กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 265 คำร้องขอที่มากเกินไป
“เจ้าอี่โหลวไปไหนแล้ว?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
หนิงยาตอบว่า “เหมือนจะกลับไปที่ห้องนอน
แล้วเจ้าค่ะ”
ซ่งชูอีพยักหน้า จัดเก็บเอกสารเล็กน้อยจากนั้นก็
ไปที่ห้องนอน
ห้องนอนหันหน้าไปทางทิศใต้ บัดนี้เพิ่งผ่านเวลา
เที่ยงไปได้ไม่นาน แสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องแสงทะลุ
ผ่านผ้าไหมบางๆ บนหน้าต่างเข้ามา สามารถ
มองเห็นฝุั่นละเอียดลอยอยู่ภายใต้กลุ่มแสงจางๆ
นั้น
“เจ้าเสี่ยวฉง?” ซ่งชูอีเห็นว่าห้องด้านนอกไม่มีคน
จึงเดินเข้าไปในห้องด้านใน
เจ้าอี่โหลวไม่ได้งีบตอนกลางวัน ยืนค้ำดาบอยู่
ข้างหน้าต่าง ใบหน้าหล่อเหลาครึ่งหนึ่งอยู่ในแสง
สว่าง อีกด้านหนึ่งถูกซ่อนไว้ในความมืด ท่าทางที่
สงบนิ่งเหมือนจะระงับความหงุดหงิดทั้งหมดไว้
ได้แล้ว และยังดูเหมือนว่าความโกรธที่มากขึ้น
กำลังก่อตัว
“เจ้าอี่โหลว?” ซ่งชูอียื่นนิ้วออกไปจิ้มๆ เขายังคง
ไม่ไหวติง
“เจ้าเค่อ?”
“…”
“แม่ทัพเจ้า?”
“…”
เงียบงันเนิ่นนาน เจ้าอี่โหลวเห็นว่าซ่งชูอีไม่มี
ความเคลื่อนไหวแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะมองมา แอบ
มองการเคลื่อนไหวของนาง แต่คิดไม่ถึงว่าจะถูก
จับได้คาหนังคาเขา
“ฮ่าฮ่า!” ซ่งชูอีพิงอยู่ที่ระแนงหน้าต่าง เอียง
ศีรษะมองดูการแสดงออกของเขา
เจ้าอี่โหลวหน้าแดงระเรื่อ “เมื่อ…เมื่อครู่ข้า
ควบคุมตัวเองไม่ได้อีกแล้ว…”
เมื่อกลับมาอยู่กับฝูงชนสักพัก เจ้าอี่โหลวก็ค่อยๆ
ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว เดิมทีเขาก็ไม่ใช่
คนโมโหง่าย จุดอ่อนนี้จะถูกเปิดเผยก็ต่อเมื่อเขา
พบปัญหาที่แตะขีดจำกัดความอดทนของเขาและ
ไม่สามารถแก้ไขได้
สำหรับงานสมรสพระราชทานนั้น นอกเหนือจาก
เจ้าอี่โหลวสามารถกล่าวคำว่า “ไม่” ต่อหน้าอิ๋
งซื่อได้แล้วก็ยังสามารถสังหารอิ๋งสี่ได้ทันที วิธี
ของเขาเถรตรงและเฉียบขาดเสมอมา ทว่าเขารู้ดี
ว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยวิธีนี้ ดังนั้นเขา
จึงไม่ได้ปฏิเสธอิ๋งซื่อต่อหน้าแต่กลับมาซ่งชูอีทันที
“ข้ามันไม่เอาถ่านมากใช่ไหม? นอกจากกำลังอัน
ดุร้ายแล้วก็ไม่เข้าใจอะไรเลย” เจ้าอี่โหลวก้ม
ศีรษะต่ำด้วยความเศร้าสร้อย ทุกคนที่อยู่ข้าง
กายซ่งชูอีล้วนเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดมี
ความสามารถ จางอี๋ ชูหลี่จี๋ อิ๋งซื่อ เขาอิจฉาคน
เหล่านี้มากที่สามารถพูดคุยสัพเพเหระกับซ่งชูอี
ได้เป็นประจำ พูดคุยเกี่ยวกับการเมืองปัจจุบัน
หรือกลยุทธ์ของรัฐ คุยได้ทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม
เมื่อก่อนเขาอาศัยอยู่ในปั่าเขา สิ่งเดียวที่เขารู้คือ
ความสามารถในการเอาชีวิตรอด สิ่งที่เคยเรียน
เมื่อครั้งยังเยาว์วัยก็ลืมไปเสียส่วนใหญ่แล้ว แม้ว่า
เขาไม่ใช่คนโง่ทว่าก็ไม่ได้มีสมองที่ปราดเปรื่อง
ความรู้ที่ขาดหายไปใช่ว่าจะชดเชยได้ด้วยความ
พยายามภายในวันสองวัน
ตอนนี้เขาพยายามมากแล้ว ทว่าก็ยังเทียบไม่เท่า
หนึ่งในหมื่นส่วนของพวกเขาเลย
ไม่มีใครรู้ว่าการที่เขาพยายามก้าวเดินตาม
รอยเท้าของนางมันเหนื่อยเพียงใด
ซ่งชูอีสอดมือไว้ในแขนเสื้อพิงข้างหน้าต่าง จ้อง
มองเขาครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจเอ่ยว่า “อี่
โหลว ในโลกใบนี้คนที่สามารถสมรู้ร่วมคิดกับข้า
มีมากเกินไปแล้ว แน่นอนว่ามีพันธมิตรที่มี
เปั้าหมายเดียวกันคือความโชคดี ข้าสามารถ
ทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อใต้หล้าเพื่อราษฎร
แสวงหาอิสระในชีวิต ทว่าเจ้า และมีเพียงเจ้าคน
เดียวที่เป็นความเพ้อฝันที่ข้าไม่กล้าร้องขอใน
ชีวิต!”
เจ้าอี่โหลวเงยหน้ามองนางอย่างเหลือเชื่อ “เจ้า
ว่า…ไงนะ?”
“แค่ก” นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งชูอีกล่าวความในใจกับ
คนอื่นด้วยความจริงจังเพียงนี้ รู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง
ทว่าในเมื่อพูดออกมาแล้ว นางก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด
จึงกล่าวอย่างละเอียด “ข้าบอกว่า ข้าชอบนิสัยที่
แท้จริงของเจ้าเยี่ยงนี้ แม้จะก่อให้เกิดภัยพิบัติ
ร้ายแรงก็จะมีข้าคอยคุ้มกันให้เจ้า หากมีวันหนึ่ง
ที่ในใจของเจ้ามีแผนการเหมือนคนอื่น เช่นนั้นใน
ใจของข้า เจ้าก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกเขา”
นางมิได้เชื่อใจใครง่ายๆ ยิ่งไม่เชื่อใจเหล่ากุนซือ
ง่ายๆ
ซ่งชูอียิ้มกว้าง ยกมือโอบรอบคอของเขา ยิงฟัน
เอ่ย “คำพูดนั้นของข้าน่ะคือความอ่อนไหว เจ้าก็
อย่าจริงจังกับมันนัก ข้าแซ่ซ่งไม่สามารถคุ้มกัน
เจ้าจากหายนะครั้งใหญ่ได้ เจ้าต้องผ่อนคลาย
บ้าง อย่าล้อเล่นกับชีวิตน้อยๆ ของพวกเรา”
“เจ้า เจ้าไม่รังเกียจที่ข้าโง่รึ?” เจ้าอี่โหลวถาม
ด้วยความจริงจัง
“ข้าเคยบอกว่าข้าเคยรับศิษย์คนหนึ่งใช่ไหม?”
