กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 261 อีกกี่ปีจึงจะเป็นผู้ใหญ่
เมื่อครู่ขณะที่เจ้าอี่โหลวเข้ามาในลานเห็นเพียง
ขันทีเถาเฝั้าอยู่หน้าประตู เขานึกว่าอิ๋งซื่ออยู่
กับซ่งชูอีข้างใน สมองมืดมนไปชั่วขณะ จึงตีขันที
เถาสลบแล้วพุ่งเข้ามาในห้อง อิ๋งซื่อตื่นง่ายมาก
ครั้นได้ยินเสียงฮึดฮัดของขันทีเถาก็ระวังตัวแล้ว
และเมื่อที่เจ้าอี่โหลวพุ่งเข้ามา ยังไม่ทันเห็นอะไร
ชัดเจน อิ๋งซื่อก็ชิงลงมือก่อน
ใครจะรู้ว่าทั้งคู่ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งดุเดือดขึ้น ต่างไม่มี
ท่าทีจะรามือเลย
เจ้าอี่โหลวหันหน้ามา เขายากจะเอ่ยคำอธิบาย
เพียงกล่าวด้วยความดื้อรั้น “เขาลงมือก่อน!”
“เหลวไหล! เขาตีขันทีเถาจนสลบ แล้วเรียกเจ้า
เข้าไปทะเลาะรึ?!” ซ่งชูอีเดินไปรอบๆ ห้องด้วย
ความตื่นตระหนก หาอยู่รอบหนึ่งก็ไม่เห็นสิ่งของ
ที่เหมาะมือ ดังนั้นจึงง้างมือขึ้น ตบไปที่สะโพก
ของเขาอย่างแรง
เจ้าอี่โหลวอึ้งไปครู่หนึ่ง สีหน้าแดงก่ำทันใด จาก
ความอับอายกลายเป็นความโมโห เถียงคอเป็น
เอ็น “ข้าไม่ชอบหน้าเขา เป็นจวินแล้วเก่งนักรึไง
เป็นจวินแล้วจะมานอนในห้องนอนบ้านคนอื่นได้
ตามใจชอบรึ!”
พูดจบก็ก้าวเท้าต้องการจะจากไป ซ่งชูอีคว้าตัว
เขาด้วยความรวดเร็ว “เจ้าดื้อด้านอีกแล้ว!”
เจ้าอี่โหลวเป็นคนดื้อด้าน ต่อให้ในใจของเขา
เข้าใจเป็นอย่างดี แต่หากเถียงกับเขาไปเรื่อยๆ
เขาก็จะไม่มีวันยอมรับ
เห็นทีคงทำได้เพียงเปลี่ยนกลยุทธ์…
ซ่งชูอีเข้าใจนิสัยของเจ้าอี่โหลวอย่างถ่องแท้ เขา
เป็นผู้ชายประเภท “ให้เสาก็ปีนขึ้น ให้บันไดก็
เดินลง[1]” เมื่อเจอสถานการณ์ยุ่งยากก็ทำตัว
ยุ่งยากยิ่งกว่า นิสัยดื้อรั้นนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถ
จัดการได้ ทว่าหากใช้ไม้อ่อนเพียงอย่างเดียว
ไม่กี่ครั้งหลังจากนั้นก็จะถูกเขาควบคุมได้ หาก
ต้องการกำราบเขาให้อยู่หมัด ต้องใช้ไม้แท่งใหญ่
ที่เคลือบด้วยพุทราเชื่อม
ซ่งชูอีถอนหายใจ หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว ก็
เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเมื่อ
ครู่ข้าเป็นห่วงเจ้าแค่ไหน”
ร่างของเจ้าอี่โหลวแข็งทื่อ ในที่สุดก็หันมองนาง
“เจ้าไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผล เจ้าเคยคิดถึงผลของการ
ทำเช่นนี้หรือไม่?” ซ่งชูอีจ้องตาของเขา
สายตาที่มองตรงมาของนางทำให้เจ้าอี่โหลวอึด
อัด ละสายตาไปด้านข้างเล็กน้อย มองศีรษะที่มี
ผมหงอกแซมของนางแทน น้ำเสียงอ่อนลงมาก
“ใครให้เขานอนที่นี่เล่า…”
ซ่งชูอีกล่าวด้วยความขึงขัง “จวินกับขุนนางย่อม
แตกต่าง! ฝั่าบาทลดตัวลงมาที่จวนของข้า มี
เหตุผลใดที่จะให้ฝั่าบาทนอนในห้องเล็ก? หากฝั่า
บาทเอาความเรื่องวันนี้ข้าจะปกปั้องเจ้าเอง เจ้า
ไม่ต้องเป็นกังวล แต่ว่าอี่โหลว เป็นถึงขุนนางทว่า
คุกคามกันด้วยผลงานจะไม่จบลงด้วยดีแน่นอน
ครั้งนี้ก็ช่างมัน ทว่าหากเจ้าเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่
ช้าก็เร็วเจ้าก็เก็บศพข้าเถิด”
ในโลกนี้ไม่มีองค์จวินไหนที่ยอมให้ขุนนางเล่นหัว
แม้ว่าอิ๋งซื่อจะเป็นคนสบายๆ ตรงไปตรงมา ดู
เหมือนจะไม่เย่อหยิ่งเหมือนองค์จวินแห่งรัฐ ทว่า
ในความเป็นจริงแล้วให้ความสำคัญกับอำนาจ
อธิปไตยเข้ากระดูก ซ่งชูอีรักษามิตรภาพระหว่าง
จักรพรรดิและขุนนางเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
และไม่ต้องการให้สิ่งใดมาทำลายสภาพที่เป็นอยู่
“จวินกับขุนนางย่อมแตกต่าง” ประโยคนี้ทำให้
เจ้าอี่โหลวสบายใจขึ้นมาบ้าง เมื่อความโมโหจาง
หายความรู้สึกผิดเข้ามาแทนที่ เอ่ยเสียงเบา “ใช่
ว่าข้าจะทิ้งนิสัยนี้ไปไม่ได้ แต่ข้ารู้สึกว่าอิ๋งซื่อ…ฝั่า
บาทอันตรายมาก เจ้าทุ่มเทเพื่อเขา ข้าไม่วางใจ
เปลี่ยนไปที่อื่นไม่ได้รึ?”
“เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่นรึ” ซ่งชูอีตบๆ
สะโพกของเขา หัวเราะหึหึเอ่ยว่า “ดวงใจของข้า
ในโลกนี้มีที่ใดไม่อันตรายบ้าง? หรือว่าเจ้ามิได้
เตรียมใจที่จะร่วมเป็นร่วมตายไปกับข้า?”
เจ้าอี่โหลวสีหน้าบึ้งตึง ปัดมือของนาง เบือนหน้า
มองทางอื่นราวกับไม่พอใจ “อย่าอยู่คนเดียวเป็น
อันขาด”
แสงอาทิตย์ส่องผ่านช่องหน้าต่าง ใบหน้าด้านข้าง
ของเขาถูกชุบด้วยวงแสงอบอุ่น
หัวใจของซ่งชูอีอ่อนลง “รอโอกาสที่เหมาะสม
ข้าจะกลับไปอยู่ในปั่าเขากับเจ้า”
“จริงรึ?” เจ้าอี่โหลวหันหน้ากลับมาทันใด
ความปิติผุดขึ้นในแววตา “โอกาสที่เหมาะสมคือ
เมื่อใด?”
“ก็คือ…” ซ่งชูอีลูบๆ จมูก “เมื่อเวลาเป็นผู้ใหญ่”
ใบหน้าของเจ้าอี่โหลวเปียมด้วยการรอคอย เอ่ย
ว่า “อีกกี่ปีจึงจะเป็นผู้ใหญ่?”
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ประมาณการเบื้องต้น น่าจะราวๆ
ยี่สิบกระมัง”
ประมาณการ? น่าจะ? ราวๆ? เจ้าอี่โหลวขมวด
คิ้ว กล่าวอย่างหัวเสีย “รู้อยู่แล้วเชียวว่าเจ้าก็แค่
ปลอบใจ! ข้าจะไปกินข้าว!”
เจ้าอี่โหลวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
“นี่มันหมายความว่าอะไรอีกเล่า” ซ่งชูอีส่ายหน้า
นางเพียงแต่พูดว่าเขาเอาแต่ใจ แต่กลับไม่เห็น
รอยยิ้มบนใบหน้าที่เขาซ่อนไว้ไม่อยู่ขณะเดิน
ออกไป
****
อากาศในเสียนหยางแจ่มใสอยู่ครึ่งเดือน หิมะก็
เริ่มตกอีกครั้ง
อากาศเหน็บหนาวราวกับแช่งแข็งไฟสงครามไป
ด้วย นานารัฐพักการสู้รบ ใต้หล้าสงบสุข อย่างไร
ก็ราษฎรยังคงดิ้นรนอยู่บนเส้นชีวิตและความตาย
สงครามทำให้พวกเขายากจนข้นแค้น การ
เปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศบีบให้พวกเขาสิ้น
หวัง และภายใต้ความหนาวเย็นอย่างรุนแรง แต่
ละรัฐต่างกำลังวางแผนและเตรียมสงครามอย่าง
เข้มข้น สำหรับผู้ที่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในฤดู
หนาวอันโหดร้ายนั้น พวกเขาถูกกำหนดให้ตกอยู่
ในเปลวไฟของสงครามอีกครั้ง
อิ๋งซื่ออนุญาตให้ปล่อยกงซุนเหยี่ยนไป ปีใหม่ผ่าน
พ้น น้ำแข็งละลายลงช้าๆ เขาก็เริ่มออกเดินทาง
ทันที หลังจากการพิจาณาสองเดือน เขาก็ก็
ตัดสินใจแล้วว่าจะ…กลับรัฐเว่ย!
มาจากสำนักจ้งเหิงเหมือนกัน ทว่าจุดยืนของจาง
อี๋และกงซุนเหยี่ยนกลับตรงกันข้ามกันอย่าง
สิ้นเชิง จางอี๋สนับสนุนแนวเหิง หนึ่งรัฐผู้
แข็งแกร่งโจมตีกลุ่มรัฐอ่อนแอ กงซุนเหยี่ยน
สนับสนุนแนวจ้ง กลุ่มรัฐอ่อนแอโจมตีหนึ่งรัฐผู้
แข็งแกร่ง สาเหตุที่แตกต่างกันเพียงนี้
นอกเหนือจากที่พวกเขาต่างต้องการได้รับ
ชื่อเสียงและโชคลาภแล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง…
จางอี๋ปรารถนาให้ใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง ในขณะที่
กงซุนเหยี่ยนปรารถนาให้รัฐที่แข็งแกร่งปกครอง
รัฐเล็กด้วยอำนาจ
บังเอิญว่าซ่งชูอียืนอยู่ข้างเดียวกับจางอี๋ใน
ประเด็นนี้
รัฐฉินสามารถเดาการตัดสินใจของกงซุนเหยี่ยน
จากเส้นทางของเขา ทั่วทั้งราชสำนักต่าง
ประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขายัง
นำกองทัพฉินสังหารทหารม้าของกองทัพเว่ยนับ
แสนนาย ดูเหมือนเกลียดชังรัฐเว่ยมากเหลือเกิน
เหตุใดจึงตัดสินใจจำนนต่อเว่ยอีก?
อย่างไรก็ดีไม่ว่ากงซุนเหยี่ยนคิดอย่างไร นี่เป็น
ข่าวดีสำหรับเว่ยอ๋องอย่างไม่ต้องสงสัย! ใน
สายตาของเว่ยอ๋องทหารม้าแสนนายเป็นเพียงตัว
เลขที่แสดงถึงอำนาจทางทหารเท่านั้น กงซุนเห
ยี่ยนมีความสามารถในการกำจัดทหารม้าแสน
นาย เว่ยอ๋องจะต้อนรับก็ยังไม่สายและไม่มีทาง
ปิดกั้นอย่างแน่นอน
กงซุนเหยี่ยนเข้ารัฐเว่ยอย่างเงียบๆ เขาเต็มไป
ด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถแทนที่องค์ชายอั๋งที่
เลี้ยงเสียข้าวสุกและนั่งอยู่ในตำแหน่งมหา
เสนาบดีของรัฐเว่ยได้ ทว่ากลับได้รับสิ่งที่ไม่ใช่
ข่าวดีสำหรับเขานัก เมื่อสองเดือนก่อนองค์
ชายอั๋งล้มปั่วย บัดนี้ได้ลาออกจากตำแหน่งกับเว่
ยอ๋องแล้ว ปิดประตูพักฟืนอยู่ที่บ้าน ผู้รับ
ตำแหน่งมหาเสนาบดีคนใหม่ก็คือเถียนซวี
เถียนซวีเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ทว่าหากว่ากันด้วย
ชื่อเสียงแล้ว เขาเทียบไม่เท่าฮุ่ยซือ เถียนซวีรับ
ราชการอยู่ในรัฐเว่ย สนับสนุนการผูกมิตรฉู่โจมตี
ฉิน ท่าทีที่เขามีต่อรัฐฉู่ทำให้เขาได้รับการ
สนับสนุนจากขุนนางรัฐฉู่มากมายในช่วงหลายปี
ที่ผ่านมา ครั้นองค์ชายอั๋งลงจากตำแหน่งแล้ว
เขาก็เพิ่มเชื้อเพลิงโดยอาศัยความสัมพันธ์
ภายนอกและได้กลายเป็นมหาเสนาบดีคนใหม่
มหาเสนาบดีของรัฐเว่ยไม่แบ่งฝั่ายซ้ายขวา มี
เพียงมหาเสนาบดีและไว่เซียง (ขุนนางจากต่าง
รัฐ) ไม่เหมือนกับรัฐฉินที่คนหนึ่งรับผิดชอบ
กิจการภายในอีกคนหนึ่งรับผิดชอบกิจการ
ภายนอก ตำแหน่งที่เรียกว่าไว่เซียงโดยมากก็มี
ชื่อไว้เพื่อเข้าร่วมกิจการภายในและนอกรัฐ แต่
แท้จริงแล้วไร้อำนาจใดๆ ในมือ แต่ไม่สามารถ
ตัดสินใจอะไรได้เลย ขุนนางคนสำคัญอย่าง
แท้จริงมีเพียงมหาเสนาบดีเท่านั้น
แน่นอนว่าตำแหน่งที่กงซุนเหยี่ยนหมายตาไว้ก็
คือมหาเสนาบดี
ที่น่าเสียดายคือ เขาไม่ถูกกับเถียนซวีตั้งแต่ตอนที่
รับราชการในรัฐเว่ยก่อนหน้านี้ สุดท้าย
ข้อเสนอแนะปฏิรูประบบทหารที่ถวายแก่องค์
จักรพรรดิถูกเว่ยอ๋องปฏิเสธ หนึ่งในนั้นก็มี
“ความดีความชอบ” อันยิ่งใหญ่ของเถียนซวีด้วย
กงซุนเหยี่ยนเช่าจวนอยู่ในนครต้าเหลียงเพื่อจับ
ตามองและสังเกตทิศทางของรัฐ คิดหาโอกาสที่
จะบีบเถียนซวีออกไป
——————–
[1] ให้เสาก็ปีนขึ้น ให้บันไดก็เดินลง อุปมาว่า
ยึดติดกับผู้อื่นอย่างไร้เหตุผลโดยไม่มีจิตวิญญาณ
ในการแสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริง