กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 264 เจ้าเสี่ยวฉงขาดสติไปแล้ว
“เกรงว่าฝั่าบาทอาจเรียกใช้เจ้าในไม่กี่วันนี้
ร่างกายของเจ้าพักฟืนไปถึงไหนแล้ว?” จางอี๋นั่ง
ลงแล้วเอ่ยถาม
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ดีขึ้นมาก หลายวันนี้ข้าเบื่อจน
แทบจะรากงอกอยู่แล้ว หากฝั่าบาทไม่เรียกข้าอีก
ข้าก็จะไปของานทำ!”
จางอี๋สำรวจซ่งชูอีครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ผิวพรรณไม่
เลว แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร?” ซ่งชูอีมองดูตัวเอง ดูเหมือนไม่มี
อะไรผิดปกติ
“หวยจินก็อายุยี่สิบแล้ว เหตุใดยังขาวสะอาด
เพียงนี้” จางอี๋กล่าวด้วยความเป็นกังวล “นี่ไม่ใช่
เรื่องดี วันไหนเจ้าไปถามหมอหลวงเป็นการ
ส่วนตัวว่าปั่วยนานไปแล้วขาดพลังหยางหรือ
เปล่า อายุเจ้าก็ไม่น้อยแล้ว”
ซ่งชูอีจิ๊ปาก “เหตุใดคำพูดนี้ถึงได้คุ้นหูนัก?”
หนิงยาปั้องปากแอบหัวเราะ “เมื่อครู่ท่านยังใช้
คำนี้สั่งสอนท่านเจินอยู่เลยเจ้าค่ะ ของอย่างหนึ่ง
ย่อมมีสิ่งพิชิตได้เสมอจริงๆ”
“เรื่องนี้ไม่รีบ คุยธุระสำคัญก่อนเถิด” ซ่งชูอีเคาะ
นิ้วบนโต๊ะเบาๆ
เมื่อหนิงยาได้ยินว่าจะคุยธุระสำคัญ ก็ค้อมตัว
ถอยออกไปแล้วปิดประตู
จางอี๋ก็เก็บอาการเย้าเล่น กลับเข้าประเด็นสำคัญ
“หากไม่ใช่เรื่องของฉินเว่ย ข้ามาที่นี่ก็เพื่ออยากดู
ว่าร่างกายของเจ้าเป็นอย่างไร ดูว่าสามารถเข้า
รับตำแหน่งเพื่อจัดการการเมืองได้หรือไม่ ข้า
กำลังเฝั้าดูสถานการณ์ของฉู่เว่ย หากจับมือกัน
สำเร็จจริงๆ พี่ชายก็เกรงว่าจะต้องไปที่รัฐฉู่ด้วย
ตัวเองแล้ว ข้าจะทูลแนะนำฝั่าบาทให้เจ้าเข้า
รักษาการตำแหน่งมหาเสนาบดี”
“ข้าคิดว่าต่อให้รัฐฉินไม่เข้าแทรกแซง พวกเขาก็
จับมือกันไม่สำเร็จ” ซ่งชูอีเอ่ย
“เหตุใดหวยจินจึงมั่นใจนัก?” จางอี๋ถามด้วย
ความสงสัย
แน่นอนว่าซ่งชูอีไม่กล้ามั่นใจจากการคาดเดา
เพียงอย่างเดียว ทว่าในความทรงจำชาติก่อนของ
นาง สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ว่าไม่นานหลัง
จากนั้น รัฐเว่ยก็จะใช้กองกำลังต่อต้านกับรัฐฉิน
เอาชนะรัฐฉินได้ทั้งยังยึดปั้อมปราการหลีสือ…คน
ที่นำกองทัพในบัดนั้นก็คือกงซุนเหยี่ยน!
