กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 213 สงครามเลือดบนหุบเขาหวงกุย
สำหรับอาการบาดเจ็บของซ่งชูอีนั้น จางอี๋
ค่อนข้างกล่าวโทษตัวเองอยู่ในใจ ทว่าในความ
เป็นจริงมันจะดีเสียกว่าหากซ่งชูอีเป็นคนทำเรื่อง
นี้เอง ในแง่หนึ่งการปรากฏตัวของซ่งชูอีนั้นเป็น
การแสดงให้กองทัพสู่เห็นเจตนารมณ์ของรัฐฉินที่
จะผนวกรัฐสู่ ซ่งชูอีมีความสามารถโน้มน้าวให้
กองทัพสู่เชื่อว่ารัฐฉินต้องการจะผนวกรัฐสู่ผ่าน
“การเจรจา” โดยที่ไม่มีการนองเลือดซึ่งซ่งชูอีก็รู้
ดีดังนั้นจึงตอบรับด้วยความเต็มใจ
วันรุ่งขึ้นมีข่าวส่งมาจากแนวหน้าว่ากองทัพในชุด
เกราะดำกำลังจะถึงหวังเฉิงในไม่ช้า กองทัพฉิน
จึงรีบย้ายค่ายไปข้างหน้าสิบลี้เพื่อกดดันกองทัพถู
อู้ลี่ ทันทีที่เขาได้ข่าวก็สั่งให้ถอนกองกำลังแนว
หน้าไปช่วยเหลือนครหลวงและดำเนินการสกัด
กั้นทันที
ทางด้านกองทัพสู่ หลังจากถูอู้ลี่ได้พบหน้ากับซ่ง
ชูอีแล้วก็เข้าใจในความตั้งใจของรัฐฉิน และเขาก็
ทำตามที่จางอี๋คาดคะเนไว้จริงๆ เขารู้สึกว่าซ่งชูอี
เก่งด้านการวางแผนแต่มิเก่งเรื่องการทหาร มี
นางเป็นที่ปรึกษาทางทหาร รัฐฉินต้องการ
ควบคุมรัฐสู่ผ่านการสนทนาแน่ อีกทั้งยัง
พิจารณาถึงสนธิสัญญาระดับชาติที่เศร้าและน่า
อัปยศอดสูเช่นนั้น มหาเสนาบดีส่วนใหญ่ไม่มีทาง
รับปากแน่ ฉะนั้นหลายวันมานี้เขาจึงได้แต่
พิจารณาที่จะพลิกแพลงแผนการต่อสู้มาโดย
ตลอด จนกระทั่งแนวหน้าส่งข่าวมาว่ากองทัพฉิน
ย้ายค่ายเข้ามาประชิด เขาจึงตระหนักได้ในทันที
ว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ
ถูอู้ลี่ก็เป็นคนที่เก่งกาจด้านการทหาร จากการ
กระทำของกองทัพฉินทำให้เขาตระหนักได้ว่าแม้
ภายนอกตนเองดูเหมือนอยู่ในตำแหน่งที่
เหนือกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับอยู่ใน
สภาวะผู้ถูกกระทำ กองกำลังรัฐสู่ไม่เท่าฉิน กอง
หลังมีช่องโหว่ นี่ก็เป็นข้อบกพร่องร้ายแรง บัดนี้
จึงส่งคนไปสืบข่าวของหวังเฉิงทันที
ข่าวการโจมตีอย่างกะทันหันของกองทัพฉินถูกส่ง
มา ถูอู้ลี่ปิดข่าวนี้อย่างสุดความสามารถ แต่ข่าว
ลือก็ยังผุดขึ้นในค่าย! กองทัพตกอยู่ในความร้อน
รนทันที หวังเฉิงจะล่มสลายไม่ได้เป็นอันขาด
มิฉะนั้นรัฐสู่ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว!
