กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 225 ท่านเป็นนักปราชญ์
เจียนตอบรับ หมุนตัวไปเชิญทั้งสองคน
กู่หานและกูจิงเดินเข้าไปในจวนด้วยอารมณ์ที่
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บัดนั้นที่กู่หานอยู่ในรัฐสู่
เนื่องด้วยเขามีข้อสงสัยต่อซ่งชูอี อีกทั้งยังทำผิด
ต่อนางเล็กน้อย ครั้นกลับมารัฐฉินก็เกือบถูกอิ๋
งซื่อประหารชีวิตเหตุเพราะนาง “ทรยศ” ต่อ
บ้านเมือง แม้ว่าไม่ว่าจะคิดอย่างไร นี่ก็เป็นเพียง
ส่วนหนึ่งของแผนการเท่านั้นและซ่งชูอีก็ดูเหมือน
ไม่ได้ตั้งใจจะต่อต้านเขา ทว่าในใจเขากลับรู้สึก
หวาดกลัวซ่งชูอีขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
กู่จิงนั้นมีความยินดีเขียนอยู่เต็มใบหน้า เขาชื่น
ชมคนฉลาดมาตลอด และชื่นชมซ่งชูอีมากที่สุด
ในบรรดาคนฉลาดทั้งหมด เพราะว่าแม้ซ่งชูอีเป็น
คนฉลาดทว่าไม่เคยโอ้อวด วาจาก็ติดตลก
สำหรับกู่จิงแล้วนางมีความเป็นมิตรและน่า
เคารพมากกว่าพวกนักปราชญ์สูงส่งเหล่านั้นเสีย
อีก
ทั้งสามคนหยุดอยู่นอกห้องหนังสือ เจียนเอ่ยขึ้น
“ท่านขอรับ นักรบทั้งสองมาถึงแล้ว”
“เข้ามาเถิด” ซ่งชูอีกล่าว
กู่จิงก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้อง ยังไม่ทันจะได้เห็น
ซ่งชูอีก็ตะโกนเอ่ย “ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
ครั้นเดิมอ้อมผ่านฉากไม้ไผ่บาง กู่จิงก็เห็นเด็ก
หนุ่มอย่างซ่งชูอีที่บัดนี้แก่ลงอย่างเห็นได้ชัด เขา
ยืนอึ้งอยู่ที่เดิม อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง พูดอะไรไม่
ออก
“เข้ามาเถิด” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
กู่จิงตกใจมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าดวงตาของนาง
เลื่อนลอย จนกระทั่งกู่หานผลักเขาจึงมีปฏิกิริยา
ตอบสนองและเข้าไปคุกเข่าตามคำเชิญ
“ท่าน เกิดอะไรขึ้นหรือ ดวงตาของท่านเป็น
อะไร? ผมของท่านเป็นอะไรไป?” กู่จิงถามในสิ่ง
ที่กูหานต้องการจะถาม
“ทำสงครามนี่นา การบาดเจ็บเป็นเรื่องที่
หลีกเลี่ยงมิได้…”
ซ่งชูอียิ้มพร้อมตอบอย่างขอไปที ยังพูดไม่ทันไร
ก็ได้ยินเสียง “ปัง” ดังขึ้น กู่จิงทุบโต๊ะเสียงดัง
พลันลุกขึ้นพรวด “ท่านไม่จำเป็นต้องบุกตะลุย
โจมตีข้าศึก! กองทัพฉินสองแสนนายยังปกปั้องที่
ปรึกษาคนนึงยังไม่ได้ด้วยซ้ำ! เห็นทีคงมีแต่พวกขี้
ขลาดตาขาวที่ทำเป็นเพียงเล่นกับนกอยู่ที่บ้าน
เท่านั้น!”
