กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 282 หัวใจไม่อาจแยกแยะ
“ที่ใดเกิดสงครามรึ เหตุใดข้าไม่ได้ยินข่าวเลย?”
ซ่งชูอีถามด้วยความอดทนยิ่ง
จางอี๋สงวนท่าทีเล็กน้อย นั่งตัวตรง มิได้มีท่าทาง
เกียจคร้านอีก หลังจากเงียบอยู่นานก็เหลือบมอง
ซ่งชูอีอีกครั้ง เห็นนางยิ้มกว้างรอ แต่มันกลับทำ
ให้ดูรู้สึกดื้อรั้นอย่างอธิบายไม่ถูก
“เฮ้อ!” จางอี๋ถอนหายใจ เอามือสอดไว้ในแขน
เสื้อพร้อมจ้องมองนางด้วยสีหน้าจนปัญญา “ช่าง
เถิดๆ ถึงไม่พูดช้าเร็วเจ้าก็ต้องรู้! บัดนี้ฉินและรัฐ
เจ้าจะทำสงครามกัน คราวนี้ท่านแม่ทัพเจ้าเค่อ
จะโจมตีท่านแม่ทัพแห่งรัฐเจ้า”
หัวใจของซ่งชูอีเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดทันใด
ก้มหน้าซ่อนความรู้สึก “ฝั่าบาทบอกให้ท่าน
ปิดบังข้า?”
หากไม่ได้จงใจปิดบัง ซ่งชูอีในฐานะกั๋วเว่ย
กิจการทางทหารที่ใหญ่เพียงนี้นางควรจะรู้เป็น
คนแรกๆ สุดท้ายแล้วเรื่องการระดมเสบียง
อาหารและกำลังพลล้วนต้องผ่านนาง ทันใดนั้น
ซ่งชูอีรู้สึกโมโหเล็กน้อย “แม่ทัพรัฐฉินมิได้มีเขา
เพียงคนเดียว เหตุใดถึงให้เขาเป็นผู้นำทัพเล่า!”
“แค่ก หวยจิน เจ้าอย่าวู่วามสิ เรื่องประเภทนี้ก็
มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นที่เว่ยอั๋งอยู่ในรัฐ
ฉิน ก็นำทัพโจมตีรัฐเว่ยมิใช่รึ?” จางอี๋เอ่ย
ปลอบโยน
“ในเมื่อคราวนี้ปิดบังข้า ก็แสดงว่าสงครามไม่เล็ก
เลยใช่หรือไม่? ฝั่าบาทต้องการให้ทั้งรัฐเจ้าเคียด
แค้นอี่โหลวรึไง?” โทสะในใจของซ่งชูอีสงบนิ่งใน
ไม่กี่อึดใจ น้ำเสียงก็ไม่เฉียบคมเหมือนเมื่อครู่แล้ว
ครั้นจางอี๋เห็นว่านางคิดได้ก็สบายใจขึ้นมาก “ฝั่า
บาทมองเห็นความอาจหาญในตัวท่านแม่ทัพเจ้า
เป็นอย่างมาก ทั้งยังชื่นชมคุณลักษณะของเขา
ต้องการให้เขาเป็นขุนนางคนสำคัญ ทว่าสุดท้าย
เขาก็เป็นองค์ชายแห่งรัฐเจ้า ทั้งยังเคยเป็นเจ้าจวิ
นอีกด้วย หากไม่ตัดขาดอย่างสมบูรณ์ ฝั่าบาทจะ
วางพระทัยได้อย่างไร?”
สายตาในการมองคนของอิ๋งซื่อนั้นแม่นยำยิ่ง
หากสามารถเป็นที่ถูกใจเขาได้ก็แสดงว่าเจ้าอี่
โหลวมีความสามารถอย่างแท้จริง นี่ทำให้ซ่งชูอี
ทั้งมีความสุขและเป็นกังวล
ผ่านไปสักพัก ซ่งชูอีจึงพ่นลมหายใจออกมา
เชื่องช้า “พี่ใหญ่เล่าเรื่องสงครามของรัฐเจ้าให้
เจ้าฟังเถิด ฉินเจ้ามิได้มีชายแดนติดกัน รัฐเจ้าจะ
ส่งกองกำลังไปที่ใด?”
