกเขาได้ผ่านบางชนเผ่าในรัฐจู
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างรัฐจูกับรัฐปาเป็น
เรื่องที่น่าเศร้ายิ่ง บ้านสิบหลังของชนเผ่าเหล่านั้น
ว่างเก้าหลัง แม้แต่ผู้หญิง เด็กและคนแก่ที่
อ่อนแอหลายคนก็เสียชีวิตในสนามรบ ส่วนพวก
เขาก็กล่าวได้ว่าเป็นผู้ริเริ่มสงครามนี้โดยเฉพาะ
ซ่งชูอี
ทว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่สามารถหยุด
พวกเขาได้
นี่คือโลกแห่งสงครามจึงต้องปรับตัวไปตาม
กระแส ไม่ต่อสู้ก็เท่ากับนั่งรอวันตาย เมื่อโลก
แตกเป็นเสี่ยงๆ ที่ไหนมีผู้คนก็จะเกิดข้อพิพาทที่
นั่น เปั้าหมายของพวกเขาคือใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง
ราษฎรอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทว่าก่อนที่มันจะ
เกิดขึ้นก็ต้องมีผู้เสียสละ เสียสละประชากรนับ
พันนับหมื่นเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งตัวของพวกเขา
เอง
สิ่งที่ซ่งชูอีทำคือการฆ่าที่รุนแรง ทว่านางก็ยังชื่น
ชมจิตวิญญาณของลัทธิเต๋าเข้ากระดูก นางรู้ว่ามี
น้อยคนที่จะสามารถยับยั้ง**ที่จับต้องได้ตรงหน้า
นี้ เมื่อโลกอยู่ในความสงบเท่านั้นจึงจะสามารถ
ทำให้ลัทธิเต๋ามีอิทธิพลต่อจิตใจผู้คนอย่างช้าๆ
และทำให้ใต้หล้าสงบสุขไม่เกิดสงครามอีก
“ท่านว่า สายตาของคนเรามองไกลได้แค่ไหน?
สิบปี? ห้าสิบปี? หนึ่งร้อยปี? หนึ่งพันปี?” ซ่งชูอี
ทำลายความเงียบ
จางอี๋ราวกับรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ยิ้มเอ่ย
“บางคนมีหนึ่งใบไม้บังตาจนไม่อาจเห็น
สถานการณ์ทั้งหมดได้ บางคนก็มองข้ามทุก
สรรพสิ่ง ”
“ถ้าหากว่ามีหนึ่งใบไม้บังตาแต่ไม่รู้ตัวเล่า?” ซ่งชู
อีหันมองเขา
จางอี๋เอ่ย “ทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง ถ้ามัน
ไม่สามารถสร้างความสุขให้ใต้หล้าแต่มันก็คู่ควร
กับหัวใจของตัวเองกระมัง”
ซ่งชูอียิ้มน้อยๆ “นั่นสิ วิถีเต๋านั้นเป็นธรรมชาติ
คืนสู่สามัญ”
นักยุทธศาสตร์ก็เป็นมนุษย์ เบื้องหลังการฆ่าฟัน
อันโหดเหี้ยมก็เป็นหัวใจที่อ่อนนุ่มดวงหนึ่ง เมื่อ
สัมผัสภายในหัวใจก็จะมีความรู้สึกเศร้าโศกและ
สงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกหรือผิด ทั้งสองคนก็
ทำได้เพียงสนับสนุนกันและกันอย่างอ่อนโยน แต่
ความสัมพันธ์ภายในกลับใกล้ชิดกันมากขึ้นอย่าง
ไม่คาดคิด
เมื่อตั้งค่ายได้อย่างลงตัว ท้องฟั้าก็กลายเป็นสี
เหลืองทองจางๆ แล้ว
ซ่งชูอีเงยหน้าขึ้นมอง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
แสงอาทิตย์ปะทุออกมาจากหลังก้อนเมฆ แสงสี
ทองอร่ามสาดส่องโลกใบนี้ภายในพริบตา ซ่งชูอี
หรี่ตามองครู่หนึ่งแล้วกล่าวอำลาจางอี๋ “ข้าจะ
กลับไปนอน”
จางอี๋ตอบรับเสียงหนึ่ง ขณะที่กำลังจะบอกว่าให้
กลับไปด้วยกันก็เห็นซ่งชูอีไปที่ค่ายทหารม้า อดที่
จะแปลกใจมิได้ ซย่าเฉวียนเป็นผู้นำทหารม้า เมื่อ
คืนเป็นผู้บุกเบิกสังหารกองทัพสู่ในหุบเขาอวิ๋น
ซาน ในเวลานี้น่าจะกำลังพักผ่อนอยู่ จะเข้าไป
ตอนนี้ทำไมกัน?
จางอี๋ครุ่นคิดเพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาเองก็รู้สึก
ง่วงนอนอย่างยิ่ง แน่นอนว่าไม่มีเวลาว่างที่จะไป
ใส่ใจเรื่องส่วนตัวของซ่งชูอี จึงเดินกลับไปที่ค่าย
ตามลำพัง
ในค่ายทหารม้าเงียบงันเป็นอย่างมาก ทุกคน
กำลังพักผ่อน แสงอาทิตย์ส่องแสงจ้าอย่างเป็น
ระเบียบบนพื้นที่ว่างเปล่า บนตัวของเหล่าทหาร
มีบาดแผลไม่มากก็น้อย หลังจากพันแผลแล้วก็
ปล่อยให้พวกเขางีบหลับอยู่ตรงนั้นพร้อมกับ
อาวุธในอ้อมแขน หากไม่มีคนกรนก็จะดูเหมือน
ศพมิปาน
ที่นี่แม้แต่ยามหลับก็ไม่มีคนกล้าที่จะละอาวุธไป
จากกาย เพราะว่าเมื่ออยู่ในสนามรบ มันก็คือ
หลักประกันของชีวิต อีกทั้งเป็นเครื่องมือเดียวใน
การสร้างอนาคตของการรับราชการทหาร
ขณะที่ซ่งชูอีกำลังถามว่ากระโจมของเจ้าอี่โหลวอ
ยู่ที่ใดนั้น ก็บังเอิญเห็นไปั๋เริ่นเดินเข้าไปใน
กระโจมหลังหนึ่งด้วยความยินดีจึงเดินตามเข้าไป
แล้ว
ในกองทัพ เป็นไปได้ว่ามีคนที่ไม่รู้จักจางอี๋กับซ่งชู
อี ทว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักไปั๋เริ่นกับจินเกอ
มีกลิ่นเลือดจางๆ ลอยอยู่ในกระโจม เสียงน้ำไหล
จ๊อกๆ ดังออกมาจากหลังฉากกั้น
“ใครน่ะ!” ทันใดนั้นเสียงที่อ่อนโยนน่าดึงดูดของ
เจ้าอี่โหลวก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความอาฆาต
“ข้าเอง” ซ่งชูอีเลิกม่านแล้วเดินเข้าไป เห็นเจ้าอี่
โหลวกำลังเอนตัวลงในอ่างทองแดงเพื่อทำความ
สะอาดบาดแผลด้วยท่อนบนที่เปลือยเปล่า
ผมสีดำของเขาถูกผูกไว้หลวมๆ อยู่ด้านหลังด้วย
แถบผ้า เสื้อผ้าที่ถอดออกครึ่งหนึ่งห้อยอยู่ที่เอว
และสะโพกอย่างหลวมๆ ร่างกายที่อยู่ตรงหน้าไม่
บอบบางเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วแต่แข็งแรงไร้
ร่องรอยไขมัน เห็นกล้ามเนื้อได้ชัดเจนแม้ไม่ได้
ออกแรง ไหล่กว้าง เอวและหน้าท้องแคบแต่ทรง
พลัง แขนที่เหยียดยาวที่มีพลังซ่อนอยู่นั้นแข็งแรง
กำลังดี เลือดที่เจือจางด้วยน้ำค่อยๆ เลื่อนลงมา
ตามร่องที่งดงามของผิวสีน้ำผึ้งเสมือนเม็ด
ปะการัง
ซ่งชูอีกลืนน้ำลาย บังคับตัวเองให้มองไปที่
บาดแผลใกล้กระดูกสะบัก “ข้าจะไปเรียกท่าน
หมอ”
“ไม่ต้อง” เจ้าอี่โหลวเอ่ย “ข้าขอยาจากท่านหมอ
แล้ว เจ้าช่วยข้าทายาเถิด เจ้ารู้เรื่องการแพทย์
มิใช่หรือ?”
ตลอดเวลามานี้ เจ้าอี่โหลวก็ยังคงมีนิสัยแปลกๆ
ที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้ อย่าว่าแต่เวลาถอด
เสื้อต่อหน้าผู้อื่นอย่างไร้ความระวังตัวเช่นนี้เลย
แม้แต่เวลาติดต่อกับผู้คนเป็นการส่วนตัวขณะที่
ยังสวมชุดเกราะก็ยังคงระวังตัว แม้ว่าเขาคนนี้จะ
พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทว่าด้านความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลนั้นเฉื่อยชาเสมอมา
ซ่งชูอีหยิบผ้าขนหนูขึ้นมา ข่มความต้องการที่จะ
เริ่มทำอะไรบางอย่าง ซับน้ำตามร่างกายของเขา
จนแห้ง หลังจากทำความสะอดาบาดแผลอย่าง
ระมัดระวังแล้วก็ใส่ยาและพันผ้า ทักษะทาง
การแพทย์หนึ่งเดียวที่ซ่งชูอีถนัดที่สุดก็คือการพัน
แผล นอกเหนือจากนี้ก็ทำได้เพียงแก้อาการปวด
ศีรษะโดยอาศัยโชคเท่านั้น
บาดแผลบนร่างกายของเจ้าอี่โหลวไม่ลึกมากและ
มีเพียงที่เดียว ซ่งชูอีจึงมิได้ยืนกรานที่จะตามหมอ
เข้ามา “ปกติก็ระวังตัวหน่อย อย่าโดนน้ำอย่า
โดนของสกปรก”
“อืม” เจ้าอี่โหลวตอบรับเสียงหนึ่ง แล้วสวม
เสื้อผ้า
“วันนี้เจ้ามิได้พักผ่อนหรอกหรือ นอนเป็นเพื่อน
ข้าสักครู่เถิด” ซ่งชูอีกล่าวพลางถอดเสื้อเกราะตัว
อ่อนออกแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว
เจ้าอี่โหลวเอนตัวลงนอนตามคำชวน
ซ่งชูอีวางอุ้งมือไว้บนเอวของเจ้าอี่โหลวอย่าง
เปิดเผย ถือโอกาสแนบตัวใกล้ชิด เจ้าอี่โหลวหน้า
แดงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรจะวางมือเท้าที่ใดจึงจะ
เหมาะสม ตัวจึงแข็งทื่อเล็กน้อย
เนื้อผ้าที่บอบบางยากที่จะซ่อนเร้นความอบอุ่น
และความยืดหยุ่นของร่างกายได้ ซ่งชูอีบอก
ตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘เขาบาดเจ็บ จะทำ
อะไรหยาบโลนไม่ได้ จะหยาบโลนไม่ได้ หยาบ
โลนไม่ได้…’
คิดไปคิดมา อุ้งมือก็ถือโอกาสเลื่อนเข้าไปใน
เสื้อผ้าของเขาแล้ว
เจ้าอี่โหลวตัวแข็งทื่อทันใด ผงะไปครู่หนึ่งจึงนึก
ขึ้นได้และเอื้อมมือดึงนางออกไป ทว่าเพราะถูก
คว้าส่วนสำคัญเอาไว้จึงไม่สามารถออกแรงได้
ซ่งชูอีบีบๆ เล่นๆ กับมันด้วยความซุกซน ไม่ช้า
ทั้งตัวของเจ้าอี่โหลวก็ร้อนผ่าว บริเวณนั้นแข็งตัว
อยู่ในมือของซ่งชูอี เขาแทบอยากจะขุดดินฝัง
ตัวเองด้วยความเขินอาย
“หวยจิน…” มือของเจ้าอี่โหลวคว้ามือของนางไว้
แล้วกดไว้เบาๆ เสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งเจือปน
ความวิงวอน “เลิกเล่นได้แล้ว ข้า…ข้าทรมาน”
ซ่งชูอีกระแอมไอ พลันกล่าวด้วยความจริงจัง
“ข้าก็ทรมาน เช่นนั้นมาแก้ปัญหาด้วยกันเถิด?”
พูดจบก็รู้สึกว่าบัดนี้ยังมิใช่โอกาสที่จะทำเช่นนั้นก็
คลายมือออก “เช่นนั้นก็พักผ่อนเถิด วันหน้าไว้
ว่างๆ แล้วค่อยไตร่ตรองกันอีกที”
เจ้าอี่โหลวพูดไม่ออก กล่าวด้วยความโมโห “มีสิ่ง
ใดน่าไตร่ตรอง!”
“อืม พูดก็ถูก” ซ่งชูอีเอ่ย
เจ้าอี่โหลวพึงพอใจมากที่วันนี้นางค่อนข้างเป็น
ปกติ เพิ่งจะคิดเช่นนี้ก็ได้ยินนางหัวเราะเจ้าเล่ห์
“เรื่องนี้ก็ช่างมันเถิด!”
“ฮู่…” เจ้าอี่โลวพ่นหายใจอย่างแรง หลับตาลง
ตัดสินใจว่าจะไม่หารือกับนางหัวข้อนี้อีก
หลังจากเงียบสงบแล้ว เจ้าอี่โหลวทำอย่างไรก็
นอนไม่หลับได้แต่หลับตาทำสมาธิ
สุดท้ายก็พักผ่อนหนึ่งชั่วยามโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทันใดนั้นก็มีคนรายงานอยู่นอกกระโจม “ท่านตู
เว่ย ท่านแม่ทัพเชิญขอรับ”
เจ้าอี่โหลวเห็นว่าซ่งชูอียังคงหลับสนิท ก็ค่อยๆ
ยกมือและเท้านางออกไป เดินออกไปนอก
กระโจมพร้อมขานรับ แล้วกลับมาห่มผ้าให้นาง
อีกรอบ จากนั้นก็หมุนตัวหยิบเสื้อผ้ากับชุดเกราะ
สวมใส่ที่ห้องด้านนอกด้วยความรวดเร็ว รวบผม
ขึ้น หยิบดาบเดินออกไปจากกระโจม
ซ่งชูอีมิได้นอนหลับลึกระหว่างวัน แม้ว่าช่วงนี้จะ
เหนื่อยเป็นพิเศษทว่าก็ยังคงนอนหลับไม่สนิท
เมื่อครู่ตอนที่นายทหารพูดนางก็ได้ยินแล้ว เพียง
รู้สึกว่าเจ้าอี่โหลวเคลื่อนไหวอย่างเบามือจึงไม่ได้
ลืมตาเพราะต้องการเติมเต็มความตั้งใจที่ดีของ
เขาเท่านั้น
ภายในกระโจมที่ว่าง**** เมื่อซ่งชูอีเห็นผ้านวมที่
พันตัวแน่น มุมปากก็ยกยิ้มเล็กน้อย
นึกถึงคำถามของจี๋อวี่ หากใต้หล้ามีความสันติ
แล้ว นางยินดีที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับคนคน
นั้นหรือไม่…ซ่งชูอีหาว พลิกตัวนอนต่อ
ในโลกนี้ไม่มีเรื่องสมมติ หากมีเรื่องสมมติจริงนาง
ก็ยินดีที่จะอยู่อย่างสันติ แต่เกรงว่าคงจะไม่มีวัน
จะอยู่ด้วยกันกับผู้ชายอย่างเจ้าอี่โหลวกระมัง?
ซ่งชูอีเข้าใจตัวเองอย่างดีมาโดยตลอด