กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 277 ความงามช่างมีผลต่อทุกสิ่งจริงๆ
“กั๋วเว่ย?” ขันทีเถารออยู่สักพักแต่ไม่ได้คำตอบ
จึงเอ่ยเตือนเสียงเบา
“อยู่ใต้ต้นบ๊วยเขียว” ซ่งชูอีกุมศีรษะ “ข้ารู้สึก
ปวดหัวเล็กน้อย พวกท่านค่อยๆ ขุดไปเถิด”
ช่วงกลางฤดูร้อน ต้นบ๊วยไม่มีดอก จะแยกออกได้
อย่างไรว่าต้นไหนคือบ๊วยเขียว? ซ่งชูอีตั้งใจจะทำ
ให้คนอื่นลำบากใจ ทว่านางประเมินขันทีเถาต่ำ
ไป ในลานมีปั่าบ๊วยกว้างใหญ่เพียงนั้น คิดไม่ถึง
ว่าเขาจะพาคนไปพรวนดินทั่วทั้งบริเวณ
สุราสิบกว่าไหไม่เหลือแม้แต่ไหเดียว
ซ่งชูอีได้รับบทเรียนแล้ว ครั้งหน้าจะไม่เก็บไข่ไก่
ไว้ในตะกร้าใบเดียวกันอีก
ทันทีที่เจ้าอี่โหลวกลับมาก็เห็นซ่งชูอีนั่งอยู่
ข้างหน้าต่างด้วยท่าทางเศร้าสร้อย จึงเดินเข้าไป
ถาม “กังวลใจเรื่องใดรึ?”
ซ่งชูอีตอบสนองด้วยความรวดเร็วยิ่ง แน่นอนว่า
จะไม่พูดว่าเพราะเสียใจกับสุรารสเลิศ “เจ้าไม่
กลับมาทั้งคืน จะไม่ให้ข้าเป็นห่วงได้อย่างไร?”
รอยยิ้มผลิบานอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าอี่
โหลว ทว่ามันกลับหายไปแทบจะทันที “เมื่อวาน
ข้าไปคารวะอาจารย์ลุง ได้ยินข่าวจากสาขาหลัก
พอดีว่าอาจารย์ล้มปั่วย ข้า…ข้าอยากไปเยี่ยม
นาง”
“พระคุณอาจารย์ดุจบุพการี สมควร” ซ่งชูอีเห็น
ด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทว่าครั้นนึกถึงลางสังหรณ์เลือน
รางเมื่อเช้าแล้วก็อดที่จะพูดไม่ได้ “เจ้าอย่าเพิ่ง
รีบไป ไว้ข้าเชิญศิษย์พี่ใหญ่ดูดวงให้เจ้าก่อน”
สถานการณ์ของฉู่เจาเสี่ยนอันตรายมาก เจ้าอี่
โหลวตั้งใจที่จะกลับมาบอกสักคำจากนั้นก็จะรีบ
บึ่งไปยังสาขาหลัก ทว่าในเมื่อซ่งชูอีเอ่ยปากแล้ว
เขาจึงได้แต่รับปาก
ซ่งชูอีสั่งให้คนรับใช้ไปหาเว่ยเต้าจื่อ แล้วถามเจ้า
อี่โหลวอีกครั้ง “ในเมื่อเสียนจื่อล้มปั่วย ทำไมไม่
พาศิษย์พี่ใหญ่ไปด้วยเล่า ทักษะการแพทย์ของ
เขาเก่ง แม้จะเทียบกับเปียนเชวี่ยไม่ได้ ทว่าก็
ดีกว่าคนอื่น”
“เช่นนี้ก็ดีเลย!” เจ้าอี่โหลวเอ่ยด้วยความดีใจ
ซ่งชูอีเห็นว่าเขาประเดี๋ยวกังวลประเดี๋ยวดีใจ ก็
รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็มีคนอื่นให้เป็น
ห่วงแล้ว!