“นั่งนั่งนั่ง เจ้าจะตะโกนทำไมกัน หนิงยารีบดูสิ
ว่าเขาทำโต๊ะบ้านพวกเราพังแล้วหรือยัง?” ซ่งชูอี
เอ่ย
หนิงยาหัวเราะพลางชำเลืองมอง “เปล่าเจ้าค่ะ”
กูจิงนั่งลง “ท่านตระหนี่เกินไปแล้ว”
“พวกเจ้าเพียงมาเยี่ยมข้า หรือว่ามีธุระใด?” ซ่งชู
อีเอ่ยถาม กูหานเชี่ยวชาญในการรวบรวมข้อมูล
จึงไม่น่าแปลกใจที่รู้ว่านางกลับมาแล้ว รีบเข้ามา
หาเช่นนี้โดยมากจะต้องมีธุระอย่างแน่นอน
“ไม่มีอะไร ข้าก็แค่คิดถึงท่านเท่านั้น” กูจิง
หัวเราะด้วยความงี่เง่า ลืมที่จะถามอาการปั่วย
ทางตาของซ่งชูอีไปแล้ว
กูหานกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบจนแทบจะเยือก
เย็น “มาเยี่ยมท่าน แต่ก็มีเรื่องมาขอความ
ช่วยเหลือด้วยจริงๆ”
กู่จิงเบิกตาโพลง “เรื่องอะไร? เหตุใดข้าถึงไม่รู้?”
กู่หานคิดในใจ นอกเหนือจากความงี่เง่าแล้วเจ้า
ยังรู้อะไรบ้าง! จากนั้นก็ไม่สนใจเขาแล้วกล่าว
กับซ่งชูอี “หานอยากให้ท่านอนุญาตให้พวกข้า
สองคนทำความดีเพื่อชดเชยความผิด”
ซ่งชูอีไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “พวกเจ้าอยู่
ภายใต้อำนาจของฝั่าบาทโดยตรง ครั้นถึงเวลาที่
ฝั่าบาทสามารถปล่อยได้ก็ย่อมปล่อยไปตาม
ธรรมชาติ”
กู่หานกล่าวด้วยความเป็นกังวล “ท่านขอรับ ฝั่า
บาทงานยุ่งทั้งวัน การจัดการกับพวกข้าเป็นเพียง
เรื่องเล็กน้อยและเป็นไปได้มากที่จะถูกวางทิ้งไว้
และลืมไป ดังนั้นจึงอยากให้ท่านคุยกับฝั่าบาทให้
ที”
แม้ว่ากู่หานจะอยู่ภายใต้องค์จวินโดยตรงแต่เขาก็
ไม่ได้เป็นองครักษ์ส่วนตัว จึงไม่รู้จักนิสัยใจคอ
ของอิ๋งซื่อ แต่ด้วยความสามารถในการ
สังเกตการณ์อันแหลมคมที่เขาได้สะสมมานาน
นับปี สามารถคาดเดาได้ว่าอิ๋งซื่อหลงลืมพวกเขา
ไปเสียแล้ว จึงรอให้ซ่งชูอีกลับมาจัดการ หากซ่งชู
อีจงใจที่จะทำเรื่องให้ยุ่งยาก เขาจะต้องได้รับผล
ที่จะตามมาอย่างแน่นอน
“ฮาฮา!” หลังจากซ่งชูอีครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจ
ในความคิดของกู่หาน อดที่จะเย้ยเขากับกู่จิง
ไม่ได้ “กู่จิงเอ๋ย พี่ใหญ่บ้านพวกเจ้านี่ขี้น้อยใจ
จริงๆ!”
กู่จิงรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลัง
พูดอะไรกัน แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่
เข้าใจและก็ไม่เคยไปที่ต้นตอของปัญหา จึงเอ
อออไปตามคำพูดของซ่งชูอีทันทีและกล่าว
ปลอบโยนกู่หานว่า “ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล เป็น
ลูกผู้ชายต้องมีจิตใจเปิดกว้าง”
กู่หานข่มความรู้สึกที่อยากจะชกหน้าเขาสักครา
กัดฟันพูด “ที่ท่านสอนก็ถูกต้อง”
ขุ่นเคืองก็ส่วนขุ่นเคือง ทว่ากู่หานเข้าใจ
ความหมายในคำพูดของซ่งชูอี นางไม่มีทางลอบ
กัดเขาด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
กู่หานอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองตัดสินบุคคลที่สูงส่ง
อย่างไม่ยุติธรรมด้วยจิตใจที่ต่ำต้อยจริงๆ หรือ
ซ่งชูอีก็มิใช่เป็นคนจิตใจคับแคบ? นางเพียงพูด
เตือนเพียงไม่กี่คำตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้น แผนการ
ของนางก็ทำเพื่อรัฐฉิน ในฐานะหัวหน้าองครักษ์
เขาควรเป็นแพะรับบาปด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าซ่ง
ชูอีก็ไม่ได้จงใจตอบโต้เลย
ครั้นคิดดังนี้ กู่หานก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย
“จริงสิ กู่จิง ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องการให้เจ้าโปรด
ช่วย” ซ่งชูอีเอ่ย
กู่จิงกล่าวอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “ท่านพูด
อะไรน่ะ! หากท่านมีเรื่องใดก็เพียงสั่งกู่จิงมาได้
เลย โปรดไม่โปรดอะไรกัน เห็นเป็นคนนอกไป
ได้”
เส้นเลือดบนหน้าผากของกู่หานเต้นตุบๆ เจ้า
หน้าโง่คนนี้ เกรงว่าเขาคงลืมไปเสียสนิทแล้วว่า
ตนรับใช้ใคร! โชคดีที่ซ่งชูอีไม่ใช่ขุนนางรัฐอื่น!