สงครามครั้งนี้รัฐฉินบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
หลายวันนี้ซ่งชูอีก็เคยคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะใช้วิธี
ใดที่จะหลีกเลี่ยงหายนะในครั้งนี้ ทว่าคิดไปคิดมา
โลกใบนี้แก่งแย่งชิงดีไม่จบสิ้น หากหลีกเลี่ยงครั้ง
นี้ได้ ไม่แน่ว่าอาจนำมาซึ่งการต่อสู้ที่สาหัสยิ่งกว่า
ผู้บาดเจ็บและล้มตายก็อาจมีมากยิ่งขึ้น
ซ่งชูอีค่อยๆ รู้สึกว่าในโลกใบนี้มีหลายอย่างที่ไม่
เหมือนกับโลกใบก่อน ทว่าทิศทางโดยรวมไม่
เปลี่ยนแปลง ในเมื่อนางมี “ญาณหยั่งรู้” ที่
สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ แทนที่จะบังคับให้
สิ่งต่างๆ ออกนอกเส้นทาง สู้เป็นผู้ริเริ่มควบคุม
และแสวงหาผลประโยชน์ที่มากขึ้นยังจะดีกว่า
“ข้าไม่อาจมั่นใจ แต่ข้าคิดว่าการที่ฝั่าบาทปล่อย
กงซุนเหยี่ยนกลับไปจะต้องมีเปั้าหมายอย่าง
แน่นอน” ซ่งชูอีโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“ตอนที่ข้าเข้าฉินในฐานราชทูตรัฐเว่ย์ หลังจาก
ฝั่าบาทเห็นกลยุทธ์ของข้าแล้วก็เกิดความตั้งใจ
อันแรงกล้า เนื่องจากบัดนั้นข้ารับปากกับฝั่าบาท
จะว่าเข้ามาทำงานให้ฉินสามปีให้หลัง ฝั่าบาท
ยึดถือข้อตกลงของลูกผู้ชาย ดูจากสถานการณ์ใน
วันนี้แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยกงซุนเหยี่ยน
ไป”
สาเหตุที่อิ๋งซื่อมิได้ลงมือในตอนนั้น เพราะว่ามี
สัญญาลูกผู้ชายกับซ่งชูอี หากนางเป็นคนที่รักษา
คำพูด ในอนาคตจะต้องสวามิภักดิ์ต่อรัฐฉินอย่าง
แน่นอนซึ่งดีกว่าการฉีกหน้าเยอะมาก ทว่ากงซุน
เหยี่ยนไม่เหมือนกัน กลยุทธ์ของเขาไม่เหมาะสม
กับฉิน นิสัยไม่เข้ากับอิ๋งซื่อ เป็นไปไม่ได้ที่จะ
กลับมายังรัฐฉินอีก แต่เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์
และการเรียนรู้ที่แท้จริง ด้วยวิธีการของอิ๋งซื่อ
แล้วจะสามารถปล่อยไปง่ายๆ จริงหรือ?
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?!” จางอี๋เพิ่งได้ยินเป็นครั้ง
แรก รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่ช้าก็คิดได้
“ฉะนั้นช่วงนี้ข้าจึงกำลังสืบสถานการณ์ของรัฐเว่
ยอย่างละเอียด พี่ใหญ่จะต้องรู้ว่ามหาเสนาบดีที่
เว่ยอ๋องไว้ใจก็คือเถียนซวี…เขาริเริ่มนโยบายผูก
มิตรกับฉู่มาโดยตลอด คิดว่าจะต้องได้รับการ
สนับสนุนจากรัฐฉู่ไม่น้อยอย่างแน่นอน กงซุนเห
ยี่ยนตรงไปที่รัฐฉู่ เขาจะปล่อยโอกาสดีๆ นี้ไปได้
อย่างไร?” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
จางอี๋กล่าว “ข้าก็เคยคิดถึงขั้นนี้ ทว่าบัดนี้กงซุน
เหยี่ยนชื่อเสียงขจรขจาย ไม่แน่ว่าอาจไปที่รัฐอื่น
ต้องปั้องกันไว้ในทุกกรณี”
ซ่งชูอีพิจารณาเนิ่นนาน “พี่ใหญ่รอบคอบนัก
ทว่าข้ารู้สึกว่านี่กลับเป็นโอกาส เว่ยฉู่จับมือ ถ้ามี
อะไรเกิดขึ้น พวกเราก็ฉวยโอกาสนี้ยุยงให้รัฐฉู่ใช้
กองกำลังต่อต้านเว่ยแล้วฉวยโอกาสยึดครอง
ดินแดนที่รัฐฉู่ยึดครองในปาสู่ ที่นั่นถูกยึดครอง
โดยรัฐฉู่ กองทัพฉินขาดแคลนกำลังพล ไม่
สามารถยื่นมือออกไปปกครองปาสู่ให้ดีได้ การ
ครอบครองมันจะมีความหมายอันใด? นอกจากนี้
เขตแดนของทั้งสองกองทัพไม่มีความเสี่ยงตาม
ธรรมชาติที่จะพึ่งพาได้ ไม่ช้าก็เร็วมันจะ
กลายเป็นภัยเงียบที่แอบแฝงอยู่”
จางอี๋ตบหน้าตัก หัวเราะเสียงดัง “หวยจินคิดล้ำ
หน้าไปกว่าข้าแล้ว หากจะเข้ายึดครองจงหยวน
ช้าๆ ก็ยังต้องลงมือจากรัฐฉู่!”
