กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 260 ต่อสู้กันอย่างครึกครื้น
แม้ว่าหมี่จีจะใจเย็นอยู่เสมอ ก็ยังเขินอายกับ
คำพูดที่ไม่เหมาะสมนี้จนหน้าแดง
ซ่งชูอีเพียงพูดไปส่งเดชเท่านั้น ทว่าดูจาก
ปฏิกิริยาของหมี่จีแล้ว กล้าพนันได้เลยว่าเขา
ไม่ได้ใส่อะไรจริงๆ!
ในฐานะขุนนางและเจ้านายของจวนหลังนี้
จะต้องไปขอขมาตอนนี้หรือเปล่านะ…
“ท่าน…” หมี่จีรออยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่มีคำตอบ ก็ยิ่ง
รู้สึกไม่สบายใจ
“ไม่มีปัญหา เขาไม่ใช่คนที่เจ้าอารมณ์เพียงนั้น”
ซ่งชูอีดึงความคิดกลับมา ยิ้มเอ่ย “ไปทำงาน
เถิด”
สาเหตุหลักที่หมี่จีไม่สบายใจเพราะกลัวว่าซ่งชูอี
จะเข้าใจผิด แขกผู้สูงส่งเพิ่งเข้ามาในจวน กลับ
ถูกนาง “ชน” เข้าโดยบังเอิญ ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็
เหมือนกับรีบโผตัวเข้ากอด ทว่าซ่งชูอีมิได้เอ่ยมัน
ขึ้นมา หากนางร้อนตัวอธิบาย มันจะเหมือนยิ่ง
พยายามปกปิดหรือเปล่า?
ซ่งชูอีหมุนตัวจัดเรียงกระดานหมากต่อ ไม่
ต้องการพูดอะไรอีก
ในลานของหมี่จีไม่มีห้องอาบน้ำ หลังจากนางจัด
ของในห้องเก็บของแล้วก็ออกมาอาบน้ำที่ห้องน้ำ
ใหญ่ ที่นั่นมีเพียงสระน้ำพุร้อนแกะสลักหยกแห่ง
เดียวเท่านั้น แน่นอนว่านางไม่กล้าลงไปอาบน้ำ
กลางสระ จึงตักน้ำมาเช็ดตัวที่ห้องข้างๆ ซึ่งมิใช่
เรื่องแปลกเลย
หลายวันนี้ทุกพฤติกรรมของหมี่จีล้วนอยู่ใน
สายตาของซ่งชูอี การเจอกับอิ๋งซื่อเกรงว่าเป็น
เพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น หากนางไม่มี
ความสามารถแม้แต่การแยกแยะผิดถูกในจุดนี้
จะคุยเรื่องการวางกลยุทธ์ของรัฐได้อย่างไร?
เพียงแต่นางตั้งใจที่จะสังเกตอุปนิสัยของหมี่จี
ต่อไป ดังนั้นนางจึงไม่เปิดเผยท่าทีของตน
หมี่จีออกมาจากห้องหนังสือ ยืนอยู่ตรงทางเดิน
หมอกร้อนๆ ผุดขึ้นในดวงตา นางไม่รู้ว่าเพราะ
วาสนาในชาติใดที่ทำให้มีโอกาสกลับตัวเช่นนี้ แต่
เกือบจะสูญเสียมันไปเพราะความประมาท
นิ่งสักพัก นางก็เก็บน้ำตาของตัวเองกลับเข้าไป
ไปที่ห้องหนังสือเล็กที่ลานด้านหน้า จัดเก็บ
สิ่งของในห้องเก็บของทีละรายการ
ตอนที่หมี่จียังเป็นเด็กเคยเรียนตัวหนังสือเพียง
ไม่กี่ตัว จำได้ไม่มาก ทว่านางหาทางของตัวเอง
โดยใช้วงกลมและจุดต่างๆ ในการแสดงแต่ละ
ตัวอักษร จึงสามารถจำได้จำนวนหนึ่ง ในจวนมี
บ่าวที่รู้หนังสือชื่อว่าสวีไปั่ นางกำหนดปริมาณที่
ระบุโดยวงกลมเหล่านี้และบอกให้สวีไปั่รู้ จากนั้น
ก็ให้เขาถอดความเป็นบัญชีที่คนอื่นเข้าใจได้
“วันนี้ก็สอนนางเขียนหนังสืออีกรึ?” ซ่งชูอีเอ่ย
ถาม
หนิงยาตอบด้วยความนอบน้อม “สอนแล้วเจ้าค่ะ
นางเรียนรู้เร็วมาก ใช้ความพยายามเพียงแค่ไม่กี่
วัน ก็สามารถจำตัวอักษรทั้งหมดใน ‘กกอ้อ’ ได้
แล้ว”
‘กกอ้อ’ คือเพลงพื้นบ้านในสมัยหล่งซีซึ่งปัจจุบัน
ถูกบันทึกรวมอยู่ใน ‘บทกวี’ รวมกับเพลง
พื้นบ้านอีกสิบชิ้นเรียกรวมกันว่า ‘ฉินเฟิง (บทกวี
โบราณแห่งฉิน)’ บทกวีกกอ้อไม่ยาว มีทั้งหมด
หนึ่งร้อยคำ ทั้งยังมีประโยคซ้ำกันมากมาย ทว่า
การที่หมี่จีสามารถเรียนรู้ได้ภายในไม่กี่วันก็อยู่
นอกเหนือความคาดหมายของซ่งชูอี
“พี่หมี่จีฉลาดดกว่าหนิงยาอีก” หนิงยาเอ่ยด้วย
ความอิจฉา ตอนนั้นซ่งชูอีสอนนางด้วยตัวเอง
นางต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนจึงจะอ่านออกเขียน
ได้ทั้งหมด
“วันหนึ่งเจ้าอ่านออกสองคำก็ฉลาดมากแล้ว จะ
อิจฉาคนอื่นไปทำไม” ซ่งชูอีส่งสัญญาณให้นางนั่ง
ลงตำแหน่งตรงข้าม “นั่งเข้ามาใกล้หน่อย ข้าจะ
สอนเจ้าเดินหมาก”
“เจ้าค่ะ!” หนิงยากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันใด
นับตั้งแต่หมี่จีดูแลงานบ้านภายในจวน สภาพยุ่ง
เหยิงของหยิงยาก็ผ่อนคลายลงมาทันใด ทุกวันสิ่ง
เดียวที่ต้องทำก็คือปั้อนอาหารให้กับไปั๋เริ่นและจิ
นเกอ วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าจริงๆ
ในขณะที่ซ่งชูอีกำลังวางตัวหมากลงบนกระดาน
ว่างเปล่าก็เอ่ยว่า “ข้าให้หมี่จีเตรียมชุดสวยๆ ให้
เจ้า พอถึงฤดูใบไม้ผลิ เจ้าก็พาพวกแม่นางสอง
สามคนในจวนออกไปเดินเล่น อย่าเลียนแบบแม่
นางสกุลเจินที่วันๆ เอาแต่หมกอยู่ในบ้าน สมอง
อุดอู้จนพังไปหมดแล้ว”
หนิงยาช่วยแยกตัวหมาก ได้ยินซ่งชูอีกล่าวเช่นนี้
ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งพร้อมส่ายหัวเอ่ย “พวกเรา
ออกไปเที่ยวกันหมดแล้วใครจะดูแลท่านล่ะเจ้า
คะ?”
ซ่งชูอีดีดหน้าผากของนาง กล่าวด้วยความโมโห
เล็กน้อย “เจ้าคิดว่าข้าจะอยู่เฉยๆ เช่นนี้ได้ทั้งวัน
รึ? ไม่ต้องห่วง”
หนิงยาหัวเราะแหะๆ หนิงยาได้เห็นด้านที่เย็นชา
ของซ่งชูอีเนื่องจากเหตุการณ์ของจื๋อหย่า ดังนั้น
จึงกลัวนางเป็นพิเศษ เมื่อได้ใกล้ชิดกับซ่งชูอีอีก
ครั้งในช่วงนี้ ก็ค่อยๆ เข้าใจนิสัยของนาง…ตราบ
ใดที่ไม่ทำให้นางหมดความอดทน นางก็เป็นคนที่
อ่อนโยนมากคนหนึ่ง
ทั้งสองคนพูดคุยและหัวเราะกัน แต่แล้วก็ได้ยิน
ขันทีเถารายงานอยู่หน้าประตู “เซ่าซ่างเจ้า”
ซ่งชูอีประหลาดใจเล็กน้อย ลุกขึ้นออกไปรับหน้า
เห็นเพียงขันทีเถาผู้เดียว
“ขันทีเถา เชิญเข้ามา” ซ่งชูอีเอ่ย
ขันทีเถารีบค้อมคำนับ ตอบว่า “บ่าวไม่เข้าไป
ดีกว่า ฝั่าบาทต้องการจะงีบสักครู่ ให้บ่าวมา
รายงานท่าน”
ไปนอนที่ไหนเล่า? ซ่งชูอีอ้าปาก กลืนคำพูดที่
ต้องการเอ่ยลงไป องค์จวินแห่งรัฐมาถึงนี่จะให้
นอนห้องเล็กหรืออย่างไรกัน! นางคิดว่าเขา
จะต้องไปนอนที่ห้องนอนใหญ่เป็นแน่…ที่นั่นเป็น
รังของนางเชียวนะ!
“หากเซ่าซ่างเจ้าไม่มีอะไรแล้ว บ่าวจะกลับไป
ปรนนิบัติฝั่าบาท” ขันทีเถาเอ่ยด้วยความนอบ
น้อม
“ได้” ซ่งชูอีพยักหน้า
มองขันทีเถาลับตา ซ่งชูอีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
หมุนตัวกลับไป
กลางวันในฤดูหนาวนั้นสั้น อีกทั้งพอผ่านช่วงบ่าย
ไปแล้วตรงทางเดินก็หนาวจนทนไม่ไหว ซ่งชูอีจึง
ให้หนิงยาเก็บของแล้วกลับห้องไปก่อไฟ
เจียนกล่าวราวงาน “ท่านขอรับ ท่านเสนาบดี
ฝั่ายขวาให้คนส่งเอกสารม้วนหนึ่งมาให้ท่าน”
ซ่งชูอีกวักๆ มือ ส่งสัญญาณให้เขาเอามา
สองมือของเจียนยื่นม้วนไผ่ให้
ซ่งชูอีเปิดออกอ่าน ตกอยู่ในความเงียบ นี่คือข่าว
ขององค์รัชทายาทเว่ยและองค์ชายทุกคนที่ชูหลี่จี๋
ส่งมาให้นางโดยเฉพาะ
อิ๋งซื่อเห็นใจที่ร่างกายของซ่งชูอีอ่อนแอ จึงไม่ได้
ให้นางเข้าร่วมกลยุทธ์ต่อต้านรัฐเว่ยด้วย อย่างไร
ก็ดีการที่นางบีบให้หมิ่นฉือติดอยู่ในรัฐเว่ยก็เพื่อ
รอโอกาสนี้ไม่ใช่หรือ? บัดนี้โอกาสมาถึงแล้ว นาง
จะปล่อยไปได้อย่างไร?
นิ้วของซ่งชูอีลูบคลำแผ่นไผ่ กระตุกยิ้มจางๆ
กลางวันในฤดูหนาวนั้นสั้น พระอาทิตย์ตกดินโดย
ไม่รู้ตัวแล้ว
หลังจากซ่งชูอีกินอาหารค่ำเสร็จแล้วก็เอนตัวอยู่
บนฟูกในห้องหนังสือครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าหลับไปนาน
เพียงใดก็ได้ยินเสียงเอะอะในลาน จึงตะโกนขึ้น
“หนิงยา?”
“ท่าน” หนิงยาวิ่งเหยาะเข้ามาจากนอกห้อง
ซ่งชูอีลุกขึ้นคลุมเสื้อตัวนอก “ข้างนอกเกิดอะไร
ขึ้น?”