ถูอู้ลี่มั่นใจว่านี่เป็นฝีมือของชาวฉิน! ที่จะทำลาย
ขวัญกำลังใจของกองทัพสู่
วิธีนี้ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่ถูอู้ลี่ผู้ซึ่ง
สามารถรักษาเสถียรภาพของทหารมาโดยตลอด
ก็ยากที่จะระงับอารมณ์ทั้งหมดได้ในเวลานี้ ดู
เหมือนว่าเบื้องหน้าเขาจะมีเพียงถนนสองสาย
เท่านั้น คือต่อสู้กับทหารฉินเพื่อนำสู่อ๋องกลับมา
หรือถอนกำลังแนวหน้าเพื่อช่วยนครหลวง แต่
จริงๆ แล้วสำหรับทหารฉินนั้น เขามีเพียงถนน
สายเดียวเท่านั้น ก็คือไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อโดยไม่
เคลื่อนย้ายได้!
บัดนี้การใช้แผนสลายกองทัพฉินคือวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง
แต่เมืองหลวงที่อยู่ด้านหลังกำลังติดอยู่ในเพลิง
สงคราม แม้แต่เขาก็แทบจะรักษาอารมณ์ให้สงบ
ไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับนายทหารธรรมดา
เล่า? หากเผชิญหน้ากับกองทัพฉินแล้วแย่งสู่อ๋อง
กลับมา โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นน้อย
ยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นนครหลวงและองค์รัชทายาทมี
ความสำคัญกว่าสู่อ๋องเพียงคนเดียวมาก
หลังจากคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ถูอู้ลี่ก็
ตัดสินใจถอนกำลังกลับไปยังหวังเฉิงทันที
กองทัพฉินจับจ้องกองทัพสู่เหมือนเสือที่กำลัง
จ้องตะครุบเหยื่อ จุดประสงค์ก็เพื่อรั้งเขาไว้ แต่ดู
เหมือนว่าความตั้งใจที่จะไม่โจมตีก่อนและการใช้
แผนหลอกล่อจะไม่ได้ผล
ข่าวขอความช่วยเหลือของหวังเฉิงถูกส่งมา นคร
หลวงกำลังตกอยู่ในวิกฤต ถูอู้ลี่มองว่าไม่สามารถ
รอต่อไปได้อีกแล้ว ทำได้เพียงรีบรวบรวมกำลัง
พลเพื่อจัดกลยุทธ์สำหรับการล่าถอย เตรียมกลับ
หวังเฉิงในคืนเดียวกัน
สวรรค์ยังคงเมตตากองทัพสู่อยู่บ้าง ครั้นถึง
กลางคืนฝนก็ตกหนัก รัฐสู่มีความชื้นมาก ทุกครั้ง
ที่ฝนตกก็จะมีหมอกลงจัด ในกรณีที่ลงจัดมากๆ
ก็ไม่สามารถมองเห็นคนในระยะเกินกว่าสองจั้ง
ฝนตกหนักเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ไอหมอกลอยขึ้น
มันยังคงบางเบาราวปุยฝั้ายในตอนแรก ภายหลัง
ก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
ถูอู้ลี่สั่งกองทหารของเขาทันที อธิบายกับกองทัพ
ทุกคนถึงข้อดีของกองทัพสู่ กล่าวว่ารัฐสู่
ครอบครองท้องฟั้า พระเจ้าประธานพร พลังของ
รัฐสู่จึงยังไม่หมด! ชาวสู่หลงใหลงมงายในเรื่อง
เทพเจ้า บวกกับสถานะของเขาคือท่านแม่ทัพถูอู้
รุ่นที่สิบสอง หลังจากวาจากระตุ้นขวัญกำลังใจ
เขาก็เปลี่ยนความใจร้อนของกองทัพสู่ให้
กลายเป็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้!
ฝั่ายกองทัพฉิน จางอี๋คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าถูอู้ลี่
จะต้องนำค่ายกลับไปช่วยนครหลวงแทนที่จะ
เผชิญหน้ากับกองทัพฉิน เขาจึงได้ตั้งธนูซุ่มโจมตี
แล้ว
ซือหม่าชั่วให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับการ
เคลื่อนไหวของกองทัพสู่ อากาศที่เปลี่ยนแปลง
ไม่สามารถรบกวนหัวใจของเขาได้ เพราะศึกครั้ง
นี้ไม่จำเป็นต้องกวาดล้างกองทัพสู่จนหมดสิ้น เขา
เพียงต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการสังหาร
กองทัพสู่อย่างน้อยสี่หมื่นนายในขณะที่รักษา
รากฐานความแข็งแกร่งของกองกำลัง
ในค่ายผู้บังคับบัญชา เหล่านายพลกำลังยืนรอ
คำสั่งสกัดกั้นจากท่านแม่ทัพ
ซือหม่าชั่วยืนไตร่ตรองอยู่หน้าแผนที่ปาสู่ ยิ่งเข้า
สู่สงครามล้ำลึกมากเพียงใด เขาก็ยิ่งชื่นชม
วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของซ่งชูอีมากเพียงนั้น แม้ว่า
รัฐสู่จะมีพื้นที่ปั่าหนาแน่นแม้แต่ในที่ราบ นาง
กลับตรวจสอบปั้อมปราการบางแห่งได้อย่างชัด
แจ้ง โดยเฉพาะแม้แต่ถนนสายเล็กก็ไม่ละเว้น
นอกจากนี้ยังมีการบ่งชี้สภาพแวดล้อมในปั่าอย่าง
ชัดเจนว่ามีสัตว์ดุร้ายและงูหรือไม่ และเส้นทาง
บางส่วนมีเพียงนักล่าบางคนที่เหยียบออกมา
เท่านั้น แม้แต่กองทัพสู่เองก็ยังไม่รู้
เส้นทางเหล่านี้อนุญาตเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ให้ผ่าน
ไปได้ แม้ว่ากองทัพจะไม่สามารถเคลื่อนไป
ข้างหน้าแต่ก็สามารถใช้เพื่อซุ่มโจมตีได้
“ราย…”
สายลับในเสื้อเกราะเปียกปอนเข้ามาในกระโจม
ด้วยความรวดเร็ว “รายงานท่านแม่ทัพ พบว่า
กองทัพสู่ย้ายค่ายออกจากภูเขาแล้วขอรับ!”
“ทหารทุกคนฟังคำสั่ง! เตรียมการไล่ล่าตาม
แผน!”
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!”
ทุกคนถอยออกไปจากกระโจมอย่างรวดเร็ว
……
ซ่งชูอีไม่ได้ออกไปข้างนอกแต่ก็รู้สึกได้เลือนราง
ว่าบรรยากาศผิดปกติไป ด้วยเหตุนี้นางจึงมิได้
หลับ
ดวงตาของนางไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อ
เวลากลางวัน ครั้นถึงกลางคืนยิ่งเป็นเหมือนคน
ตาบอด โบกฝั่ามือตรงหน้าก็สามารถเห็นได้เพียง
เงาดำเลือนราง ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงอยู่ใน
กระโจมอย่างว่าง่ายในเวลากลางคืน
หลังจากซ่งชูอีบาดเจ็บแล้ว จี้ฮ่วนก็ขอให้จางอี๋
บอกซือหม่าชั่วให้ย้ายตนมาอยู่ข้างกายซ่งชูอีโดย
มีหน้าที่รับผิดชอบคุ้มกันความปลอดภัยของนาง
มันเป็นเพียงการย้ายนายร้อยคนหนึ่งเท่านั้น ซื
อหม่าชั่วรู้ความสัมพันธ์ระหว่างจี้ฮ่วนและซ่งชูอี
อีกทั้งได้ยินมาว่าฝีมือเขาไม่เลวจึงรีบตกลง
การทำสงครามเป็นไปด้วยความเร่งรีบ คนอื่นไม่
มีเวลาสนใจซ่งชูอี ทว่าจี้ฮ่วนเฝั้าอยู่ข้างกายนาง
ไม่นานก็รู้เรื่องที่ซ่งชูอีสูญเสียการมองเห็นจึงรีบ
วิ่งไปตามหัวหน้าหมอมา
“เร็วหน่อย!” ฝนตกหนักรุนแรง จี้ฮ่วนลาก
หัวหน้าหมอวิ่งไปยังกระโจมของซ่งชูอี
หัวหน้าหมออายุมากแล้ว การติดตามกองทัพ
เป็นไปด้วยความยากลำบาก จะสู้แรงของเขาได้
เยี่ยงไร จึงทำได้เพียงหายใจหอบเป็นเวลานาน
“ท่านนายร้อย…ท่านนายร้อยฟังหมอพูดก่อน ข้า
รู้…ข้ารู้เรื่องอาการตาบอด…ของท่านที่ปรึกษาอยู่
แล้ว”
จี้ฮ่วนหยุดเดิน หันไปถาม “แล้วอาการเป็นเยี่ยง
ไร?”
