กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 291 ดาบที่เคยเห็นมาก่อน
ตั้งแต่วัยสาวของซ่งชูอีจนตายในระยะเวลาสิบสี่ปี
หมิ่นฉือเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในชีวิตอันสั้นนี้
เพื่อที่จะได้ครอบครองพรสวรรค์ของนาง ในวัย
สามสิบเขาก็ยังไม่แต่งงาน ยินดีที่จะไม่มีทายาท
ทั้งสองคนประคับประคองซึ่งกันและกัน เป็น
เพื่อนร่วมงานที่จับมือกันยิ้มมองสายลมฤดูใบไม้
ผลิ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่คุยได้ทุกเรื่อง เป็นญาติ
สนิทที่พึ่งพาซึ่งกันและกันมาตลอดสิบสี่ปี เป็นคน
รักที่เข้าใจซึ่งกันและกัน…
ซ่งชูอีโอบกระชับแขนที่กอดเจ้าอี่โหลวแน่นขึ้น
เล็กน้อย นางไม่เคยเกิดความใคร่เวลาที่อยู่กับ
หมิ่นฉือ มีเพียงความกิริยาอันใกล้ชิดที่เป็น
ธรรมชาติมากก็เท่านั้น ไม่เหมือนกับเจ้าอี่โหลวที่
ต้องการจะเอื้อมมือสัมผัสส่วนลับบนตัวเขาอยู่
เสมอ
คิดว่าหมิ่นฉือก็คงจะเหมือนนางกระมัง…
ซ่งชูอีเอ่ยว่า “เคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่หัวใจเจ้า
แผนการของข้าได้จางหายไปแล้ว ทว่าน่าเสียดาย
ที่หลังจากประสบปัญหาบางอย่างจึงรู้สึกว่าต้อง
ใช้ชีวิตอย่างจริงจัง และดำเนินชีวิตตามทุกสิ่งที่
สวรรค์ประทานให้”
เจ้าอี่โหลวส่งเสียงหึ เอ่ยว่า “ข้าไม่เคยเห็นเจ้า
จริงจังเลย!”
“พูดจาให้มันดีๆ หน่อย!” ซ่งชูอียกมือขึ้นตีเขาที
หนึ่ง “ข้าอุตส่าห์คร่ำครวญทั้งที”
“ได้ เช่นนั้นเจ้าคร่ำครวญไป” เจ้าอี่โหลวปล่อย
มือ มองนางพลางเอ่ย
“ไอ้คนสารเลว!” ซ่งชูอีเตะเขาทีหนึ่ง
“อย่าขยับ” เจ้าอี่โหลวคว้าตัวนาง หยิบ
ผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหน้าให้นาง “เลือดเปือน
หน้าเต็มไปหมด ไว้กลับถึงเสียนหยางแล้ว ข้าจะ
ลาออกไปตามหาเปียนเชวี่ย เชิญให้เขารักษาเจ้า
อย่างละเอียด”
“เจ้าจะลาออก? เกรงว่าฝั่าบาทไม่ยอมปล่อยเจ้า
แน่” ซ่งชูอีเอ่ย
สำหรับอิ๋งซื่อแล้วไม่ว่าเจ้าอี่โหลวจะเป็นคนไร้
สถานะหรือว่าขุนนาง ตราบใดที่อยู่ในรัฐฉิน
ตราบใดที่มีใจให้ซ่งชูอีก็ล้วนใช้ประโยชน์ได้และ
สามารถใช้ได้ตามต้องการ แทนที่จะให้เขาอยู่มือ
เปล่าจะเป็นการดีกว่าที่จะให้กุมอำนาจทางทหาร
ไว้บ้าง เมื่อถึงเวลาที่จักรพรรดิและขุนนางต้อง
เผชิญหน้ากันจริงๆ ก็ยังมีอำนาจที่จะริเริ่มอะไร
บางอย่างได้
ดวงตาของเจ้าอี่โหลวสั่นไหว เอ่ยถามด้วยเสียง
เย็นชา “เขาหึงหวงเจ้า?”
ซ่งชูอีเลิกคิ้วมองเขา รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุม
ปาก “ที่รัก เจ้ายิ่งอ่อนไหวขึ้นทุกทีแล้ว มันเป็น
เพียงการปั้องกันไว้เท่านั้น บัดนี้ข้าอยู่ในรัฐฉิน
ข้อหนึ่งข้าไร้รากฐานอันเข้มแข็ง ข้อสองเพื่อ
ควบคุมอำนาจชีวิต คนอื่นจะมีเหตุผลใดมาหึง
หวงข้าเล่า? แต่เจ้าต้องรู้ไว้ว่าข้าไม่เหมือนกับจาง
อี๋ หากข้าต้องการทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ
ลำพังกำลังของข้าเพียงคนเดียวนั้นไม่สามารถทำ
ได้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในอนาคตรากฐาน
ของข้าในรัฐฉินจะหยั่งลึกลงเรื่อยๆ และอำนาจ
ในมือก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นทุกที หากชาตินี้ไม่เจอเจ้าก็
ช่างประไร ต่อให้ประสบความสำเร็จแม้ตัวตาย
ข้าจะไปกลัวอะไรเล่า? แต่ตอนนี้…ต้องมี
ทางเลือกสำรองเพื่อปั้องการสิ่งที่อาจเกิดขึ้นใน
อนาคต”
ครั้นได้ยินดังนี้ เจ้าอี่โหลวก็ไม่สนใจคำเรียกว่า
“ที่รัก” แต่เอ่ยด้วยความดีใจว่า “ข้าล้วนเชื่อฟัง
เจ้า”
ตามปกติแล้ว ไม่ว่าซ่งชูอีมีแผนการใดก็จะไม่
บอกกับเขาอย่างชัดเจน แม้เขาอาจจะช่วยอะไร
ไม่ได้ทว่าก็อยากเข้าใจเป็นอย่างมาก…นี่คือ
จุดเริ่มต้นที่ดี
“ท่านแม่ทัพ! กั๋วเว่ย!” ราวกับมีเสียงฟั้าคำราม
อยู่ด้านนอก
เจ้าอี่โหลวพูดเสียงดัง “ว่ามา!”
“หานหู่ขอพบขอรับ!”
“เจ้าร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะไป
พบเขา” เจ้าอี่โหลวกำลังจะออกไปแต่กลับถูกซ่ง
ชูอีคว้าตัวไว้
เขาหันกลับมาและได้ยินซ่งชูอีกล่าวว่า “แม่ทัพ
หานเชิญท่านไปรอในห้องโถงหลักสักครู่”
เจ้าอี่โหลวขมวดคิ้วจ้องนาง
ซ่งชูอีลุกขึ้นจัดกระชับเสื้อผ้า หยิบเสื้อคลุมมา
สวม เอ่ยเย้าว่า “ในแง่ของยศข้าสูงกว่าเจ้าสอง
ขั้น ในแง่ของตำแหน่งข้าสูงกว่าเจ้าสองขั้น ในแง่
ความรู้สึก เมื่อครู่เจ้าบอกว่าตัดสินใจจะเชื่อฟังข้า
ทุกอย่าง ฉะนั้น ได้โปรดแม่ทัพเจ้าฟังคำสั่งอย่าง
ไม่มีเงื่อนไข อย่าเป็นเยี่ยงไอ้สารเลวที่ผิดคำพูด
คนนั้น”
เจ้าอี่โหลวเห็นซ่งชูอีก้าวออกไป กัดฟันกำหมัด
ชกเตียงไม้ไผ่ ทันทีที่ซัดหมัดลงไปก็ได้ยินเพียง
เสียงโครมครามของเตียงไม้ไผ่ที่กระจัดกระจาย
อยู่บนพื้น เจ้าอี่โหลวตกใจ ใช้เท้าเขี่ยท่อนไม้ไผ่
มากองรวมกัน ดึงผ้ามาคลุมปิดจากนั้นก็ก้าวเท้า
ยาวๆ เดินออกไป
ขณะที่เขามาถึงห้องโถงหลังก็ได้ยินเสียงซ่งชูอี
เอ่ยว่า “บัดนี้อาวุธอ่อนแอเกินไป กองทัพเว่ยมี
หนึ่งแสนสามหมื่นนาย บวกกันกองทัพของรัฐเว่ย
แล้ว หากพวกเขารวมกำลังกันโจมตี เกรงว่าจะ
ยื้อไม่ได้แม้แต่วันเดียว”
“รัฐเจ้าจะยอมรับการชักจูงของรัฐเว่ยเพื่อโจมตี
เมืองจริงหรือ?” หานหู่เอ่ยถาม
“เป็นไปได้เก้าส่วน” ซ่งชูอีเอ่ย “เมื่อไม่กี่เดือน
ก่อน รัฐเจ้าถูกรัฐฉีและเว่ยตัดแบ่งที่ดินไปถึงหก
ร้อยลี้ หกร้อยลี้ใหญ่เพียงใด? เกือบจะหนึ่งใน
สามของดินแดนรัฐเจ้าเลยทีเดียว ในสถานการณ์
ที่สิ้นหวัง รัฐเว่ยใช้การคืนดินแดนสามร้อยลี้เป็น
เหยื่อล่อ มีหรือที่รัฐเจ้าจะไม่ตกลง? อีกทั้งข้าให้
คนไปสืบอย่างลับๆ แล้ว รัฐเจ้าออกทัพในครั้งนี้
ล้วนมีรัฐเยียน หานและเว่ยสนับสนุนการเงินทาง
ทหารด้วย”
หานหู่สบถด่า “มารดามันเถอะ มองดูความ
ครึกครื้นแล้วยังมิวายทำเรื่องให้ใหญ่โต!”
ในฐานะรัฐพันธมิตร การให้เงินช่วยเหลือด้าน
เสบียงนั้นสมเหตุสมผล ทว่าทั้งสามรัฐมิได้มี
จุดประสงค์ดี นั่งอยู่บนภูเขาเฝั้ามองเสือสู้กัน
เพิ่มพลังให้กับฝั่ายที่อ่อนแอกว่าเพื่อให้การต่อสู้
ยาวนานขึ้นและรอให้เสืออีกสองตัวบาดเจ็บ
เรื่องน่าสนุกเช่นนี้เหตุใดจะไม่ทำเล่า?
“แม่ทัพเจ้าคิดว่าจะจัดวางกำลังปั้องกัน
อย่างไร?” หานหู่มิได้ทำเกินอำนาจของตน
เจ้าอี่โหลวก้มหน้ามองดูแผนการจัดวางกำลัง
ปั้องกันของหานหู่ จมอยู่ในความคิดครู่หนึ่งก่อน
เอ่ยว่า “การจัดการกำลังปั้องกันของแม่ทัพหาน
เข้มงวดมาก เพียงเติมกำลังอีกเท่าตัวเป็นพอ”
สีหน้าของหานหู่ผ่อนคลายเล็กน้อยราวกับว่าโล่ง
ใจ ชื่นชมเจ้าอี่โหลวมากกว่าเดิมในใจแล้วเอ่ย
ทันทีว่า “ข้าน้อยจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้”
ไม่ว่ากองกำลังของรัฐเจ้าและเว่ยมีมากเพียงใด
ครั้นถูกจำกัดด้วยภูมิประเทศก็ไม่สามารถ
รวมกลุ่มมากดดันได้ และหากกองรักษาการณ์ที่
หลีสือมีมากก็จะสามารถรั้งกองกำลังไว้อย่าง
ง่ายดาย เพิ่มอีกเท่าตัวนั้นไม่มากหรือน้อย
จนเกินไป
หานหู่เป็นทหารที่มีประสบการณ์ มีเขาคอยเหลือ
เจ้าอี่โหลวจะต้องไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เมื่อซ่ง
ชูอีอธิบายผลดีผลเสียอย่างชัดเจนแล้วก็จะไม่เข้า
ไปก้าวก่ายเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีกต่อไป
หานหู่ลุกขึ้นยืน ลังเลครู่หนึ่งก็เอ่ยความกังวลใจ
ออกมา “กั๋วเว่ย กองกำลังของรัฐเจ้าและรัฐเว่ยมี
มากเพียงนี้ กองหลังของข้านอกเหนือจาก
กองทัพเหอซีแล้วก็ไม่มีกองหนุนอื่นอีก หากพวก
เขายังคงโจมตีหลีสือต่อไป…”
แม้จะรู้ว่ากองทัพเจ้าและเว่ยบริโภคเสบียงพัสดุ
ทางการทหารเป็นจำนวนมาก ด้วยกำลังของทั้ง
สองรัฐ โดยเฉพาะรัฐเจ้านั้นไม่สามารถต่อสู้ได้
เป็นเวลานาน ทว่าก็ยังอดห่วงไม่ได้ เมื่อครู่ได้ซ่งชู
อีกล่าวว่าพันธมิตรรัฐอื่นๆ ให้ทุนอาหารและ
ค่าจ้างแก่รัฐเจ้า ความกังวลนี้ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
“สงครามนี้จะยุติลงเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับวิธีการ
ดำเนินงานของมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายแล้ว” ซ่งชูอี
กล่าวด้วยความเด็ดขาด “ท่านแม่ทัพหานวางใจ
เถิด ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายสามารถทำลายกล
ยุทธ์เหอจ้งได้แน่นอน!”
“ขอรับ” หานหู่รู้เพียงวิธีนำทัพเข้าสงคราม ใส่ใจ
เรื่องการเคลื่อนไหวของเหล่านักวิชาการน้อย
มาก ด้วยเหตุนี้จึงไม่เข้าใจว่าจางอี๋มี
ความสามารถมากเพียงใด ทว่าครั้นเห็นท่าทีที่
สงบนิ่งและมั่นใจในชัยชนะของซ่งชูอีแล้ว ก็อดที่
จะคลายคิ้วโล่งใจมิได้ คำนับนางและเจ้าอี่โหลว
“ข้าน้อยขอลา”
ฝนตกโปรยปราย
ตะเกียงถูกจุดขึ้นในลาน ภายในห้องอบอวลไป
ด้วยกลิ่นยา
ซ่งชูอียกถ้วยยาที่มีขนาดประมาณใบหน้าของตน
และดื่มรวดเดียวจนหมด หลังจากนางรับถ้วยชา
มาจากมือของทหารอารักขาเพื่อบ้วนปากแล้ว ก็
ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนถอยออกไป หันหน้า
เหม่อมองเอกสารไผ่อยู่คนเดียวเป็นเวลานาน
ก่อนที่จะลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง สายลมเย็นพัด
เข้ามา หลังจากแสงไฟวูบไหวมันก็ดับลง ในห้อง
จมดิ่งสู่ความมืดฉับพลัน
นางต้องการจะอ้าปาก ทันใดนั้นหูก็จับเสียง
แหวกว่ายผ่านอากาศได้เลือนราง มันทั้งรวดเร็ว
และเฉียบคม
ช่วงที่นางสูญเสียการมองเห็นก็ได้ฝึกประสาทการ
ได้ยินจนชำนาญ ในเวลานั้นนางก้มตัวลงทันควัน
โดยไม่คิดมาก
ด้านหลังมีเสียงปังดังขึ้นเหมือนดาบที่เฉือนลงบน
โครงหน้าต่าง
“กู่จิง!” ซ่งชูอีถือโอกาสคำรามเสียงดัง
จากนั้นมีแสงเย็นวูบวาบอยู่ข้างหลัง ดาบได้พุ่ง
มายังเสื้อกั๊กของซ่งชูอีแล้ว