กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 308 กล้าไม่เหมือนท่านหรือ
ซ่งชูอีมาถึงที่ว่าการไม่นาน กู่หานก็มาถึง
แต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมงสีดำ ปิดหน้าด้วยผ้า
สีดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่สงบนิ่งเช่นปกติคู่
นั้น “มีข่าวส่งมาจากทางรัฐเว่ยขอรับ เว่ยอ๋อง
วางแผนที่จะส่งสวีจ่างหนิงไปเป็นเจ้าพนักงาน
ท้องถิ่น องค์รัชทายาทต้องการจะรั้งไว้ ทว่าองค์
ชายซื่อกลับสนับสนุนเว่ยอ๋อง กล่าวว่าพรมแดน
ระหว่างหานและเว่ยนั้นวุ่นวาย แนะนำให้ปล่อย
ให้สวีจ่างหนิงไปหาประสบการณ์สักปีครึ่งก่อน
เว่ยอ๋องก็ทำตามคำพูดขององค์ชายซื่อ ย้ายสวี
จ่างหนิงไปยังฉางเซ่อในฐานะจวิ้นโส่ว (ผู้ว่า
ราชการจังหวัด)”
สิ่งต่างๆ กำลังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ กลยุทธ์
ที่ซ่งชูอีเขียนขึ้นในตอนแรกนั้น แน่นอนว่ามี
ความหมายที่ลึกซึ้งและชัดแจ้ง ทำให้ผู้คนดวงตา
เป็นประกายได้ ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ใช่วาท
กรรมที่เขียนขึ้นด้วยความพากเพียรทั้งหมดที่มี
จึงพ่ายแพ้ให้แก่การสืบหาความจริงที่ลึกซึ้ง เกรง
ว่าต่อให้เว่ยอ๋องคิดว่าสวีจ่างหนิงเป็นผู้ที่มี
พรสวรรค์แต่ก็ไม่ใช่พรสวรรค์ที่โดดเด่นอะไร
รัฐเว่ยมีลูกหลานผู้สูงศักดิ์มากมาย บัณฑิตผู้มี
ความสามารถนั้นมีมากเกินไป ตำแหน่งทางการ
ในเมืองหลวงไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงไปที่รัฐเว่ยเพื่อ
แสวงหาตำแหน่ง หากมิได้เฟืองฟูขึ้นมาชั่ว
พริบตาเดียว ส่วนใหญ่ก็จะถูกปฏิเสธออกมา
ความสามารถที่สวีจ่างหนิงแสดงออกมานั้นไม่สูง
ไม่ต่ำ หากมอบตำแหน่งที่อัปยศจนเกินไป ก็จะ
บั่นทอนกำลังใจของบัณฑิตใต้หล้าที่จะเข้ามา
แสวงหาตำแหน่งในรัฐเว่ย แต่ก็ยังไม่เพียง
พอที่จะรับตำแหน่งสำคัญในต้าเหลียง ดังนั้นจึง
เป็นไปได้เก้าส่วนที่จะถูกส่งออกไปรับตำแหน่ง
เจ้าพนักงานท้องถิ่น
ซ่งชูอีคาดเดาความคิดของเว่ยอ๋องได้อย่างทะลุ
ปรุโปร่ง
ด้วยเหตุนี้ นางจึงสั่งให้สวีจ่างหนิงตีสนิทองค์รัช
ทายาทอย่างลับๆ
บัดนี้เว่ยอ๋องแก่ชราแล้ว มีองค์ชายซื่อเป็นผู้เข้า
ชิงบัลลังก์ ส่วนองค์รัชทายาทก็กะตือรือร้นที่จะ
ดึงดูดผู้ที่มีความสามารถและเห็นว่าสวีจ่างหนิงใช้
งานได้ เมื่อเว่ยอ๋องต้องการที่จะย้ายสวีจ่างหนิง
ออกไปจึงเอ่ยปากปกปั้องเขา
องค์ชายซื่อดูภายนอกสบายๆ เหมือนองค์ชายอั๋ง
แต่อันที่จริงกมลสันดานชั่วร้ายบิดเบี้ยว ขัดขวาง
มิให้องค์รัชทายาทดึงดูดผู้มีพรสวรรค์เข้ามา
มากกว่าครั้งสองครั้งแล้ว คราวนี้หาได้ยากยิ่งที่
องค์รัชทายาทจะมีความเห็นไม่ตรงกับเว่ยอ๋อง
ในเมื่อสามารถทำเป็นเชื่อฟังต่อหน้าเว่ยอ๋องและ
สามารถเผชิญหน้ากับองค์รัชทายาทได้อย่าง
โจ่งแจ้งในเวลาเดียวกัน เขาจะปล่อยให้โอกาสอัน
ยิ่งใหญ่นี้หลุดลอยไปได้อย่างไร?
