กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 281 ความขัดแย้งครั้งใหญ่ของนานารัฐ
(2)
“กระหม่อมทำเป็นเพียงสู้รบ ไม่เข้าใจจ้งเหิง” ซื
อหม่าชั่วกล่าว
ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจ เพียงแต่ว่าไม่แตกฉาน ซือหม่า
ชั่วก็เป็นคนเช่นนี้ ไม่กล่าวอะไรโดยไม่ยั้งคิดและ
ไม่กระทำในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ซ่งชูอีสบสายตาของอิ๋งซื่อ จากนั้นก็เอ่ยว่า “การ
ทำลายเหอจ้งนั้นมีท่านมหาเสนาบดีเป็นธุระแล้ว
กระหม่อมเพียงคิดว่าควรจะหาช่องโหว่จาก
ตรงไหนดี”
“ช่องโหว่?” ซือหม่าชั่วมีปฏิกิริยาในทันที ไหนว่า
ไม่สนใจจ้งเหิงมิใช่หรือ เช่นนั้นจะหาช่องโหว่
อะไรเล่า?
รอยยิ้มผุดขึ้นใดดวงตาของซ่งชูอี น้ำเสียงเรียบๆ
ทว่าแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง “ใช้ทั้งไม้นวนและไม้
แข็ง ทำสองสิ่งพร้อมกันจึงจะเป็นวิถีครอบครอง
อำนาจอย่างแท้จริง”
จ้งเหิงต้องดำเนินการ กลยุทธ์ต้องใช้ แต่
การทหารที่แข็งแกร่งก็ต้องใช้เช่นกัน มิฉะนั้น
ภายในโลกอันวุ่นวายนี้ ต่อให้วิชาจ้งเหิงโดดเด่น
เพียงใด กลุยทธ์ละเอียดอ่อนเพียงใด ก็ไม่
สามารถเอาชนะได้โดยที่ไม่ใช้ทหารเลย
“ดูเหมือนกั๋วเว่ยจะเชื่อมั่นในท่านมหาเสนาบดียิ่ง
ประเสริฐนัก!” สีหน้าของอิ๋งซื่อยังคงเย็นชา
ดังเดิม ทว่าปมคิ้วคลายออกเล็กน้อย เห็นได้ชัด
ว่าอารมณ์ดี
หากไม่มีความเชื่อใจ แล้วจะข้ามผ่านสถานการณ์
ไฟลนก้นนี้เพื่อวางกลยุทธ์อื่นได้อย่างไร?
แม่ทัพและขุนนางสามัคคีเป็นสัญญาณอันดียิ่งว่า
กิจการแห่งรัฐอยู่ในช่วงขาขึ้น ในฐานะองค์
จักรพรรดิผู้มีความทะเยอทะยานในใต้หล้า ย่อม
รู้สึกสบายใจเป็นธรรมดา
“ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายคิดว่าจะแก้ไข
สถานการณ์ตรงหน้าเยี่ยงไร?” อิ๋งซื่อถาม
จางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เริ่มจากฉีและ
ฉู่ก่อน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เรียบเรียงความคิดอย่าง
รอบคอบก่อนที่จะพูดต่อว่า “รัฐฉียังมิได้เข้าร่วม
เหอจ้ง เพียงแค่เป็นผู้ชมที่เฝั้าดูอยู่ข้างๆ หรือ
แม้แต่นั่งเฉยๆ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ทว่า
พันธมิตรทั้งห้ารัฐก็เป็นภัยคุกคามต่อรัฐฉีไม่น้อย
เกรงว่าในใจของฉีอ๋องก็คงระแวดระวังเป็นอย่าง
ยิ่ง กระหม่อมมีวิธีลากรัฐฉีเข้ามาเอี่ยวด้วย
สำหรับรัฐฉู่นั้น ฉู่อ๋องก็คือต้นหญ้าที่งอกขึ้นบน
