กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 307 รักที่ไม่สมหวัง
“แหม!” ฮูหยินอวิ๋นทำหน้าตาไร้เดียงสา ทว่า
กลับทำสิ่งต่างๆ โดยปราศจากความคลุมเครือ
ท่าทางประหลาดใจนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ของ
ปลอม “ช่างเป็นเด็กสาวที่น่ามหัศจรรย์จริงๆ
มิน่าเล่าฝั่าบาทถึงได้ติดใจหนักหนา!”
พูดจบก็ถอนหายใจยืดยาว “อันที่จริง ฝั่าบาทก็
ไม่ใช่คนมักมากในกาม ผู้หญิงมีไม่มาก ความเป็น
น้ำหนึ่งใจเดียวกันต่างหากที่มาก่อนสิ่งอื่นใด ช่วย
ไม่ได้ที่คุณสมบัติของพวกเชี่ยด่างพร้อย ไม่อาจ
ทำให้ฝั่าบาทโปรดปราน ยากยิ่งนักที่จะมีคน
ถูกใจ เชี่ยก็เพียงอยากปรนนิบัติฝั่าบาทกลับ
เท่านั้น ดีเลวอย่างไรวันหน้าฝั่าบาทก็อาจจะนึก
ถึงความดีของเชี่ยได้บ้าง ด้วยเหตุนี้เชี่ยจึงละเลย
ที่จะสอบถาม หุนหันพลันแล่นเข้ามาขอคนเสีย
แล้ว หวังว่ากั๋วเว่ยจะไม่โกรธ”
แม้ว่าการแสดงจะยอดเยี่ยมเพียงใดก็ไม่อาจตบ
ตาซ่งชูอีได้ หากฮูหยินอวิ๋นคิดว่าหมี่จีเป็นแค่เด็ก
สาวรับใช้ธรรมดาในจวนของกั๋วเว่ยจริง แค่ส่งคน
มาบอกกล่าวสักคำก็สามารถพาคนไปได้แล้ว เหตุ
ใดจำเป็นต้องให้ฮูหยินมาขอด้วยตัวเองเล่า?
อย่างไรก็ดีวาจาของนางเช่นนี้กลับต้องการทำให้
ซ่งชูอีปฏิบัติต่อเด็กหญิงคนนี้ต่างออกไป การที่ฮู
หยินคนหนึ่งสามารถพูดออกมาว่า “ผู้หญิงมีไม่
มาก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่างหากที่มา
ก่อนสิ่งอื่นใด” ในขณะที่ขอนางบำเรอให้แก่สามี
ตัวเองได้นั้นนับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
“แค่ก!” ฮูหยินอวิ๋นไอแรงๆ ทีหนึ่ง
ซ่งชูอีเห็นว่ามันตลก ก้มหน้ายกชาขึ้นจิบคำหนึ่ง
“กั๋วเว่ย…” ในที่สุดจื่อเฉาก็ดึงสติกลับมา เรียก
นางเสียงพึมพำแต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
นับตั้งแต่กู่จิงจากไป ซ่งชูอีก็มักจะรู้สึกว่าตนเอง
ใจอ่อนลง เมื่อเห็นท่าทางของจื่อเฉาเยี่ยงนี้ ก็
รู้สึกทนไม่ได้เล็กน้อย
ความรักลึกซึ้งที่จื่อเฉามีต่อนางนั้นปราศจาก
ความเสียใจ ความรักเช่นนี้ยากที่จะได้รับและก็
ควรรักษาให้ดี ทว่านางกลับฆ่าน้องสาวคนเดียว
ของจื่อเฉา
ฮูหยินอวิ๋นเห็นได้ชัดว่าดวงตาของซ่งชูอีอ่อนลง
เล็กน้อยเมื่อมองไปที่จื่อเฉา จากนั้นก็ได้ยินนาง
กล่าวขึ้นว่า “ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้ดูแลจวนที่ข้า
ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อฝึกฝน ไม่อาจส่งออกไปสุ่มสี่
สุ่มห้า หากข้ามีเวลาจะไปเข้าเฝั้าฝั่าบาทเพื่อทูล
ถามความต้องการ หากฝั่าบาทมีความต้องการ
จริง ค่อยให้ฮูหยินมารับนางเข้าวังเถิด”
ครั้นพูดถึงตรงนี้ ฮูหยินอวิ๋นก็รู้แล้วว่าไม่อาจฝืน
ต่อไปได้ ยังดีที่ซ่งชูอีมิได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดซึ่ง
นับว่ายังไว้หน้านางอยู่บ้าง จากนั้นจึงไม่พูดอะไร
อีก “ลำบากกั๋วเว่ยแล้ว เช่นนั้น…พวกข้าก็ไม่
รบกวนแล้ว”
ฮูหยินอวิ๋นลุกขึ้น ทันใดนั้นจื่อเฉากลับพูดว่า “กั๋ว
เว่ย ขอเวลาคุยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
ซ่งชูอีเหลือบมองนาง ลุกขึ้นกล่าวกับฮูหยินอวิ๋น
“ฮูหยินล่วงหน้าไปก่อนเถิด ไว้ข้าจะให้คนส่งฮูหยิ
นเฉากลับวัง”
ฮูหยินอวิ๋นลังเลเล็กน้อย เมื่อครู่เห็นว่าสายตา
ของซ่งชูอีดูเหมือนมีใจให้จื่อเฉา จะปล่อยให้นาง
สนมในวังพูดคุยกับขุนนางตามลำพังได้อย่างไร?