หัวหน้าหมอตัวสั่นอย่างหมดสภาพท่ามกลางสาย
ฝนโดยถือร่มอยู่ในมือ “ข้าไม่เก่งทางนี้ จึงทำได้
เพียงสั่งยาระงับชั่วคราว รอจนกระทั่งกลับไปที่
เสียนหยางค่อยไปหาหมอเทวดา จะต้องรักษา
โรคตาได้อย่างแน่นอน”
พูดง่ายทว่าจะไปหาหมอเทวดาได้จากที่ไหน!
จี้ฮ่วนเงียบงัน หัวหน้าหมอรีบกล่าวขึ้น “ข้ายังมี
ธุระ ขอตัวก่อนแล้ว”
“ล่วงเกินท่านแล้ว” จี้ฮ่วนประสานมือเอ่ย
หัวหน้าหมอก็ขี้คร้านที่จะสนใจ รีบกลับไปที่
กระโจมหมอทันที การที่เขาร่วมกับกองทัพต่อสู้
กับรัฐสู่ด้วยร่างกายชราภาพของเขา สาเหตุไม่มี
อะไรมากไปกว่าการที่คิดว่าหากสงครามครั้งนี้มี
ชัยชนะเขาก็จะได้รับรางวัลใหญ่ การนำทรัพย์สิน
กลับบ้านเพื่อปกปั้องที่นาหนึ่งหมู่สามส่วนก็
สามารถเลี้ยงตัวจนแก่ได้แล้ว จึงไม่อาจตากฝน
และหนาวตายอยู่ที่นี่ได้
ฝนตกกระทบกระโจมเสียงดังเปาะแปะ ซ่งชูอีฟัง
อยู่ข้างใน มันเปรียบเสมือนม้าพันตัวที่ควบอยู่
ท่ามกลางเสียงกลองของสงคราม
ม่านฝนนอกกระโจมไร้ซึ่งขอบเขต ภูเขาปั่าใน
ระยะไกลได้ละลายไปในราตรีที่มืดมิด ทุกสิ่ง
รอบตัวถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา ในฝน
กระหน่ำนั้น ไม่รู้ว่ากองทัพสู่ใช้วิธีไหนในการ
รักษาแสงไฟให้สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ขบวนยาว
ในถนนของหุบเขาหวงกุยเสมือนหิ่งห้อยแต่ละตัว
ที่ถูกพันด้วยผ้าไหม แสงไฟพลันมืดพลันสว่าง
มองไม่เห็นโดยสิ้นเชิงในระยะทางเกินกว่าร้อยจั้ง
กองทัพสู่เพิ่งจะลงจากภูเขา ทันใดนั้นเสียงกลอง
สงครามก็ระเบิดออกมาเหมือนฟั้าร้อง ฝนลูกศร
ทั้งสองด้านของหุบเขาหวงกุยลอยขึ้นสู่ท้องฟั้า
กวาดล้างกองทัพสู่พร้อมกับเสียงฝนที่โหม
กระหน่ำ
ปั่าทึบสองข้างทางมีหนาม ไม่มีเส้นทางปกติ
กองทัพสู่คิดไม่ถึงว่ากองทัพฉินที่ไม่คุ้นเคยกับ
พื้นที่จะสามารถซุ่มโจมตีจากสถานที่เช่นนี้ได้ ชั่ว
พริบตาเดียวก็ถูกโจมตีจนทำอะไรไม่ถูก อย่างไร
ก็ดีภายใต้การนำทัพของถูอู้ลี่ ไม่ช้าก็กลับคืนสู่
ความสงบ เสียงร้องตะโกนว่าฆ่าทะยานขึ้นสู่
ท้องฟั้า
คนกลุ่มแรกพุ่งไปยังสองฝังของกองกำลังซุ่ม
โจมตีของรัฐฉิน จากนั้นถูอู้ลี่ก็นำกองทัพปิดล้อม
ในช่วงที่กำลังชุลมุน ขณะนี้เสียงตะโกนว่าฆ่า
ระเบิดดังขึ้นด้านหลัง เสียงกึกก้องของเกือกม้า
พุ่งเข้ามาราวกับก้อนหินที่กลิ้งหล่น นายพลที่อยู่
ด้านหลังของกองทัพสู่สั่งให้กองกำลังเข้า
ประจันหน้ากับศัตรูทันที
“ฆ่า…”
ด้วยเสียงโห่ร้องอันดัง เห็นกองทัพฉินฝั่าพายุบีบ
เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เป็นพลังงานที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ได้เลย
ทหารม้าที่มาถึงก่อนถูกแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม ตัด
กองหลังของกองทัพสู่เป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนคม
ดาบ กองหน้าของกองทัพสู่ถูกห่าฝนธนูปิดกั้น ไม่
สามารถบุกผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ดังนั้นกองทัพสู่ที่
กระจัดกระจายกันอยู่ด้านหลังจึงรวมกันแน่นอยู่
ตรงกลางและไม่สามารถดำเนินการต่อสู้ได้ ข้อ
ได้เปรียบในการสู้รบแบบตัวต่อตัวอันแข็งแกร่ง
ถูกระงับ ทำได้เพียงปล่อยให้ทหารราบของ
กองทัพฉินสังหารภายในระยะเวลาสั้นๆ
สีเกราะของกองทัพฉินและกองทัพสู่ยากที่จะ
แยกแยะได้ในคืนที่มืดมิด ทว่าเนื่องจากชุดแต่ง
กาย รูปลักษณ์และอาวุธระหว่างชาวสู่และชาวห
ล่งซีแตกต่างกันอย่างมาก จึงแทบจะสามารถ
แยกได้แม้ดูจากเงา ดังนั้นแม้จะไม่มีแสงสว่าง
เพียงพอ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความโกลาหล
ทหารม้าชั้นยอดถูกปิดกั้นหลังจากกองทัพสู่ถูก
ข้าศึกตัดเข้ามา การต่อสู้ช้าลงไปมาก ทว่าฝนลูก
ธนูเบื้องหน้ากลับยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางหนีทีไล่
ของกองทัพสู่ถูกปิดกั้นอย่างแน่นหนา
ทั้งสองฝั่ายหยุดชะงักร่วมครึ่งชั่วยามในขณะที่
ทหารสู่บางคนบุกเข้าไปในปั่า ฝนลูกธนูค่อยๆ
เบาบางลง ถูอู้ลี่นำกองทัพออกจากวงล้อมได้
อย่างราบรื่น ใช้ประโยชน์จากลูกธนูสั้นเพื่อตอบ
โต้กองทัพฉินทั้งสองด้าน เพื่อให้แน่ใจว่ากองทัพ
สู่ที่เหลือสามารถออกจากการปิดล้อมได้อย่าง
สำเร็จโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามทันทีที่ส่วนหน้าคลายตัว ทหารม้า
ชั้นยอดของกองทัพฉินก็เคลื่อนไปข้างหน้าทันที
เพื่อทำให้กองทัพสู่เคลื่อนที่ได้ลำบากยิ่งขึ้น
หน่วยสอดแนมที่ถูกส่งมาจากปีกทั้งสองมองเห็น
ทหารม้าของฉินกำลังเข้ามาใกล้เขตฝนลูกศร ก็
รีบกลับไปรายงานท่านแม่ทัพทันที กองซุ่มโจมตี
ที่ปีกทั้งสองข้างเก็บคันธนูทันใด หยิบขวานกริช
ฉินออกมาพุ่งเข้าไปในปั่าเพื่อสังหารทหารสู่
อาวุธที่กองทัพสู่ใช้โดยทั่วไปนั้นสั้นและมีพลัง แต่
เมื่อต้องเผชิญกับขวานกริชฉินยาวๆ พวกเขาก็
เสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สายฝนชะล้างเลือดในคืนเดือนมืด กลิ่นคาวน่า
ขยะแขยงลอยอบอวลทุกหนแห่ง เสียงตะโกนฆ่า
ดังไปทั่วทั้งหุบเขา
ในขณะที่การโจมตีของกองทัพฉินถูกสกัดกั้น
กองทัพสู่ก็ฉวยโอกาสนี้ฝั่าวงปิดล้อมมากขึ้น
เรื่อยๆ
ทหารม้าแตกออกไปตามทางเพื่อรวมเข้ากับปีก
ทั้งสองข้างของกองทัพฉินและตั้งเป็นขบวน
วงกลม ค่อยๆ เข้าใกล้และบีบอัดกองกำลังสู่
จำนวนมากให้เข้าสู่ขบวน
ถูอู้ลี่ส่งทหารม้าไปกดดันจากภายนอกทันที โดย
พยายามเปิดช่องว่างของขบวนวงกลมนั้นและ
ช่วยเหลือทหารสู่ที่อยู่ภายใน
เป็นเวลาหนึ่งถ้วยชาที่ทั้งสองกองทัพหยุดชะงัก
ในที่สุดขบวนวงกลมของทหารฉินก็ถูกเปิด
ช่องว่าง ทหารสู่ออกมาจากช่องว่างนั้น อย่างไรก็
ตามกองทัพฉินที่ไล่ตามมาก็เข้ามาใกล้มากขึ้น
เรื่อยๆ ถูอู้ลี่จนปัญญาแล้ว ดังนั้นจึงทำได้เพียง
ยอมแพ้การโจมตี นำกองทัพของเขาไปยังหวังเฉิง
ทหารราบของกองทัพฉินเข้ายึดการต่อสู้แทน
ทหารม้า ทหารม้าในชุดเกราะสีดำถือโอกาสนี้ไล่
ตามหลัง
ฝนค่อยๆ หยุดลง การต่อสู้ครั้งนี้บวกกับการไล่
ล่ากินเวลาเกือบสามชั่วยามก่อนที่กองทัพฉินจะ
เรียกกำลังกลับ
ท้องฟั้าสว่างแล้ว กองทัพฉินกลับมาถึงค่าย ผู้ที่
รักษาการณ์อยู่ในค่ายทำตามรับคำสั่งของจางอี๋
ต้มน้ำจำนวนมากและต้มยาต้านหวัดให้กองทัพที่
กลับมาได้ดื่ม
ดวงพระทิตย์ยามเช้าขึ้นสูง ด้านล่างของหุบเขา
หวงกุยเต็มไปด้วยชั้นศพ เลือดและสายฝน
บรรจบกันเป็นสายธารที่ไหลออกสู่ที่ราบลุ่ม มัน
ไหลรวมกันกลายเป็นบ่อเลือดที่น่าสยดสยอง
หากนับซากศพในสนามรบแล้วมีกองทัพสู่
ประมาณสี่หมื่นห้าพันคนที่ถูกตัดศีรษะ
จำนวนนี้มากกว่าขั้นต่ำที่ซือหม่าชั่วคาดการณ์ไว้
ประมาณห้าพันคน ส่วนกองทัพฉินเองก็สูญเสีย
ไปหนึ่งหมื่นห้าพันกว่าคนและเยอะกว่าที่
คาดการณ์ไว้มาก การปรับใช้เชิงกลยุทธ์นั้นไม่มี
ปัญหา เหตุผลหลักคือกองทัพฉินไม่ได้ปรับตัวให้
เข้ากับความร้อนอบอ้าวของคืนฝนตกในปาสู่
และระดับวิสัยทัศน์ต่ำเกินไป