จางอี๋ตอบ “อี้ฉวี”
“เกรงว่านี่จะเป็นความตั้งใจของกงซุนเหยี่ยน!”
เปลือกตาของซ่งชูอีเต้นกระตุก
ตั้งแต่เซี่ยวกงปีที่สิบสาม อี้ฉวีก็เป็นกลายเป็นรัฐ
ขุนนางของฉิน ทว่ารัฐฉินในเวลานั้นไม่มีอำนาจ
การปกครองอี้ฉวี จึงได้แต่เอาใจเพื่อมิให้มันเปิด
สงครามกับฉิน ในความเป็นจริงแล้ว อี้ฉวียังเป็น
รัฐอิสระรัฐหนึ่งและไม่เคยยึดติดกับฉินอย่าง
จริงใจ
ครั้งนี้อี้ฉวีขอความช่วยเหลือ หากรัฐฉินไม่
สนับสนุน เช่นนั้นเกรงว่าสองรัฐก็ถึงคราวแตกหัก
แล้ว
ทว่าเมื่อทหารฉินออกไปสนับสนุน หากอี้ฉวีได้รับ
ผลประโยชน์แล้วถีบหัวส่งจะทำเยี่ยงไรเล่า?
จางอี๋เห็นว่านางเป็นกังวล จึงเล่าเรื่องสงคราม
ครั้งนี้ด้วยความจริงจัง “หลายวันก่อน รัฐเจ้า
สูญเสียครั้งใหญ่ในมือของรัฐฉีและรัฐเว่ย บัดนี้กล
ยุทธ์เหอจ้งถูกกำหนดแล้ว ทั้งกงซุนเหยี่ยนยัง
สานสัมพันธ์กับรัฐฉี แม้ว่าในใจของเจ้าโหวโกรธ
แค้นเพียงใดก็ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ทว่าการ
สูญเสียดินที่อุดมสมบูรณ์ไปหกร้อยลี้ ความ
แข็งแกร่งของรัฐเจ้าก็ลดลงฮวบฮาบ หากไม่
ค้นหาดินแดนใหม่อีก ไม่ช้าเสบียงอาหารก็จะไม่
เพียงพอต่อกองทัพ กำลังของรัฐจะเสื่อมถอย
อย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐฉินเพิ่งขยายดินแดน
เมื่อเร็วๆ นี้ กองทหารขาดแคลน การปั้องกัน
ชายแดนคลายตัวกว่าปกติมาก รัฐเจ้าจึงหา
โอกาสอันเหมาะสม ทุ่มสุดตัวเพื่อรวบรวมกำลัง
รัฐโจมตีอี้ฉวี เนื่องจากรัฐโดยรอบจะไม่โจมตี
มันตามกลยุทธ์จ้งเหิง”
“ต่อให้อี้ฉวีกล้าหาญและโหดร้ายเพียงใด ก็ยากที่
จะต้านทานพลังโจมตีฉับพลันของรัฐเจ้าได้ จึง
สูญเสียสี่เมืองติดต่อกันภายในเวลาสามวัน” จาง
อี๋กล่าวด้วยอารมณ์ “ร้อยปีมานี้รัฐเจ้าสู้รบกับอี้
ฉวีและพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าครั้นเดือดดาล
ขึ้นมาก็สามารถมีชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เห็นได้ชัดว่า
แมวที่ถูกกระตุกหนวดก็กลายเป็นเสือได้
เหมือนกัน!”