ซ่งชูอีเอ่ย
เจ้าอี่โหลวพยักหน้า
“เขาโง่กว่าเจ้ามากเหลือเกิน ข้าก็ไม่เคยรังเกียจ
เขา” ประโยคนี้ของซ่งชูอีทำให้หลงกู่ปูั้วั่งมืดมิด
กว่าราตรีอันมืดมิดเสียอีก
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงยังรับเขา?” แม้ว่าเจ้าอี่โหล
วจะรู้สึกงงงวย แต่ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย
ครั้นรอยยิ้มผสมผสานกับแสงแดดที่พร่างพราว
มันช่างดีต่อสายตาเหลือเกิน
ตอนนั้นซ่งชูอีทำไปเพื่อแลกข้าวกินเท่านั้น! อีก
ทั้งหลงกู่ปูั้วั่งเจ้าเด็กบ้านั่นหยิ่งผยองและดื้อรั้น
ซ่งชูอีเห็นแล้วก็อยากจะสั่งสอนเสียหน่อย ทว่า
นางไม่มีทางยอมรับ “ข้าเห็นว่าเขาโง่เกินไป รู้สึก
สงสารด้วยใจจริง ดังนั้นจึงชี้ทางสว่างให้เขาอย่าง
สุดความสามารถอยู่หลายวัน”
ใบหน้าของเจ้าอี่โหลวเปียมด้วยความสงสัย “เจ้า
เป็นคนดีเพียงนี้เชียวหรือ?”
“แม้ว่าวาจาของข้าจะคมคายทว่ามันซ่อนด้วย
น้ำผึ้ง ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย เจ้าจะค่อยๆ
เข้าใจข้าเอง” ซ่งชูอีตบๆ ไหล่ของเขา
เจ้าอี่โหลวนึกว่าเขาเข้าใจนางมากแล้ว ในใจรู้สึก
ว่าสถานการณ์จริงตรงข้ามกับคำบรรยายของ
นางโดยสิ้นเชิง ทว่าประโยคของซ่งชูอีที่ว่า “ทว่า
เจ้า และมีเพียงเจ้าคนเดียวที่เป็นความเพ้อฝันที่
ข้าไม่กล้าร้องขอในชีวิต” ดังก้องอยู่ในหัวใจของ
เขาตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ไม่ว่านางพูดอะไรที่ไม่
สมจริง ก็จะถือว่าเป็นเหมือนกับลมแรงที่พัดผ่าน
ไป
“แต่ว่า เรื่องสมรสพระราชทานล่ะจะทำ
อย่างไร?” เจ้าอี่โหลวเอ่ยถาม
“ข้าจะสอนเจ้าสองสามประโยค เจ้าไปปฏิเสธ
เอง หากฝั่าบาทยังคงยืนกราน ข้ามีวิธี” ซ่งชูอี
เอ่ย
แม้ว่านางจะสามารถตั้งใจทำงานอุทิศแด่รัฐฉิน
จนตัวตาย แต่ยังคงมีความต้องการยึดติดกับสิ่ง
ต่างๆ หากไม่มาถึงทางเลือกสุดท้าย นางจะไม่มี
ทางขัดใจอิ๋งซื่อ
ซ่งชูอีสอนคำพูดเหล่านั้นให้กับเจ้าอี่โหลว มีชั้น
เชิงทว่ามั่นคง อิ๋งซื่อจะต้องดูออกเป็นแน่ว่าด้วย
นิสัยของเจ้าอี่โหลวไม่มีทางเอ่ยวาจาเช่นนี้ หาก
ก่อนหน้านี้อิ๋งซื่อไม่รู้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน
ก็สามารถเดาได้ผ่านหนึ่งหรือสองผ่านประโยคนี้
และนางก็ได้วางแผนมาอย่างดีแล้ว ทันทีที่อิ๋งซื่อ
ต้องการจะแยกพวกเขาออกจากัน นางก็จะ
บังคับให้องค์หญิงอิ๋งสี่แต่งงาน
แม้จะลอบเตรียมการไว้ ทว่าซ่งชูอียังคงเชื่อว่าอิ๋ง
ซื่อเป็นองค์จวินที่สามารถควบคุมจิตใจคนได้ดี
จะไม่บีบนางให้ไปถึงขั้นนั้น เดิมทีความสัมพันธ์
ระหว่างจวินและขุนนางนี้ตรงไปตรงมา ครั้นมีข้อ
กังขาแล้ว เกรงว่าจะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิมอีก
ต่อไป
เมื่อทางเลือกเช่นนี้อยู่ตรงหน้าซ่งชูอี นางไม่อาจ
เล่าความลำบากใจและความลังเลให้แก่คนนอก
ได้ ชาติที่แล้วเพราะนางเชื่อใจผิดคน จนทำให้
ตัวเองแพ้ไม่เป็นท่าในที่สุดและตายอย่างน่าอนา
จอยู่บนกำแพงเมือง บัดนี้ฝั่ายหนึ่งคือองค์จวินที่
มีบุญคุณและรู้คุณค่าของนาง อีกฝั่ายคือคนที่คน
ที่พึ่งพาซึ่งกันและกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการ
เกิดใหม่ จะเลือกได้อย่างไร?