องค์ชายซื่อเพราะต้องการข่มผู้ที่มีพรสวรรค์และ
ต้องการจะแย่งผู้มีพรสวรรค์มาจากองค์รัช
ทายาท ทันทีที่มีโอกาสก็จะต้องดึงเข้ามาอยู่ข้าง
ตัวเองอย่างแน่นอน
นครฉางเซ่ออยู่ตรงรอยต่อของหานและเว่ย ตาม
ข่าวจากสายลับของรัฐฉิน นายพลที่ดูแลเมือง
ใกล้เคียงมีการติดต่อใกล้ชิดกับองค์ชายซื่อ หากส
วีจ่างหนิงได้เป็นจวิ้นโส่วแห่งฉางเซ่อ จะต้อง
ติดต่อกับนายพลที่รักษาการณ์นครอย่างแน่นอน
หากสามารถนำเสนอแผนการอันชาญฉลาดได้
หลายครั้ง ไม่ช้าก็เร็วก็จะสามารถได้รับความ
ไว้วางใจจากองค์ชายซื่อ
เปั้าหมายของซ่งชูอีมิใช่องค์รัชทายาทแต่เป็นองค์
ชายซื่อ
กู่หานรับผิดชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เมื่อเรื่องมาถึง
ขั้นนี้แล้วเขาก็สามารถคาดเดาได้อยู่บ้าง เพียงแต่
งุนงงเล็กน้อยเท่านั้น “องค์รัชทายาทเป็นคน
ซื่อสัตย์ วางแผนไม่เก่ง ทั้งยังกะตือรือร้นที่จะ
แสวงหาผู้มีพรสวรรค์ ไม่ยิ่งถูกหลอกใช้ได้ง่าย
หรือ?”
“พวกเรายังมองออกว่าเขาหลอกใช้ง่าย คนอื่น
จะมองไม่เห็นหรือ?” ซ่งชูอีสอดมือเข้าไปในแขน
เสื้อพลางลูบคลำนิ้วก้อย ดวงตาเงียบสงบราวกับ
สระน้ำ “มีเว่ยอ๋องอยู่เบื้องหน้า หมิ่นฉือจะต้อง
เลือกที่จะสนับสนุนองค์รัชทายาทเป็นแน่!”