“เมื่อคืนข้านอนไม่ค่อยหลับ จะไปนอนสักหน่อย
หากได้ข่าวศิษย์พี่ใหญ่แล้วก็ปลุกข้าด้วย หากเจ้า
เป็นห่วงมากจริงๆ จะไปก่อนก็ได้ พาคนไปมาก
หน่อย” ซ่งชูอีลุกขึ้น เดินไปยังห้องนอนทีละ
ก้าวๆ
หากการเดินทางครั้งนี้มีอันตราย เกรงว่าจะ
หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าเห็นท่าทางของเจ้าอี่โหลว
เช่นนี้แล้ว ไม่ไปก็ไม่ได้ หากนางรั้งไว้ไม่ให้เขาไป
ได้สำเร็จ แล้วอนาคตฉู่เจาเสี่ยนเกิดเป็นอะไรไป
จริงๆ มันก็จะทิ้งก้อนเนื้อในใจของกันและกัน
อย่างไม่ต้องสงสัย
ในขณะที่ซ่งชูอีกำลังครุ่นคิด ตัวก็เบาโหวงทันใด
เจ้าอี่โหลวอุ้มนางขึ้นมาจากด้านหลัง
เมื่อมาถึงห้องนอน เจ้าอี่โหลวก็วางนางลงบน
เตียง เขานั่งลงที่ขอบเตียง เอ่ยถามด้วยความ
จริงจัง “หวยจิน เจ้าไม่อยากให้ข้าไปรึ?”
“หากข้าบอกว่าไม่อยาก เจ้าก็จะไม่ไปรึ?” ซ่งชูอี
หลับตาลง ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเขาจะแสดงอาการ
เช่นไร
เจ้าอี่โหลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “อืม”
ครั้นได้คำตอบเช่นนี้ ซ่งชูอีมีความสุขทว่ามิได้
จริงจัง นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบๆ โดยไม่เผย
ความรู้สึกใดออกมา “ข้าไม่สนเรื่องพวกนี้หรอก
จะไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้า วันนี้ข้าให้หนิงยาพาไปั๋
เริ่นกลับมา หากจะไป ก็พามันไปด้วยกันเถิด”
ซ่งชูอีมักจะแสดงนิสัยใจคอที่แท้จริงเมื่ออยู่ต่อ
หน้าเจ้าอี่โหลว ไม่เคยแอบซ่อนสิ่งใด ทว่าครั้งนี้
เขากลับรู้สึกได้อย่างเฉียบคมว่ามันแตกต่างจาก
ทุกครั้ง
เขากุมมือของนาง ลังเลเป็นอย่างยิ่ง
เวลาที่เขารู้จักกับอาจารย์นั้นไม่ถึงสองปี ทว่านับ
ดูแล้ว อยู่ด้วยกันเช้าจรดเย็น เทียบกันแล้วเยอะ
กว่าเวลาที่อยู่กับซ่งชูอีมาก เขากับซ่งชูอีที่เคย
ร่วมเป็นร่วมตายกันมาย่อมมีความรู้สึกที่ต่าง
ออกไป ความรักนี้ไม่อาจมีสิ่งใดมาแทนที่ได้
อย่างไรก็ดีอาจารย์นั้นคือผู้ที่หวังดีต่อคนอื่น เขา
สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ความเอาใจใส่จากผู้
อาวุโสทำให้เขาเกิดความรู้สึกชื่นชมโดยธรรมชาติ
“อยากไปก็ไป! จะลำบากใจไปเพื่ออะไร?” ซ่งชูอี
ตบๆ หลังมือของเขา “ข้าแค่กังวลว่าการเดินทาง
ของเจ้าครั้งนี้จะไม่ราบรื่น”
เจ้าอี่โหลวได้ยินความจริงใจของนาง ก็นึกได้
ว่าซ่งชูอีมิใช่คนที่จุกจิกกับทุกอย่าง จึงรู้สึกดี
ขึ้นมาบ้าง “เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่เป็นอะไร ข้า
แค่ไปสาขาหลักของสำนักม่อ มิได้ไปรบเสีย
หน่อย”
ซ่งชูอีส่งเสียงจิ๊ ยกมือขึ้นนวดคลึงขมับ เอ่ยขึ้น
อย่างหัวเสีย “เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย! แม้ว่า
อาจารย์ของเจ้าจะมีโรคเก่า ทว่าสำนักม่อเกิด
ความวุ่นวายภายใน แต่นางดันมาล้มปั่วยตอนนี้
ไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ! ข้าว่ายังอันตรายกว่าไป
ออกรบเสียอีก”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกว่าอาจารย์ของข้ามีโรคเก่า?”