ในบรรดาซานจิ้น บัดนี้รัฐเจ้ามีกำลังอ่อนแอที่สุด
ในสิบปีที่ผ่านมาจำนวนครั้งที่ชนะสงครามน้อย
ที่สุด หากบ้านเมืองเช่นนี้ต้องสูญเสียดินแดนและ
กำลังทหารอ่อนแอลงไปอีก การล่มสลายก็อยู่ไม่
ไกลแล้ว ในจุดที่สิ้นหวัง ใครๆ ก็สามารถระเบิด
พลังอันน่าทึ่งได้
“ข้าจะกลับไปขอเข้าเฝั้าฝั่าบาท!” จู่ๆ ซ่งชูอีก็
เอ่ยขึ้น
จางอี๋มองไปยังดวงตาที่ชัดเจนของนางและดู
ตกใจเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ ท่านลงจากรถเถิด ข้ามีเรื่องด่วน” ซ่งชูอี
ผลักไสเขา
จางอี๋ทำตามการผลักไสของนาง ลุกขึ้นลงจากรถ
เมื่อยืนอยู่บนถนนแล้วยังไม่ทันจะเอ่ยปากพูด
อะไร ก็เห็นรถม้าของซ่งชูอีเลี้ยวเปลี่ยนทิศจาก
ไปอย่างรวดเร็วแล้ว
รถม้าทำให้ฝุั่นบนถนนลอยคลุ้งราวกับอีกาสีทอง
ที่โผปีกบิน ฉากที่ปรากฏสู่สายตานั้นบิดเบี้ยว
เล็กน้อย
จางอี๋มองไปรอบพลันกระโดดโหยงเหยง “นี่! นี่!
อย่างน้อยเจ้าก็ทิ้งม้าให้ข้าหน่อยสิ! ข้ายังมีงาน
ต้องทำนะ!”
จากนี่จนถึงจวนมหาเสนาบดีเป็นระยะทาง
พอสมควร เนื่องจากมีพระราชวังล้อมรอบ จึงไม่
มีราษฎร เบื้องหน้าพระราชวังกว้างใหญ่เป็น
พื้นที่ว่างเปล่า มีเพียงเขายืนอ้างว้างอยู่ผู้เดียว
สามารถมองเห็นพระราชวังเสียนหยางตั้ง
ตระหง่านจากที่ไกลๆ แต่ต่อให้ตะโกนเสียงดัง
เพียงใดทางนั้นก็คงไม่ได้ยิน
“ข้าจางอี๋ช่างน่าสงสารนัก อยู่ใต้หนึ่งคนอยู่เหนือ
คนนับหมื่น แต่กลับมีชีวิตที่ยากลำบาก
เหลือเกิน!” จางอี๋ตัดพ้อ เขาเพียงยืนใต้พระ
อาทิตย์เพียงครู่หนึ่งก็ถูกแดดเลียจนศีรษะบวม
เปั่ง รีบยกแขนเสื้อขึ้นบังแสงแดดแล้วเดินไปยัง
จวนอย่างรวดเร็ว
ซ่งชูอีที่อยู่ในรถม้ากำลังใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ
พลันได้ยินเสียงตะโกนของจางอี๋ดังขึ้นข้างหู ไม่มี
ปฏิกิริยาตอบสนองไปชั่วขณะ เมื่อนางดึงสติ
กลับมาได้จึงเลิกผ้าม่านมองออกไปข้างนอก เห็น
จางอี๋วิ่งไปยังทิศทางฝังตรงข้ามด้วยท่าทาง
สะบักสะบอมเข้าพอดี ก็ระเบิดหัวเราะออกมา
อย่างไร้ยางอาย
ครั้นถึงประตูพระราชวัง ซ่งชูอีลงจากรถแล้ว
เรียกให้คนขับรถรีบไปส่งจางอี๋ทันที
นางพาร่างกายที่บาดเจ็บไปยังหน้าท้องพระโรง
ขณะที่ขอให้คนไปทูลว่าต้องการเข้าเฝั้ากลับรู้มา
ว่าอิ๋งซื่อไปที่หอคอยแล้ว ลอบด่าอยู่ในใจว่าเดิน
ไวจริงเชียว! จากนั้นก็ไปที่หอคอยด้วยความ
ยากลำบาก
เมื่ออิ๋งซื่อได้ยินว่าซ่งชูอีจากไปแล้วแต่กลับมาอีก
ครั้งก็ประหลาดใจเล็กน้อย ครั้นเห็นซ่งชูอีที่ตัว
ชุมไปด้วยเหงื่อ คิ้วก็ผูกปมกัน
“กั๋วเว่ยมีเรื่องด่วนใด” อิ๋งซื่อละสายตากลับมา
และไม่เชิญนางนั่ง พลางอ่านเอกสาร พลางเอ่ย
ถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ในเมื่อตัวนางเองยังไม่
หวงแหนร่างกายของตัวเอง แล้วเขามีความจำ
เป็นอะไรต้องหวงแหนแทนนาง!