หากเลือกได้ กุนซือทุกคนต่างไม่ต้องการมีองค์
เหนือหัวที่เข้มแข็งและมีความคิดเห็นมาก
จนเกินไป เว่ยอ๋องและองค์ชายซื่อล้วนเป็นเช่นนี้
ทว่าองค์รัชทายาทมีนิสัยตรงกันข้าม ทันทีที่
สามารถเป็นแขนซ้ายแขนขวาของเขาได้ แม้ว่า
เขาจะไม่ฟังสิ่งที่แนะนำ แต่ก็จะพึ่งพากุนซื
อเป็นอย่างมาก
หากเอาใจตนไปวัด หากซ่งชูอีอยู่ในรัฐเว่ยก็เลือก
ที่จะสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน
องค์รัชทายาทรัฐเว่ยมีชื่อเสียงในด้านที่ดี ทว่า
ปรับตัวได้ไม่เก่งพอ หากมีผู้ช่วยที่ชาญฉลาด ใน
อนาคตก็จะสามารถเป็นจวินที่ดีองค์หนึ่ง ส่วน
องค์ชายซื่อ หากตัดสินจากการกระทำที่เขามีต่อ
องค์รัชทายาทซ้ำๆ แล้วก็เป็นคนใจร้อน ค่อนข้าง
มีความคิดคล้ายกับเสด็จพ่อในวัยหลังสี่สิบห้าปี
ของเขา
“ไปบอกสวีจ่างหนิง ผู้กระทำการใหญ่ จำต้องใจ
เย็น วันเวลายังอีกยาวไกล” ซ่งชูอีเอ่ย
“ขอรับ!” กู่หานเอ่ยต่อ “กั๋วเว่ยคาดเดาถูกต้อง
องค์รัชทายาทมีความตั้งใจที่จะดึงหมิ่นฉือ คนที่
ถูกจับในหลีสือชื่อว่าอิ่นชวน มือสังหารสาวที่ตาย
ไปแล้วมีชื่อว่าจื่อชวน พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้
อารักขาลับที่องค์รัชทายาทแห่งรัฐเว่ยองค์ก่อน
เลี้ยงไว้ ต่อมาก็มีองค์รัชทายาทรับช่วงต่อ! ตอน
นั้นที่หมิ่นฉือเดินทางเข้าสู่ปาสู่ก็พาคนเหล่านี้ไป
นอกเหนือจากอิ่นชวนและจื่อชวนแล้ว ที่เหลือ
ล้วนสิ้นชีพในปาสู่”
“อิ่นชวน…” ซ่งชูอีกล่าวชื่อนี้ซ้ำๆ นึกขึ้นมาได้
เลือนราง เหมือนเจ้าอี่โหลวบอกว่าได้รับ
“เหลียวจื่อ” เล่มนั้นมาจากพ่อค้ารัฐเว่ยที่มีชื่อ
ว่าอิ่นชวน
นางบ่นพึมพำ “หากถามไม่ได้ความก็ฆ่าเสียเถิด”
แม้ว่าความภักดีของมือสังหารชาวเว่ยสองคนนี้
ทำให้กู่หานนึกถึงกู่จิง ทว่าเขายังคงไม่มีความ
ลังเลแม้แต่น้อย “ขอรับ!”
ซ่งชูอีมองเขา ยังต้องการกล่าวอะไรบางอย่างแต่
ในที่สุดกลับเอ่ยเพียง “ไม่มีเรื่องอื่นแล้วก็ออกไป
เถิด”
“ขอรับ!” กู่หานค้อมตัวถอยออกไป
เขาเป็นคนที่ระมัดระวังและเข้มงวดมาโดยตลอด
เมื่อตอนที่ยังมีกู่จิงยังดีหน่อย แต่นับตั้งแต่กู่จิ
งจากไปแล้ว เขาก็ยิ่งระมัดระวังและเงียบขรึม
กว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ ซ่งชูอีต้องการจะเอ่ยคำปลอบใจ
อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นพี่น้องที่ยาวนาน
หลายปีของพวกเขา ไม่ว่าจะพูดอะไรก็เห็นได้ชัด
กว่าไม่สะทกสะท้าน
“กั๋วเว่ย ท่านอ๋องเรียกพบขอรับ” คนมีรายงาน
อยู่ข้างนอก
ซ่งชูอีจัดกระชับเสื้อผ้า คลุมเสื้อคลุมแล้วเดิน
ออกไป
หิมะหนักปกคลุมทั่วทั้งพระราชวังเสียนหยาง
ขาวโพลนทั่วบริเวณแต่ไม่ทิ้งความสง่างาม
อิ๋งซื่อยังคงพบนางที่หอคอย
นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งชูอีมาที่นี่ตั้งแต่สงครามหลีสือ
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
“ถวายบังคมองค์จวิน” ซ่งชูอีค้อมตัวเอ่ย
“นั่ง” อิ๋งซื่อวางพู่กันลง
หลังจากซ่งชูอีนั่งลงแล้ว เงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้า
ที่เย็นชาเช่นเคย เพียงแต่ขมับสองข้างมีผมขาว
แซมเล็กน้อย “ช่วงนี้ฝั่าบาทสุขภาพไม่ดีรึ?”
“ไม่มีอะไร” นัยน์ตาสีเข้มของอิ๋งซื่อมองไปที่ซ่งชู
อีอย่างลึกซึ้งครู่หนึ่ง “กระปรี้กระเปร่ากว่าหลาย
เดือนก่อนมาก”
วาจานี้ไม่รู้ว่าหมายถึงตัวเขาเองหรือนาง
“อา” ซ่งชูอีตบหน้าตัก รีบประสานมือเอ่ย “ขอ
แสงความยินดีกับองค์จวินที่ได้ลูกชายลูกสาวฝา
แฝดพ่ะย่ะค่ะ”
มีรอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วและดวงตา
ของอิ๋งซื่อ ในฐานะพ่อครั้งแรก ครั้นเอ่ยถึงเจ้าตัว
เล็กที่นุ่มนวลคู่นั้น ความเย็นชาและเฉียบคมของ
เขาลดลงไปมาก “หลังจากผ่านไปร้อยวัน กั๋วเว่ย
ก็ไปเยี่ยมสิ หน้าตาของพวกเขาเหมือนพ่อมาก”
ซ่งชูอีคิดในใจ ท่านเผด็จการขนาดนั้น จะกล้าไม่
เหมือนท่านหรือ!
“ขอแสดงความยินดีกับองค์จวิน” ซ่งชูอีเอ่ย
ขันทีเถาเตือนสติเสียงเบา “กั๋วเว่ย ควร
เปลี่ยนเป็นเรียกว่าท่านอ๋องได้แล้ว!”
ซ่งชูอีมองดูอิ๋งซื่อ ยิ้มเอ่ยว่า “เปลี่ยนในเวลานี้
แล้วจะมีความหมายอะไร! จวินก็ดี อ๋องก็ดี
สุดท้ายแล้วก็เป็นองค์
จวินแห่งฉินตะวันตกอยู่ดี ในใจของกระหม่อม
อ๋องแห่งใต้หล้าไม่ได้มีหมายความเช่นนี้!”
ความหมายของนางก็คือ บัดนี้อิ๋งซื่อก็ยังคงเป็น
องค์จวินแห่งรัฐฉินในหล่งซี มันก็เป็นเพียงการ
เปลี่ยนวิธีเรียกเท่านั้น ไม่ได้สำคัญนัก ในสายตา
ของนาง วันใดที่อิ๋งซื่อได้เป็นองค์เหนือหัวที่
ปกครองใต้หล้าต่างหาก “ท่านอ๋อง” สองคำนี้จึง
จะมีความหมายอย่างแท้จริง ตอนนี้เป็นเพียงการ
หยิบขึ้นมาเรียกให้คล่องปากก็เท่านั้น
ขันทีเถาเหลือบมองอิ๋งซื่อเงียบๆ เขารู้ดีว่าฝั่าบาท
เกลียดคนที่ไม่รักษากฎเกณฑ์มากที่สุด เหตุผลที่
ฝั่าบาทเกลียดฮูหยินหวานก็เพราะว่านางหยิ่ง
ผยองและหยาบคาย
“ฮ่าๆๆ!”
คาดไม่ถึงว่าอิ๋งซื่อจะปรบมือและหัวเราะเอ่ย
“เยี่ยมนัก! ความยิ่งใหญ่ของกั๋วเว่ยตรงกับใจของ
กว่าเหรินนัก องค์จวินหรือท่านจวินก็ไม่มีสิ่งไหน
ผิด”
จะหารือเรื่องในสวนหลังบ้านกับราชสำนักได้
เยี่ยงไร? ระบบกฎหมายของบ้านเมืองไม่อาจ
แตกหัก ทว่าในฐานะองค์
จวินที่มีความทะเยอทะยานคนหนึ่งก็ไม่ชอบขุน
นางที่ยึดกฏตายตัวไม่ยอมยืดหยุ่น ในเวลาที่ควร
มีความเฉียบคมก็ต้องมีความเฉียบคม มิฉะนั้นจะ
หารือเกี่ยวกับการพัฒนาได้เยี่ยงไร?!