“ข้างกายข้ามีเด็กคนหนึ่ง คุณสมบัติไม่เลว วัน
ก่อนข้าเพิ่งให้เขาใช้สกุลซ่งของข้า นามว่าซ่ง
เจียน อยากให้เจ้าชี้แนะศิลปะปั้องกันตัวขั้น
พื้นฐานให้กับเขา” ซ่งชูอีรู้ว่าศิลปะการปั้องกัน
ตัวนั้นยิ่งเรียนรู้เร็วยิ่งดี ในขณะที่นางยังไม่ได้หา
อาจารย์ที่เหมาะสมให้กับเจียน กู่จิงก็นับว่าเป็น
ตัวเลือกที่ไม่เลว
“ขอเพียงท่านสั่งมาก็เชื่อใจกู่จิงได้เลย รับประกัน
ว่าจะสอนจนต่อสู้กับศัตรูได้ร้อยคน!” กู่จิงตบ
หน้าอกของตัวเองเสียงดังปักปัก
สิ่งที่พวกเขาฝึกฝนมิใช่เรื่องลับที่พูดไม่ได้ กู่หาน
ได้ยินซ่งชูอีบอกเพียงให้กูจิ่งสอนศิลปะปั้องกันตัว
ขั้นพื้นฐาน จึงมิได้กล่าวกระไร
“ภาพเครื่องยิงธนูที่ท่านให้พี่ใหญ่นำไปให้
อาจารย์ดูคราวก่อน อาจารย์เพียงมองแวบเดียว
ก็ประหลาดใจ ถามทันทีว่าใครเป็นคนวาด อีกทั้ง
บอกว่าจะมาแวะคารวะท่านด้วย” เหตุผลส่วน
ใหญ่ที่กู่จิงเชื่อมั่นในซ่งชูอีก็เป็นเพราะเหตุนี้
ซ่งชูอีจิบชาคำหนึ่ง เอ่ยเชื่องช้า “ครั้นเรื่องแดง
เจ้าก็เปิดโปงข้าเช่นนั้นหรือ?”
กู่จิงโบกมือเป็นพัลวัน “เปล่าเปล่า ข้ามิได้เปิด
โปง แต่เป็นพี่ใหญ่ต่างหาก อาจารย์โบยข้าอยู่
หลายครั้งแต่ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรเลย”
กู่หานรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเขา เดิมทีกำลังคิดว่าจะ
เอาตัวรอดเยี่ยงไร ผลปรากฏว่ายังไม่ทันจะอ้า
ปากก็ถูกกู่จิงหักหลังเข้าเสียก่อน ลอบด่าอยู่ในใจ
‘เจ้ายังรู้ว่าข้าเป็นพี่ใหญ่เจ้ารึ!’