ซ่งชูอีสะบัดแขนเสื้อโค้งคำนับยาวนาน
“กระหม่อมขออาสากำกับงานสงครามฉินเจ้าพ่ะ
ย่ะค่ะ”
พู่กันในมือของอิ๋งซื่อหยุดชะงัก เอ่ยโดยไม่เงย
หน้า “สงครามครั้งนี้มีกว่าเหรินกำกับดูแลเอง
กั๋วเว่ยกลับไปพักผ่อนเถิด”
“ฝั่าบาททรงงานยุ่งทุกวัน ห้ารัฐเข้าร่วมกลยุทธ์
เหอจ้งเพื่อต่อต้านรัฐฉินมีความสำคัญลำดับต้นๆ
กระหม่อมขอให้ฝั่าบาทมองภาพรวมด้วย” ซ่งชูอี
เอ่ย
อิ๋งซื่อเงยหน้า สายตาคมกริบราวกับมีด “กั๋วเว่ย
สงสัยในความสามารถของกว่าเหรินรึ!?”
ซ่งชูอีรู้สึกได้ว่าเขาโมโห รีบค้อมตัวพร้อมกล่าว
ด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ความสามารถของฝั่าบาท
เป็นที่ประจักษ์ทั่วหล้า แต่ถ้าทุกเรื่องใหญ่เล็ก
ล้วนมีฝั่าบาทแบกรับไว้เพียงผู้เดียว จะมี
กระหม่อมไว้ทำไม!”
เพี๊ยะ!
ซ่งชูอีได้ยินเสียงก็เหลือบตาขึ้น เห็นพู่กันในมือ
ของอิ๋งซื่อหักเป็นสองท่อนพอดี หยดหมึกกระจัด
กระจายเต็มโต๊ะ
“แผนสงครามโดยรวมมีท่านแม่ทัพอยู่แล้ว ไม่
ต้องให้กั๋วเว่ยเช่นเจ้าออกโรงเองดอก!” น้ำเสียง
ของอิ๋งซื่อเยือกเย็นแต่เชื่องช้า มองไม่เห็นความ
โกรธทว่ากลับทำให้ก้นบึ้งหัวใจเย็นวาบ
หน้าที่ความรับผิดชอบของแม่ทัพใหญ่และกั๋วเว่ย
ไม่ต่างจากมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายละฝั่ายขวา
เท่าใดนัก คนหนึ่งดูแลเรื่องภายนอก อีกคนหนึ่ง
ดูแลเรื่องภายใน สิ่งที่ต่างกันก็คือมหาเสาบดีทั้ง
สองฝั่ายมีระดับเท่ากัน ทว่ากั๋วเว่ยกลับต่ำกว่าแม่
ทัพใหญ่หนึ่งขั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการดำรงอยู่
ของกั๋วเว่ยส่วนใหญ่เพื่อช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ใน
การทำสงครามนอกรัฐ ปกติแล้วต่างคนต่างมี
หน้าที่ของตัวเอง ทันทีที่มีสงครามภายนอก กั๋วเว่
ยต้องฟังคำสั่งแม่ทัพใหญ่ ให้ความร่วมมือในการ
ทำสงคราม
ลมพัดม่านไม้ไผ่บางๆ ส่งเสียงเล็กละเอียด องค์จ
วินและขุนนางสองคนภายในหอคอยอยู่ใน
สถานการณ์ตึงเครียด ขันทีเถาเงียบงันราวกับรูป
ปันแกะสลัก ไม่กล้าหายใจแรง พยายามลดความ
มีตัวตนอย่างสุดความสามารถ
นี่เป็นครั้งแรกที่สองคนมีความเห็นไม่ตรงกัน ต่าง
ฝั่ายต่างไม่มีท่าทีจะโอนอ่อนต่อกันเลย