รัฐเว่ยเป็นพื้นที่ราบแทบทั้งหมด และยังมี
ชายแดนติดกับทุกรัฐบกเว้นรัฐเยียน ด้วยกำลัง
ของรัฐฉินในตอนนี้ หากรวบรวมกำลังเพื่อโจมตี
เว่ยก็จะได้ผลโดยง่าย แต่ว่าหลังจากตีได้แล้วไม่
เพียงแต่รักษาไว้ยาก แต่ยังอาจยังจะก่อให้เกิด
ความรู้สึกอันตรายแก่รัฐรอบข้าง มันจึงไม่ใช่เรื่อง
ฉลาดที่จะเลือกปฏิบัติกับรัฐเว่ยอย่างจริงจัง
ในตอนนี้
หากต้องการยึดครองใต้หล้า รัฐฉินต้องมีความ
แข็งแกร่งอย่างท่วมท้นก่อนที่เขาจะดำเนินการ
กับรัฐฉู่ ปาสู่ยังคงเป็นยุ้งฉางที่สวรรค์ประทานซึ่ง
มีความสำคัญสูงสุดและต้องได้รับการดูแลให้
ปลอดภัย
“หวยจิน! หวยจิน!” เสียงฝีเท้าตึ่งๆ ดังมาจาก
ทางเดิน เจ้าอี่โหลวตะโกนด้วยความร้อนใจ
ประตูห้องหนังสือถูกกระแทกเปิดโครมคราม
เจ้าอี่โหลวเห็นจางอี๋ รีบสงวนท่าที ประสานมือ
เอ่ย “คารวะท่านมหาเสนาบดี”
ซ่งชูอีกับจางอี๋มองดูเจ้าอี่โหลวผู้ร้อนรนด้วย
ความประหลาดใจ อึ้งไปไม่กี่ลมหายใจ จางอี๋ก็
เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี” พูดจบก็หัน
ไปกล่าวกับซ่งชูอี “ทำตามที่เจ้าบอก รออีกสัก
สองวันค่อยไปหารือกับฝั่าบาท ข้ายังมีเรื่องต้อง
ทำ ขอลาตรงนี้แล้ว”
“ข้าไปส่งพี่ใหญ่” ซ่งชูอีลุกขึ้น
จางอี๋ยิ้มเอ่ย “ทำไมถึงทำกับพี่ชายเหมือนเป็นคน
อื่นเล่า? เจ้าทำธุระของเจ้าไปเถิด ข้ารู้ทาง”
“เช่นนั้นพี่ชายเดินทางปลอดภัย” ซ่งชูอีประสาน
มือเอ่ย
จางอี๋พยักหน้า หมุนตัวไปกล่าวลาเจ้าอี่โหลว
แล้วออกจากห้องหนังสือไป
“มีเรื่องอะไรตื่นตระหนกเพียงนี้?” ซ่งชูอีจ้องเขา
พร้อมเอ่ยถาม
เจ้าอี่โหลวเอ่ยด้วยความโมโห “ข้าบอกแล้วว่าอิ๋ง
ซื่อไม่ใช่คนดี วันนี้เขาตามข้าไป บอกว่าจะยก
องค์หญิงอิ๋งสี่ให้แต่งงานกับข้า! เขาจะต้องจงใจ
แน่ๆ!”
