กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 212 ดาบเดียวทำลายจุดชี่ไห่
การเจรจาระหว่างฉินสู่ใช้เวลาสั้นๆ เพียงสองเค่อ
ทว่าบวกกับระยะเวลาเดินทางไปกลับนั้น
ยาวนานมาก ทหารม้าที่รัฐฉินส่งไปโจมตีหวังเฉิง
อย่างฉับพลันเมื่อคืนนั้นได้ออกเดินทางไปเกือบ
สิบชั่วยามแล้ว
ครั้นซ่งชูอีกลับถึงค่ายกองทัพฉินก็ไปที่ค่ายผู้
บัญชาการทันที
ซือหม่าชั่วเห็นผ้าพันแผลบนศีรษะของนางก็
ตกใจเล็กน้อย “ทหารสู่ลงมือกับท่านหรือ?”
“อืม” ซ่งชูอีพยักหน้า
ซือหม่าชั่วเห็นใบหน้าของนางขาวซีดอดที่จะ
โมโหไม่ได้ เอ่ยอย่างเย็นชา “จะต้องลงโทษทหาร
คุ้มกันพวกนั้นตามระเบียบเสียแล้ว! แม้แต่ท่านที่
ปรึกษาก็ปกปั้องไม่ได้ จะมีพวกเขาไว้ทำอะไร!”
“ช้าก่อน” ซ่งชูอีห้ามปรามมิให้ซือหม่าชั่วออก
คำสั่ง “วันนี้ถูอู้ลี่มาเจรจาด้วยตัวเอง คนธรรมดา
จะสู้ฝีมือของเขาได้หรือ?”
“ถูอู้ลี่?” ตอนนี้ซือหม่าชั่วจึงนึกขึ้นได้ว่าซ่งชูอี
ยังคงยืนอยู่ตลอดเวลา รีบกล่าวขึ้น “ท่านรีบนั่ง
ลงก่อน เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ให้ท่านหมอมา
รักษาท่านก่อน บาดแผลบนศีรษะมิใช่เรื่องเล็ก
เลย”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ” ซ่งชูอีรู้สึกเวียนศีรษะอยู่
บ้าง จึงนั่งลงพร้อมเอามือค้ำโต๊ะ
คนที่เหวี่ยงดาบใส่นางในชาติที่แล้วคือท่านแม่
ทัพรัฐฉิน ท่านแม่ทัพคนนั้นมิได้มีเจตนาทำร้าย
นาง เพียงกรีดผิวหนังตรงคิ้วแตกเท่านั้น ครั้งนี้ถู
อู้ลี่มิได้แสดงความปรานีต่อนางเลย ซ่งชูอีมี
ความรู้ทางการแพทย์อยู่บ้าง รู้ว่าจุดอิ้นถังที่หว่าง
คิ้วเป็นหนึ่งในจุดแปลกประหลาดนอกเส้น
ลมปราณ เลือดลมจะไหลเข้าจุดนี้ทุกวันยามอิ๋น
การบาดเจ็บที่จุดอิ้นถังจึงมิใช่เรื่องตลกเลย คราว
นี้เพื่อดูแลสถานการณ์โดยรวม นางจึงยอมทน
ชั่วคราว ครั้นรัฐสู่แตกแล้ว จะไม่มีทางให้ถูอู้ลี่ได้
อยู่อย่างสุขสบายแน่!
ไม่นาน หัวหน้าหมอก็พาเด็กปรุงยาสองคนเข้ามา
ด้วยความเร่งรีบ ประสานมือคำนับซือหม่าชั่ว
และซ่งชูอี “คารวะท่านแม่ทัพ คารวะท่านที่
ปรึกษา”
“ดูบาดแผลของท่านที่ปรึกษาทีว่ามีปัญหา
หรือไม่” ซือหม่าชั่วเอ่ย
“ขอรับ” หัวหน้าหมอตอบ เดินเข้าไปคลายผ้าสี
ขาวที่พันรอบศีรษะของนางช้าๆ ตรวจบาดแผล
อย่างละเอียด สีหน้าอดที่จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
มิได้ “ท่านรู้สึกเวียนหัวบ้างหรือไม่?”