กู่หานตอบเพียงว่า “ผู้อาวุโสถาม กู่หานมิกล้า
ปิดบัง”
กู่หานถือได้ว่าเป็นลูกผู้ชายที่ซื่อสัตย์ แต่คนภักดี
ทุกคนนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป ซ่งชูอีไม่โทษ
เขา “ตอนที่ข้านำภาพนั้นออกมาก็คาดคิดไว้แล้ว
ว่าจะมีผลลัพธ์เช่นนี้ ทว่ามิบังอาจให้ท่าน
ปรมาจารย์สำนักม่อต้องแวะมาด้วยตัวเอง ไว้ข้า
อาการดีขึ้นแล้วจะไปเยี่ยมเอง”
ซ่งชูอีเป็นคนมีเหตุผลเพียงนี้อีกทั้งยังมีความ
เคารพผู้อาวุโส กู่หานจึงรู้สึกนับถือนางเพิ่มขึ้น
เล็กน้อยท่ามกลางความหวาดกลัวที่มีต่อนาง
ทั้งสองคนนั่งอยู่ครู่หนึ่ง กู่หานร่ำลาพร้อมลากกู่
จิงที่ไม่เต็มใจจะจากไป หลังจากออกไปแล้วก็
ลากเขาเข้าไปสั่งสอนในตรอกมืดอย่างรุนแรง
กู่หานเก่งในเรื่องอาวุธลับและรวบรวมข่าวสาร
กำลังวังชาไม่เท่ากู่จิง ทว่ากู่จิงมีความเคารพต่อพี่
ใหญ่มาก จึงได้แต่อดทนอย่างว่าง่าย ขณะที่ถูก
สั่งสอนก็นึกถึงเหตุผลอย่างถี่ถ้วนและเอ่ยด้วย
ความจริงใจในภายหลัง “พี่ใหญ่ ข้าจะไม่บอกคน
อื่นเรื่องที่ท่านขี้น้อยใจเป็นอันขาด”
“เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าเก็บความลับด้วย!” กู่หาน
กัดฟันแน่นอย่างทำอะไรไม่ถูก กู่จิงมักจะ
ปากแข็งกับคนนอกทว่ากลับไม่มีความลับกับคน
ที่ตนเชื่อว่าเป็นคนคุ้นเคย เขาทบทวนตัวเองครั้ง
หนึ่งแล้วตัดสินใจว่า คราวหน้าที่ไปหาซ่งชูอี
จะต้องตกลงกับกู่จิงเสียก่อนว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใด
ไม่ควรพูด
“พี่พูดอะไรน่ะ พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ” กู่จิงก
ล่าวด้วยความเที่ยงธรรม
โทสะที่เพิ่งจะบรรเทาของกู่หานปะทุขึ้นมาอีก
ครั้ง อดที่จะกล่าวสบถมิได้ “ไอ้คนเฮงซวย! แล้ว
เหตุใดจึงไม่คิดว่าพวกเราเป็นพี่น้องกันตอนที่หัก
หลังข้าต่อหน้าท่านหวยจินเล่า!”
กู่จิงเบิกตาโพลง “ท่านเป็นถึงนักปราชญ์ พี่จะมี
ความรู้เทียบเท่าท่านได้เยี่ยงไร?”
“ก็ได้! ก็ได้!” กู่หานรู้ว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะดูถูก
ตัวเองแต่ก็ไม่สามารถหยุดสั่นด้วยความโกรธได้
อย่างไรก็ดีเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเขาฟกช้ำดำ
เขียวก็ทนไม่ได้ที่จะสั่งสอนเขาอีก ได้แต่พลิกตัว
ขึ้นม้าแล้วขี่จากไปโดยไม่หันกลับมามอง
“พี่ใหญ่ ในเมืองห้ามขี่ม้าเร็ว” กู่จิงตะโกน
“เจ้าหุบปากเสีย!” กู่หานคำราม
กู่จิงเม้มริมฝีปาก ขึ้นม้าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
แล้วตามหลังไปเงียบๆ เหมือนหมีดำที่ถูกสหาย
ทอดทิ้ง
……
ฤดูร้อนในหล่งซีดีกว่ารัฐสู่มาก ช่วงเวลาที่ร้อน
ที่สุดในแต่ละวันมีเพียงหนึ่งชั่วยามก่อนและหลัง
เที่ยง หลังจากผ่านเวลานี้ไปก็จะมีสายลมเย็นพัด
มา รู้สึกสบายเป็นอย่างมาก
ไม่กี่วันต่อมา เมื่อกู่จิงมีเวลาว่างก็จะรีบไปที่จวน
ของซ่งชูอีทันทีเพื่อสอนศิลปะการต่อสู้ให้เจียนที่
นอกลาน ซ่งชูอีจะเรียกทั้งสองคนมาเป็นครั้ง
คราวและเล่านิทานศีลธรรมให้พวกเขาฟัง กู่จิง
หงุดหงิดกับการอ่านหนังสือมากที่สุด แต่เขา
สนใจเรื่องราวที่ลึกซึ้งและเรียบง่ายของซ่งชูอีเป็น
อย่างมาก
ตั้งแต่ที่ไปั๋เริ่นทำเจินอวี๋ตกใจ นางก็ไม่กล้า
ออกมานอกห้องอีกเลย ต่อมาได้ยินว่าซ่งชูอีพา
ไปั๋เริ่นไปเลี้ยงนอกลานจึงกล้าออกมาเดินเล่น
และให้สาวใช้ไปยืมหนังสือที่ห้องหนังสือของซ่งชู
อีอยู่บ่อยๆ
ซ่งชูอีเคยเห็นแม่นางที่อ่อนโยนและเงียบสงบมา
ก่อน ทว่าไม่เคยเห็นใครที่เงียบสงบเท่าเจินอวี๋มา
ก่อน! อายุยังน้อยทว่าไม่ชอบออกไปเที่ยวข้าง
นอก เอาแต่อยู่ในบ้านหลายวัน ไม่รู้สึกเบื่อบ้าง
หรือ?
หนิงยาเก็บสมุดไผ่เข้าชั้นวางหนังสือแล้วหันมา
ถามซ่งชูอี “ท่านเจ้าคะ ตอนที่สาวใช้ของแม่นาง
เจินมาคืนหนังสือ นางถามว่ามีม้วนหนังสือที่ท่าน
เขียนเองหรือไม่”
“อยากอ่านหนังสือที่ข้าเขียน?” ซ่งชูอีเอามือ
หนุนศีรษะ เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “หลายวันนี้หาก
นางไม่อ่านคัมภีร์ของลัทธิขงจื้อก็อ่านบทกลอน
คงไม่สนใจในสิ่งที่ข้าเขียนดอกกระมัง”
“ที่ท่านกล่าวก็ถูกเจ้าค่ะ” หนิงยาได้รับอิทธิพล
จากการติดตามซ่งชูอี นางพอรู้หนังสืออยู่บ้าง
และรู้ว่าทฤษฎีของสำนักขงจื้อ ม่อ นิติธรรม เต๋า
และพิชัยสงครามล้วนแตกต่างกัน
“นำม้วนที่อยู่ซ้ายสุดในช่องแรกให้นาง แล้วก็
บอกว่าสิ่งที่ซ่งหวยจินเขียนไม่ต่างจากหนังสือ
ม้วนนี้มากนัก ทว่ามิได้ครอบคลุมเพียงนี้ กระชับ
และรัดกุมกว่า” ซ่งชูอีนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ย
ว่า “ช่องสุดท้ายทางขวา เป็นบันทึกที่ข้าเขียน
ยามว่าง ก็เอาให้นางด้วยเถิด”
ม้วนแรกทางซ้ายมือคือ “ตำราพิชัยสงครามซุน
ปิน” สิ่งที่ซ่งชูอีเขียนขึ้นล้วนเป็นระบบการทหาร
ที่กำหนดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับสถานการณ์
ปัจจุบันของรัฐฉิน ไม่เหมือนกับวาทกรรมตำรา
พิชัยสงครามที่ใช้ได้กับทุกรัฐ ดังนั้นจึงไม่สามารถ
ให้ใครยืมได้เป็นธรรมดา
ส่วนบันทึกม้วนนั้นมีหลักเหตุผลตามความรู้สึก
ของซ่งชูอี นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้ง
และมีบางบทกวีที่เขียนขึ้นมาเองซึ่งถือได้ว่าเป็น
บันทึกเบ็ดเตล็ดในชีวิตของนาง ซ่งชูอีไม่กล้า
กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ยอดเยี่ยมเพียงใด ทว่าสำหรับ
แม่นางน้อยๆ คนหนึ่งแล้ว หากสามารถเข้าใจ
เนื้อหาข้างในก็จะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างอย่าง
แน่นอน
“เจ้าค่ะ!” หนิงยาตอบรับ ห่อแผ่นไผ่สองม้วน
แยกจากกัน นำออกไปมอบให้กับสาวใช้ของ
เจินอวี๋
สาวใช้ผู้นั้นรับแผ่นไผ่มา สำรวจหนิงยาครู่หนึ่ง
“น้องสาวมีหน้าตางดงามจริงๆ”
หนิงยารับมือไม่เก่ง ใบหน้าน้อยๆ แดงระเรื่อ
กล่าวข้อความที่ซ่งชูอีฝากมาเมื่อครู่อีกครั้ง