ซ่งชูอีแคะๆ หู “เจ้าจะตะโกนทำไมเล่า กลัวคน
อื่นไม่ได้ยินว่าเจ้าไม่เคารพฝั่าบาทรึ?”
“เขาเป็นคนต่ำช้า!” เจ้าอี่โหลวลดเสียงลง ทว่า
ความโกรธกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น
ซ่งชูอีกวักๆ มือ “นั่งนั่ง”
เจ้าอี่โหลวหาที่นั่งแล้วนั่งลงด้วยความโกรธ ทันที
ที่ก้นแตะพื้นก็ได้ยินซ่งชูอีกล่าวว่า “ข้ารู้เรื่องนี้
นานแล้ว…”
เขาได้ยินแล้วก็กระโดดโหยงขึ้นมาอีกครั้ง ตบ
โต๊ะตรงหน้าซ่งชูอี โต๊ะไม้เนื้อแข็งหนาสามนิ้วส่ง
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“อย่าหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ตลอดเวลา! จะโมโห
อะไรกัน ทำข้าตกใจหมดเลย” ซ่งชูอีส่งสัญญาณ
ให้เขานั่งลง
แม้จะกล่าวเช่นนี้ ทว่าเจ้าอี่โหลวมองไม่ออก
จริงๆ ว่านางตกใจตรงไหน ในทางกลับกันกิริยาที่
นางก้มศีรษะเพื่อตรวจสอบว่าโต๊ะมีความเสียหาย
หรือไม่ทำให้เขาหัวเสียอย่างแท้จริง ทว่าครั้นได้
ยินคำพูดของนางเมื่อครู่ ราวกับว่ามันได้ถูก
แก้ปัญหาแล้ว อดที่จะดีใจไม่ได้เล็กน้อย “เขาพูด
กับเจ้าแล้วรึ? เจ้าปฏิเสธไปแล้วใช่หรือไม่?”
ซ่งชูอีเงยหน้าเอ่ย “ก่อนหน้านี้เขาเอ่ยกับข้า ทว่า
ไม่ได้คุยถึงรายละเอียด ข้าก็แค่รับปากไปก่อน
เรื่องเช่นนี้…”
“เจ้าว่าไงนะ!” เจ้าอี่โหลวลุกขึ้นพรวด เส้นเอ็นสี
เขียวบนใบหน้าเต้นกระตุก ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ย
“ข้าไม่สน เจ้าต้องหาวิธีปฏิเสธ ไม่เช่นนั้นเมื่อ
เทียบงานแต่งส่งมา ข้าก็จะขว้างมันใส่หน้าอิ๋
งซื่อ!”
พูดจบ ก็พุ่งตัวออกไปด้วยความกระหืดกระหอบ
และขุ่นเคือง
ตีโพยตีพายเก่งจริงๆ! ซ่งชูอีอ้าปาก เมื่อครู่นาง
ต้องการพูดว่า “เรื่องเช่นนี้ในเมื่อเขายังไม่ได้
ตัดสินใจ นางจะพูดอย่างชัดเจนได้อย่างไร?”
สุดท้ายแล้วนางก็ไม่พ่อของเจ้าอี่โหลว อีกทั้ง
ไม่ใช่ภรรยาของเขา ทว่าการที่ได้รู้เรื่องนี้ก่อน
นางได้เตรียมการไว้แล้ว
“ยิ่งจองหองขึ้นทุกที ต้องได้รับการรักษาเสีย
แล้ว” ซ่งชูอีบ่นกับตัวเอง
“ท่าน?” หนิงยายื่นศีรษะออกมาด้วยความ
ระมัดระวัง ครั้นเห็นว่าซ่งชูอีสบายดี ก็อดที่จะ
ถอนหายใจมิได้