ซ่งชูอีเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างดีเสมอมา
หากไม่มีความจำเป็นจะไม่เสี่ยงเผชิญหน้ากับ
องค์จวินเป็นอันขาด นางก็หาคำอธิบายไม่ได้
สำหรับการเผชิญหน้าครั้งนี้ คล้ายว่าอารมณ์
ของอิ๋งซื่อก็ไม่ใคร่ดีนับตั้งแต่วินาทีที่นางก้าวเข้า
มาแล้ว ตามที่นางรู้จักอิ๋งซื่อ เขารู้สึกว่าคำขอนี้
ของนางเป็นการกระทำที่เกินหน้าที่ของตัวเอง
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ก็ได้
นี่นา? อิ๋งซื่อเป็นคนเย็นชาและดื้อรั้น แต่เขาไม่ใช่
คนโกรธง่าย
โชคดีที่อิ๋งซื่อควบคุมตนเองได้ดีมาก หลังจาก
สงบสติอารมณ์ได้แล้ว เห็นว่าซ่งชูอียังคงไม่มีท่าที
จะขยับเขยื้อน ก็เอ่ยเสียงดัง “เด็กๆ เชิญกั๋วเว่ยอ
อกไป”
ทหารองครักษ์หู่เปินสองนายตอบรับแล้วเข้ามา
ประสานหมัดคำนับซ่งชูอี “กั๋วเว่ยเชิญ!”
“ฝั่าบาท!” ซ่งชูอีมีเหตุผลมากมายที่จะโน้มน้าว
เขา ทว่าช่วยไม่ได้ที่อีกฝั่ายไม่ยินยอมรับฟัง
ขืนตอนนี้ยังไม่ไปอีก มีหวังถูกโยนออกไปเป็นแน่
ไม่ว่าซ่งชูอีหน้าด้านเพียงใดก็ไม่อาจสูญเสียบุคคล
นี้ไปได้ จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วเดินออกไป
อิ๋งซื่อเหลือบมองแผ่นหลังของนางที่เดินโขยก
เขยก รับผ้าเช็ดหน้าที่ขันทีเถายื่นให้เพื่อเช็ด
คราบหมึกบนมือ ก้มหน้าลงเอ่ยว่า “สั่งรถม้า
ส่งกั๋วเว่ยกลับจวน”
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเถาตอบรับด้วยความนอบน้อม
ทว่ากลับประหลาดใจเล็กน้อย โมโหถึงเพียงนี้ยัง
สั่งรถให้ไปส่ง เห็นทีจะให้ความสำคัญกับกั๋วเว่ย
จริงๆ!
ซ่งชูอีเดินมาถึงทางเดินจึงรู้สึกว่าเจ็บแผล ยืนพิง
เสาอยู่ครู่หนึ่ง
สายลมเอื่อยพัดกลิ่นหอมโชยมา เสียงกระดิ่ง
ดังกรุ๊งกริ๊ง ซ่งชูอีหันไปก็เห็นหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง
กำลังเดินผ่านบุปผาและต้นหลิวมาทางนี้ราวกับ
หมู่เทพธิดา และผู้หญิงท่าทางสง่างามที่นำหน้าก็
คือเว่ยหว่าน
ซ่งชูอีรีบสงวนท่าที คำนับนาง “ถวายบังคมกั๋ว
โฮ่ว”
“กั๋วเว่ยไม่ต้องมากพิธี” เว่ยหว่านเดินขึ้นมาบน
ทางเดิน ครั้นเห็นลักษณะของซ่งชูอี ความ
ประหลาดใจก็วูบผ่านใบหน้า “เหตุใดกั๋วเว่ยถึง
สะบัมสะบอมเพียงนี้?”