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ฝั่าบาทเรียกเข้าเฝั้า ไม่ทราบว่ามี
เรื่องใด?”
“เรื่องการปฏิรูปกองทัพ” อิ๋งซื่อชี้ไปยังตั่งตัวหนึ่ง
ที่ใกล้พวกเขามากที่สุด “ไปคุยกันข้างหน้า”
ซ่งชูอีลุกขึ้นแล้วเข้าไปนั่ง จวินและขุนนางสอง
คนจับเข่าคุยกัน
การทหารเป็นสิ่งสำคัญของบ้านเมือง การปฏิรูป
ระบบทหารถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของ
บ้านเมือง การตัดสินใจทุกครั้งต้องกระทำอย่าง
ระมัดระวัง
การเผชิญหน้าระหว่างสองกองทัพไม่ว่าจะเป็น
การปิดล้อมหรือการต่อสู้แบบตัวต่อตัว
จำเป็นต้องมีคำสั่ง ดังนั้นวิธีการต่อสู้ที่สำคัญคือ
“รูปแบบการทหาร” เช่นรูปแบบของกองทัพเว่ย
ที่สามารถพิชิตทุกอุปสรรคได้ก่อนหน้านี้ วิธีการ
สร้างรูปแบบทางทหารที่สามารถสังหารศัตรูได้
อย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของ
การฝึกทหาร
ซ่งชูอีรู้จักศิลปะแห่งสงคราม เก่งด้านจัดการ
กองทัพ “ทฤษฎีโค่นรัฐ – รุกและรับ” เป็นบทที่
อุทิศให้กับรูปแบบการทหาร แต่เพียงมันยึดครอง
พื้นที่ไปเสียหนึ่งในห้าของทั้งเล่มแล้ว
ยุคสมัยชุนชิวเชิดชูสุภาพบุรุษที่มีความเมตตา
กรุณาและศีลธรรม เมื่อสองรัฐจะทำสงครามกันก็
ต้องลงนามหนังสือสงครามก่อน หลังจากที่ฝั่าย
ตรงข้ามตกลงแล้วจึงจะพูดคุยเกี่ยวกับสถานที่รบ
ทั้งสองฝั่ายยืนยันจำนวนคน จากนั้นรอให้ทั้งสอง
ฝั่ายมาถึงสถานที่รบและจัดตั้งกองทัพก่อนที่
สงครามจะเริ่มขึ้น นอกจากนี้ยังหมายความว่า
ภูมิปัญญาทั้งหมดของผู้เป็นนายจำเป็นต้องใช้ใน
กองทัพเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับ
ตาลปัตร สถานการณ์การต่อสู้สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้และสนับสนุนการวางแผน
หลอกลวง แต่ละรัฐมิได้ต่อสู้กันเพียงในแง่ของ
รูปแบบกองทัพเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมี “ตำรา
พิชัยสงครามซุนจื่อ” ขึ้น
“ฝั่าบาท ค่ำแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเถาเตือนสติ
บัดนี้เผลอคุยมามากว่าหนึ่งชั่วยามโดยไม่รู้ตัว
แล้ว
อิ๋งซื่อรินน้ำแก้วหนึ่งให้ซ่งชูอี “พักก่อนค่อยคุย
ต่อ”
“อืม” ซ่งชูอีดื่มรวดเดียวจนหมด ทันใดนั้นก็นึก
ถึงเรื่องเมื่อเช้านี้ อาศัยจังหวะว่างนี้ถามขึ้น “ฝั่า
บาทคิดว่าหมี่จีที่อยู่ในจวนของกระหม่อมมี
หน้าตาอย่างไร?”