กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 278 บ้าอำนาจมากอยู่เสมอ
พระอาทิตย์ตกช้า หลายวันนี้นครเสียนหยางอยู่
ในความมืดครึ้มตลอดเวลา ขังรัฐฉินที่หยาบ
กระด้างอยู่ในหมอกทึบ เพิ่มความนุ่มนวล
เล็กน้อยจนมีกลิ่นอายที่ต่างออกไป
มีอาคารสูงอยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของลาน
น้ำพุร้อนในจวนกั๋วเว่ย ใต้อาคารสูงนั้นคือแหล่ง
น้ำพุร้อน ทางทิศเหนือเป็นเนินเขาเขียวชอุ่มซึ่ง
ตั้งอยู่ตรงข้ามมุมหอคอยของพระราชวังเสียนห
ยางที่ไกลออกไป น้ำค้างยามเย็นกลางฤดูร้อน
ช่างเป็นทิวทัศน์ที่งดงามยิ่งนักซึ่งหาได้ยากยิ่งใน
ระยะแปดร้อยลี้ของฉินชวน
เจ้าอี่โหลวมีเรื่องในใจ ร้อนใจเล็กน้อย ซ่งชูอีจึง
ขึ้นหอคอยมาชมทิวทัศน์เป็นเพื่อนเขา เดินหมาก
คุยเล่น ครั้นตกกลางคืนก็ค้างแรมอยู่ที่นั่นแล้ว
ซ่งชูอีเห็นเขาหลับไปด้วยความอ่อนล้า จึงลุกขึ้น
คลุมเสื้อให้เขาแล้วลงไปข้างล่างเงียบๆ
“เหตุใดท่านจึงลงมาล่ะเจ้าคะ?” หนิงยานอนอยู่
ใต้หอคอย ได้ยินเสียงฝีเท้าจึงออกมาดู
“กลับไปนอน” ซ่งชูอีเอ่ยประโยคนี้แผ่วเบา
จากนั้นก็ไปที่ลานด้านหน้า
แสงจันทร์สดใสดุจสายน้ำ ดุจน้ำค้างแข็ง
โดยรอบสว่างไสวแม้แต่เยื่อบนใบไม้ก็สามารถ
มองเห็นได้อย่างชัดเจน
ซ่งชูอีเคลื่อนตัวไปที่ลานด้านหน้าด้วยความ
ยากลำบาก จุดตะเกียงในห้องหนังสือแล้วเอ่ย
เสียงสูง “เด็กๆ!”
ผู้คุมกันกะกลางคืนได้ยินเสียงก็เข้ามาทันที
“ขอรับ!”
ซ่งชูอีก้มตัวลงไปหยิบแผ่นผ้าไหมสีขาวผืนหนึ่ง
ขึ้นมา หยิบพู่กันเขียนลงไปสองสามประโยค
ประทับตราลงไป หลังจากเปั่าให้แห้งแล้วก็เก็บ
มันใส่กระบอกไผ่อันเล็ก “เจ้านำหนังสือของข้า
ออกจากนครทันที สั่งให้กู่หาน กู่จิงที่จวนเปั่ยเฉิง
เข้ามา”
จวนเปั่ยเฉิงเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนข่าวสาร มีผู้
อารักขาลับคอยเฝั้า ว่ากันในนามแล้ว ผู้อารักขา
ลับรับคำสั่งจากองค์จวินโดยตรง แต่ในความเป็น
จริงแล้วก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของกั๋วเว่ย ซ่งชูอีก็
สามารถออกคำสั่งได้โดยตรงเช่นกัน
“ขอรับ!” ผู้อารักขารับคำสั่ง แล้วหยิบปั้ายคำสั่ง
ออกนอกนครจากซ่งชูอี ขี่ม้ารุดออกจากนครไป
ทันที
ไฟที่เพิ่งถูกจุดวูบไหว ซ่งชูอีหยิบแถบไม้ไผ่และ
หมุนไส้ตะเกียงเบาๆ แสงไฟก็สว่างขึ้นมาทันใด
นางวางแถบไม้ไผ่ลง หยิบแถบผ้าสีเขียวมัดผมที่
ปล่อยสยายของตัวเองเป็นมวยเรียบง่ายเหมือน
ทุกครั้ง ความอ่อนโยนหายไป ความเฉียบคมและ
แข็งแกร่งเข้ามาแทนที่
ขณะที่กำลังจัดการกับเอกสารราชการม้วนที่หก
ก็มีเสียงฝีเท้าเร็วถี่ดังขึ้นด้านนอกเลือนราง
เสียงฝีเท้าหยุดอยู่หน้าประตู “กู่หาน กู่จิง มา
ตามคำสั่งขอรับ”
“เข้ามา” ซ่งชูอีวางพูดกันลง
ประตูถูกผลักออก กู่หานกับกู่จิงเข้ามา แต่งกาย
ด้วยชุดสีดำทะมัดทะแมง บนใบหน้าไม่มีลักษณะ
สะลึมสะลือจากการถูกปลุกกลางดึกเลย
“นั่ง” ซ่งชีเอ่ย
ทั้งสองคนกำหมัดคารวะ “ขอบคุณกั๋วเว่ย!”
กู่จิงคุ้นเคยกับซ่งชูอีมาก ตามปกติมักจะเย้าเหย่
กันไม่น้อย ทว่าซ่งชูอีส่งหนังสือของกั๋วเว่ยเพื่อขอ
พบกลางดึกจะต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ เขาไม่มี
ท่าทีจะเย้าเล่นเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาทั่วไปที่รอรับคำสั่ง ส่วนซ่งชูอี
เองก็แยกแยะเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอยู่เสมอ
นางหยิบไม้ไผ่ขึ้นมาม้วนหนึ่งแล้วผลักไปตรงหน้า
ทั้งสองคน “ใบไผ่นี้บันทึกภูมิหลังประสบการณ์
และสถานการณ์ปัจจุบันของนักวิชาการท่านหนึ่ง
บุคคลนี้มีชื่อว่าสวีจ่างหนิง เขาจะไปที่รัฐเว่ยในอ
นาคตอันใกล้นี้ กู่หาน เจ้ามีหน้าที่รับผิดชอบให้
คนพาเขาเข้ารัฐเว่ยไปอย่างปลอดภัย และหาวิธี
ปูเส้นทางให้เขาในรัฐเว่ย ให้เขาส่งทฤษฎีกลยุทธ์
ให้ถึงโต๊ะของเว่ยอ๋องอย่างราบรื่น! จากนั้นก็
รับผิดชอบในการสื่อสารระหว่างเขาและข้าใน
ภายหลัง”
“ขอรับ!” กู่หานเอ่ย
“กู่จิงรีบส่งสายลับไปสืบสถานการณ์ของจวี้จื่อใน
สำนักม่ออย่างลับๆ สืบให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะ
ละเอียดได้” ซ่งชูอีเอ่ย
“ขอรับ!”
หลังจากสั่งงานเสร็จแล้ว ซ่งชูอีก็ถามต่อ “ช่วงนี้
อาจารย์ของพวกเจ้าไปที่หุบเขาบ่อยหรือไม่?”
หลังจากซ่งชูอีรับช่วงต่อเรื่องผู้อารักขาลับนั้นจึง
เขาใจว่ารัฐฉินเชิญสำนักม่อมาฝึกผู้อารักขาลับ
อย่างลับๆ ทว่าคนของสำนักม่อไม่ได้อยู่ในหุบเขา
ตลอดเวลา พวกเขาจะไปเพียงสองครั้งในทุกๆ
วันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือน ระยะเวลาใน
การไปแต่ละครั้งก็ไม่แน่นอน และวิชาที่พวกกู่
หานเรียนนั้นเข้มข้น ผู้ที่ฝึกสอนศิลปะการต่อสู้ให้
พวกเขามิได้มีเพียงสำนักม่อเท่านั้น ทว่าเป็น
เพราะเขาเรียนรู้วิชาดาบของสำนักม่อเป็นหลัก
เขาจึงเรียกนักดาบสำนักม่อว่าเป็นอาจารย์
เท่านั้น
กู่หานตอบ “ทุกอย่างเหมือนปกติ เพียงแต่ว่า
เมื่อก่อนจะอยู่หนึ่งถึงสองวัน ทว่าช่วงนี้ครั้งหนึ่ง
ก็อยู่เพียงครึ่งวันเท่านั้น”
“เยี่ยม พวกเจ้าต่างไปทำตามคำสั่งเถิด” ซ่งชูอี
เอ่ย
“ขอรับ!” ทั้งสองคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
หลังจากคำนับแล้วก็ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
แล้ว
ภายในห้องกลับสู่ความเงียบสงัด
ซ่งชูอีใคร่ครวญเรื่องสำนักม่ออย่างละเอียด
เดิมทีนางเป็นศิษย์ในของสำนักเต๋า สำนักเต๋าอยู่
ใกล้กับกุ๋ยกู่มาก พวกเขาค่อนข้างเชื่อมโยงถึงกัน
และนางก็เป็นแขกประจำของกุ๋ยกู่
กุ๋ยกู่ไม่เหมือนกับสำนักเต๋าที่อิสระเสรีและ “ไม่
ใส่ใจเรื่องของตัวเอง” สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วย
หนุ่มสาวที่มีความกะตือรือร้น ทั้งยังเป็นสถานที่
ที่รวบรวมข่าวสารจากทั่วทุกแห่งใต้หล้า อย่าว่า
แต่สถานการณ์ใหญ่ๆ เลย แม้แต่เรื่องขี้
ประติ๋วหรือความลับเล็กๆ น้อย พวกเขาก็
สามารถดึงออกมาได้ กุ่ยกู๋จื่อเป็นบุคคลอันดับ
หนึ่งที่ชอบสะสมเรื่องซุบซิบนินทาและเขาจะ
ทุ่มเทอย่างมากในการเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่น ได้ยินว่าเว่ยอ๋องโปรดปรานนาง
สนมคนหนึ่ง สตรีผู้นี้เพราะว่ารูปลักษณ์ยั่วยวน
ดวงตางดงามคู่นั้นชวนให้น่าหลงใหล ถูกตั้งชื่อว่า
หูจี (นางสนมจิ้งจอก) เว่ยอ๋องภูมิใจในตัวนาง
มาก เรียกได้ว่าสามารถตอบสนองได้ทุกการร้อง
ขอ กุ่ยกู๋จื่อก็จงใจปลอมตัวเป็นพ่อค้าออกอุบาย
ไปสืบหาความจริง เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงของเรื่อง
นี้
เรื่องนี้อาจฟังดูเหมือนเกินจริง ทว่าไม่ว่าเวลา
สำนักพิชัยยุทธ์หรือสำนักจ้งเหิงต้องการที่จะ
วางแผน ข่าวสารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่า
ข่าวที่มีประโยชน์มากเพียงใดก็ล้วนต้องสอบถาม
มาจากสำนักกุ่ยกู๋
ซ่งชูอีได้รับอิทธิพลจากเรื่องนี้ ถูกเลี้ยงมาให้มี
นิสัยชอบสืบข่าวตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจ
เรื่องระหว่างจีเจ่อและฉู่เจาเสี่ยนเป็นอย่างดี
ฉู่เจาเสี่ยนเก่งกาจจนน่าทึ่ง หน้าตางดงามอ่อน
ช้อยราวกับดอกบงกช ทำให้จีเจ่อที่แก่กว่านางถึง
ยี่สิบปีชื่นชมเป็นอย่างมาก ฉู่เจาเสี่ยนก็ดูมีใจให้
เขาเช่นกัน
อย่างไรก็ดีจีเจ่อมีภรรยาและมีลูกมาก่อนแล้ว
เขาปล่อยนางไปไม่ได้ นางก็ไม่ยอมเป็นภรรยา
น้อย เวลาไม่เหมาะสม ทั้งสองคนจึงตัด
ความสัมพันธ์เสีย นับแต่นั้นมานอกเหนือจากการ
พบหน้ากันระหว่างการหารือทฤษฎีในสำนักม่อ
เวลาที่เจอกันเป็นการส่วนตัวก็ถอยห่างกันถึงสาม
จั้ง
โชคดีที่ฉู่เจาเสี่ยนมีวิสัยทัศน์ชัดเจน ไม่ได้ให้
ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัว นางต่อสู้เพื่อยุติ
สงครามใต้หล้า มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ
สาระสำคัญของสำนักม่อ ทั้งยังมีส่วนร่วมอย่าง
มาก ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าเป็น “เสียนจื่อ” ใน
วัยสามสิบ
ด้วยอดีตเช่นนี้ บวกกับความขัดแย้งทั้งสองฝั่าย
ของสำนักม่อ ซ่งชูอีก็พอจะคาดเดาสาเหตุที่จีเจ่อ
มาแวะคารวะนางได้…เพื่อแสวงหาการสนับสนุน
จากภายนอกเพื่อให้ฉู่เจาเสี่ยนได้เป็นจวี้จื่อ
นางพ่นลมหายใจออกช้าๆ พยุงโต๊ะเพื่อลุกขึ้น
สอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ ยืนพิงหน้าต่างมอง
ดอกไม้ที่ผลิบานในแสงจันทร์พร้อมขมวดคิ้วล้ำ
ลึก
ว่ากันด้วยเรื่องส่วนตัวแล้ว ฉู่เจาเสี่ยนเป็น
อาจารย์ของเจ้าอี่โหลว ด้วยความสัมพันธ์นี้ นาง
แอบส่งเสริมให้ฉู่เจาเสี่ยนได้กลายเป็นจวี้จื่อ ทั้ง
ยังมีข้อดีบางประการ ทว่านับตั้งแต่นางรับช่วง
ต่อผู้อารักขาลับก็เคยสืบข่าวอย่างละเอียด
ปรมาจารย์ดาบที่ฝึกสอนผู้อารักขาลับล้วนเป็น
ศิษย์ของจวี้จื่อทั้งสิ้น และยังเป็นศิษย์ผู้น้องของช
วีกู้อีกด้วย
เป็นไปไม่ได้ที่อิ๋งซื่อจะไม่รู้สถานการณ์ภายในของ
สำนักม่อเลย
ในเมื่อรู้แล้วยังใช้งานเช่นนี้ เป็นเพราะอะไรกัน?
หากคิดจากมุมมองของหลักคำสอนสำนักม่อแล้ว
ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยที่แอบช่วยเหลือรัฐอื่นใน
การฝึกผู้อารักขาลับ เช่นนั้นอิ๋งซื่อใช้เงื่อนไขใน
การสนับสนุนชวีกู้เป็นข้อแลกเปลี่ยน?
ซ่งชูอีเห็นว่ามันเป็นไปได้ที่สุด
หากเป็นเช่นนี้จริงๆ นางก็ไม่สามารถเข้าไปก้าว
ก่ายเรื่องของสำนักม่อได้แล้ว…
“หวยจิน”
ซ่งชูอีหันไปก็เห็นเจ้าอี่โหลวในเสื้อคลุมขาวยืนอยู่
ที่หน้าประตู แสงจันทร์สาดส่องมาจากด้านหลัง
ทำให้โครงร่างที่แข็งแรงของเขาชัดเจน ทว่ากลับ
มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ริ้วรอยของเขาไม่
ถนัด
“เหตุใดถึงตื่นซะล่ะ?” ปมระหว่างคิ้วของซ่งชูอี
ค่อยๆ คลายลง
“ข้าได้ยินหมดแล้ว” เสียงของเจ้าอี่โหลวสำลัก
เล็กน้อย เขาเข้าใจดี หากไม่ใช่เพราะเขา ซ่งชูอีก็
คงไม่ทุ่มเทกับการสืบสวนสำนักม่อเช่นนี้
เนื่องจากแม้ว่าสำนักม่อจะเป็นสำนักกระแสหลัก
แต่อิทธิพลที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองนั้น
น้อยมาก นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าความบาป
ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ถูกเปิดโปงมีมากขึ้น
ทุกทีแล้วความสัมพันธ์ภายในกับสำนักม่อเพียง
ไม่กี่ครั้งก็ดียิ่ง
ซ่งชูอีจิ๊ปากเอ่ย “ดักฟังความลับคนอื่นยังกล่าว
อย่างตรงไปตรงมา เย่อหยิ่ง บ้าอำนาจ”
เจ้าอี่โหลวรู้สึกหวั่นไหวด้วยการถากถางของนาง
เบือนหน้าพ่นลมหายใจออกทางจมูก “บ้าอำนาจ
มากอยู่เสมอ”
ซ่งชูอีหลุดขำ จากนั้นก็เอ่ยถาม “อี่โหลว หาก
อาจารย์ของเจ้าตกอยู่ในอันตราย เจ้าจะทำ
อย่างไร?”