“ได้” ฮูหยินเลือกที่จะไว้หน้าซ่งชูอี พยักหน้า
น้อยๆ นำหน้านางสนมและเด็กรับใช้จากไป
ในห้องโถงหลักเหลือเพียงพวกนางสองคน
“ท่าน” หมอกจางๆ ผุดขึ้นในดวงตาของจื่อเฉา
กล่าวด้วยความร้อนใจ “หญิงงามที่ฝั่าบาทโปรด
ปรานใช่หย่าหรือไม่? ข้าพบนางได้หรือไม่?”
ซ่งชูอีหลุบตาลง “ไม่ใช่ เฉา จื๋อหย่า…”
จื่อเฉามองดูการแสดงออกของซ่งชูอี ในใจรู้สึกได้
เลือนรางว่าสิ่งที่กำลังจะได้ยินต่อจากนี้ไม่ใช่ข่าว
ดี ร่างกายของนางแข็งทื่อ นิ้วนุ่มลื่นเหมือน
ต้นหอมกำแขนเสื้อไว้แน่น รอคอยคำตอบเงียบๆ
“ตายแล้ว”
ซ่งชูอีพ่นสองคำนี้ออกมาแผ่วเบา ทว่ามันกลับจู่
โจมหัวใจของจื่อเฉาอย่างแรง
ภายในห้องเงียบสงัด
เนิ่นนาน น้ำตาของจื่อเฉาไหลออกมาไม่ขาดสาย
มองนางด้วยสายตาว่างเปล่า เอ่ยถามด้วย
น้ำเสียงแหบแห้ง “เป็นไปได้อย่างไร…”
เดิมทีซ่งชูอีต้องการบอกความจริงจื่อเฉา ทว่าเมื่อ
เห็นท่าทางของนางเช่นนี้แล้ว ทันใดนั้นก็ฉุกคิด
ได้ว่า ไม่ใช่ทุกคนบนโลกใบนี้ที่จะมีหัวใจอัน
เข้มแข็ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถยอมรับการจาก
ลาด้วยความตายได้ บางทีควรจะปิดบังนางเรื่อง
นี้ตลอดไป
“เจ้าก็คิดเสียว่านางตายแล้วเถิด” ซ่งชูอีถอน
หายใจเอ่ย “นางอยู่ในรัฐเยียน ห่างไกลเจ้าจาก
อีกปลายฝังของพระราชวัง ชาตินี้ไม่มีวันได้พบ
กันตลอดไป เพราะข้าทำผิดต่อพวกเจ้า”
จื่อเฉาอึ้งไปครู่หนึ่งจึงจะเข้าใจความหมายแฝงใน
คำพูดของซ่งชูอี เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความยินดี
“จริงรึ? นางสบายดีก็ดีแล้ว! ท่านอย่าได้กล่าว
เช่นนี้เลย หากไม่ใช่เพราะท่าน เกรงว่าพวกข้าก็
คง…ในใจของเฉาซาบซึ้งต่อท่านมาก”
ในตอนแรกพวกนางสองคนถูกขายให้เป็น
นักแสดง มีอาหารและเครื่องดื่มให้อย่างดี ต่อมา
โชคชะตาก็ทำให้พวกนางกลายเป็นสินค้าที่ถูก
ขายให้กับตระกูลสูงศักดิ์ สำหรับเด็กหญิงที่ไร้
อำนาจอย่างพวกนางก็นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด
แล้ว
ทว่าจื๋อหย่าไม่ยอม สาบานว่าจะปกปั้องนาง
แม้ว่านางจะไม่เชื่อทว่าก็รู้จักนิสัยดื้อรั้นของจื๋อห
ย่าเป็นอย่างดี ไม่วางใจให้จื๋อหย่าออกไปท่องหล้า
ตามลำพัง ดังนั้นจึงลากร่างที่กำลังปั่วยของตน
หนีออกไปด้วยกัน ร่วมเป็นร่วมตายดุจพี่สาว
น้องสาว
คืนนั้นหลังจากที่ถูกคนไล่ล่าเป็นเวลาสองวัน
เพราะความอดอยากและหนาวเหน็บ อาการปั่วย
ของนางแย่ลง จื๋อหย่าเห็นกองเพลิง แบกนางขึ้น
หลังภายใต้ความร้อนรนเพื่อไปขอความ
ช่วยเหลือโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่คิดไม่ถึงว่า
จะพบกับกองทหาร!
จื่อเฉาจดจำแววตาดุจหมาปั่าของชายเหล่านั้นใน
ตอนนั้นได้อย่างชัดเจน
หากไม่มีซ่งชูอี พวกนางสองพี่น้องก็ต้องพบกับ
จุดจบที่ย่อยยับน่าเวทนา บัดนี้แม้ว่านางจะถูกขัง
อยู่ในวังหลัง แต่เพราะว่ากลยุทธ์ของซ่งชูอีทำให้
นางกลายเป็นผู้สร้างผลงานให้แก่รัฐฉิน ด้วยเหตุ
นี้องค์จวินจึงเคารพนางมาก นางจะต้องไม่ตก
เป็นสัตว์เลี้ยง และนางยังจำคำเตือนของซ่งชูอีได้
ตลอดเวลาว่านางต้อง “เก็บซ่อนความรู้สึก” เพื่อ
ปกปั้องและดูแลตัวเองในวังหลัง
เดิมทีจื่อเฉานึกว่าซ่งชูอีให้นางเข้าวังแล้วต้อง
เสี่ยงในการทำสิ่งต่างๆ ทว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย
มีเพียงการหลอกใช้ที่ไม่เสี่ยงอันตรายมากครั้ง
หนึ่ง ในทางกลับกันทำให้นางมีโอกาสได้เดิน
ทางไกล พบเห็นทัศนียภาพที่แตกต่างกันในใต้
หล้า และได้รับตำแหน่งที่สูงส่งหลังจากที่นาง
กลับมา…
อันที่จริงแล้วสำหรับซ่งชูอีนั้น ไม่ว่าจะหยิบยืมชื่อ
ของสาวงามคนใดก็เหมือนกัน
หากบอกว่าหลอกใช้ สู้บอกว่าช่วยนางวางกล
ยุทธ์จะดีกว่า
ซ่งชูอีหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหน้าตาให้นาง
น้ำเสียงอ่อนโยน “เฉา ดูแลตัวเองให้ดี ข้าส่งเจ้า
เข้าวัง เดิมทีก็ต้องการหลอกใช้เจ้า ทว่าก็อยาก
ให้เจ้ามีชีวิตที่ดี”
“ท่านรีบส่งข้าเข้าวังฉิน เพราะกำลังปกปั้องข้า
เช่นนั้นหรือ?” จื่อเฉาถามเสียงเบา
ใช่ แต่ก็ไม่ใช่
ซ่งชูอีเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ที่
เกิดขึ้นจริง ตอนนั้นแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่
ปลอดภัย ทำได้เพียงยืมกำลังของผู้อื่นมาปกปั้อง
ตัวเองและคนที่อยู่ข้างกาย ฉวยโอกาสตอนที่เข้า
มารัฐฉินถวายจื่อเฉาให้กับอิ๋งซื่อ ประการแรก
เป็นเพราะวังหลังของฉินกงว่างเปล่า แม้ว่าจื่อเฉา
วางแผนไม่เก่งทว่านางก็สามารถวางรากฐานใน
พระราชวังฉินได้เร็วหน่อย ได้รับความรักเก่า
จากอิ๋งซื่อมาบ้าง บางทีอาจโชคดีหรือสามารถ
ตั้งครรภ์รัชทายาทได้ ประการที่สองเพื่อตัดทอน
ความรับผิดชอบของนางเอง ประการที่สามเพื่อ
สามารถปกปั้องชีวิตของจื่อเฉาได้ดียิ่งกว่า
เมื่อเห็นดวงตาที่คาดหวังของจื่อเฉา ซ่งชูอีไม่
อธิบายอีก “อืม”
ครั้นนางให้คำตอบที่แน่วแน่ จื่อเฉาก็ยิ้มสดใส
ดวงตาที่มีน้ำตาคลอเบ้านั้นงดงามจนทำให้รู้สึก
หวั่นไหวล้ำลึก
“ข้ากินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็จะออกจากจวน
นานๆ ทีเจ้าจะได้ออกจากวัง ก็ไปเล่นที่ลาน
ด้านหลังเถิด ที่นั่นมีบ่อน้ำร้อน ให้เด็กรับใช้
ปรนนิบัติเจ้าไปแช่น้ำร้อนก็ได้” ซ่งชูอีเอ่ย
จื่อเฉาเช็ดน้ำตา “ให้เฉาได้ปรนนิบัติท่าน
รับประทานอาหารเช้าเถิด…”
นี่คือคำขอที่น่าลำบากใจมาก จื่อเฉาเป็นผู้หญิง
ของอิ๋งซื่อ หากซ่งชูอีต้องการให้นางปรนนิบัติ
ตอนกินข้าวจริงๆ แล้วแพร่งพรายออกไปก็จะ
กลายเป็นคำซุบซิบนินทา
“ไปเถิด ไปกินข้าวด้วยกัน” ซ่งชูอีเอ่ย
จื่อเฉาลุกขึ้นตามไป
หิมะข้างนอกหยุดตกแล้ว ทั้งลานกลายเป็นสีขาว
ก้อนน้ำแข็งห้อยย้อยอยู่ที่ชายคา
ขณะที่ซ่งชูอีเดินเข้าไปยังห้องอาหาร เจ้าอี่โหลว
กำลังกินอาหารเช้าอยู่กับไปั๋เริ่น เงยหน้าขึ้นเห็น
ทั้งสองคนเดินเข้ามาก็ไม่ได้พูดอะไร
“คำนับท่านแม่ทัพเจ้า” จื่อเฉาค้อมตัวเล็กน้อย
เจ้าอี่โหลวตอบรับว่าอืมอย่างเฉยเมยและไม่กล่าว
คำทักทายด้วยซ้ำ ในอดีตจื่อเฉามักจะนอนปั่วย
ติดเตียงเป็นส่วนใหญ่ตอนที่ยังอยู่กับซ่งชูอี เจ้าอี่
โหลวไม่เคยเห็นนางมาก่อนและไม่รู้
สถานะปัจจุบันของนาง อีกอย่างต่อให้เขารู้ เขา
ยังไม่มีความอดทนที่จะทักทายอิ๋งซื่อเลย แล้ว
เหตุใดต้องเกรงใจผู้หญิงของอิ๋งซื่อด้วย?
“ไม่ต้องสนใจเขา เขาก็เป็นเช่นนี้” ซ่งชูอีให้จื่อ
เฉานั่งลง สั่งให้คนนำชามและตะเกียบมาเพิ่มอีก
ชุด
อาหารเช้าเรียบง่ายมาก มีเพียงทังปิงและเครื่อง
เคียงสองอย่าง หลังจากซ่งชูอีล้างตาล้างตาด้วย
ความรวดเร็วแล้ว ก็กินเสียงดังซู้ดซ้าดไปสองชาม
ใหญ่
จื่อเฉาไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว ทว่าคนที่
นางเฝั้าคิดถึงเช้าเย็นมาอยู่ตรงหน้า เห็นนางกิน
อย่างมีความสุขเช่นนี้ก็พลอยเจริญอาหารตามไป
ด้วย จึงกินไปหนึ่งชามเต็ม
หลังจากไปั๋เริ่นกินเนื้อหมดไปหนึ่งหม้อ ในที่สุดก็
มีเวลาว่างมาหาจื่อเฉาแล้วเดินไปรอบๆ นาง
“ไปั๋เริ่นน้อย เจ้าตัวโตถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” จื่อ
เฉาลูบๆ หัวของมัน
ไปั๋เริ่นหรี่ตา ท่าทางราวกับว่าเพลิดเพลินเป็น
อย่างมาก
ซ่งชูอีเช็ดปาก โยนผ้าเช็ดหน้าลงบนโต๊ะแล้วจ้อง
ไปั๋เริ่น “ไอ้สารเลว!”
จื่อเฉาหัวเราะเบาๆ มองนางกับเจ้าอี่โหลวเดิน
ตามกันออกไปข้างนอก
ซ่งชูอีหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู หันมาพูดกับจื่อเฉา
“บัดนี้เจ้าเป็นถึงฮูหยิน ข้าก็เพียงปฏิบัติต่อเจ้าใน
ฐานะสหาย มิได้มีพิธีรีตองมาก ขอเจ้าอย่าได้ถือ
สา”
จื่อเฉาลุกขึ้นเอ่ย “ท่านไปทำธุระเถิด ไม่ต้อง
สนใจข้า”
ซ่งชูอีสั่งให้หนิงยาอยู่เป็นเพื่อนจื่อเฉา แล้วก็รีบ
ออกไปที่ว่าการ
หนิงยาพาจื่อเฉาไปชมดอกไม้ในปั่าบ๊วย ไปั๋เริ่น
ตามไปด้วยความเริงร่า
ทั้งสองคนเดินย่ำอยู่ในหิมะที่ทับถมกันหนาด้วย
ความยากลำบาก หนิงยาเอ่ยว่า “ปีนี้นายท่าน
บ่มสุราบ๊วยในปั่าบ๊วย ยังไม่ได้เติมดอกบ๊วยลงไป
ทว่าสุราที่นายท่านบ่มนั้นรสชาติหาที่ใดเปรียบ ฮู
หยินอยากกลับไปลองชิมหรือไม่?”
“อืม” มุมปากของจื่อเฉามีรอยยิ้ม เอ่ยถามว่า
“สุขภาพของท่านไม่ใคร่ดี บัดนี้ดีขึ้นแล้วหรือ
ยัง?”
“ได้รับการรักษาจากท่านหมอเปียนเชวี่ย บัดนี้
หายแล้วเจ้าค่ะ สามารถกินทังปิงสองชามใหญ่
เท่านี้ได้ทุกมื้อเลย” หนิงยายื่นมือออกมาทำท่า
ให้นางดู
จื่อเฉาอมยิ้ม
“ฮูหยินมาทาบทามพี่หมี่ไปเป็นนางสนมให้ฝั่า
บาทหรือเจ้าคะ?” หนิงยาถาม
“ข้ามาหาท่าน” หากไม่ใช่เพราะมาที่จวนของซ่ง
ชูอี นางก็จะไม่มีทางเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ “ท่าน
บอกว่าหมี่จีดูแลงานบ้านในจวนรึ เก่งมากจริงๆ”
หนิงยาพยักหน้าเอ่ย “ท่านดูคนเป็นเจ้าค่ะ! พี่หมี่
เป็นชาวฉู่ มาจากตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับฮูหยิน
รู้หนังสือมีมารยาท ทั้งยังเก่งการเดินหมาก นาย
ท่านไม่ชอบคบค้ากับคนอื่น คนจะเข้าออกใน
จวนก็ปล่อยให้นางดูแล”
“หย่าก็คงจะโหยหาชีวิตเช่นนี้ด้วยกระมัง…” จื่อ
เฉาพึมพำ
จื๋อหย่าเป็นฝันร้ายของหนิงยา นางกัดริมฝีปาก
“ท่านดีกับหย่ามาก ทั้งยังสอนให้นางรู้หนังสือ
ตอนนี้คิดดูแล้วบางทีก็เพราะมีเจตนาเช่นนี้
กระมัง…ทว่าหย่าหนีออกไปตอนที่อยู่ในรัฐเว่ย…
แล้วเกิดเรื่อง แม้ว่าท่านจะช่วยนางกลับมาทว่า
ในใจก็โกรธนางมาก”
หนิงยาไม่รู้ว่าจื๋อหย่าหายไปไหนหลังจากนั้น นาง
เดาว่าคงถูกท่านส่งออกไปข้างนอก นางเคยกังวล
เพราะเรื่องนี้อยู่นาน กลัวว่าตนจะถูกส่งออกไป
ด้วย
จื่อเฉาถอนหายใจเอ่ย “มิน่าเล่าท่านจึงไม่ยอม
บอกข้าเกี่ยวกับนาง”
จื่อเฉารู้สึกว่าซ่งชูอีมิใช่คนใจแคบอะไร หากยัง
ปล่อยวางไม่ได้จนถึงบัดนี้ เกรงว่าจื๋อหย่าคงไป
ทำอะไรให้โมโหหนักเอาเรื่อง ทว่าได้รู้ว่าจื๋อหย่า
สบายดี นางก็ไม่ต้องการสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่
ชวนอารมณ์เสียเหล่านี้อีก
กลิ่นหอมเย็นจางๆ โชยมา จื่อเฉาเงยหน้าขึ้น ผืน
ดอกบ๊วยสีแดงขนาดใหญ่สะท้อนสู่สายตา และ
รอยยิ้มที่เร่าร้อนดุจเปลวเพลิงปรากฏขึ้นใน
ดวงตาที่อ่อนโยนอยู่เสมอ
หนิงยาตะลึงงัน เอ่ยพึมพำ “ฮูหยินงาม
เหลือเกิน”