เจ้าอี่โหลวประหลาดใจ
“ข้ากล้าที่จะส่งเจ้าออกไปโดยไม่รู้อะไรเลยหรือ!?
บอกว่าเจ้าโง่เจ้าก็โง่จริงๆ” ซ่งชูอีมองค้อน
ก็คงมีเพียงซ่งชูอีที่ยอมคิดแทนเขาอย่างรอบคอบ
เช่นนี้กระมัง! เจ้าอี่โหลวมีความสุข จึงไม่สนใจ
การดุด่าของนาง “สำนักม่อเปลี่ยนแปลงครั้ง
ใหญ่ ใช่ว่าข้าจะไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่ไม่ต้องการ
เข้าไปพัวพันเท่านั้น การจากไปคราวนี้คงพลิก
แพลงไปตามสถานการณ์กระมัง”
ซ่งชูอีลุกขึ้นนั่ง บาดแผลที่ถูกดึงเจ็บเล็กน้อย นาง
กัดฟันเอ่ย “อาจารย์ลุงบอกว่าเมื่อไรจะเจอข้า?”
“อา อาจารย์ลุงกล่าวว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาแวะ
คารวะเจ้า” เมื่อครู่เจ้าอี่โหลวเป็นกังวล จึงลืม
เรื่องนี้ไปเสียแล้ว
“ไม่ต้องรีบ ตามการคาดเดาของข้า ความวุ่นวาย
ของสำนักม่อครั้งนี้ อาจารย์ลุงของเจ้ามาหาข้า
ด้วยตัวเอง เกรงว่าเพื่อสนับสนุนให้อาจารย์ของ
เจ้าได้ขึ้นตำแหน่ง ในเมื่อเขาก็ไม่รีบ ก็แสดงว่า
อาจารย์ของเจ้ายังไม่หมดหวัง” ประโยคส่วนแรก
ของซ่งชูอีเป็นผลจากการวิเคราะห์ที่แท้จริงของ
นาง ทว่าประโยคหลังส่วนใหญ่เป็นการ
ปลอบโยนเจ้าอี่โหลว ต่อให้จีเจ่อจะรีบจนไฟลน
ก้นก็จะต้องมอบหมายเรื่องนี้ให้ผู้อื่นทำอย่าง
แน่นอน วัยชราของเขาไม่อาจทนต่อการวิ่งเต้น
ไปทั่วแล้ว
เจ้าอี่โหลวดูเหมือนจะเข้าใจจุดประสงค์ของนาง
อดที่จะกุมมือของนางไม่ได้ “ไม่ต้องปลอบใจข้า
ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างกายข้า ข้าก็วางใจมากแล้ว”
ครั้นนึกถึงตอนที่เจอซ่งชูอีครั้งแรก การปรากฏ
กายของนางในชุดผู้หญิงบัดนี้ได้เลือนรางไปจาก
ความทรงจำของเขาแล้ว แต่ท่าทางของนางที่
นอนอยู่บนเนินโดยคาบฟางอยู่ในปากพร้อมร้อง
เรียกเขา ท่าทางของนางที่ฆ่าไก่ฟั้าอย่าง
คล่องแคล่ว ท่าทางของนางที่วิจารณ์รูปแบบ
กองทัพเบื้องล่าง…แต่ละเรื่องล้วนตราตรึงอยู่ใน
ใจ
เจ้าอี่โหลวไม่ได้นอนทั้งคืน เปลี่ยนเสื้อลำลอง
แล้วเอนกายลงข้างนาง “นอนสักพักหนึ่งเถิด”
“อืม” เดิมทีซ่งชูอีตั้งใจว่าที่จะลุกขึ้นมาสำรวจ
เรื่องอย่างว่าอย่างถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ทว่าครั้น
เห็นเขานอนพิงหมอนหยกด้วยท่าทีเกียจคร้าน
ภาพตรงหน้าอ่อนโยนเป็นอย่างมาก จึงนอนลง
และถอนหายใจ “ความงามช่างมีผลต่อทุกสิ่ง
จริงๆ!”
เจ้าอี่โหลวไม่รู้สึกรำคาญ พูดอย่างคลุมเครือ “มี
ผลก็มีไปเถิด ฟั้าก็มิได้ถล่มเสียหน่อย”
“เจ้าเสี่ยวฉง เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าอารมณ์ร้อนของ
ตัวเองดีขึ้นแล้ว?” ซ่งชูอียื่นนิ้วจิ้มๆ เขา
เจ้าอี่โหลวเอื้อมมือคว้านิ้วของนาง “เจ้าไม่หา
เรื่อง แน่นอนว่าดีขึ้นอยู่แล้ว”
เขาระวังตัวและเยือกเย็นต่อผู้คน ไม่ใคร่เก็บซ่อน
อารมณ์มากนัก ที่จริงแล้วก็มิใช่คนที่โมโหง่าย
บรู๊ววว!
ภายในห้องเพิ่งจะเงียบสงบลงก็มีเสียงมหาปั่า
หอนดังขึ้น จากนั้นเงาสีขาวขนาดใหญ่ก็พุ่งตรง
มาที่เตียงราวกับสายลม มันย่ำๆ เป็นวงกลมสัก
พักก่อนจะก้มหัวดันๆ อยู่ใต้เท้าของทั้งสองคน
“ไปั๋เริ่น!” ซ่งชูอีคำราม “มารดาเจ้าคิดจะเหยียบ
ข้าให้ตายหรือไง!”
ไปั๋เริ่นนั่งลง ดวงตาสีดำคู่หนึ่งมองซ่งชูอีด้วย
ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา จากนั้นก็ซุกตัวอยู่ข้างเจ้า
อี่โหลวด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“ไม่เห็นเจ้าหลายวัน อ้วนขึ้นอีกแล้ว” เจ้าอี่โหลว
หัวเราะพลางลูบๆ หัวของมัน ท่าทีอ่อนโยน
ใบหน้าหล่อเหลามีสีสันเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย “เจ้า
ได้ก่อเรื่องให้ท่านมหาเสนาบดีหรือเปล่า?”
ไปั๋เริ่นหรี่ตาซุกไซ้มือของเขาด้วยท่าทาง
เพลิดเพลินเป็นอย่างมาก หนึ่งคนหนึ่งหมาปั่า ทิ้ง
ให้ซ่งชูอีที่กำลังขุ่นเคืองตามลำพัง ตอบโต้กัน
อย่างมีความสุข
ซ่งชูอีลุกขึ้นนั่ง มองเจ้าอี่โหลวโกรธๆ “เจ้าก็
ตามใจมันเถิด ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะฉี่ใส่หัวเจ้า!”
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ?” เจ้าอี่โหลวเห็นว่านางยก
ฟูกลงมา รีบปล่อยไปั๋เริ่นแล้วลงไปประคองนาง
“เจ้ายังบาดเจ็บ อย่าเคลื่อนไหวส่งเดช ข้าช่วย
เจ้า”
“ข้าจะฉี่!” ซ่งชูอีกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย