กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 290 เจ้าห้ามหลอกข้า
หลังจากสงครามระหว่างรัฐเว่ยและอี้ฉวีปิดฉาก
ลงแล้ว ทันใดนั้นกองทัพรัฐเว่ยที่พร้อมปฏิบัติการ
ก็ยุติการโจมตี ข้อหนึ่งเป็นเพราะรัฐเจ้าสูญเสีย
แม่ทัพถึงสองนาย จึงลังเลที่จะเข้าโจมตีหลีสืออีก
ครั้ง ประการที่สอง รัฐเว่ยสงสัยว่าเรื่องนี้เป็น
แผนการของรัฐฉิน กังวลว่ากองทัพของตนจะติด
กับดักโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า
รัฐเว่ยหยุดการเคลื่อนไหวชั่วคราว และเริ่มสืบ
สาเหตุการตายของกงซุนกู่กับหลี่ว์ซู่อย่างลับๆ
รวมถึงจัดระเบียบภายในกองทัพด้วย
ความลังเลเพียงเจ็ดแปดวันก็เพียงพอให้ทหารฉิน
จัดวางกำลังปั้องกันแล้ว ทั้งยังทำให้รัฐฉิน
สามารถสงบความวุ่นวายของอี้ฉวีที่อยู่หลังบ้าน
ได้อย่างใจเย็นมากขึ้น
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นธูป กลิ่นหอมผ่อน
คลายจางๆ นั้นซึมซาบเข้าไปในหัวใจ ซ่งชูอีนั่ง
อยู่หน้าโต๊ะ ถือเอกสารไผ่ม้วนหนึ่งอยู่ในมือ ก้ม
หน้าอ่านอย่างละเอียด ส่วนกู่หานนั่งรออยู่
ด้านซ้ายเงียบๆ
นี่คือสารที่ส่งมาจากรัฐเว่ย บัดนี้กงซุนเหยี่ยน
กำลังง่วนอยู่กับกลยุทธ์เหอจ้ง ต้องติดต่อกับ
หลายๆ รัฐ เวลาส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยู่ในต้าเหลียง
และเถียนซวีก็ออกมาจากรัฐเว่ยแล้ว กลยุทธ์เห
อจ้งก่อให้เกิดความโกลาหล รัฐเว่ยในฐานะที่เป็น
คนต้นคิด ความสนใจอันทรงพลังส่วนใหญ่จึงอยู่
ที่สิ่งนี้ซึ่งเป็นผลดีต่อสวีจ่างหนิง
สวีจ่างหนิงผู้นี้มีจุดแข็งอย่างหนึ่งซึ่งก็คือการหยิบ
ยืมหัวข้อมาแสดงความคิดเห็นของตน นึกถึงตอน
นั้นเขามิได้เสนอข้อโต้แย้งที่ดีที่สุดทว่าก็ยัง
สามารถปลุกใจผู้คนได้ด้วยคำพูด บัดนี้มีข้อ
โต้แย้งของซ่งชูอีมาเป็นพื้นฐานแล้ว ก็ยิ่งแสดง
ความคิดเห็นด้วยรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม
หลังจากที่เขาเข้ารัฐเว่ยแล้วทุกอย่างก็ราบรื่นยิ่ง
เริ่มต้นด้วยการแสดงข้อโต้แย้งในชมรมปั๋ออี้ที่
ใหญ่ที่สุดในรัฐเว่ย ผ่านไปไม่กี่วันก็แสดง
ความเห็นทางการเมืองในโรงสุราอีก ถ้อยคำที่น่า
ชมเชยเช่นนี้ หากเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขจะต้อง
เป็นที่สนใจอย่างแน่นอน ทว่าท่ามกลางคลื่นลูก
ใหญ่แห่งกลยุทธ์เหอจ้งนี้ แรงกระเพื่อมที่จะทำ
ให้เขาดูโดดเด่นกลับถูกกดไว้ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี ผู้ที่ควรสังเกตเห็นก็ยังคงสังเกตเห็น
เข้าแล้ว
เพื่อแสวงหาผู้มีความสามารถ เว่ยอ๋องย่อมมี
สายลับซ่อนตัวอยู่ในสถานที่แสดงสุนทรพจน์
ใหญ่ๆ หลายแห่ง ทันทีที่มีการแสดงความเห็นอัน
โดดเด่นก็จะถูกนำเสนอเข้ามาในพระราชวังอย่าง
รวดเร็ว โดยมีหลางจงคัดเลือกก่อน จากนั้นจึงให้
เว่ยอ๋องทรงทอดพระเนตร
ทฤษฎีความเห็นจะถูกรวบรวม จากนั้นก็จะถูก
แบ่งไปให้หลางจงฝั่ายซ้ายและขวา ส่วนเอกสาร
ของสวีจ่างหนิงนั้นอยู่ในมือของหมิ่นฉือพอดี
หมิ่นฉือรู้สึกว่าต่อให้สวีจ่างหนิงไม่มีพรสวรรค์
ด้านการปกครอง แต่ลำพังเพียงความคิดเห็นและ
กลยุทธ์เหล่านี้ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่บัณฑิตธรรมดา
ดังนั้นจึงผูกแถบผ้าสีแดงแล้วนำเสนอต่อเว่ยอ๋อง
หลางจงฝั่ายซ้ายและขวาเป็นขุนนางคนสนิทที่เว่
ยอ๋องไว้ใจมากที่สุด มีอำนาจในการแนะนำ หาก
เห็นว่ามีคนที่มีความสามารถโดดเด่นก็จะผูก
เอกสารทฤษฎีความเห็นของผู้นั้นด้วยแถบผ้าสี
แดง เมื่อถึงเวลาเว่ยอ๋องก็จะตั้งใจอ่าน
ซ่งชูอีรู้ว่าทฤษฎีกลยุทธ์ของตนอยู่ในมือของหมิ่น
ฉือแล้วอีกทั้งได้รับการแนะนำจากเขา ในใจกลับ
ไม่รู้สึกดีใจเลย
การแก้แค้นไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแต่แรกอยู่แล้ว
กู่หานเห็นนางวางเอกสารไผ่ลง ก็เอ่ยถาม “บัดนี้
เว่ยอ๋องแต่งตั้งสวีจ่างหนิงเป็นต้าซั่งฟูแล้ว ทว่ายัง
ไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เขาต้องการจะ
ถามท่านว่าจะให้ดำเนินการขั้นต่อไปอย่างไร”
ซ่งชูอีมิได้ตอบ คลี่ม้วนไผ่ว่างเปล่าม้วนหนึ่ง ยก
พู่กันเลียนแบบลายมือของสวีจ่างหนิง แม้ว่าจะ
ไม่เหมือนเสียทีเดียวทว่าก็คล้ายห้าถึงหกส่วน
จดหมายระหว่างนางกับสวีจ่างหนิง ไม่เคย
แนะนำเขาว่าควรทำอย่างไร สิ่งที่สวีจ่างหนิงขาด
คือความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และ
เวลาโดยรวม ทว่าเขามิใช่คนโง่ ทันทีที่ได้รับ
ทฤษฎีกลยุทธ์ที่ซ่งชูอีเขียน เขาก็สามารถ
พิจารณาได้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
คนเช่นสวีจ่างหนิงไม่สามารถอยู่ในอำนาจได้ แต่
กลับเป็นผู้บริหารที่ดีมากคนหนึ่ง
หากซ่งชูอีมีอะไรที่ต้องการจะเสริมในระหว่าง
การติดต่อ ก็จะส่งผู้อารักขามืดบอกกล่าวด้วย
วาจา
ซ่งชูอีวางพู่กันลง รอให้ตัวหนังสือแห้ง ม้วนเก็บ
แล้วส่งให้กู่หาน “ส่งจดหมายม้วนนี้ให้สวีจ่างห
นิงอย่างลับๆ แล้วส่งต่อคำพูดของข้า: อย่าร้อน
ใจจนเกินไป หากยังยืนไม่มั่นคงแล้วต้องการปีน
ขึ้นไปบนท้องฟั้า ช้าเร็วก็จะตกลงมาตาย”
“ขอรับ!” กู่หานรับคำ
“อืม” ซ่งชูอีเอ่ย
หลังจากช่วงเที่ยง อากาศร้อนชวนให้สะลึมสะลือ
ซ่งชูอีพยุงตัวลุกขึ้น เข้าไปงีบกลางวันบนเตียงไผ่
ที่ห้องด้านใน
แม้แต่เสียงจักจั่นข้างนอกก็ขาดๆ หายๆ ซ่งชูอี
มองดูต้นไม้เก่าแก่ที่มีกิ่งก้านแข็งแรงด้านนอก
ด้วยเปลือกตาที่หนักอึ้ง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า
นางยังไม่ลืมตาก็รู้สึกได้ว่ามีมืออุ่นๆ ปิดตาของ
นาง จากนั้นนางก็ได้กลิ่นต้นเจ้าเจี่ยวบนเสื้อคลุม
ของคนนั้นเจือจาง
“ฝนตกแล้ว” เสียงกลมกล่อมนั้นเจือปนรอยยิ้ม
ซ่งชูอีตัวแข็งทื่อ
คนนั้นปล่อยมือ ตบๆ หน้าตักของนาง “อย่าดื้อ
ลุกขึ้นมาเร็วเข้า ข้าขุดเจอเจอกล้วยไม้ประหลาด
ที่หลังเขาด้วย ไปดูสิ”
ซ่งชูอมิได้ลืมตา แต่กลับตอบรับไปตามความทรง
จำนั้น “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าอีกรึ”
“เจ้ากล้ารึ!” คนนั้นเอ่ย
ซ่งชูอีลืมตาช้าๆ ก็เห็นเงาของคนหนึ่งที่คุ้นเคย
เสื้อคลุมแขนกว้างสีควันเทา ผมเผ้าเรียบร้อย
สะอาดสดชื่น หน้าตาสดใส อ่อนโยนเหมือน
แสงแดดของปลายฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อน
อบอุ่นแต่ไม่ร้อนแรง
สายลมอ่อนพัดม่านบางๆ สีฟั้าอ่อน เม็ดฝนสอง
สามเม็ดกระเซ็นอยู่บนใบหน้าของนาง
ซ่งชูอีหันหน้ามาก็เห็นต้นบ๊วยเขียวชอุ่มสองสาม
ต้นนอกหน้าต่าง ผลบ๊วยสีเขียวขนาดเท่าไข่ไก่ที่
เปือนหยดน้ำใสท่ามกลางใบไม้เขียวขจีนั้นน่ารัก
เป็นอย่างมาก
“นอนจนไม่ได้สติไปแล้วรึ?” เขายิ้มพลางยีผม
ของนางเบาๆ ด้วยฝั่ามือหนา
“หมิ่นจื๋อห่วน” ซ่งชูอีคำราม ทันใดนั้นก็คว้ามือ
ของเขาแล้วกัดลงไปอย่างแรง
รสหวานของเลือดแพร่กระจายอยู่ในปากอย่าง
รวดเร็ว
“อือ” หมิ่นฉือเปล่งเสียงอู้อี้
การกัดของซ่งชูอีครั้งนี้ใส่ความเกลียดชังลงไป
ด้วย แทบจะฉีกเนื้อออกจากหลังมือของเขา แต่
ในที่สุดก็ผ่อนคลาย แล้วสะบัดมือเขาไปข้างๆ
ด้วยความรังเกียจ
“ฝันร้ายรึ?” ในน้ำเสียงหนักแน่นของเขา
สามารถรู้สึกได้ว่าเขากำลังทนต่อความเจ็บปวด
อยู่ในขณะนี้
ซ่งชูอีหันมอง ก็เห็นว่าเขากำลังดึงผ้าเช็ดหน้า
ออกมาพันบาดแผล
เขามองนางแล้วกุมมือของเนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียง
อ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว ข้าจะพาเจ้าไปเด็ดลูก
พลับ”
ดวงตาซ่งชูอีร้อนผ่าว
หมิ่นจื๋อห่วน หากทั้งหมดนี้ไม่ตรงกับแผนการใน
ใจของเจ้าแล้วเหตุใดต้องปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ตั้งแต่
แรกด้วย!
ขณะที่นางกำลังเหม่อลอยนั้นก็ถูกหมิ่นฉือแบก
ขึ้นหลัง
“วันนี้เป็นอะไรไป? อย่าปล่อยให้สิ่งสกปรกแปด
เปือนเจ้าสิ!” หมิ่นฉือหันหน้าเล็กน้อยเพื่อถาม
นาง
พวกเขาอยู่ใกล้กันมาก จมูกของนางอยู่เหนือ
ขมับของเขา สามารถได้กลิ่นธูปหอมผ่อนคลาย
จางๆ
คนที่คุ้นเคยกับการใช้ความคิดเยี่ยงพวกเขา
มักจะนอนไม่หลับอยู่เสมอ หากไม่จุดธูปผ่อน
คลายทุกคืน หมิ่นฉือก็จะนอนไม่หลับ
ข้างนอกฝนตกแรงขึ้น มือหนึ่งของหมิ่นฉือลาก
มือของนาง อีกมือหนึ่งถือร่มเดินเข้าสู่ม่านฝน
เสียงฝนตกกระทบร่มเปาะแปะดังเข้าหูทันใด
“อย่าโกรธไปเลย” หมิ่นฉือเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน
“ต่อไปไม่ว่าเจ้าจะทำกล้วยไม้ตายไปอีกกี่ต้นข้าก็
จะไม่พูดอะไรพล่อยๆ อีก”
ซ่งชูอีจ้องมองเหงื่อที่ไหลออกมาจากขมับของเขา
โดยไม่พูดจา วางคางลงบนไหล่หนาของเขา
เงียบๆ
ทันทีที่นางทำเช่นนี้ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะสดใส
ของหมิ่นฉือ
ไมจำเป็นต้องกล่าวอะไรมาก เพียงแค่การ
เคลื่อนไหวเล็กน้อย หมิ่นฉือก็สามารถแยกแยะ
อารมณ์ของนางได้ และเนื่องจากสาเหตุนี้ ต่อมา
เขาจึงสามารถหลอกใช้นางโดยที่ไม่ต้องเปลือง
แรงมากกระมัง
ซ่งชูอีไม่กล้าพูดว่าตัวเองฉลาดและมีสติปัญญา
มากเพียงใด ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะ
ถอยห่างออกมาจากโลกแห่งความวุ่นวายได้อย่าง
สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นนางอยู่ในเสียนหยางมา
นานหลายปี ย่อมเตรียมทางเลือกนานาชนิดไว้
อยู่แล้ว ภายในสถานการณ์เช่นนั้น นอกเสียว่า
เป็นคนที่นางไม่ทันระวังตัว ก็ไม่มีใครสามารถ
ต้อนนางให้สิ้นหวังได้…
“ปล่อยข้าลง” ซ่งชูอีมองกลุ่มเมฆหมอกที่ลอยอยู่
กลางภูเขา จู่ๆ ก็พูดขึ้น
หมิ่นฉือหยุดเดิน วางนางลงตามที่บอก เงยหน้า
ขึ้นมองเส้นทางภูเขาขรุขระ “อีกประเดี๋ยวก็จะ
ถึงแล้ว ไหสุราที่ข้าบ่มไว้ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ฝังอยู่
ที่นั่น แม้จะบ่มไม่ได้ดีเท่าเจ้า ทว่าเป็นสุราใหม่
พวกเรา…”
ซ่งชูอีขมวดคิ้ว “เอาร่มให้ข้า”
หมิ่นฉือเห็นว่าสีหน้าของนางผิดปกติก็อึ้งไปครู่
หนึ่ง แต่ก็ยังส่งร่มให้นาง
ซ่งชูอีกวาดตามองเลือดสีแดงที่ซึมออกมาจากผ้า
ไหมสีขาวบนมือนั้น หมุนตัวลงจากภูเขาไป
ฝนห่าใหญ่ทำให้เนื้อตัวหมิ่นฉือเปียกปอนทันที
เขาเหม่อมองท่ามกลางหมอกฝนอันกว้างใหญ่
แผ่นหลังบอบบางที่ถือร่มสีดำค่อยๆ จากไปไกล
ความเด็ดเดี่ยวนั้นทำให้หัวใจของเขาตื่นตระหนก
ทันใด “ชูอี!”
ลมภูเขาพัดผ่าน สายฝนพัดเข้าไปในร่มทำให้เสื้อ
คลุมของซ่งชูอีเปียก นางปล่อยมือปล่อยให้ร่ม
ปลิวว่อนไปตามสายลม แล้วเร่งฝีเท้าลงจากภูเขา
แขนเสื้อกว้างของเสื้อคลุมกระพือปีกอย่าง
เด็ดขาดและเป็นอิสระ ทว่านางกลับรู้สึกจุกอยู่ใน
ลำคอ
“หวยจิน! หวยจิน! เจ้าตื่นเร็วเข้า!”
เสียงของเจ้าอี่โหลวลอยเข้าหูฉับพลัน ซ่งชูอีตัว
สั่นเทา ทันใดนั้นก็ตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย
นางลืมตาขึ้น เห็นว่าใบหน้าของเจ้าอี่โหลวเปียม
ไปด้วยความร้อนรน ทั้งยังมีผ้าเช็ดหน้าเปือน
เลือดอยู่ในมือของเขา
“เจ้าเป็นอะไรไป?” เจ้าอี่โหลวเอ่ยถามอย่างไม่
สบายใจ
“ไม่มีอะไร” ซ่งชูอีน้ำเสียงแหบแห้ง หลังจาก
สงบสติอารมณ์ก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เห็นว่าเจ้าอี่
โหลวตาแดง กัดฟันสัมผัสริมฝีปากพร้อมเอ่ยว่า
“สงสัยกัดจนปากแตก”
“แค่ปากแตกคงไม่มีเลือดเยอะเพียงนี้!” เจ้าอี่
โหลวโยนผ้าเช็ดหน้าตรงหน้านาง หมุนตัวให้ท่าน
หมอตรวจอาการของนาง
ท่านหมอสำรวจสีหน้าของซ่งชูอีโดยละเอียด
แล้วตรวจชีพจรนางครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยขึ้น
เชื่องช้า “กั๋วเว่ยเพียงแค่ร่างกายอ่อนแอ ข้าน้อย
จะไปเอายาให้กั๋วเว่ยได้บำรุงก่อน”
“รีบไป” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
“ขอรับ” ท่านหมอค้อมตัวแล้วถอยออกไป
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
ถาม
ซ่งชูอีนั่งตัวตรง สายลมที่พัดมาโชยเอาความเย็น
สบายมาด้วย นางหันหน้าไปมอง “ฝนตกแล้ว”
เจ้าอี่โหลวเพียงขมวดคิ้วมองนาง ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อครู่ตอนที่เขาเข้ามาเห็นว่าสีหน้าของซ่งชูอีไม่
สู้ดีนัก จึงจุดธุปเพื่อผ่อนคลาย ใครจะรู้ว่ามันไม่มี
ประโยชน์เลย สีหน้าของนางยิ่งแย่กว่าเดิมและ
เริ่มเพ้อ ในที่สุดก็กระอักเลือด
เจ้าอี่โหลวไม่เข้าใจว่าคำละเมอเหล่านั้น
หมายความว่าอะไร ทว่าสามารถมั่นใจได้เลยว่า
นางซ่อนบางอย่างไว้ในใจ อีกทั้งเป็นเรื่องที่
เจ็บปวดอย่างมาก
จนกระทั่งวันนี้เขาถึงเข้าใจว่า แม้ซ่งชูอีจะดูมี
อิสระและเลือดเย็นอยู่บ้าง แต่ที่จริงแล้วกลับ
ซ่อนความรู้สึกอยู่ส่วนลึกในใจ
ซ่งชูอีหันมองเขา เอ่ยขึ้นเชื่องช้า “มีคนหนึ่งที่ข้า
รู้จักมาสิบสี่ปี พวกเราดีต่อกันมาโดยตลอด ทว่า
เขากลับหักหลังข้า”
เจ้าอี่โหลวมิได้เจาะลึกลงไปในประโยคนี้ คิดว่า
เป็นเพียงคู่รักตั้งแต่วัยเด็กของซ่งชูอี อดที่จะกอด
นางไว้ในอ้อมแขนไม่ได้ กัดฟันเอ่ย “ลืมเขาเสีย
เจ้าบอกว่าอีกยี่สิบปีต่อจากนี้จะใช้ชีวิตอย่าง
สันโดษกับข้า เจ้าจะกลับคำไม่ได้”
“อืม” ซ่งชูอีซบอยู่บนหน้าอกของเขา ทั้งรู้สึก
อ่อนล้าเล็กน้อย
“ข้าไม่มีอะไรเลย เพียงแค่รอจะจับมือเจ้าลงโลง
ไปกับข้า เจ้าห้ามหลอกข้านะ หวยจิน” น้ำเสียง
ของเจ้าอี่โหลวสั่นเครือเล็กน้อย
“ได้” ซ่งชูอีตอบรับด้วยความจริงจัง
หากมีอิสระจริงก็คงไม่วางแผนที่จะแก้แค้นเช่นนี้
หากปล่อยวางได้จริงก็คงไม่มีความเกลียดชัง…ซ่ง
ชูอีไม่คิดว่าตนเป็นคนที่ยกได้แต่วางไม่ลง ทว่า
นางไม่อาจให้อภัยกับเรื่องนี้ได้เลย
เพียงแต่ขณะที่ทำตามไปทีละขั้นตอนอยู่นั้น นาง
ก็นึกถึงเรื่องอดีตขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเหตุใดกัน…