กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 224 ผู้ชายที่ดีที่สุด
ซ่งชูอีนอนหลับอย่างสบายใจ จนกระทั่งหนิงยา
มาปลุกนางจึงลืมตาขึ้นมาอยู่ในความมืดมิดครู่
หนึ่ง
ทุกครั้งนางมักจะลืมว่าดวงตาของตนได้
กลายเป็นเครื่องประดับไปแล้ว สิ่งแรกที่ทำเมื่อ
ตื่นนอนก็คือการลืมตา ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นแล้วก็
พบว่ามันยังมืดอยู่
ใช่ว่านางอาลัยอาวรณ์ดวงตาคู่นี้ เพียงแต่ทุกครั้ง
ก็จะรู้สึกหดหู่เล็กน้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนิงยาปรนนิบัตินางใส่เสื้อผ้า ใช้ผ้าสีดำปิดคาด
ดวงตาไว้ เดินไปยังห้องหนังสืออย่างเชื่องช้า
“ท่าน!” น้ำเสียงยินดีเจือปนความประหลาดใจ
ของเจินจวิ้นดังขึ้น
ซ่งชูอีเอ่ยยิ้มน้อยๆ “นั่งเถิด”
“ดวงตาของท่านมัน…” เจินจวิ้นข่มความปิติ
เอาไว้
“ไม่มีอะไร ข้าได้ยินหนิงยาบอกว่าช่วงนี้ที่จวน
เจ้าไม่ค่อยดีหรือ?” ซ่งชูอียกชาที่หนิงยาส่งมาให้
ถึงมือขึ้นจรดปากจิบคำหนึ่ง
เจินจวิ้นเห็นว่าซ่งชูอีไม่เต็มใจที่จะคุยเรื่องโรค
ทางสายตานัก จึงมิได้ถามให้มากความอีก
เพียงแต่ตอบคำถามของซ่งชูอี “ก็แค่พวกต่ำต้อย
ไม่รู้ประสาที่ก่อเรื่อง บัดนี้ถูกข้าไล่ออกจากสกุล
เจินแล้ว”
“อืม” ซ่งชูอีวางถ้วยชาลง เอามือสอดไว้ในแขน
เสื้อ “จะว่าไป เป็นเพราะข้าจากไปเงียบๆ จึงทำ
ให้พวกที่มีแผนร้ายในใจสงสัยเจ้า ทว่างานนี้ใหญ่
หลวงนักจะแพร่งพรายมิได้เป็นอันขาด และหวัง
ว่าเจ้าจะไม่ถือโทษ อีกทั้งเจ้าต้องเชื่อว่าความ
สูญเสียทั้งหมดที่สกุลเจินประสบในครานี้ วันหน้า
หวยจินจะต้องชดเชยให้เป็นสิบเป็นร้อยเท่า”
เจินจวิ้นไม่ใช่คนโง่ เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าซ่งชูอีจะ
ยืมมือของเขาและบังคับสกุลเจินในการล้างความ
บริสุทธิ์ ทว่าครั้นนึกถึง “การใหญ่” ที่ซ่งชูอีทำ
แล้ว บัดนี้รัฐฉินกำลังโจมตีรัฐสู่ มันชัดเจนใน
ตัวเองอยู่แล้วว่าซงชูอีมีบทบาทอย่างไร ดังนั้น
“การชดเชย” ที่นางกล่าวจึงไม่ใช่เพียงวาทศิลป
อย่างแน่นอน
เรื่องนี้ถูกวางแผนไว้แล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีก…ยิ่ง
ไปกว่านั้นหลังจากคืนความบริสุทธิ์และได้รับการ
สนับสนุนจากขุนนางผู้ประสบความสำเร็จครั้ง
ยิ่งใหญ่แห่งรัฐฉินแล้ว มีแต่จะเป็นวาสนาต่อเขา
มิใช่เคราะห์ร้าย
เจินจวิ้นถอนหายใจอย่างลับๆ ในใจ นี่เป็นครั้ง
แรกที่เขารู้สึกโกรธเคืองกับการเป็นตัวหมากใน
แผนของผู้อื่น
ครั้นคิดอย่างรวดเร็วแล้ว เจินจวิ้นก็ยิ้มเอ่ย “ท่าน
พูดอะไรกัน ผู้อาวุโสเหล่านั้นมักจะหาเรื่องข้าอยู่
เสมอ บัดนี้แยกกันอยู่แล้วกลับเป็นเรื่องดีสำหรับ
ข้าเสียอีก อีกอย่างการที่ตระกูลของข้าสวามิภักดิ์
ต่อท่านก็เป็นการตัดสินใจของข้าเอง ไม่ว่าจะเกิด
เรื่องอะไรขึ้นก็ไม่กล้าโยนความผิดใส่ท่านอย่าง
แน่นอน”
“เจ้าคิดได้เช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว” ซ่งชูอีเอ่ย
เจินจวิ้นเงยหน้าขึ้นมาซ่งชูอี เห็นดวงตาของนาง
ถูกปกคลุมไปด้วยแถบผ้าสีดำ ไม่สามารถ
มองเห็นอารมณ์ใดๆ บนใบหน้าซีดเซียว
เจินจวิ้นเดาอารมณ์ของซ่งชูอีไม่ออก แต่ก็ยัง
ตัดสินใจเอ่ยเรื่องสำคัญ “ท่านกลับมาได้อย่าง
ปลอดภัย เดิมทีข้าต้องการจะจัดงานเลี้ยงใหญ่
ต้อนรับท่าน ทว่าการค้าขายที่รัฐฉีมีการ
เปลี่ยนแปลงบางอย่างเนื่องจากการแยก
ครอบครัว รากฐานของสกุลเจินทางนั้น…”
“ไปเถิด ข้าเร่งเดินทางติดต่อกันหลายวันก็
เหนื่อยเหลือเกิน ไม่มีแรงที่จะไปเข้าร่วมงานเลี้ยง
อะไรทั้งสิ้น หากเจ้ามีใจก็ปรุงเนื้อกวางเฝิงเจ๋อสัก
ยี่สิบชั่งให้ไปั๋เริ่นเถิด มันแบกข้ามาตลอดทาง
ลำบากมากแล้ว” ซ่งชูอีเอ่ยเรียบๆ
เดิมทีเจินจวิ้นตั้งใจจะให้น้องสาวของเขาเป็น
เจ้าภาพงานเลี้ยง คิดไม่ถึงว่าซ่งชูอีจะปฏิเสธ
ทันที รีบเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ที่บ้านข้ายังมี
ลูกกวางที่มาจากเฝิงเจ๋อสองสามตัว”
เขาลังเลครู่หนึ่ง มือที่วางอยู่บนหน้าตักกำแน่น
เล็กน้อย เอ่ยขึ้น “ท่าน ที่จริงยังมีอีกเรื่องที่
อยากจะขอร้อง”
“อ๋อ?” ซ่งชูอีเลิกคิ้วเล็กน้อย เอียงหูเหมือนตั้งใจ
ฟัง
“ข้าไปครั้งนี้ก็สามถึงห้าเดือนเป็นอย่างต่ำ
น้องสาวคนเล็กอยู่บ้านคนเดียวข้าไม่วางใจ ไม่
ทราบว่านางจะอาศัยอยู่ที่นี่และรบกวนให้ท่าน
ช่วยดูแลสักหน่อยได้หรือไม่” เจินจวิ้นวางแผนนี้
ไว้นานแล้วว่าจะให้น้องสาวบ้านตนแต่งเข้าเป็นฮู
หยินก่อนที่ซ่งชูอีจะมีอำนาจ หากไม่รีบเอ่ยเรื่อง
นี้ รอจนกองทัพตีปาสู่สำเร็จกลับมาและตบ
รางวัลแล้ว ถึงตอนนั้นสถานะของน้องสาวเขาก็
ไม่คู่ควรกับเขาอีก ภายภาคหน้าหากมีโอกาสก็
จะเป็นได้เพียงภรรยาน้อยเท่านั้น เจินจวิ้นจึงลอง
เสี่ยงกับการถูกมองทะลุแผนการนี้ หยิบยกเรื่อง
นี้ขึ้นมา
“น้องสาวของเจ้าอายุเท่าใด?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
พลางลอบคิดในใจ น้องสาวของเจินจวิ้นผู้นี้คง
มิได้มีชื่อว่าเจินเหม่ย[1]กระมัง?