“นิดหน่อย” ซ่งชูอีเอ่ย
หัวหน้าหมอทำความสะอาดบาดแผลใหม่อีกรอบ
หลังจากพันแผลเรียบร้อยแล้วก็จับชีพจรอย่าง
ละเอียด ตรึกตรองอย่างรอบคอบครู่หนึ่งก่อนที่
จะเขียนสูตรยา
ชีพจรของผู้ชายมั่งคงแข็งแรงในขณะที่ของผู้หญิง
ค่อนข้างอ่อนแอ เพราะร่างกายของทุกคน
แตกต่างกัน นี่จึงไม่ใช่เกณฑ์ที่จะในการตัดสินว่า
ผู้ปั่วยเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ดังนั้นท่านหมอส่วน
ใหญ่จึงไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ปั่วยเป็นชายหรือ
หญิงตามสภาพชีพจร ยิ่งไปกว่านั้นบัดนี้เลือดลม
ของซ่งชูอีได้รับบาดเจ็บ หากชีพจรจะเต้นอ่อนไป
บ้างก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงมิได้
เนื่องจากซ่งชูอีเข้าใจในข้อนี้จึงวางใจให้ท่านหมอ
วินิจฉัยอาการ ตราบใดที่ไม่ต้องถอดเสื้อเพื่อ
ตรวจนางก็จะไม่หลุดไต๋ใดๆ
ซือหม่าชั่วเห็นว่าหัวหน้าหมอระมัดระวังเพียงนี้
จึงเอ่ยถาม “มีสิ่งใดผิดปกติหรือ?”
หัวหน้าหมอมิกล้าปิดบัง “ขออภัยที่ข้าน้อยกล่าว
ตามตรง ท่านที่ปรึกษาบาดเจ็บตรงจุดอิ้นถัง จุด
นี้ก็คือจุดชี่ไห่ของมนุษย์ เลือดลมล้วนไหลเวียน
อยู่ที่นี่ อาจทำให้ลมปราณแตกซ่าน เริ่มจากเวียน
ศีรษะรุนแรง เจ็บปวดจนทนไม่ไหว สูญเสียการ
มองเห็นและเสียชีวิตภายในห้าวัน”
แม้ว่าซือหม่าชั่วจะสามารถสงบสติอารมณ์ได้ดีอยู่
เสมอ ทว่าในเวลานี้สีหน้าก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เอ่ยด้วยน้ำเสียงมืดมน “เช่นนั้นท่านหวยจิน…”
หมอในค่ายทหารส่วนใหญ่เก่งเรื่องรักษาอาการ
บาดเจ็บภายนอก หัวหน้าหมอก็เป็นเช่นนี้ ดังนั้น
จึงไม่กล้าสรุปตามอำเภอใจ “บาดแผลของท่านที่
ปรึกษาลึกมาก ข้าน้อยมิอาจสรุปผลลัพธ์ได้ใน
ครั้งเดียว หลายวันนี้ขอให้รักษาตัวให้ดี ห้ามคิด
มากหรือเป็นกังวลใจ ผ่านห้าวันไปได้ ชีวิตของ
เขาก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
ชาติที่แล้วซ่งชูอีได้รับบาดเจ็บก็เพียงทำความ
สะอาดและพันแผลง่ายๆ เท่านั้น หลังจากนั้น
นางก็มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังจริงๆ บัดนี้นึกดู
แล้วก็เพราะว่าบัดนั้นเลือดลมได้รับบาดเจ็บ
ร่างกายอ่อนแอเสมอมา สุดท้ายก็ทนความหนาว
เหน็บและเปียกชื้นในคุกไม่ไหว ในเวลานั้นนาง
เข้าใจเป็นอย่างดีว่าต่อให้มิได้กินยาพิษตัวเองก็คง
มีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่กี่วัน
“ข้าจะรายงานสถานการณ์ของกองทัพสู่กับท่าน