กำแพงรั้ว ลมพัดไปทางไหนก็ไหวเอนไปทางนั้น
ตราบใดที่ใช้วิธีอย่างถูกต้อง การยุยงให้เขาละทิ้ง
พันธสัญญาก็มิใช่เรื่องยาก”
รัฐฉีและรัฐฉู่ รัฐหนึ่งเป็นจอมเผด็จการที่ทรงพลัง
อีกรัฐหนึ่งเป็นรัฐใหญ่แข็งแกร่งที่ยังคงดำรงอยู่
ขอเพียงพวกเขายอมที่จะขัดขวาง เหอจ้งนี้ก็ล่ม
สลายไปเสียเก้าส่วนแล้ว
การวางแผนเพียงไม่กี่คำก็สามารถหาข้อสรุปได้
แล้ว อย่างไรก็ดีจ้งเหิงก็เป็นเช่นนี้ พูดง่ายทำยาก
คนที่สามารถทำเรื่องเดียวกันให้สำเร็จได้มีน้อย
จนนับนิ้วได้ ทิศทางโดยรวมถูกกำหนดไว้แล้ว
ทว่ารายละเอียดปลีกย่อยยังคงต้องวางแผนอย่าง
ละเอียด แม้ว่าจางอี๋จะมีความมั่นใจในฝีปากของ
ตัวเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะสามารถโน้มน้าวองค์จวิน
ทั้งสองรัฐได้ด้วยการโต้เถียงที่คมคายเพียงอย่าง
เดียว
ทุกคนเข้าใจความยากของเรื่องนี้ดี ด้วยเหตุนี้
แม้ว่าจะได้รับคำตอบจากจางอี๋แล้ว ก็ไม่มีใคร
กล้าวางใจสักนิด
ในเมื่อการวางกลยุทธ์ต้องใช้เวลา อิ๋งซื่อจึงปล่อย
พวกเขากลับไปทันที
หลังจากทั้งสี่คนเดินออกจากประตูพระราชวัง
เงียบๆ ซ่งชูอีก็เอ่ยปากพูดกับจางอี๋ “ท่านมหา
เสนาบดีฝั่ายซ้าย เข้าไปคุยในรถสักหน่อยไหม?”
ชูหลี่จี๋และซือหม่าชั่วเห็นว่าทั้งสองคนมีเรื่องต้อง
คุยกัน จึงขี่ม้าเดินทางไปก่อนแล้ว
“ได้” จางอี๋พยักหน้า แล้วขึ้นรถม้าของซ่งชูอี
เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย ซ่งชูอีจึงเห็นอย่างชัดเจนว่า
ใต้ตาของเขามีสีเขียวคล้ำจางๆ ในดวงตาก็แดง
ฉานเล็กน้อย ระยะหลังนี้เกรงว่าคงเหน็ดเหนื่อย
ไม่เบา
“เกรงว่ากงซุนเหยี่ยนคงคิดแค้นพี่ใหญ่แล้ว!”
เมื่อนั่งอยู่ในรถ ซ่งชูอีก็ไม่เรียกเขาว่า “มหา
เสนาบดี” อีก
จางอี๋หัวเราะเอ่ย “จ้งเหิงก็เป็นเช่นนี้ ข้าเหลียน
เหิง เขาเหอจ้ง คนเยี่ยงพวกเขาจึงจะมีค่าในการ
ดำรงอยู่ มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว”
ทันทีที่กลยุทธ์เหลียนเหิงของจางอี๋หลุดออกไป
เป็นไปไม่ได้ที่นานารัฐจะมัดมือมัดเท้าเพื่อรอ
ความตาย ครั้นเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง ก็
ย่อมรวมพลังต่อสู้กันโดยธรรมชาติ และมีเพียงวิธี
นี้เท่านั้นที่สามารถทำให้จ้งเหิงมีประสิทธิผล
สูงสุด ฉะนั้นต่อให้วันนี้กงซุนเหยี่ยนมิได้เป็นคน
ดำเนินการเหอจ้งก็จะมีคนอื่นทำอยู่ดี เพียงแค่
บังเอิญว่าทั้งสองคนมีความแค้นต่อกันก็เท่านั้น
“ที่จริงข้าพบกับซีโส่วเมื่อห้าหกปีก่อนแล้ว” จาง
อี๋สารภาพเป็นครั้งแรก ครั้นพูดถึงมัน สีหน้าก็ดู
ไม่สบายใจ “ข้าเป็นชาวเว่ย อ่อนเยาว์และอ่อน
ต่อโลก สิ่งแรกที่คิดคือต้องการทำงานให้มาตุภูมิ
ดังนั้นจึงกลับสู่บ้านเกิดด้วยความกะตือรือร้นที่
จะอุทิศตน ข้าเตร็ดเตร่อยู่ในรัฐเว่ยสองปีกว่า
ทว่ากลับไม่เคยพบหน้าเว่ยอ๋องสักครั้ง เสียเงินไป
มากมายเพื่อขอให้คนช่วยทูลถวายทฤษฎีกลยุทธ์
แต่ก็เหมือนกับโยนหินลงทะเล จากนั้นในที่สุดข้า
ก็ได้เข้าเฝั้าเว่ยอ๋อง ก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจ
เปียมปิติ ใครจะรู้ว่ากงซุนเหยี่ยนจะใช้ตำแหน่ง
จงใจให้เว่ยอ๋องพบเข้าตอนที่รับเมิ่งจื่อเข้าไป
แล้ว”
ความแค้นเก่าของเขายังยากที่จะขจัดออกไป
เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็ยังคงโกรธเคือง
เล็กน้อย
“เขาใช้แผนลอบกัดได้ดีเลยทีเดียว” แม้จะเป็น
ศัตรู กงซุนเหยี่ยนก็เป็นศัตรูที่คู่ควรแก่การยก
ย่อง
นี่คือคุณสมบัติในการวางกลยุทธ์ของกงซุนเห
ยี่ยน ทั้งๆ ที่คนอื่นเห็นแล้วว่าเขาขุดหลุมใหญ่
เอาไว้ แต่กลับต้องกระโดดลงไป
เมิ่งจื่อเกลียดเหล่ากุนซือมาโดยตลอด รู้สึกว่า
พวกที่เรียกว่ากงซุนนี้เป็นพวกต่ำต้อยที่เก่งแต่
ประจบสอพลอและไร้ความซื่อสัตย์เท่านั้น ซ่งชูอี
สามารถจิตนาการถึงสถานการณ์ในตอนนั้นได้
เมิ่งจือเป็นผู้มีคุณธรรมและบารมีสูงส่ง แน่นอน
ว่าเว่ยอ๋องจะต้องขอให้เขาแสดงความคิดเห็น
อย่างแน่นอน วาทศิลปเชิงวิจารณ์ของเมิ่งจื่อไม่
อ่อนหวานเท่าไร จางอี๋ก็ยังอ่อนหัดและเปียมไป
ด้วยความฮึกเหิม…สงครามน้ำลายอันมีสีสันนี้ ซ่ง
ชูอีเคยได้ยินมาแล้วในชาติก่อน
“อาจารย์ชื่นชมสำนักขงจื้อมาโดยตลอด ดังนั้น
ข้าจึงยกย่องเมิ่งจื่อยิ่ง ทว่าเขากลับกล่าวว่าจ้งเหิง
เป็นวิถีของนางสนมต่อหน้าธารกำนัล! ข้าล่ะ
โมโหจริงๆ!” จางอี๋เอ่ยด้วยความเกลียดชัง
เอาจ้งเหิงไปเปรียบเป็นวิถีแห่งนางสนม ก็เป็น
การบอกว่าคนเยี่ยงจางอี๋เหมือนอิสตรี ผู้ชายคิด
จะทำอะไรพวกนางก็สามารถทำได้ นี่ไม่นับว่า
เป็นการเยาะเย้ยทว่าเป็นการดูหมิ่น
การได้ยินวาจาโหดร้ายเช่นนี้ออกมาจากปากของ
ผู้ที่ตัวเองเคารพ จางอี๋ทั้งโมโห ทั้งผิดหวัง “บัด
นั้นข้าก็โจมตีกลับอย่างหนัก แม้ตอนนั้นจะถูกเว่
ยอ๋องโยนออกมาจากพระราชวัง ทว่าข้าก็ไม่
เสียใจจนบัดนี้!”
ซ่งชูอีหัวเราะเอ่ย “ข้ากำลังคิดว่าหากข้าประสบ
กับเหตุการณ์เยี่ยงนี้ เกรงว่าก็คงจะทำแบบพี่
ใหญ่เช่นกัน!”
“ฮ่าฮ่า นี่ถึงจะเป็นชายผู้มีความกล้าหาญของ
ข้า!” จางอี๋หัวเราะเสียงดังพร้อมยื่นมือตบๆ นาง
จางอี๋มิใช่ผู้ที่ยอมรับการกล่าวหาได้ง่ายๆ อย่างไร
ก็ดีคนอื่นจะไม่ยอมรับก็ได้ จะเย้ยหยันก็ได้ ทว่า
เขาไม่สามารถยอมรับการดูถูกซึ่งหน้าได้ ทั้งยัง
อยู่ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนั้น หากเพิกเฉยต่อ
“ความกล้าหาญ” นี้ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูก
คนดูหมิ่นตามใจชอบทว่ากลับไม่โต้กลับ ต่อไปจะ
ยืดหยัดอยู่ในนานารัฐได้อย่างไร!
จางอี๋พิงผนังรถ หลับตาลง “หวนจิน ข้าเดาว่า
ครึ่งปี มากสุดหนึ่งปี จะเกิดสงครามอันดุเดือด
ระหว่างฉินเว่ย เรื่องการเสริมสร้างกองกำลังให้
แข็งแกร่งต้องพึ่งเจ้าแล้ว!”
“พี่ใหญ่วางใจเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
ซ่งชูอีเห็นว่าสีหน้าของเขาสงบนิ่ง ราวกับว่ากำลัง
จะงีบหลับ อดที่จะผุดความคิดชั่วร้ายไม่ได้
นางไอเสียงเบา “บัดนี้กุ่ยกู๋จื่ออยู่ในเสียนห
ยาง…”
ราวกับเสียงฟั้าผ่ากลางพื้นเรียบ จางอี๋เบิกตา
โพลง สีหน้าทั้งตกใจทั้งดีใจ “จริงรึ?!”
ซ่งชูอีเดาไว้อยู่แล้วว่าเขายุ่งกับกิจการของรัฐทั้ง
วัน จึงยังไม่รู้เรื่องนี้ “อืม ข้าเจอศิษย์พี่ใหญ่หลาย
วันก่อน เขาเป็นคนบอก”
“เว่ยเต้าจื่อ?” จางอี๋อารมณ์ดียิ่ง “ข้าไม่ได้เจอ
อาจารย์กับเว่ยเต้าจื่อมาหลายปีแล้ว บัดนี้พวก
เขาอยู่ที่ใด?”
ซ่งชูอีส่ายศีรษะด้วยความแน่วแน่ “ไม่รู้”
“เจ้าเย้าข้าเล่นรึ! เจ้าไม่รู้อะไรว่าไปั๋เริ่นกับจิ
นเกอสัตว์ปั่าสองตัวนั่นวันทั้งวันก่อเรื่องจน
ปันปั่วนกันไปหมด ตอนนี้แม้แต่เจ้าก็ยังสร้าง
ความลำบากใจให้ข้า!” จางอี๋จนปัญญา พิงอยู่บน
โต๊ะตัวเตี้ยด้วยความเศร้าสร้อย ถอนหายใจเอ่ย
“ตอนนี้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ!”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จางอี๋กล่าวเช่นนี้ ทว่าบัดนี้เขาก็
ยังอยู่อย่างสุขสบายดี
“จริงสิ เหตุใดกองทัพจึงมีการแจ้งเตือนฉุกเฉิน
ด้วยเล่า?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
จางอี๋เหลือบตาขึ้นมองนางอย่างเกียจคร้าน แล้ว
ไม่สนใจนางอีก
สองมือซ่งชูอีกำหมัด หัวเราะฮี่ๆ “น้องชายต้อง
ขอโทษท่านแล้ว พี่ใหญ่อย่าได้ลดตัวลงมาหา
น้องชายเลย”
พูดเช่นนี้ทว่าในใจนางกลับคิดว่า ครั้งหน้าจะต้อง
ถามธุระให้เสร็จก่อนทำให้เขาโมโห
“ช่างเถอะ อย่ามาเล่นลูกไม้นี้ รวบรวมกองทัพยัง
จะสามารถทำอะไรได้ ก็ไปรบไงเล่า!” จางอี๋กล่าว
หัวเราะหึหึ