กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 263 ไฟสงครามหอบมา
เสียนหยางในเดือนห้า เป็นเวลาที่เหมาะสมอย่าง
ยิ่งในการออกไปเที่ยว หญิงสาวในชุดงดงาม
สามารถเห็นได้ทั่วไป
นี่ก็เป็นเป็นโอกาสดีของหนุ่มสาวที่จะสารภาพ
ความรู้สึกต่อกัน บทเพลง “กกอ้อ” อัน
อ่อนหวานในบทกวีโบราณแห่งฉินมักจะได้ยิน
บ่อยครั้งท่ามกลางสายน้ำไหลเชี่ยวและต้นไม้
เขียวชอุ่ม ในบรรดาเจ็ดมหานครรัฐ รัฐเจ้าและ
รัฐฉินให้ความสำคัญต่อผู้หญิงมากที่สุด พวกเขา
เห็นว่าผู้หญิงในรัฐล้วนสามารถทำให้ราษฎรของ
บ้านเมืองเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และผู้หญิงแข็งแรงจึงจะ
สามารถให้กำเนิดเด็กที่สุขภาพดี ดังนั้นฉินเจ้าจึง
ไม่เคยปิดกั้นผู้หญิง หรือแม้แต่กระตุ้นให้พวกนาง
ออกไปเที่ยวนอกบ้าน
ซ่งชูอีสั่งให้หมี่จีส่งเสื้อผ้าใหม่กับเงินค่าสุราฤดู
ใบไม้ผลิให้กับสาวใช้ในจวน อนุญาตให้พวกนาง
ผลัดกันออกไปเที่ยว
กลางเดือนห้า เจินจวิ้นบอกซ่งชูอีว่าหาอาจารย์
ให้กับเจียนได้แล้ว คนผู้นั้นเป็นจอมยุทธ์พเนจร
วิชาการต่อสู้ของเขาเป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้า ปกติ
จะคุ้มกันขบวนรถของผู้สูงศักดิ์และบรรดาพ่อค้า
ในการเลี้ยงชีพ ทว่าเขามีนิสัยแปลกอย่างหนึ่ง ก็
คือเมื่อใดก็ตามที่จ้างเขาคุ้มกันขบวนรถแล้วก็ไม่
สามารถจ้างจอมยุทธ์พเนจรคนอื่นได้อีก
เนื่องจากเขาคุ้มกันขบวนรถมากว่าร้อยคันและ
ไม่เคยมีข้อผิดพลาดใด ดังนั้นจึงค่อนข้างมี
ชื่อเสียงในรัฐต่างๆ
“ข้าก็รู้เรื่องศิลปะการต่อสู้เพียงน้อยนิด เส้นชีพ
จรของเจียนเชื่อมถึงกัน การฝึกฝนหมัดมวยนอก
สำนักมีความรุนแรงเล็กน้อย เดิมทีจอมยุทธ์หลี
ไม่มีความคิดที่จะรับศิษย์ ทว่าครั้นได้ยินข้า
กล่าวถึงเจียนก็รู้สึกหวั่นไหว บอกว่าต้องการเห็น
กับตา” เจินจวิ้นกล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้า “เป็นอาจารย์หนึ่งวันเป็นบิดาชั่ว
ชีวิต ในเมื่อมีใจที่จะรับศิษย์ก็อย่าได้รอช้าเลย
เจ้าเอาที่อยู่ของท่านจอมยุทธ์มาให้ข้า วันนี้ข้าจะ
ส่งเทียบเชิญ ดูว่าเขาว่างเมื่อไร ข้าจะพาเจียนไป
ฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยตัวเอง”
“ท่านพูดถูก” เจินจวิ้นได้เตรียมไว้แล้ว เขาหยิบ
ม้วนผ้าไหมออกมาจากแขนเสื้อ “นี่คือสถานที่
จอมยุทธ์หลีพักอยู่ในเสียนหยาง”
ซ่งชูอีเปิดอ่าน ด้านบนไม่เพียงมีที่อยู่ ทั้งยังมี
สถานะและภูมิหลังของจอมยุทธ์หลีอีกด้วย
“หลี” เป็นชื่อของจอมยุทธ์ท่านนี้ เดิมทีเขาเป็น
โอรสคนที่สิบสองของจวินแห่งรัฐเยียน เก่งศิลปะ
การต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก เป็นที่โปรดปรานของเยียน
กง ทั้งยังเชิญอู๋จื่อให้เป็นอาจารย์เขา ทั้งหมดก็
เพื่อให้เป็นผู้แข่งขันในการท้าชิงบัลลังก์ อย่างไรก็
ดีเขากลับเหนื่อยหน่ายในการแย่งชิงอำนาจ จึง
ออกมาจากรัฐเยียนตามลำพัง เพียงพริบตาเดียว
ก็ล่วงเลยมาสิบหกปีแล้ว
ซ่งชูอีพอใจกับสถานะและภูมิหลังเยี่ยงนี้ของ
เยียนหลีมาก เขียนเทียบทักทายทันทีและส่งคน
ไปที่พำนักของเขา
“จริงสิ น้องสาวเจินได้คุยเรื่องสมรสแล้วหรือ
ยัง?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
เจินจวิ้นส่ายหน้า เอ่ยอย่างจนปัญญา “เจ้าเด็ก
คนนี้เลือกมากจริงๆ ก็มีคนเข้ามาคุยเรื่อง
แต่งงานไม่น้อย ทว่านางก็ไม่รับปากเสียที”
ซ่งชูอีหัวเราะเอ่ย “นางเป็นคนมีความรู้ ความ
หยิ่งยโสเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง ก็ปล่อยให้
นางเลือกมากไปเถิด”
นางพูดพลาง ส่งสัญญาณให้หนิงยานำกล่องผ้า
ไหมที่เตรียมไว้ให้เจินจวิ้น
“ช่วงนี้ก็มีคนไม่น้อยที่มาสู่ขอน้องสาวเจินกับข้า
ข้าเห็นว่ามีบางส่วนที่นับว่าเป็นชายหนุ่มหล่อ
เหลามีความสามารถ ทว่าสุดท้ายเจ้าต่างหากคือ
พี่ชายแท้ๆ ของนาง ลองดูเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
ในใจของเจินจวิ้นทั้งดีใจทั้งกังวล ดีใจที่น้องสาว
ของตนกลายเป็นคนเนื้อหอม กังวลใจเพราะไม่รู้
ว่าต้องมองหาคนแบบไหนที่จะทำให้นางมี
ความสุขได้ เขารับกล่องมาแต่มิได้รีบดู ถาม
ความเห็นของซ่งชูอีก่อน “ท่านคิดว่าเจินเอ๋อร์
เหมาะสมกับคนประเภทใด?”
ซ่งชูอีสอดมือไว้ในแขนเสื้อพร้อมเอ่ยว่า “เรื่องนี้
เจ้าต้องพิจารณาเอง แต่ว่าเลือกมากหน่อยก็มิได้
ผิดอะไร แต่เจ้าก็ตามใจนางไม่ได้ อายุก็ไม่น้อย
แล้ว”
พูดจบ นางก็กล่าวด้วยความจริงใจอีกครั้ง “เจ้าก็
ควรทำงานให้หนักขึ้น อย่ามัวไปลงแรงกับพื้นที่
เพาะปลูกบางๆ ของเจ้า หลายปีมานี้ไม่เห็นจะมี
อะไรงอกออกมาเลย”
ปีนี้เจินจวิ้นก็อายุสามสิบเจ็ดแล้ว ฮูหยินเสียไป
ตั้งแต่ยังสาว อีกทั้งยังไม่ได้ทิ้งลูกไว้ให้ สาวใช้ที่
อยู่ในลานหลังบ้านทุกวันนี้ก็ยังเป็นบรรดาเพื่อน
เจ้าสาวที่มากับฮูหยินในตอนนั้น มิได้รับคนใหม่
เพิ่ม ปีนี้คนที่อายุน้อยที่สุดในหมู่พวกนางก็ยี่สิบ
เจ็ดยี่สิบแปดแล้ว
“ท่านสั่งสอนได้ถูกต้อง” บางทีอาจเป็นเพราะว่า
ซ่งชูอีพูดจาตรงเกินไป เจินจวิ้นถูกคนที่อายุน้อย
กว่าตนสั่งสอน จึงไม่ได้รู้สึกไม่เหมาะสมเลย
แม้แต่น้อย
ครั้นคุยธุระเสร็จ เจินจวิ้นก็เก็บกล่องร่ำลา
ในกล่องผ้าไหมนั้นบรรจุบัญชีรายชื่อของผู้ที่มาสู่
ขอทั้งหมด ซ่งชูอีจะไม่ปล่อยให้เจินจวิ้นตำหนิใน
ด้านนี้เป็นอันขาด
สำหรับสกุลเจินแล้ว ซ่งชูอีใช้แผนการอย่าง
ตรงไปตรงมาเสมอ ทำให้เขาได้เห็นว่าความ
รุ่งเรืองและความเสื่อมถอยของสกุลเจินล้วนอยู่
ในกำมือของนาง ทว่าแผนการทั้งหมดของนาง
ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสกุลเจินแต่ก็ทำให้เกิด
ความไม่พอใจเช่นกัน สกุลเจินจะค่อยๆ
แข็งแกร่งขึ้น ทว่าทุกครั้งที่แข็งแกร่งขึ้น ซ่งชูอีก็
จะผูกพันธนาการเพิ่มขึ้นอีกเส้น
แต่ละเส้นนั้นล้วนมีการผูกมัดอันน่ายั่วยวน ทำให้
ทั้งรู้สึกปรารถนาและหวาดกลัว บัดนี้ในใจของ
เจินจวิ้นกำลังวอกแวกว่าจะหลุดพ้นจากการ
ควบคุมนี้ดีหรือไม่? ทว่าผลประโยชน์นั้นมีมาก
เหลือเกิน ทำใจที่จะปล่อยไปไม่ได้จริงๆ
หนิงยายืนอยู่หน้าประตู มองเงาของเจินจวิ้นออก
ประตูเล็กไปก็หันมากล่าวกับซ่งชูอี “ดูเหมือนว่า
จิตใจของท่านเจินจะสับสนนะเจ้าคะ”
“สิ่งที่ข้าบอกเจ้า คิดได้หรือยัง?” ซ่งชูอีเอ่ย
หนิงยาส่ายหน้า “หนิงยาโง่ ไม่เข้าใจว่าในเมื่อ
ท่านต้องการจะใช้แผนการกับท่านเจิน ทว่ากลับ
ไม่ปิดบังเขา เขาไม่โกรธหรือเจ้าคะ?”
“แม้ว่าข้าจะใช้แผนการ ทว่าทุกแผนการล้วนจะ
ทำให้สกุลเจินยิ่งใหญ่ขึ้น ตระกูลของเขาย้ายมาที่
รัฐฉิน ก็เพื่อแสวงหาความยิ่งใหญ่ เจ้าว่าสิ่งที่ข้าม
อบให้เขา เขาจะชอบหรือว่าโมโหเล่า?” ซ่งชูอียิ้ม
ถาม
หนิงยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ทว่าแผนการก็คือ
แผนการ ท่านเจินอาจจะมีความสุข แต่ก็คงไม่
ชอบท่านแบบนี้ดอกกระมัง?”
“ถูกต้อง” ซ่งชูอีลูบคลำนิ้วของตัวเอง “เจ้าต้องรู้
ว่า เราต้องใช้วิธีต่างกันกับคนที่ต่างกัน ในโลกนี้
ไม่มีแผนการไร้ที่ติ จะจริงหรือเท็จย่อมถูกเปิด
โปงไม่ช้าก็เร็ว ข้าต้องการรวบสกุลเจิน มิใช่
ต้องการกำจัดศัตรู หากข้าแอบใช้แผนการลับ
หลังเขาตลอดเวลา แล้ววันหนึ่งถูกเขาเปิดโปง
เขาต้องดิ้นรนสุดกำลังเป็นแน่ หรือแม้แต่ต่อสู้จน
ตายไปด้วยกันทั้งสองฝั่าย บัดนี้ข้าได้ให้เวลาเขา
ตัดสินใจนานมาก ทุกครั้งที่ใช้แผนการ เขาก็
สามารถฉวยโอกาสที่จะหลุดพ้นได้”
“หากว่าท่านเจินหลุดพ้นแล้วล่ะเจ้าคะ ท่านไม่
เสียเปรียบมากหรอกหรือ?” หนิงยามีสีหน้า
สงสัยและไร้เดียงสา
ซ่งชูอีดึงมุมปากยิ้มน้อย กล่าวด้วยความแน่วแน่
“เขาจะไม่ยอมแพ้”
เจินจวิ้นย้ายครอบครัวมายังรัฐฉินเพื่อแสวงหา
อำนาจ ทั่วทั้งรัฐฉินนี้ไม่มีใครเหมาะสมที่จะเป็น
เจ้านายของสกุลเจินไปกว่านางแล้ว อีกทั้งก่อน
หน้านี้สกุลเจินก็เสียสละไปมากมายเพื่อติดตาม
ซ่งชูอี บัดนี้เพิ่งจะเริ่มฟืนตัวอย่างช้าๆ จะยอมแพ้
ง่ายๆ ได้อย่างไร? พ่อค้าแสวงหาผลกำไร ใน
ฐานะที่เจินจวิ้นเป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จ
คนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น
หนิงยาเกรงกลัวการแสดงออกเช่นนี้ของซ่งชูอี
เป็นที่สุด ราวกับว่าสามารถมองทุกคนได้อย่าง
ทะลุปรุโปร่ง บางคราวก็รู้สึกว่าท่านรู้อย่าง
ละเอียดถี่ถ้วนว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
“ท่านขอรับ เสนาบดีฝั่ายซ้ายมาแล้ว” เจียน
รายงานอยู่ข้างนอก
ซ่งชูอีลุกขึ้นออกไปรับ เห็นจางอี๋ในชุดคลุมตัว
ใหญ่และสวมเครื่องกวนทรงสูง อดที่จะยิ้มเอ่ย
มิได้ “ลมอะไรหอบท่านที่มีงานล้นมือมาที่นี่ได้?”
“ไม่ใช่ลม เป็นไฟ ไฟสงคราม” จางอี๋เอ่ย
“ว่าอย่างไร รัฐเว่ยจะเปิดสงครามกับฉินรึ?” ซ่งชู
อีขมวดคิ้ว
จางอี๋พยักหน้า เดินเข้าไปในห้องหนังสือพร้อม
กับซ่งชูอี “รัฐเว่ยต้องการผูกมิตรกับฉู่เพื่อต่อต้าน
ฉิน แม้ฉู่อ๋องจะลังเลอยู่บ้าง แต่กลับส่งราชทูต
เข้าไปที่รัฐเว่ย เจ้าว่าเป็นเรื่องด่วนไหมเล่า”
รัฐฉู่ครอบครองพื้นที่ชิ้นใหญ่ในรัฐปา หากพวก
เขาจะใช้ตรงนั้นเป็นหน้าด่าน ฉวยโอกาสยึด
ดินแดนปาสู่ ก็จะไม่เป็นผลดีต่อฉินอย่างแท้จริง