กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 210 ใครเป็นพ่อรองของมัน
ในโลกนี้ไม่มีเรื่องสมมติ หากมีเรื่องสมมติจริงนาง
ก็ยินดีที่จะอยู่อย่างสันติ แต่เกรงว่าคงจะไม่มีวัน
จะอยู่ด้วยกันกับผู้ชายอย่างเจ้าอี่โหลวกระมัง?
ซ่งชูอีเข้าใจตัวเองอย่างดีมาโดยตลอด
ระหว่างที่เดินทางไปหลายๆ รัฐ นางสงบและ
มั่นใจราวกับว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุม ทว่า
นางก็มีช่วงเวลาที่ไม่มั่นใจเช่นกัน หากทิ้งความรู้
ด้านการวางยุทธศาสตร์ทั้งหมด ลำพังเพียง
รูปลักษณ์และสถานะนางก็แตกต่างกับเจ้าอี่โหลว
ราวฟั้ากับเหว อีกอย่างนางก็มิใช่ดอกไม้หอมใน
แบบที่ผู้ชายชอบ ซ่งชูอีเกิดมาในยุคที่ผู้คนให้
ความสำคัญกับสถานะชาติกำเนิดซึ่งเป็นเรื่องที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะไม่มีความมั่นใจ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่
พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นในด้านประชาชนหรือด้าน
วิชาการ ความคิดของผู้คนนั้นเป็นอิสระยิ่ง และ
ไม่คิดว่า “เพศ” เป็นเรื่องที่น่าอับอาย แม้แต่ลัทธิ
ขงจื้อซึ่งมีความยับยั้งต่อผู้คนมากมายก็ไม่
สนับสนุนการทำลายธรรมชาติของผู้คน
ทฤษฎีวิชาการเรื่อง “ธรรมชาติของชีวิต” ที่เก้าจื่
อประกาศไว้ เขามองว่าอาหารและการมี
เพศสัมพันธ์คือสิ่งที่จำเป็นในการดำรงอยู่ของ
มนุษย์ ในการถกเถียงกับเมิ่งจื่อ เขาก็พูดอย่าง
ตรงไปตรงมาว่า “ความต้องการในอาหารและ
เพศเป็นธรรมชาติของมนุษย์” เมิ่งจื่อไม่ได้
หักล้างประเด็นนี้ แต่เห็นด้วยกับคำพูดนี้โดย
ปริยาย
ขงจื้อก็กล่าวไว้ว่า: ชายหญิงผู้ดื่มกิน ความ
ปรารถนาแรงกล้าของมนุษย์ยังคงอยู่
การแสวงหาวัตถุและความปรารถนาทางเพศเป็น
ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์
แม้ว่าลัทธิเต๋าจะสนับสนุนหัวใจอันบริสุทธิ์ด้วย
กิเลสอันน้อยนิด ทว่าก็บอกว่าให้ปล่อยไปตาม
ธรรมชาติของมัน ไม่ไปทำลายธรรมชาติ ดังนั้น
ซ่งชูอีจึงไม่เคยปิดบังความกำหนัดของตัวเองเลย
การรู้แจ้งเรื่องเพศของเหล่าบัณฑิตไม่ได้
หมายความว่าพวกเขาจะสามารถนอนกับใครก็ได้
ตามใจ ซ่งชูอีเป็นคนที่ได้สัมผัสกับความคิดแบบ
นี้มาตั้งแต่เด็ก จึงรู้แจ้งในด้านนี้และไม่รู้สึกสับสน
โดยธรรมชาติ ซ่งชูอีก็แยกแยะได้อยู่เสมอว่าควร
สัมผัสได้ถึงขั้นไหนกับบุคคลที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่นนางชื่นชมที่จะเห็นรูปร่างกำยำของ
จี๋อวี่ และก็เคย “ชกหน้าอก” ของเขา ทว่า
พฤติกรรมของนางก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แม้ว่า
ในความเป็นจริงแล้วมีโอกาสมากมายกองอยู่
ตรงหน้า
อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์บ้างก็คือการ
แสดงออกซึ่งอารมณ์ และจะรู้สึกสบายใจไม่ได้ถ้า
ไม่กินมันเข้าปาก
ซ่งชูอีไม่ใคร่เข้าใจว่าตนมีความรู้สึกอย่างไรต่อ
เจ้าอี่โหลว ดังนั้นนางจึงหักมุมและคิดวิเคราะห์
ในเชิงวิชาการ ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า ในเมื่อนาง
ได้พบกับเขาในชาตินี้ หากไม่จับให้อยู่หมัดก็จะ
เป็นการทำผิดต่อความประสงค์ดีของสวรรค์
อย่างแท้จริง
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ ทันใดนั้นซ่งชูอีก็
ตกใจกับความคิดของตัวเอง ลุกพรวดขึ้นนั่ง ทำ
เอาไปั๋เริ่นที่เพิ่งวิ่งเข้ากระโจมมาสะดุ้งโหยง
“เข้ามา” ซ่งชูอีกวักมือเรียกไปั๋เริ่น
ไปั๋เริ่นวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ถูไถกับมือของซ่งชูอี
อย่างว่าง่าย แสดงให้เห็นว่าเมื่อครู่นางทำให้
หัวใจน้อยๆ ของมันตกใจจริงๆ
“ดูหน้าโง่ๆ ของเจ้าสิ ขอเพียงมีอาหารกิน หัวก็
จะเริ่มเป็นประกายแล้ว” ซ่งชูอีเข้าใจความคิด
ของมันได้ในพริบตา พฤติกรรมออดอ้อนเช่นนี้ก็
เพียงเพื่อต้องการให้นางใช้เนื้อมาปลอบประโลม
มันเท่านั้น “ได้ ข้าจะให้เจ้าได้สมหวังสักครา ไว้
ข้าจะไปบอกพ่อรองของเจ้าให้เขาทำของอร่อยๆ
ให้เจ้ากิน”
“ใครเป็นพ่อรองของมัน?” ทันใดนั้นเสียงของเจ้า
อี่โหลวก็ดังมาจากด้านนอก
“เจ้าได้ยินแล้วนะ ข้าจะได้ไม่ต้องพูดอีกรอบ ทำ
ของอร่อยๆ ให้มันกินด้วย” ซ่งชูอีเอ่ย
ความหมายนี้ก็คือ…พ่อรองในตำนานก็คือ…เขา
เจ้าอี่โหลว?
เจ้าอี่โหลวรู้สึกซับซ้อนมากกับการรับรู้นี้ เขาเป็น
ชายผู้ไม่เคยแต่งงานจู่ๆ ก็กลายเป็นพ่อของสัตว์
ปั่าหัวปุกปุยไปเสียแล้ว แต่ที่ไม่พึงประสงค์ยิ่งไป
กว่านั้นก็คือเขาอยู่ในอันดับที่สอง เอ่ยว่า “พ่อ
ของมันเล่า?”
“ก็คือข้าน้อยไร้ความสามารถผู้นี้” ซ่งชูอีเอ่ย
เจ้าอี่โหลวเดินเข้ามาในห้องด้านใน มองไปยัง
เตียงที่ไร้ระเบียบ รู้สึกว่ามันช่างเหมือนกับ
อารมณ์ของเขาในตอนนี้เสียเหลือเกิน มันไม่ใช่
ความยุ่งเหยิงที่อยู่นอกเหนือจินตนาการ แต่มี
เพียงความยุ่งเหยิงที่ไม่อยากนึกถึง
ซ่งชูอีนึกถึงความคิดที่มีต่อเจ้าอี่โหลวเมื่อครู่ ก็อด
ที่จะมองเขาอีกเล็กน้อยไม่ได้ นึกถึงตอนที่
ลวนลามเขาไม่กี่ครั้งก่อนหน้านี้ เขาก็แบ่งรับแบ่ง
สู้มาตลอดมิใช่หรือ? นี่แสดงว่าก็มิได้ขัดขืน
เท่าใด?
“อี่โหลว” ซ่งชูอีลุกขึ้นยืน พลางสวมเสื้อพลาง
กระแอมไอ “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าเพียงอยากถามสัก
ครั้ง”
เจ้าอี่โหลวกำลังแหย่ไปั๋เริ่น ครั้นได้ยินน้ำเสียง
จริงจังของซ่งชูอีก็เงยหน้าขึ้นมา “อืม”
“เจ้ารังเกียจที่ข้าทำเรื่องพรรค์นั้นกับเจ้า
หรือไม่?” ซ่งชูอีคาดสายรัดเอว มองตรงไปที่เขา
ทันใดนั้นเจ้าอี่โหลวก็หน้าแดงก่ำ เขาได้ยินเรื่องนี้
มาบ้างไม่มากก็น้อยขณะที่อยู่ในวังตอนเป็นเด็ก
ทว่าเนื่องจากอายุน้อยเกินไป ข้างกายจึงไม่มีบ่าว
สาวใช้ที่คอยสอนเขา จากนั้นก็ใช้ชีวิตตามลำพัง
มาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้จึงหูปั่าตาเถื่อนในด้านนี้
และเขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนต้องหน้าแดง
เพียงแต่เมื่อนึกถึงตอนที่ได้สัมผัสกับซ่งชูอีก็มี
ปฏิกิริยาตอบสนองโดยธรรมชาติ
ซ่งชูอีเห็นว่าเขามีท่าทีหลบเลี่ยง พลันคิดในใจว่า
ตนร้อนใจไปหรือเปล่า? ลังเลครู่หนึ่งแต่ก็ยัง
กล่าวว่า “พูดมาตรงๆ ไม่เป็นไร”
ท่ามกลางสายตาของซ่งชูอีที่จ้องมองเขา
ตลอดเวลา เจ้าอี่โหลวรู้สึกเขินอายเป็นอย่างมาก
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รังเกียจ ทว่าก็ไม่อยากถูก
บังคับเช่นนั้นทุกครั้ง เพราะมันน่าอับอายมาก
จริงๆ
“ช่างเถิด ไม่บังคับเจ้า” ซ่งชูอีจัดกระชับเสื้อผ้า
หมุนตัวจากไป
แม้ว่าซ่งชูอีจะคงสีหน้าเช่นเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ
ทว่าเจ้าอี่โหลวรู้สึกได้ถึงความผิดหวังในตอนท้าย
ที่นางหมุนตัวจากไป จึงรู้สึกเสียใจเล็กน้อยโดยไม่
รู้ตัว ในความเป็นจริงแล้วก็มีเพียงพวกเขาสอง
คนในแต่ละครั้ง แม้จะโดนบังคับบ้างก็จะเป็น
อะไรไปเล่า?
ครุ่นคิดแล้วเจ้าอี่โหลวก็ลุกขึ้นตามออกไป “หวย
จิน”
ซ่งชูอีหยุดเดินและหันกลับมา แสงแดดที่เล็ดลอด
ออกมาจากกิ่งไม้ส่องแสงกระจัดกระจายอยู่บน
ตัวของนาง ร่างเพรียวบางถูกห่อหุ้มด้วยชุด
เกราะอ่อนสีดำ ผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยถูกสายลม
พัด คิ้วตาดูสามัญธรรมดา แววตาสงบนิ่งราวกับ
ว่าไม่มีวันจะต่อสู้กับโลกใบนี้ ทว่าก็ดูมั่นใจและ
แน่วแน่
ในสายตาของเจ้าอี่โหลว นางมีพลังน่าดึงดูดจาก
ภายในสู่ภายนอก
“ข้าไม่ได้รังเกียจ” เจ้าอี่โหลวกล่าว
ทันใดนั้นสายลมก็พัดแรงจนทำเอายอดไม้หนา
ทึบเหนือศีรษะของซ่งชูอีปลิวว่อน แสงอาทิตย์
แพรวพราวส่องปกคลุมนาง เจ้าอี่โหลวเห็น
รอยยิ้มของนางเลือนรางฉับพลัน และรู้สึก
อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างประหลาด
“รู้แล้ว ข้าจะพยายามให้มากขึ้น” ซ่งชูอีเลิกคิ้ว
เล็กน้อย
ซ่งชูอีมักจะมีกิริยาเช่นนี้บ่อยๆ ไม่ได้หมายความ
ว่านางอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แต่มันไม่มี
เหตุผลใดที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่านางอารมณ์ดีใน
ขณะนี้
ความรักในวัยเด็กจะไม่มีวันกลายเป็นทุกสิ่งทุก
อย่างของซ่งชูอี บัดนี้มีการต่อสู้ที่ยากลำบากอยู่
เบื้องหน้า ไม่ควรที่จะประมาทง่ายๆ นางจึงไม่กะ
ใจที่จะไปคิดเรื่องในอนาคตเท่าใดนัก
เหมือนกับคำพูดของนางที่ว่า วันหน้าค่อย
ไตร่ตรองกันอีกที
หากการสู้รบจะกินเวลาถึงปีครึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ
นัก นับประสาอะไรกับการโค่นสามรัฐเล่า?