หากสถานการณ์ยังไม่ถึงคราวคับขัน ในใจของซ่ง
ชูอีก็ไม่มีคำตอบ
ดูเหมือนว่าการครอบครองทุกอย่างใช่ว่าจะเป็น
เรื่องดี…
หลังจากกินข้าว เจ้าอี่โหลวก็กลับไปยังค่ายทหาร
หลังจากประชุมราชสำนักในวันต่อมา เขาก็ทูลอิ๋
งซื่อด้วยคำพูดที่ซ่งชูอีสอน
อิ๋งซื่อเห็นว่าด้วยความพยายามเพียงวันเดียวเจ้า
อี่โหลวก็สงบสติได้แล้ว เอ่ยขึ้นเชื่องช้า “คำพูดนี้
เซ่าซ่างเจ้าเป็นคนสอนเจ้ากระมัง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ในเมื่อมองออก จะเล่นลิ้นต่อไปก็ไม่
มีความหมาย เจ้าอี่โหลวไม่คิดว่าอิ๋งซื่อเป็นคนที่
ถูกปันหัวได้ง่ายๆ จึงยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“ดี” ใบหน้าของอิ๋งซื่อหล่อเหลาเย็นชา หลุบตาล
งมองเด็กหนุ่มกลางท้องพระโรงที่มองตรงมาที่
เขาโดยปราศจากความเกรงกลัว “เซ่าซ่างเจ้ามี
พรสวรรค์ ทว่ากว่าเหรินเป็นกังวล ในฐานะที่นาง
เป็นผู้หญิงอาจพัวพันกับความรักได้อย่างง่ายดาย
และอาจกำลังลองแผนการบางอย่าง”
ความสามารถในการสังเกตคนของอิ๋งซื่อน่าทึ่ง
มาก แม้ว่าใบหน้าของเจ้าอี่โหลวไม่แสดงอาการ
ทว่ากลับยังทำให้เขาจับความประหลาดใจได้
เลือนลาง
ครั้นเผชิญหน้ากับคนที่เสแสร้งไม่เก่งเช่นนี้ อิ๋งซื่อ
ผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่า
การที่ซ่งชูอีชอบเจ้าอี่โหลว ไม่ใช่เพียงเพราะ
ใบหน้าหล่อเหลาของเขา
อิ๋งซื่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
“นิสัยใจคอที่แท้จริงของแม่ทัพเจ้านี้หาได้ยากยิ่ง
แต่ว่าสติปัญญาของเซ่าซ่างเจ้ายากที่ผู้คนทั่วไป
จะเทียบเท่า หากท่านแม่ทัพอาศัยเพียง
ความรู้สึกอย่างเดียว หลงไปตามลมปากของสาว
งาม ปฏิบัติต่อนางด้วยเรื่องเพศและอารมณ์
แม้ว่าอาจจะยั่งยืนแต่ก็ยากที่จะเข้าใจซึ่งกันและ
กัน ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนัก!”
เจ้าอี่โหลวเม้มริมฝีปาก จ้ององค์จวินหนุ่มในชุด
จีนสีดำที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงผู้นั้น เงียบงันหลายชั่ว
อึดใจก่อนหัวเราะเยาะออกมา “ฝั่าบาทไม่
จำเป็นต้องเอ่ยวาจาปลุกปันเพียงนี้! เจ้าเค่อเป็น
เพียงเศษธุลีบนโลก ไร้ความทะเยอทะยานดุจ
นกต้าเผิง[1]ในท้องเวหาหรือความต้องการ
ครอบครองหัวใจของซ่งหวยจิน เพียงทำตามที่ใจ
ปรารถนา แม้ไม่อาจเข้าใจหัวใจกันและกันก็ไม่มี
วันเสียใจ ฝั่าบาทจะเห็นชอบก็ดีจะดูถูกก็ได้ แต่
ไม่สามารถทำให้ข้าหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย”
แม้แต่ความยั่วยุแห่งตำแหน่งจวินที่อยู่ตรงหน้า
เจ้าอี่โหลวก็ละทิ้งมาโดยไม่ยั้งคิด เขาไม่เคยคิดว่า
การกระทำของตนเช่นนี้โง่เขลา เขาเป็นหนุ่มผู้
ครองเรือนที่ไร้ความทะเยอทะยานแล้วอย่างไร
เล่า? หากโลกใบนี้สามารถยอมรับความทะเยอะ
ทะยานของอิ๋งซื่อที่คิดจะกลืนกินแผ่นดินได้ จะ
ยอมรับเจ้าเค่อผู้รักสันโดษเช่นเขามิได้หรือ?
อิ๋งซื่อยกยิ้มมุมกปาก “ดีมาก ท่านแม่ทัพเจ้าจำ
คำพูดของวันนี้ไว้ อย่าได้ทิ้งไปเชียว”
เจ้าอี่โหลวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเป็นคนที่มีจิตใจ
บริสุทธิ์ทว่าก็ไม่โง่ สามารถเห็นได้ว่ารอยยิ้มของอิ๋
งซื่อไม่ใช่ความสุขและความสบายใจ
“กระหม่อมทูลลา” ไม่ว่าอย่างไร เจ้าอี่โหลว
ยังคงชื่นชมหัวใจน่ายำเกรงของอิ๋งซื่อมาก วันนั้น
ที่ประมือกัน อิ๋งซื่อก็ทนทุกข์ไม่น้อย ดังที่ซ่งชูอีว่า
หากอิ๋งซื่อเป็นคนใจแคบ เขาคงตายหรือพิการไป
แล้ว
และด้วยเหตุนี้ ความประทับใจที่เจ้าอี่โหลวมีต่อ
เขาจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ครั้นกลับมาถึงจวน เจ้าอี่โหลวก็เล่าเรื่องทั้งหมด
ให้ซ่งชูอีฟังอย่างไม่ตกหล่นไปแม้แต่คำเดียว
รวมถึงรอยยิ้มคลุมเครือครั้งสุดท้ายนั้นด้วย
แม้ว่าเจ้าอี่โหลวเล่าอย่างละเอียด ทว่าเรื่องการ
สังเกตแยกแยะอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนของผู้คนก็
ยังต้องประสบด้วยตัวเองจึงจะสามารถเข้าใจได้
นางก็จะไม่ตัดสินใจความคิดของผู้อื่นบนพื้นฐาน
การคาดเดาของตัวเอง อีกอย่างไม่ว่าอิ๋งซื่อจะเชื่อ
หรือไม่ สุดท้ายแล้วนางก็ต้องหาโอกาสเพื่อ
แสดงออกถึงความมุ่งมั่นบางอย่างของตัวเอง
ไม่กี่วันต่อมา ซ่งชูอีก็ได้รับหนังสือจากองค์จวิน
เนื่องจากกงซุนเหยี่ยนจากไปแล้ว ซือหม่าชั่วจึง
แทนที่ตำแหน่งของแม่ทัพใหญ่ ส่วนซ่งชูอีก็รับ
ตำแหน่งของกั๋วเว่ย
การตัดสินใจครั้งนี้ก่อให้เกิดคลื่นความไม่สงบใน
พระราชสำนักไม่น้อย กั๋วเว่ยเป็นตำแหน่งบู๊ ไม่มี
ใครกำหนดว่าขุนนางตำแหน่งบู๊จะต้องมีศิลปะ
การต่อสู้แก่กล้าจนสามารถสังหารกองทัพนับพัน
นับหมื่นได้ ทว่าครั้นเห็นแขนขาอันบอบบางของ
ซ่งชูอีแล้ว มันก็เหลือเชื่อเกินไปจริงๆ!
ด้วยเหตุนี้หนึ่งวันหลังจากเข้ารับตำแหน่ง จึงได้
ดึงดูด “การจับตามอง” ของบรรดาขุนนาง
ตามกฎหมายรัฐฉิน บรรดาขุนนางไม่สามารถรับ
ของขวัญชิ้นใหญ่จากการเลื่อนตำแหน่ง งานศพ
งานขึ้นบ้านใหม่หรืองานอื่นๆ ได้เพื่อยุติรูปแบบ
ของข้อเปรียบเทียบ การติดสินบน และความ
ฟุั่มเฟือย ด้วยเหตุนี้ผู้คนกลุ่มนี้จึงเป็นผู้จับตามอง
ที่บริสุทธ์อย่างแท้จริง!
ซ่งชูอีฉีกปากยิ้มรับแขกทั้งเช้า ครั้นพ้นเที่ยงจึง
ปิดประตูขอบคุณแขกเหรื่อ คลุมโปงงีบหลับไป
แล้ว
วันที่สองของการเข้ารับตำแหน่ง
แท้จริงแล้ว “ทฤษฎีโค่นรัฐ” ของซ่งชูอีเป็น
แนวทางนโยบายระดับรัฐประเภทหนึ่งเพื่อแสดง
ทิศทางของรัฐ เป็น “วิถีปูทาง” ที่ขาดเสียมิได้
ทว่าสุดท้ายมันก็เป็นเพียงทฤษฎี หากจะให้ซ่งชูอี
ทำมันให้สำเร็จตามลำพัง นางก็จะเหนื่อยตาย
ภายในเพียงหนึ่งหรือสองปี
ส่วนหลักการจ้งเหิงของจางอี๋นั้นเป็นส่วนหนึ่งใน
ทฤษฎีการโค่นรัฐ เขาเป็นคนของสำนักจ้งเหิง
รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ทางการทูตกับต่าง
รัฐ โดยความสัมพันธ์ทางการทูตนี้ไม่เพียงตีวง
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐฉินกับรัฐอื่นๆ เท่านั้น
หากมีแผนการต่อต้านรัฐฉินระหว่างรัฐต่างๆ เขา
ก็ต้องคิดวิธีทำลายล้าง
วิชาการของสำนักจ้งเหิงมีเพียงตำราไม่กี่ม้วน
เท่านั้น อ่านเข้าใจง่ายมาก หลังจากใครก็ตามที่
อ่านแล้วล้วนสามารถเดินตามรอยของจ้งเหิงได้
อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีฝีปาก
คมคายและความรู้ที่ลึกซึ้ง ต้องคำนึงถึง
สถานการณ์ของใต้หล้า มองไปข้างหน้าใน
อนาคต และยังต้องมีสิ่งที่สำคัญมากนั่นก็คือ
สติปัญญา หากมีคุณสมบัติตามนี้ครบถ้วนก็
สามารถทำการใหญ่ได้ ดังนั้นจึงกล่าวว่าคนที่เดิน
ตามรอยของจ้งเหิง ก็เป็นเพียงผู้แสวงหาอำนาจ
ชื่อเสียงและผลประโยชน์ด้วยการวางแผน
ซ่งชูอีมิได้เชี่ยวชาญด้านนี้ ถามตัวเองก็พบกว่า
ตนห่างไกลจากจางอี๋ในด้านนี้นัก บวกกับสถานะ
ผู้หญิงของตนที่ไม่สะดวกและดูโอ้อวดเกินไป
ด้วยเหตุนี้ตนจึงรับภารกิจในการปรับแก้และ
ฝึกฝนกองทัพฉินจะดีกว่า
——————–
[1] นกต้าเผิงปีกสีทองค่อยๆ ปรากฏอยู่ในความ
เชื่อของชาวจีนหลังจากพระพุทธศาสนาถูกนำมา
เผยแผ่ โดยส่วนใหญ่มาจากครุฑหรือนกเทพเจ้า
โบราณของอินเดีย