“เมื่อครู่ท่านแม่ทัพกลับมา บุกเข้าไปในห้องนอน
ตอนนี้ข้างในกำลังสู้กันใหญ่เลยเจ้าค่ะ!” หนิงยา
ดูไม่เป็นกังวลเลย ทั้งยังมีท่าทีตื่นเต้นที่จะได้ดู
เรื่องสนุกอย่างไรอย่างนั้น
ซ่งชูอีมองดูสีหน้าไร้กังวลของนาง ก็จ้องนางด้วย
ความดุดัน รีบเดินออกไปข้างนอกพลางเอ่ยว่า
“เจ้ามองดูความครึกครื้นโดยไม่จัดลำดับ
ความสำคัญ นั่นเป็นองค์จวินเชียวนะ จะสู้กันส่ง
เดชได้เยี่ยงไร!”
“ท่านกล่าวว่าฝั่าบาทใจกว้างมากไม่ใช่หรือเจ้า
คะ?” หนิงยาตามไป
ใจกว้าง…กับสาวงามที่ประมาทเลินเล่อกับชาย
หนุ่มที่แลกหมัดกัน มันเหมือนกันด้วยรึ!
ซ่งชูอีไม่มีแรงอธิบายกับนาง พุ่งไปที่ประตู
ห้องนอนทันที เห็นบ่าวไพร่สองสามคนยืนมอง
อยู่ที่หน้าประตู ไม่กล้าเข้าไป ขันทีเถาถูกตีจบ
สลบไปกับพื้นแล้ว ภายในห้องเสียงดังโครมคราม
ครึกครื้นเป็นพิเศษจริงๆ
“เจ้าอี่โหลว! เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ซ่งชูอีเข้าห้อง
ไป เห็นเงาของสองคนพัวพันอยู่ด้วยกันก็ตะโกน
ขึ้นทันที
หากอิ๋งซื่อเอาความเรื่องนี้ก็เท่ากับเป็นการปลง
พระชนม์เชียว! ซ่งชูอีมีเหงื่อซึมบนหน้าผาก
เจ้าอี่โหลวได้ยินเสียงของนางแล้วก็หยุด
กะทันหัน อิ๋งซื่อยังไม่ได้ดึงหมัดกลับ ฟาดหน้าอก
เขาไปเต็มแรง แรงสั่นสะเทือนทำให้เขาถอยหลัง
ไปสามสี่ก้าว
“ยังไม่รีบขออภัยโทษจากฝั่าบาทอีก!” ซ่งชูอีเอ่ย
ด้วยน้ำเสียงล้ำลึก
เจ้าอี่โหลวเหลือบมองอิ๋งซื่อด้วยความเย็นชา
หมุนตัวกำลังจะก้าวออกไป ซ่งชูอีพูดขึ้น “หาก
ออกไปจากประตูนี้แล้ว ก็ไม่ต้องกลับมาอีก!”
ซ่งชูอีรู้ว่าเมื่อก่อนเขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของ
อำนาจได้รับการเทิดทูนจากผู้คน หลังจากเร่ร่อน
อยู่ในปั่าเขาแล้วก็ค่อยๆ แปลกแยกจากทางโลก
มากขึ้น ทว่าในเมื่อตอนนี้เลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้
แล้ว ก็ต้องจัดการกับอารมณ์ร้ายนั้นให้ได้
ลักษณะเช่นนี้จะต้องไม่ดำเนินต่อไป!
“ไม่ต้อง” อิ๋งซื่อหยิบเสื้อคลุมจากเตียงขึ้นมาสวม
ใส่ ก้าวออกจากห้องก่อนแล้วเดินออกไปจากจวน
โดยตรง
ซ่งชูอีถอนหายใจโล่งใจเล็กน้อย หันไปเห็นเส้น
เอ็นเขียวปูดบนหน้าผากของเจ้าอี่โหลวและ
ดวงตาแดงก่ำ แข็งใจทำสีหน้าบึ้งตึง “เจ้ารู้
หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่? เจ้าสามารถก้มหัว
ให้กับซย่าเฉวียนได้ แล้วเหตุใดจึงเอาแต่ใจต่อ
หน้าจวินแห่งรัฐเล่า! นี่มันเรียกว่าอะไร? วางแผน
ปลงพระชนม์!”