เจินจวิ้นไม่เห็นสีหน้าของนาง ได้แต่ตอบอย่าง
นอบน้อม “เดือนหน้าก็ครบวัยจี๋จี[2]แล้ว”
“หึ เช่นนั้นพี่ใหญ่เช่นเจ้าก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ” ซ่งชู
อีเย้าแหย่เล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจเฮือก
ใหญ่ “เจ้าไปรัฐฉีให้สบายใจเถิด น้องสาวแท้ๆ
ของเจ้าก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ ของข้า ไว้นางครบ
สิบห้าก็จะมีพี่ใหญ่ต่ำต้อยอย่างข้าดูแลให้เอง”
เจินจวิ้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ผิดหวังเหลือล้นทว่าก็ยังมี
ความหวังอันริบหรี่ ไม่แน่ว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป
อาจก่อเกิดเป็นความรักก็ได้? แม้ว่าจะไม่ก่อเกิด
ความรักระหว่างหนุ่มสาว การปลูกความรัก
ระหว่างพี่น้องไปก่อนก็ไม่เลว
ครุ่นคิดดูแล้วเจินจวิ้นก็หัวเราะเสียงดัง ประสาน
มือคำนับกับซ่งชูอี “เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว”
ครั้นเห็นสีหน้าเหน็ดเหนื่อยของซ่งชูอี เจินจวิ้นก็
ขอตัวบอกลา กลับบ้านไปช่วยน้องสาวเก็บ
สัมภาระ
ช่วงที่ร้อนที่สุดของช่วงเที่ยงได้ผ่านพ้นไป สายลม
ตอนใกล้พลบค่ำเย็นสบาย เจินจวิ้นเดินออกมา
จากจวนของจู้ซย่าสื่อด้วยอารมณ์ดียิ่ง แม้แต่การ
ก้าวเดินก็มีชีวิตชีวา
ครั้นกลับมาถึงในจวน เขาก็ร่างรายการทันทีและ
ขอให้พ่อบ้านจัดเตรียมตามนั้น
“พี่ใหญ่! ท่านกลับมาแล้วหรือ!” เงาสีฟั้าเดิน
สาวเท้าถี่ๆ เข้ามาในก่อนที่คำพูดนั้นจะจบลง
ห้องนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหรูหราจางๆ
ทันที เด็กสาวผู้นั้นที่ในชุดชวีจวีสีฟั้ามีร่างกาย
งดงาม ใบหน้าที่มีขนาดเพียงฝั่ามือเรียวเล็กอ่อน
ช้อยเหมือนกับกล้วยไม้ในหุบเขาที่ว่างเปล่า ไม่ได้
ดูน่าทึ่งในแวบแรก ทว่าหากมองอย่างละเอียดถี่
ถ้วนแล้วก็จะรู้สึกน่าดึงดูดยิ่งขึ้น
“อวี๋เอ๋อร์” เจินจวิ้นมองนางด้วยความเอ็นดู
“พี่ชายต้องออกจากนครก่อนฟั้ามืด ทุกเรื่องมี
พ่อบ้านคอยจัดการแล้ว ข้าพลาดวันเกิดปีที่สิบ
ห้าของเจ้า กลับมาข้าจะชดเชยโดยการจัดพิธีจี๋จี
ให้เจ้าและทำให้หญิงสูงศักดิ์ทั้งเสียนหยางต้อง
อิจฉา”
“พี่ใหญ่ไปให้สบายใจเถิด พี่ใหญ่ทำเพื่อ
ครอบครัวนี้ อวี๋เอ๋อร์จะกล่าวโทษได้เยี่ยงไร” เจิน
อวี๋กล่าวด้วยความอ่อนโยน
เจินจวิ้นยกมือขึ้นลูบศีรษะของนาง “ท่านพ่อ
ฉลาดที่สุดที่ปล่อยให้อวี๋เอ๋อร์เข้าสู่ลัทธิขงจื๊อใน
วันนั้น อวี๋เอ๋อร์ของตระกูลเราไม่รู้ว่าเก่งกว่าหญิง
สูงศักดิ์ที่ไม่รู้หนังสือพวกนั้นตั้งเท่าไร!”