อย่างไรก็ตามแม้ว่าตอนนี้รัฐฉินจะแข็งแกร่งขึ้น
แต่ก็ไม่สามารถที่จะยืนหยัดต่อไปได้ รัฐที่
แข็งแกร่งในที่จงหยวนมีกำลังพลมากที่สุดก็ไม่
เกินสี่แสนนาย กองทัพสองแสนนายเป็นเพียงแค่
ครึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่
ทหารชั้นยอด ในเวลานี้จึงไม่มีปัญหาใหญ่กระไร
เพียงแต่ว่ามันจะกินเวลานานเท่าใดเล่า?
การโค่นปาสู่จะต้องรวดเร็ว แม่นยำและไร้ความ
ปรานี!
ในค่ายผู้บัญชาการ ซือหม่าชั่วเรียกทหารทุกนาย
มาหารือเกี่ยวกับแผนการขั้นต่อไป เขาก็มองออก
ว่าถูอู้ลี่รู้ว่ารัฐฉินไม่สามารถสู้กับกองกำลังรัฐสู่ได้
เป็นเวลานาน เป็นไปได้ว่าเขาจึงตัดสินใจที่จะยื้อ
เวลาออกไป!
ซือหม่าชั่วเอื้อมมือวาดไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่
หมุนตัวมาพูดว่า “ตำแหน่งที่ถูอู้ลี่ยึดครองทำให้
กองทัพของเราขยับตัวไม่ได้ หากมีการโจมตี
โดยตรง กองทัพของเราจะต้องบาดเจ็บหนัก
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
แม้ว่าจะประสบกับการถูกควบคุม ทว่าหาก
กองทัพสองแสนนายไปตีกองทัพถูอู้ลี่ที่มีไม่ถึง
แสนนายก็มีโอกาสที่จะชนะ แต่ในฐานะแม่ทัพ ซื
อหม่าชั่วจำต้องพิจารณาการบาดเจ็บล้มตายด้วย
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ตำแหน่งที่ค่าย
กองทัพสู่อยู่นั้นเรียกว่าเขาหวงกุย ด้านหลังมี
ถนนหลายสายที่สลับซับซ้อน ข้าได้ส่งสายสืบไป
ตรวจสอบแล้ว หวังว่าจะเจอเส้นทางเสบียงของ
ฝั่ายตรงข้าม”
ที่จริงเขาหวงกุยไม่นับว่าเป็นภูเขาแต่เป็นหลุมฝัง
ศพ เมื่อเทียบกับภูเขาสูงตระหง่านในที่อื่นๆ ใน
ปาสู่ถือได้ว่าเป็นเพียงเนินดินขนาดใหญ่ แต่ใน
แอ่งราบเรียบแห่งนี้ สถานที่แห่งนั้นเป็นพื้นที่สูงที่
ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการสังเกตการณ์
และควบคุมอย่างแท้จริง
“วิธีนี้ไม่ได้ผลมาก” สถานการณ์โดยรวมต้องมา
ก่อน ซ่งชูอีจำต้องบอกออกไปตามตรง “รัฐสู่
อุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์ ไม่เคยขาดแคลนเสบียง
เลย มีสามนครในบริเวณนี้ที่สามารถกลายเป็นยุ้ง
ฉางของกองทัพถูอู้ลี่ได้ แม้จะทำลายไปที่หนึ่งก็
ยังไม่สามารถตัดทางหนีทีไล่ของพวกเขา”
ทันทีที่นางกล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะมีสี
หน้าเศร้าสร้อย ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ได้ศึกษา
“ทิวทัศน์ปาสู่” ของซ่งชูอีอย่างละเอียดแล้ว รัฐสู่
เองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลยและด้วย
เหตุนี้ทุกคนจึงเข้าใจว่านางพูดถูก
“ข้ามีแผนการหนึ่ง ทว่าเสี่ยงเป็นอย่างมาก
ต้องการจะหารือกับท่านแม่ทัพทุกท่านว่าจะ
สามารถดำเนินการได้หรือไม่” ซ่งชูอีมองไป
รอบๆ ครั้นเห็นแววตาสนใจของทุกคนก็พูดต่อ
“สงครามระหว่างปาสู่ดำเนินมาหลายปีติดต่อกัน
ข้าเคยสืบเจอว่ากองกำลังของทั้งสองรัฐไม่เกิน
สองแสนนาย กองทัพที่สู่อ๋องนำมายังด่านเจีย
เหมิงเมื่อวันก่อนถูกรัฐจูและกองทัพเรากวาดล้าง
ไปประมาณหนึ่งแสนนาย ทางถูอู้ลี่ก็มีเจ็ดถึงแปด
หมื่นนาย แสดงให้เห็นว่าบัดนี้การปั้องกัน
ทางด้านหลังของพวกเขาว่างเปล่า”
หากคำนวณตามนี้ กองกำลังของรัฐสู่ที่
รักษาการณ์นครหลวงในเวลานี้อย่างมากก็มีไม่
เกินสามหมื่นนาย
ซ่งชูอีกล่าว “รัฐสู่มีถนนหนทางซับซ้อน มี
ผลประโยชน์ต่อกองทัพสู่เป็นอย่างมาก ถ้าพวก
เราใช้ตัวประกันของสู่อ๋องเพื่อเบี่ยงเบนความ
สนใจของกองทัพถูอู้ลี่ แอบส่งทหารชั้นยอดไป
โจมตีหวังเฉิงของรัฐสู่ จับกุมองค์ชาย กองทัพสู่
จะต้องเสียขวัญกำลังใจเป็นแน่! ถูอู้ลี่ไม่สามารถ
รักษาการณ์ได้อีกต่อไป ทันทีที่เขามีความ
เคลื่อนไหว กองทัพของเราก็จะฉวยโอกาสโจมตี”
หวังเฉิงถูกยึด องค์จวินและองค์ชายถูกจับ
ทั้งหมด มันก็เท่ากับว่ารัฐสู่ล่มสลายในนามไป
แล้ว เพื่อกอบกู้บ้านและเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ของทหาร ในฐานะที่ถูอู้ลี่เป็นแม่ทัพจำต้องเลือก
ว่าจะถอนทหารออกจากแนวหน้าเพื่อกลับไป
ช่วยองค์ชายและนครหลวงกลับคืนมา? หรือว่า
ต่อสู้กับกองทัพฉินเพื่อแย่งสู่อ๋องกลับคืนมา? ไม่
ว่าจะตัดสินใจเช่นใด เขาไม่สามารถรักษาการณ์
อยู่ที่นี่ตลอดไปได้
ซือหม่าชั่วก้มหน้าครุ่นคิด
ผ่านไปเนิ่นนานก็ร้องอุทานว่า “นับว่าเป็นแผนที่
ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
“ด้วยวิธีนี้ การเบี่ยงเบนความสนใจของกองทัพสู่
มีความสำคัญมาก ไม่ทราบว่าท่านที่ปรึกษามี
แผนเช่นใด?” จางเหลียวเอ่ยถาม
ซ่งชูอีหันมองจางอี๋ เขาหยุดการดึงแขนเสื้อออก
จากจินเกอชั่วคราว กระแอมไอแล้วเอ่ยว่า
“หารือกับถูอู้ลี่เถิด ตราบใดที่เขายอมจำนนและ
ประกาศตัวเป็นข้าราชบริพารต่อฉิน ปลดกองทัพ
ของรัฐสู่ ตกลงให้กองทัพฉินไปประจำการที่รัฐสู่
ตกลงที่จะส่งองค์รัชทายาทเป็ยเชลยศึกให้แก่รัฐ
ฉิน เราก็จะคืนสู่อ๋องและไม่โค่นรัฐสู่”
ครั้นทุกคนได้ยินเงื่อนไขที่โหดร้ายเช่นนี้ พลัน
เข้าใจว่าการที่จะทำให้กองทัพสู่เชื่อในความ
จริงใจในการเจรจาต่อรองนั้นใช่ว่าทุกคนจะทำได้
มีคนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “เรื่องนี้ใครไปจึงจะ
เหมาะสม?”
หลังจากสิ้นวาจานี้ สายตาของทุกคนก็จับจ้องไป
ที่จางอี๋
เมื่อครู่จางอี๋รู้สึกรำคาญจินเกอ ในเวลานี้จู่ๆ ก็
รู้สึกเหมือนว่ามันเข้าทางซ่งชูอี นางจะไม่รู้เรื่อง
เช่นนี้จริงหรือ? ต้องให้เขาเอ่ยปากด้วยหรือ?
“เรื่องนี้…ให้หวยจินทำน่าจะเหมาะสมกว่า นาง
ซ่อนตัวอยู่ในสู่นานกว่าครึ่งปี เข้าใจขุนนางรัฐสู่
มากกว่า จับประเด็นสำคัญได้ง่ายกว่า” จางอี๋
กล่าวจริงจัง
ซย่าเฉวียนมีความประทับใจต่อซ่งชูอียิ่ง อดที่จะ
กล่าวแทนนางมิได้ “เรื่องนี้อันตรายมาก หาก
ซ่งจื่อทำพลาด มันจะคุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรือ? ส่ง
หัวหน้ากองซือหม่าไปส่งสารไม่ได้หรือ?”
ซือหม่าชั่วเอ่ย “ที่ท่านแม่ทัพซย่าเฉวียนกล่าวก็มี
เหตุผล แต่จุดประสงค์ของกองทัพของเราคือการ
เบี่ยงเบนความสนใจของถูอู้ลี่ สืบสถานการณ์
จำเพาะของกองทัพสู่ไปในตัว เกรงว่าคนทั่วไปจะ
ไม่สามารถกระทำการนี้ได้”
ท่านแม่ทัพทุกคนเงียบงัน
“เช่นนั้นก็รบกวนซ่งจื่อแล้ว” ซ่งหม่าชั่วหันไป
กล่าวกับซ่งชูอี
ตัวเลือกที่ดีที่สุดมีเพียงจางอี๋และซ่งชูอีเท่านั้น ซื
อหม่าชั่วเชื่อว่าทั้งสองคนล้วนมีความสามารถ
ใครไปก็เหมือนกัน เขาก็ไม่ใช่คนที่อืดอาดยืดยาด
จึงฟันธงตัดสินใจให้ซ่งชูอีเป็นราชทูตในการ
เจรจา
เรื่องราวก็ถูกตัดสินเช่นนี้ “อย่างมีความสุข”
จากนั้นก็เริ่มหารือกันเรื่องจำนวนคนที่จะส่งไป
โจมตีทางด้านหลัง
เนื่องจากนครส่วนใหญ่ในรัฐสู่ไม่มีกำแพง ดังนั้น
การโจมตีจึงเป็นไปได้ง่ายมาก นอกจากนี้ยังเอื้อ
ต่อทหารม้ามากเช่นกัน