“ทูลกั๋วโฮ่ว อากาศร้อน บวกกับรีบเดินทาง
พบกั๋วโฮ่วในสภาพไม่สมบูรณ์ เสียมารยาทแล้ว
กั๋วโฮ่วได้โปรดให้อภัย” ซ่งชูอีประสานมือเอ่ย
เว่ยหว่านยิ้มเอ่ยน้อยๆ “กิจการแห่งรัฐไม่ว่างเว้น
กั๋วเว่ยลำบากแล้ว ไม่ทราบว่ากั๋วเว่ยจะไปที่ใด
ข้าสั่งรถม้าไปส่งหรือไม่?”
ซ่งชูอีปฏิเสธเว่ยหว่าน “ขอบคุณน้ำใจของกั๋วโฮ่ว
รถม้าในจวนของกระหม่อมกำลังรออยู่หน้าประตู
พระราชวัง กระหม่อมทูลลาแล้ว”
“กั๋วเว่ยตามสบาย” เว่ยหว่านพยักหน้า จากนั้นก็
นำเหล่าสาวใช้เข้าไปยังหอคอย
เดินออกมาไม่กี่ก้าวนางก็หยุดลงกะทันหัน หัน
หลังกลับมองซ่งชูอีผ่านช่องว่างที่มีสาวใช้สอง
สามคนยืนอยู่ นางเห็นซ่งชูอีเดินกะเผลกเข้าไป
ยังถนนสายเล็ก มีขันทีคนหนึ่งเข้ามาคุยอะไรกับ
นางสองสามคำ
เว่ยหว่านขมวดคิ้ว
ต้าเหลียงแห่งรัฐเว่ยเป็นหนึ่งในนครใหญ่ที่ดีที่สุด
ในหลายๆ รัฐ หรูหราอลังการ รูปแบบการเลี้ยงดู
เด็กชายขายบริการในสภาพถูกจองจำนั้นสุดโต่ง
ยิ่งกว่าที่อื่น แม้แต่เว่ยหว่านที่เติบโตอยู่ในส่วนลึก
ของพระราชวังก็ยังเคยเห็นมาบ้าง ตอนแรกมีคน
ส่งเด็กชายหน้าตาดีถวายแก่เว่ยอ๋อง ทว่าเว่ยอ๋อง
โปรดปรานเพียงสตรี หลังจากลิ้มรสเด็กหนุ่ม
เพียงคนหนึ่งก็ส่งไปให้คนอื่นเสียแล้ว เด็กชายที่
ถูกรับเลือกในตอนนั้น หลังจากผ่านราตรีนั้นไปก็
มีท่าเดินเหมือนกับซ่งชูอีไม่มีผิดเพี้ยน!
เว่ยหว่านนึกถึงไม่กี่วันก่อนที่อิ๋งซื่อกลับ
พระราชวังกลางดึก ในใจก็พลันเกิดความสงสัย
ขึ้นมา
รูปร่างของซ่งหวยจินบอบบางเกินไปแล้ว แม้ว่า
หน้าตาไม่ดีนัก ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคลิกของ
บัณฑิตอันสง่างามนั้นยากที่จะมีผู้ใดเทียบเคียง
เว่ยหว่านส่ายหน้า สลัดความคิดน่าขันของตัวเอง
ออกไป บอกกับตัวเองว่า อิ๋งซื่อผู้หล่อเหลาเย็น
ชานั้นราวกับเทพบุตร ไม่มีทางเป็นคนประเภท
นั้นแน่! อีกทั้งรัฐฉินก็ไม่เคยมีวัฒนธรรมของรัก
ร่วมเพศมาก่อน
ครั้นมาถึงหอคอย เว่ยหว่านก็เห็นเงาของอิ๋งซื่อ
ผ่านม่านไม้ไผ่ รอยยิ้มอ่อนหวานผุดขึ้นบน
ใบหน้า “ฝั่าบาท”
ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เป็นขันทีเถาที่เดินเข้ามาเลิก
ผ้าม่านให้นาง “กั๋วโฮ่วเชิญเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝั่าบาทเพคะ” รอยยิ้มของเว่ยหว่านนั้นงดงาม
ยิ่ง นางนั่งลงที่ไม่ไกลจากอิ๋งซื่อมากนัก “หม่อม
ฉันมีเรื่องหนึ่งต้องการทูลฝั่าบาท”
อิ๋งซื่อวางพู่กันลง เหลือบตาขึ้นมองนาง
เว่ยหว่านไม่เคยสบตาเขาตรงๆ สักครั้ง ทว่าครั้ง
นี้นางไม่ต้องการพลาดการแสดงออกใดๆ ของ
เขา “หม่อมฉัน…ตั้งครรภ์แล้วเพคะ”
อิ๋งซื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าเคร่งขรึมก็มี
รอยยิ้ม เหมือนสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิแรกในฤดู
หนาวอันโหดร้าย ราวกับแสงอาทิตย์เจิดจ้า น่า
หวั่นเกรงจนไม่กล้าสบสายตาโดยตรง
“มาใกล้ๆ ซิ” อิ๋งซื่อยกมือขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เว่ยหว่านเห็นรอยยิ้มของเขา เสีย
อาการไปเล็กน้อย ทว่าคำพูดของเขาดูเหมือนมี
พลังวิเศษ และนางก็เดินไปหาเขาด้วยความงุนงง
อิ๋งซื่อออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ดึงนางเข้ามากอดไว้
ในอ้อมแขน เว่ยหว่านรู้สึกเพียงร่างกายของ
ตัวเองบิดเอียง จากนั้นก็ถูกแขนอันทรงพลังจับไว้
แน่น มันแรงมากแต่นางกลับไม่รู้สึกอึดอัดเลย
แม้แต่น้อย
มือข้างหนึ่งของอิ๋งซื่อลูบท้องของนางแผ่วเบา
น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “กี่เดือน
แล้ว?”
“หมอหลวงกล่าวว่าสองเดือนกว่าแล้วเพคะ”
เว่ยหว่านเห็นใบหน้าของเขาใกล้ๆ เป็นครั้งแรก
รู้สึกว่ามันหล่อเหลากว่าที่จินตนาการไว้
โดยเฉพาะดวงตาที่เจือปนรอยยิ้มในตอนนี้
ท่าทางที่อบอุ่นนั้นยิ่งชวนให้หลงใหลนัก
ขันทีเถากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปียมด้วยความปิติ
“ขอแสดงความยินดีกับฝั่าบาท ขอแสดงความ
ยินดีกับกั๋วโฮ่วพ่ะย่ะค่ะ”
อิ๋งซื่อดีใจเป็นอย่างยิ่ง “ดูแลสุขภาพให้ดี ต่อไป
ไม่ต้องเดินไกลเพียงนี้ ไว้ข้ามีเวลาจะไปหาเจ้า”
“เพคะ” ใบหน้าของเว่ยหว่านถูกย้อมด้วยแสง
ยามเช้า ดวงตาสดใส พิงหน้าอกของอิ๋งซื่อพลาง
ฟังเสียงเต้นของหัวใจอันทรงพลังของเขา รู้สึก
พอใจมาก
ในหัวใจของอิ๋งซื่อดูเหมือนจะเต็มไปด้วยข่าวดีนี้
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากความปีติอันแสน
สั้นได้ผ่านไปแล้วก็ยิ่งรู้สึกอ้างว้างกว่าเดิม เขา
กำชับเว่ยหว่านสองสามคำ จากนั้นก็ให้คนใช้
เกี้ยวส่งนางกลับตำหนัก แล้วส่งแพทย์สองคนที่
เชี่ยวชาญทางนี้ไปตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
นี่เป็นลูกคนแรกของเขาย่อมให้ความสำคัญเป็น
พิเศษ
ข่าวดีที่กั๋วโฮ่วทรงพระครรภ์แพร่กระจายออกไป
อย่างรวดเร็ว ภายในหนึ่งวัน ขุนนางและแม่ทัพ
ทุกคนล้วนรู้เรื่องนี้แล้ว
ครั้นซ่งชูอีรู้ข่าวนี้ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
นางเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ เปลี่ยนเสื้อคลุมสีขาวแห้ง
สบาย นอนกินแตงหวานอยู่บนเตียง คนที่ชูหลี่จี๋
ให้มาส่งข่าวรายงานข่าวนี้ผ่านม่านบางๆ นางเบะ
ปากทว่ากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “แหม
ช่างเป็นข่าวดีจริงๆ พรุ่งนี้จะต้องแสดงความยินดี
ต่อฝั่าบาทระหว่างการประชุมราชสำนักเสีย
หน่อย! เจ้ากลับไปบอกท่านมหาเสนาบดีฝั่ายขวา
ว่าข้ารู้แล้ว”
“ขอรับ”
ซ่งชูอีโยนเปลือกแตงลงไปในถาด เกี่ยวผ้าขนหนู
ขึ้นมาเช็ดมือ กล่าวอย่างมีความเห็น “เหตุใดเป็น
ถึงพ่อคนแล้ว อารมณ์ยิ่งแปรปรวนเล่า!”
“ท่านยังขุ่นเคืองอยู่รึเจ้าคะ” หนิงยาเอ่ยถาม
ซ่งชูอีเงียบไป คิดไปคิดมา ก็คิดว่าต้องเข้าไปยุ่ง
กับเรื่องนี้…
“จริงสิคะท่าน สูตรสุราที่ท่านขอให้บ่าวนำไป
มอบให้ท่านจอมยุทธ์ฉือคราวก่อนเรียบร้อยแล้ว
เจ้าค่ะ” หนิงยาเห็นว่านางดูอารมณ์ไม่ใคร่ดีจึง
เปลี่ยนหัวข้อ
“พบเขาแล้วรึ?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
หนิงยายิ้มเอ่ย “เจ้าค่ะ ท่านจอมยุทธ์ฉือมีจวน
หลังใหญ่อยู่ในนครเสียนหยาง บอกว่ากิจการดี
มาก หากรวมทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว มีถึงสามพัน
ตำลึงทองเชียว!”
ฉือจวี้ทำเกษตรกรรมตามคำแนะนำของซ่งชูอี
โดยปลูกต้นหม่อนทั้งหมด รับช่างทอผ้าฝีมือดี
จำนวนหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยการขายผ้าไหม
นอกจากนี้เขายังมีคอกม้าที่ลี่หยาง มักจะนำม้า
ชั้นดีมาจากอี้ฉวีเพื่อขายให้กับกองทัพในการทำ
สงครามซึ่งทำรายได้ไม่น้อย
ซ่งชูอีมักจะคิดถึงภูเขาลูกหนึ่งที่ฉือจวี้เคยกล่าว
ว่าเต็มไปด้วยต้นสนอยู่เสมอ ไม่สามารถ
เพาะปลูกอย่างอื่นได้เลย ลูกสนที่อยู่เต็มภูเขาจะ
ถูกเก็บลงมา ปีหนึ่งก็ขายได้เพียงหนึ่งหรือสอง
ตำลึงทองเท่านั้น
ซ่งชูอีลองบ่มสุราด้วยลูกสนและเมล็ดพืช ผล
ปรากฏว่าให้รสชาติที่ต่างออกไป จึงให้หนิงยา
แอบส่งสูตรสุราไปให้เขา ดูว่าจะสามารถใช้วิธีนี้
ทำเงินได้มากหน่อยหรือไม่
“อืม” ซ่งชูอีขาดความสนใจ “ให้ข้าสงบอารมณ์
เสียหน่อย ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้”
หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน อุณหภูมิก็ค่อยๆ
ลดลง มีความเย็นสบายอยู่ในสายลม
“หวยจิน?” เสียงของเจ้าอี่โหลวลอยมากะทันหัน
ซ่งชูอีพลิกตัวกลับมาก็เห็นมือยาวๆ ของเขากำลัง
เลิกผ้าม่านขึ้น เขาสวมเครื่องแบบสีดำ ผ้าไหม
บางๆ สีควันเทาที่เหมือนน้ำหมึกบดบังใบหน้า
คลุมเครือ มีเพียงคิ้วที่งดงามเท่านั้นที่ชัดเจนที่สุด
“ข้ามาลาเจ้า” เขาเอ่ย