แม่ทัพก่อนและจะไปพักผ่อนในภายหลัง” ซ่งชูอี
มีชีวิตอีกครั้งด้วยความยากลำบาก จะต้องหวง
แหนชีวิตน้อยๆ ของตัวเองให้ดี
ซือหม่าชั่วก็เห็นด้วย จึงสั่งให้หัวหน้าหมอไปต้ม
ยาด้วยตนเอง และปล่อยให้ซ่งชูอีอยู่คุยกับเขาใน
กระโจม
การคุยงานใช้เพียงเวลาหนึ่งถ้วยชา หลังจากคุย
เสร็จแล้ว ซือหม่าชั่วก็สั่งให้คนส่งนางกลับไป
พักผ่อนที่กระโจมทันที
ซ่งชูอีรู้สึกอ่อนล้าเป็นที่สุด หลังจากทำความ
สะอาดร่างกายแล้วก็นอนลงบนเตียง ทันทีที่นอน
ลง ฟั้าดินหมุนคว้างชั่วขณะราวกับคลื่นลูกใหญ่
นางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บแปลบที่คิ้วตรง
เข้าไปในสมอง มันเจ็บปวดเสียจนหน้าผากของ
นางมีเส้นเอ็นปูดนูนขึ้นมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดมันก็ค่อยๆ กลับมาเป็น
ปกติ บัดนี้แผ่นหลังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อแล้ว ทว่า
นางก็ขี้คร้านจะไปทำความสะอดาอีกรอบจึง
ผล็อยหลับไป
ครั้งนี้กองทัพที่นำโดยซย่าเฉวียนคือหนึ่งใน
บรรดาทหารม้าที่ถูกส่งไปโจมตีหวังเฉิงอย่าง
ฉับพลัน เจ้าอี่โหลวกับจี๋อวี่ก็เป็นรองแม่ทัพที่อยู่
ภายใต้การบังคับบัญชาของซย่าเฉวียนจึงติดตาม
ไปด้วย ข้างกายของนางตอนนี้มีเพียงไปั๋เริ่นสัตว์
ปั่าขนปุยที่ใครให้อาหารก็ติดตามคนนั้นโดย
ปราศจากเงื่อนไขใดๆ
ซ่งชูอีหลับไปยาวนานมากๆ โดยไม่ฝัน ตื่นขึ้นมา
ระหว่างนั้นครั้งหนึ่ง เปลือกตาหนักอึ้งจนไม่
สามารถลืมตาขึ้นมาได้ก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
“จี้ฮ่วนขอพบขอรับ!” เสียงกังวานดังอยู่นอก
กระโจม
ซ่งชูอีได้ยินเสียงของจางอี๋เลือนราง “เข้ามาเถิด”
“ท่านที่ปรึกษา ท่านหวยจินเป็นเยี่ยงไรบ้าง ยัง
ไม่ตื่นหรือ?” เสียงของจี้ฮ่วนร้อนรนเล็กน้อย
จางอี๋ทอดถอนใจ “หัวหน้าหมอบอกว่าซ่งหวย
จินใช้งานสมองมากเกินไปจนร่างกายแทบจะว่าง
เปล่า คราวนี้เลือดลมยังได้รับบาดเจ็บอีก การ
หลับไปในสถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี
เหมือนกัน”
การนอนหลับเป็นการรักษาตัวที่ดีที่สุด เมื่อ
คนเราไม่สามารถฝืนต่อไปได้ก็จะง่วงนอนโดย
ธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นการปั้องกันและซ่อมแซม
ตัวเองอีกประเภทหนึ่งด้วย
“พี่ใหญ่ ฮ่วน” ครั้นซ่งชูอีเปล่งเสียงก็พบว่า
ตัวเองอ่อนแอเกินไป
จางอี๋กับจี้ฮ่วนที่อยู่ห้องด้านนอกได้ยินเสียงแล้วก็
เดินเข้ามาทันที จี้ฮ่วนเอ่ยด้วยความยินดี “ใน
ที่สุดท่านก็ฟืนแล้ว!”
“ข้านอนไปนานแค่ไหน?” ซ่งชูอีลืมตาและพบว่า
เห็นเพียงเงาเลือนรางเบื้องหน้า สามารถ
แยกแยะสิ่งต่างๆ ได้อย่างคลุมเครือ
เพราะว่าซ่งชูอีหันไปทางจางอี๋ได้อย่างแม่นยำ สี
หน้ามิได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งสองคนจึงมิได้
พบว่านางมีความผิดปกติใด “ไม่นาน หลับไป
หนึ่งวันหนึ่งคืนเพราะจี้ฮ่วนเป็นกังวลมาก
เกินไป”
จี้ฮ่วนไอแห้งทีหนึ่ง เอ่ยขึ้น “นายทหารผู้คุ้มกัน
ท่านในการเจรจาวันนั้นได้ยินว่าท่านหมดสติไป
ยังไม่ฟืน และดูเหมือนจะบาดเจ็บหนักจึงได้แต่
โทษตัวเอง แต่เนื่องจากกฎข้อบังคับจึงไม่
สามารถมาเยี่ยมได้ พวกเขารู้ว่าข้าใกล้ชิดกับท่าน
จึงจะมาถามทุกๆ สองถึงสามชั่วยาม”
เมื่อครู่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด แต่ในเวลานี้กลับ
เฉไฉ ซ่งชูอีอดที่จะยิ้มมิได้ ในพริบตาเดียวก็เห็น
เมฆหมอกสีขาวกระโดดลอยขึ้นไปบนเตียงอย่าง
รวดเร็วและซุกอยู่ที่มือนาง
มันคือไปั๋เริ่น…
“การต่อสู้เป็นเยี่ยงไรบ้าง?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
“หากคำนวณกันตามเวลา บัดนี้กองทหารม้า
โจมตีฉับพลันน่าจะไปถึงหวังเฉิงแล้ว ในเวลานี้ทั้ง
กองทัพกำลังเตรียมการ รอเพียงข่าวเท่านั้น”
จางอี๋พูดจบก็เสริมขึ้น “เรื่องต่อจากนั้นก็ยกให้
พี่ชายเถิด เจ้าพักผ่อนให้เต็มที่ อย่าใช้พลังมาก
จนเกินไป วันเวลาแห่งการแย่งชิงใต้หล้ายังอีก
ยาวไกล จงใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่า”
“รู้แล้ว ข้าจะนอนต่ออีกหน่อย” ซ่งชูอีลูบๆ ขน
ของไปั๋เริ่นแล้วนอนลงอีกครั้ง
จางอี๋เพิ่งจะรู้สึกว่าอารมณ์ของซ่งชูอีไม่ปกติ ทว่า
เมื่อเห็นสีหน้าซีดขาวของนางก็ไม่ถามให้มาก
ความอีก จึงออกไปข้างนอกกับจี้ฮ่วน สั่งให้คน
ต้มโจ๊กอ่อนๆ แล้วนำมาส่งให้ซ่งชูอี
วิสัยทัศน์ไม่ชัดเจนเป็นระเบิดครั้งใหญ่สำหรับซ่ง
ชูอี แต่สิ่งที่ทำให้นางรับไม่ได้ยิ่งกว่านั้นคือความ
เชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน นางมิได้เป็น
กุนซือในหยางเฉิงแต่หว่างคิ้วก็ยังคงเจ็บปวด
เหมือนชาติที่แล้ว นางมิได้อยู่กับหมิ่นฉือแต่ก็จะ
ยังสิ้นท่าอย่างน่าอนาจบนกำแพงเมืองเหมือน
ชาติที่แล้วหรือเปล่า?