กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 289 กลับมา ข้าจะเลี้ยงเจ้า
วันรุ่งขึ้น ซ่งชูอีเดินทางจากเหอซีไปยังนครหลีสือ
แสงอาทิตย์ยามเที่ยงเจิดจ้า เมื่อซ่งชูอีเห็นชาย
หนุ่มผู้กล้าในชุดเกราะสีดำหน้าประตูเมืองยิ้มให้
นาง หัวใจก็ค่อยๆ อ่อนลง
“หวยจิน” เจ้าอี่โหลวขี่ม้าเข้ามา ก้มตัวมองเข้า
ไปในรถ
เขาเอียงตัว บนร่างกายยังคงมีกลิ่นความอาฆาต
ที่ยังคงไม่จางหายไปไหน ทว่าใบหน้ากลับมี
รอยยิ้มสดใส สองอารมณ์ที่แตกต่างกันโดย
สิ้นเชิงนี้หล่อหลอมกันอย่างลงตัวบนร่างของเขา
“มองอะไร เข้ามา” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
เจ้าอี่โหลวพลิกตัวลงจากม้า เลิกม่านขึ้นแล้วเข้า
ไปในรถ ลมหายใจที่เจือปนความร้อนทั่วร่างกาย
ทำให้อากาศอุดอู้ทันควัน
“เจ้าตามมาเพราะว่าเป็นห่วงข้ารึ?” เจ้าอี่โหลวด
วงตาเป็นประกาย
ซ่งชูอีเอนตัวพิงข้างโต๊ะ เลิกคิ้วเหล่ตามองเขา
“เจ้าคิดว่าข้าชอบทำร้ายตัวเองรึ?”
หากไม่ใช่เพราะเขา นางจะมีความจำเป็นต้องถ่อ
ร่างกายที่บาดเจ็บมาจนถึงเหอซีด้วยหรือ? หาก
ไม่ใช่เพราะขาดนางซ่งชูอี สงครามนี้ก็ไม่ชนะ
หรอกนะ!
เจ้าอี่โหลวเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูด
หน้าตาเปียมไปด้วยรอยยิ้ม
“แม่ทัพหลีสือประหลาดใจกับการรับหน้าที่
รักษาการณ์ของเจ้าหรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
“แน่อยู่แล้ว ทว่าข้าไม่สน” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
ท่าทีของเจ้าอี่โหลวเช่นนี้จะต้องดูหยิ่งยโสไร้
เหตุผลในสายตาผู้อื่นเป็นแน่ แต่ซ่งชูอีรู้ว่าเขาไม่
สนจริงๆ จะปกปั้องหลีสือได้หรือไม่ ตำแหน่งสูง
ต่ำเท่าใด หรือความคิดของคนอื่นจะเป็นอย่างไร
ล้วนไม่มีนัยสำคัญสำหรับเขา
ซ่งชูอียื่นมือดีดหน้าผากที่สะอาดใสของเขา กล่าว
อย่างหัวเสีย “ในฐานะแม่ทัพฉินก็ต้องอุทิศตนใน
หน้าที่ เจ้าไม่ใส่ใจเช่นนี้ ก็รีบกลับบ้านมาเสีย ข้า
จะเลี้ยงเจ้าเอง จะได้ไม่ต้องตามก้นเจ้าเพื่อเก็บ
กวาดตามหลังตั้งแต่เช้าจรดเย็น”
เจ้าอี่โหลวไม่ได้พูดต่อ ยิ้มแล้วเปลี่ยนหัวข้อ “เจ้า
เดินทางไกล บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง?”
ครั้นเอ่ยถึงบาดแผล บรรยากาศก็อึดอัดขึ้นมา
เล็กน้อย
ซ่งชูอีไอแห้งทีหนึ่ง “หายแล้ว”
เจ้าอี่โหลวโน้มตัวไปกุมมือของนาง การ
เคลื่อนไหวของเขาเป็นไปอย่างกะทันหันและไม่มี
ความอบอุ่นเลย ทว่าซ่งชูอีมองติ่งหูแดงก่ำของ
เขา ไม่ได้จงใจเย้าเขาเล่นตามปกติ เพียงแต่กุม
มือเขากลับ
รอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปากของเจ้าอี่โหลว
พวกเขาไม่ใคร่เข้าหากันด้วยความสงบและ
อ่อนโยนเช่นนี้และไม่เคยกล่าวคำสาบานรักนิจนิ
รันดร์อันซาบซึ้ง ทว่าในตอนนี้ มันธรรมดาแต่
กลับมีความหมาย
เหอตงหลีสือและที่ราบเหอซีมีเพียงแม่น้ำสาย
หนึ่งกั้นกลาง ทว่าทิวทัศน์ไม่เหมือนกันเท่าไรนัก
บนพื้นดินกว้างใหญ่ มีต้นหญ้างอกยาวเพียงคืบ
นกอินทรีโผบินอยู่บนท้องนภาสูง เป็นทัศนียภาพ
ที่กว้างใหญ่ไพศาล
หลีสือสร้างเมืองจากพื้นที่ราบ กำแพงหินที่สูง
สองจั้งดูสูงตระหง่านเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนกลับมาถึงค่าย แม่ทัพผู้รักษาการณ์
มารออยู่ที่หน้าประตูค่ายแล้ว
แม่ทัพรักษาการณ์หลีสือคือหานหู่ เป็น
ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของแม่ทัพจื่อถิงแห่งเหอ
ซี แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา
และผู้บังคับบัญชา แต่โดยปกติแล้วจื่อถิงจะไม่
เข้ามายุ่งกิจการทางทหารของหลีสือ
หานหู่ค่อนข้างมีความขัดแย้งกับการที่เจ้าอี่โหลว
รักษาการแทนจื่อถิงในครั้งนี้ ทว่าเขาเป็นหนึ่งใน
แม่ทัพที่อิ๋งซื่อไว้ใจมากที่สุด จุดแข็งที่ใหญ่ที่สุด
คือความเข้มงวดและการปฏิบัติตามคำสั่งอย่าง
ไม่มีเงื่อนไข มิฉะนั้นคงไม่มีทางกล้ำกลืนความ
เจ็บช้ำน้ำใจนี้ลงไปได้
“ข้าน้อยหานหู่คำนับกั๋วเว่ย!”
ซ่งชูอีมองไปตามเสียง ก็เห็นชายรูปร่างกำยำวัยสี่
สิบกว่าๆ คนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูค่าย ใบหน้าดำ
คล้ำ ขมับสองข้างมีหงอกแซม หน้าตาไม่ดี ทว่า
บุคลิกแข็งแกร่งของเขาทำให้ดูโดดเด่นท่ามกลาง
ฝูงชน
“แม่ทัพหานไม่ต้องมากพิธี” ซ่งชูอีพยักหน้า
สายตาของหานหู่เปลี่ยนจากซ่งชูอีไปที่เจ้าอี่โหลว
และละสายตาโดยไม่ได้หยุดมอง “กั๋วเว่ยเชิญ”
ทุกคนเดินเข้าไปในค่าย หานหู่สั่งให้คนนำ
เอกสารกิจการทหารที่จัดระเบียบแล้วมาวางไว้
บนโต๊ะ “นี่คือค่าใช้จ่ายเสบียงและอาวุธหนักของ
หลีสือในรอบห้าปีนี้รวมถึงการเลื่อนตำแหน่ง ลด
ตำแหน่ง และการปลดประจำการของทหาร”
สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในอำนาจกำกับดูแลของกั๋วเว่ย
ซ่งชูอีพยักหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ ทว่ากลับมิได้คุยถึง
เรื่องกิจการทางทหารแต่เป็นเรื่องสัพเพเหระ
ทั่วไป “คำนวณคร่าวๆ แล้ว แม่ทัพหานไม่ได้
กลับบ้านมาสิบเจ็ดปีแล้วกระมัง?”
หานหู่นิ่งไป หลังจากได้สติกลับมาแล้วก็อดที่จะ
รู้สึกอึดอัดมิได้ “บัดนี้สิบเจ็ดปีกับเก้าเดือนแล้ว
ขอรับ”
เขาเป็นทหารเมื่ออายุสิบสี่ เคยเข้าร่วมสงคราม
ครั้งใหญ่ระหว่างฉินเว่ยถึงหกครั้ง เป็นผู้บังคับ
กองพันเมื่ออายุสิบเจ็ด ไปรักษาการณ์ที่ดินแดน
ระหว่างรัฐฉินและอี้ฉวี ฉินและอี้ฉวีมีสงครามยิบ
ย่อยนับครั้งไม่ถ้วนทว่ามีสงครามใหญ่น้อยมาก
ในช่วงสิบปีนั้นสามารถกลับไปที่เสียนหยางได้
เพียงครั้งคราว
ต่อมารัฐฉินยึดครองหลีสือ แม่ทัพใหญ่จากไปที
ละคน เขาจึงถูกฉินเซี่ยวกงย้ายมารักษาการณ์อยู่
ที่นี่ หลังจากจวินองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็
ค่อนข้างเห็นความสำคัญของเขาอีก ด้วยเหตุนี้
เขาจึงไปๆ มาๆ ระหว่างสองที่ ผ่านองค์จวินไป
สองรัชกาล เขาไม่เคยกลับเสียนหยางเป็นเวลา
สิบเจ็ดปี ตามคำพูดของเขา เขาแต่งภรรยาคน
หนึ่ง ตลอดยี่สิบปีมานี้นับรวมๆ กันแล้วนอน
ด้วยกันไม่ถึงสามเดือน หากไม่ใช่เพราะภรรยาตั้ง
ภรรค์ตอนที่เขายังอยู่ในเสียนหยาง ก็ไม่รู้จริงๆ
ว่าเขาจะมีทายาทหรือไม่
สองเดือนก่อนได้ยินว่าลูกชายมีลูกคนแรกแล้ว
ตอนนี้เขาได้เป็นท่านปูั่แล้ว ทว่าเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำ
ว่าหน้าตาลูกชายของตัวเองเป็นอย่างไร
นับประสาอะไรกับหลานชายของเขา
ความเศร้าโศกผ่านเข้ามาในหัวใจ ทว่าหานหู่ก็ยัง
ต่อสู้ในสนามรบมากว่าสามสิบปี มีจิตใจตั้งมั่น
เป็นพิเศษ เขาดึงสติกลับมาในแทบจะทันที
ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะพูดอะไรบางอย่างทว่า
ก็ได้ยินซ่งชูอีเอ่ยว่า “ลำบากท่านแม่ทัพแล้ว”
หานหู่รู้สึกประหลาดใจ เหตุใดกั๋วเว่ยจึงเอ่ยเรื่อง
เหล่านี้กับเขาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยเช่นนี้?
“ทุกท่านไปปฏิบัติหน้าที่เถิด ข้ามีเรื่องจะคุยกับ
ท่านแม่ทัพหาน” ซ่งชูอีกล่าว
ทุกคนตอบรับโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วถอย
ออกไปตามลำดับ
เจ้าอี่โหลวก็ลุกขึ้นจากไปเช่นกัน
“ท่านแม่ทัพหานเป็นผู้มีความสามารถทางทหาร
ที่หาได้ยากยิ่งในรอบสิบปี รักษาการณ์ให้หลีสือ
แคล้วคลาดปลอดภัย ทั้งยังทำงานอย่างหนัก ไม่
ว่าต่อไปท่านแม่ทัพจะตัดสินใจที่จะเกษียณอายุ
หรือรับใช้บ้านเมืองจนถึงที่สุด ต้าฉินจะไม่
เพิกเฉยต่อท่านเลย” ซ่งชูอีกล่าวอย่าง
ตรงไปตรงมา “ทว่าบัดนี้ต้าฉินขยายอาณาเขต
แม่ทัพขาดแคลน ฝั่าบาทรู้ว่าท่านแม่ทัพจื่อถิงมี
หลักการสูงส่ง แม่ทัพหานมีความแน่วแน่ ทั้งยัง
เห็นว่าแม่ทัพเจ้ามีความกล้าหาญ ตั้งใจจะฝึกฝน
เขา ในอนาคตจะได้มอบหมายให้ควบคุมปาสู่”
ครั้นได้ยินดังนี้ หานหู่ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย บัดนี้เขา
ใกล้ถึงวัยอันควรแล้วก็มิได้มีกะใจที่จะแก่งแย่งชิง
ดีอีก
เพียงคิดว่าจื่อถิงผู้มองโลกในแง่ดีมาตลอดถูกคน
อื่นเข้ามาแทนที่ได้อย่างง่ายดาย ตนทำงานรับ
ใช้ต้าฉินมานานหลายสิบปีเหมือนรับใช้แค่วัน
เดียว ท้ายที่สุดแล้วก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่าง
เลวร้าย ในใจจึงรู้สึกโมโห ทั้งยังมีความรู้สึก
โศกเศร้าที่คนเก่าถูกแทนที่โดยคนใหม่ แต่กลับ
ไม่ได้คิดในมุมอื่นเลย
“แม่ทัพเจ้าอยู่ในสถานะแม่ทัพเหอซี แต่แท้จริง
แล้วเป็นนักเรียนของเหล่านายพลทุกท่าน
สงครามระหว่างฉินฉู่ก็บีบเข้ามา หวังว่าท่านแม่
ทัพหานจะชี้แนะให้มาก” ซ่งชูอีสะบัดแขนเสื้อ
คำนับยาวนาน “หวยจินขอขอบคุณแทนต้าฉิน
แล้ว”
ซ่งชูอีหาเหตุผลที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งกล่าวเพียงเรื่อง
ส่วนรวมมิใช่เรื่องส่วนตัว นี่คือทัศนคติที่จื่อถิงมี
ต่อนาง เพียงพริบตาเดียวนางก็ใช้มันกับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา
หานหู่รีบคำรับกลับ “กั๋วเว่ยกล่าวเกินไปแล้ว!
ข้าน้อยจะช่วยเหลือแม่ทัพเจ้าอย่างสุด
ความสามารถ”
หลังกล่าวจบ ปมในใจของหานหู่ก็คลี่คลายแล้ว
เอ่ยว่า “ฝั่าบาทมองคนเก่ง การยิงสังหารในอี้ฉวี
คราวนี้ ข้าน้อยก็มองออกว่าแม้ท่านแม่ทัพเจ้า
อายุยังน้อยทว่ากลับมีพรสวรรค์ในทางทหาร”
“หมายความว่าอย่างไร?” ซ่งชูอีเห็นสีหน้าของ
เขาจริงจัง ดูไม่เหมือนเป็นเพียงคำพูดยกย่อง
“อี้ฉวีมีทหารม้าเพียงสามหมื่นนาย ทั้งยังพ่ายแพ้
ยับเยินไปแล้ว สถานการณ์อันน่าเศร้า แม้แต่
ข้าน้อยเห็นแล้วก็ยังอดสงสารมิได้ ทว่าแม่ทัพเจ้า
กลับยิงสังหารโดยไม่ลังเล มีความเด็ดเดี่ยวของ
ผู้นำทัพ” หานหู่กล่าว
ซ่งชูอีสามารถจินตนาการฉากนั้นได้ สำหรับ
ทหารที่ต่อสู้ในสนามรบนั้น ครั้นเผชิญหน้ากับ
ศัตรูผู้โหดเหี้ยม หลังจากการต่อสู้อันโหดร้ายแม้
จะลำบากทว่าไม่มีความรู้สึกผิดในใจ อย่างไรก็ดี
การยิงสังหารผู้อ่อนแอที่ยอมจำนนเพื่อเอาชีวิต
รอดนั้นกลับตรงกันข้าม แม้ลงมือได้อย่าง
ง่ายดายทว่าจิตใจต้องเด็ดเดี่ยวยิ่ง