“พี่ใหญ่!” อวี๋เอ๋อร์ปิดปากยิ้ม “มีพี่ใหญ่บ้านไหน
ที่ชมน้องสาวของตัวเองเช่นนี้กัน!”
“อวี๋เอ๋อร์ ข้าคุยกับท่านหวยจินเรียบร้อยแล้ว
พรุ่งนี้เจ้าก็ไปอยู่ที่จวนของเขา…ท่านมีชื่อรองว่า
หวยจิน เจ้าชื่อว่าอวี๋ พอดีคำว่าว่ออวี๋หวยจินเลย
เชียว คิดดูแล้วนับว่ามีวาสนาต่อกัน หากสามารถ
แต่งงานกันได้ก็นับว่าดีมากๆ” เจินจวิ้นถอน
หายใจเอ่ย
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจินอวี๋ค่อยๆ หายไป เอ่ย
อย่างเหลือเชื่อ “พี่ใหญ่ต้องการใช้ข้าเอาชนะ
ท่าน?”
“เจ้าเป็นน้องสาวแท้ๆ ของข้า ข้ายังไม่ทันจะ
ตามใจเจ้าเลย จะคิดเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!” เจินจวิ้น
เห็นว่าสีหน้าของนางดีขึ้นเล็กน้อยจึงเอ่ยต่อ
“โลกใบนี้มีผู้ชายที่ทรงพลังมากมายและสามารถ
ปกปั้องเจ้าได้ ทว่าแม้ผู้ชายบางคนไม่แข็งแรงแต่
ก็สามารถใช้สติปัญญาปกปั้องเจ้าใต้ปีกของเขาได้
อีกทั้งยังสามารถแบกท้องฟั้าและท้องทะเลอัน
กว้างใหญ่ให้เจ้าได้ด้วย”
“พี่ใหญ่พูดจาไร้สาระ! ข้าไม่สนใจท่านแล้ว!”
เจินอวี๋ใบหน้าแดงระเรื่อ เบือนหน้าหนีออกไป
จากห้อง
เจินจวิ้นมองดูแผ่นหลังของเจินอวี๋ อดที่จะยิ้ม
ไม่ได้ กล่าวพึมพำ “เด็กสาวที่เป็นศิษย์ของลัทธิ
ขงจื้อช่างเข้าใจและมีเหตุมีผลดีจริงๆ เพียงแต่
หน้าบางไปหน่อย”
ผู้หญิงส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นคนอบอุ่นและ
เปิดเผยโดยเฉพาะสาวชาวฉิน เจินอวี๋ขี้อายเช่นนี้
ก็นับว่ามีรูปแบบที่พิเศษกระมัง!
ท้องฟั้าค่อยๆ มืดลง เจินจวิ้นรีบพาผู้คุ้มกัน
ออกไปจากนคร
วันรุ่งขึ้น
พ่อบ้านก็ลากเกวียนทองคำและผ้าไหมสองคัน
คุ้มกันส่งเจินอวี๋ไปที่จวนของจู้ซย่าสื่อด้วยตัวเอง
ทรัพย์สินที่นำไปทั้งหมดนั้นแทบจะเหมือนหญิง
สูงศักดิ์ที่กำลังจะออกเรือน
เจินอวี๋เริ่มที่จะจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของซ่งชูอี
นางมีอิสระและได้รับการสอนจากอาจารย์ใน
ลัทธิขงจื้อ จึงนับได้ว่ามีความรู้มากกว่าผู้หญิง
ทั่วไป เนื่องจากนางมักจะใส่ใจกับสถานการณ์
ปัจจุบันอยู่เสมอ จึงเคยได้ยินเกี่ยวกับการกระทำ
มากมายของซ่งชูอี รวมถึงการท่องไปยังรัฐต่างๆ
การไปที่ลานประหารคนเดียวเพื่อช่วยชีวิตใคร
บางคน ทฤษฎีโค่นรัฐ…
นางจินตนาการถึงภาพต่างๆ มากมาย ทว่ากลับ
ไม่เคยนึกภาพเช่นนี้มาก่อน ในลานร่มรื่น
แสงอาทิตย์รำไร คนคนนั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้า
ไหมสีขาวงาช้างแขนกว้างโดยยืนสอดมือไว้ใน
แขนเสื้ออยู่กลางลานบ้าน นางเห็นเพียงใบหน้า
ด้านข้าง ผมสีดำสนิทที่แซมหงอกขาวเล็กน้อยถูก
มัดรวบด้วยแถบผ้าไหมอย่างเป็นระเบียบ ดวงตา
ถูกคาดปิดด้วยแถบผ้าไหมสีดำซึ่งผูกปมไว้
ด้านหลังศีรษะ หางของมันห้อยย้อยอยู่บนไหล่
และอีกอันหนึ่งห้อยอยู่ด้านหลัง
ฉากนั้นธรรมดาสามัญ อย่างไรก็ดีเมื่อลมพัด เสื้อ
แขนกว้างก็ปลิวว่อน แถบผ้าพริ้วสะบัดและได้
กลิ่นของดินเจือจาง
“หนิงยา? ดอกกล้วยไม้ในลานบานแล้ว
หรือ?” คนที่อยู่ใต้ต้นไม้เอ่ยถาม น้ำเสียงไม่
หยาบกระด้างเหมือนกับผู้ชายทั่วไป
หนิงยากล่าวอย่างเขินอาย “ท่านเจ้าคะ บ่าว
ปลูกดอกไม้สูงศักดิ์เช่นนั้นไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ ที่
บ่าวปลูกก็ร่วงโรยไปหมดแล้ว มีดอกไม้บานที่
ไหนกัน…นั่นมันแม่นางเจินต่างหาก”
“อ่อ แขกผู้อ่อนโยนมาแล้ว หวยจินเสียมารยาท
ที่มิได้ออกไปต้อนรับ ได้โปรดให้อภัยด้วย” ซ่งชูอี
หันไปยิ้มเอ่ยน้อยๆ
เจินอวี๋มองดูริมฝีปากที่ยกยิ้มของซ่งชูอีที่ดู
เหมือนจะอ่อนโยน รีบเดินลงจากบันได “มิกล้า
รบกวนท่าน…”
นางยังไม่ทันพูดจบก็เห็นเงาสีขาวพุ่งเข้ามา เมื่อ
รอดูใกล้ๆ มันก็กลายเป็นหมาปั่าสีขาวตัวใหญ่
นางกรีดร้องทันใด ตาเหลือกและเป็นลมพับไป
“เจียวเจียว เจียวเจียว!” สาวใช้สองสามคนวิ่งไป
หาเจินอวี๋ด้วยความตกใจ
“ไปั๋เริ่น เจ้าซนอีกแล้ว” ซ่งชูอีได้ยินการ
เคลื่อนไหวก็รู้ว่าแม่นางเจินผู้นั้นถูกไปั๋เริ่นทำให้
ตกใจจนหมดสติไปแล้ว หันไปพูดกับหนิงยา “พา
แม่นางเจินไปพักผ่อนที่ห้อง แล้วเชิญท่านหมอมา
ดูอาการ”
จากนั้นพ่อบ้านตระกูลเจินก็เข้ามา ครั้นเห็น
สถานการณ์ในลานก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเห็นว่าซ่งชูอีจัดการเรียบร้อยแล้วก็ไม่เข้ามา
ยุ่มย่ามอีก ทำได้เพียงประสานมือเอ่ย “เมื่อครู่
ข้าน้อยขนข้าวของอยู่ที่ลานด้านนอก จึงให้เจียว
เจียวเข้ามาก่อน ไม่คิดว่าจะรบกวนท่าน ได้โปรด
ท่านให้อภัยด้วย”
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ท่านพ่อบ้านเจินเกรงใจแล้ว แม่
นางผู้นี้จะรบกวนอะไรข้าได้? เป็นไปั๋เริ่นต่างหาก
ที่ทำให้น้องสาวตกใจ”
พ่อบ้านเจินกล่าวคำเกรงใจไม่กี่คำ ไม่รู้ว่าเพราะ
เหตุใดในใจเขาถึงรู้สึกว่าซ่งชูอีไม่ใคร่ยินดีต้อนรับ
การมาของเจินอวี๋เท่าใดนัก ทว่านี่คือการ
จัดเตรียมของเจ้านาย เขาก็ไม่เคลือบแคลงใจ ยิ่ง
ไม่อาจเปลี่ยนการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นก็
ทำได้เพียงทำเป็นมองไม่เห็น สั่งคนย้ายของขวัญ
เข้ามา พูดคุยกับซ่งชูอีสองสามคำจากนั้นก็
กลับไปแล้ว
ขณะที่จากไป พ่อบ้านก็รู้สึกว่าซ่งชูอีอาจเป็นคน
ที่เย็นชาอยู่แล้วและตัวเองคิดมากไป ความรู้สึกที่
ซ่งชูอีมอบให้เขาคือผืนน้ำกว้างใหญ่ที่เงียบสงบไร้
อารมณ์ไร้ความรู้สึก ทว่าก็ดูเหมือนจะก่อให้เกิด
คลื่นลูกใหญ่ได้ทุกเมื่อ คนเช่นนี้ไม่น่าจะสนใจ
อะไรกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
หนิงยาวิ่งมาจากทางเดินเสียงดังตึงตึงตึง ถอน
หายใจเบาๆ “ท่านเจ้าคะ แม่นางเจินผู้นี้สวยมาก
บนตัวยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย หอมมากเจ้าค่ะ”
“หญิงสูงศักดิ์หลายคนกินยาลับที่ทำจากดอกไม้
และพืชตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งนานวันบนตัวก็จะยิ่งมี
กลิ่นหอม เช่นนั้นข้าก็ทำให้เจ้ากินด้วยดี
หรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ย
หนิงยากล่าวด้วยความหวัง “จริงหรือเจ้าคะ?”
ซ่งชูอีหัวเราะเสียงดัง “อะไรก็กล้ากินส่งเดช ไม่
กลัวว่าข้าจะวางยาเจ้ารึ!”
หนิงยาหัวเราะร่วน ในใจรู้สึกว่าท่านยิ่งมีความ
เป็นมิตรมากขึ้น
“ท่านหวยจิน” เสียงที่นอบน้อมของเจียนดังขึ้น
“นักรบกู่สองท่านมาแล้วขอรับ”
แม้ว่าสกุลกู่จะมีมาก ทว่าก็มีเพียงกู่หานและกู่จิง
ที่มาแวะคารวะนาง
ซ่งชูอีเอ่ย “พาพวกเขาไปห้องหนังสือเถิด”
——————–
[1] “เจินจวิ้น” พ้องเสียงกับคำที่แปลว่า “หล่อ
จริงๆ” “เจินเหม่ย” พ้องเสียงกับคำที่แปลว่า
“สวยจริงๆ”
[2] จี๋จี ถึงอายุแต่งงาน (วันเกิดปีที่สิบห้าของ
หญิงสาว)