กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 315 ชีวิตโดดเดี่ยวของข้า
อิ๋งซื่อพ่นลมหายใจช้าๆ “เข้ามาเถิด”
ขันทีเถาผลักประตูเข้ามา วางเอกสารสิบกว่า
ม้วนลงบนโต๊ะ เหลือบเห็นว่าสีหน้าของอิ๋งซื่อไม่มี
ความสุขก็ค้อมตัวออกไปทันที แล้วปิดประตูลง
อิ๋งซื่ออ่านรอบหนึ่งและเห็นว่ามันไม่ใช่เอกสาร
ด่วน จึงละทิ้งไว้ชั่วคราว จากนั้นก็พูดกับซ่งชูอี
“อิ๋งสี่ได้ผ่านวัยจี๋จีมาแล้ว”
ซ่งชูอีหัวใจเต้นรัว ฝั่าบาทคงมิได้คิดที่จะจับคู่องค์
หญิงอิ๋งสี่กับเจ้าอี่โหลวอีกกระมัง!
“จี๋อวี่เป็นคนที่ติดตามเจ้ามา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขามี
ภรรยาที่บ้านเกิดไหม?” อิ๋งซื่อถาม
ซ่งชูอีถอนหายใจโล่งอก “ฝั่าบาทโปรดปรานจี๋อวี่
รึ?”
“แม้จะเป็นชายแข็งแกร่งทว่าอายุมากไปหน่อย”
อิ๋งซื่อนั่งลงข้างเตียง มีความจนปัญญาในน้ำเสียง
เล็กน้อย “ทว่าน้องสาวชอบเขา ยืนกรานที่จะ
แต่งงานกับเขา คราวนี้ยังตามเขาไปสงบความ
วุ่นวายในอี้ฉวีด้วย สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องชั่วชีวิต
ของนาง ข้าไม่อาจเข้ามายุ่มย่ามได้”
ซ่งชูอีก็ค่อนข้างรู้สึกดีกับองค์หญิงเฉลียวฉลาดผู้
นั้น นอกเหนือจากสถานะอันสูงศักดิ์แล้ว ในแง่
ของอุปนิสัยและคุณธรรมก็ไม่ทำให้จี๋อวี่ต้องอับ
อายแน่นอน
อย่างไรก็ดีอิ๋งซื่อค่อนข้างอยู่เหนือความ
คาดหมายของซ่งชูอี ในสายตาของนาง อิ๋งซื่อ
เป็นองค์จวินและเป็นนักการเมืองที่ยอดเยี่ยม
โดยปกติมักจะเอ่ยวาจาเฉยชา เวลาที่มีความเห็น
สอดคล้องกันก็อาจจะเผยสีหน้าสดใสบ้าง แต่
ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมีมนุษยธรรมมากเพียงนี้
“เขาเคยมีภรรยามาก่อนทว่าจากโลกนี้ไปหลายปี
แล้ว เพราะเหตุใดหรือ องค์หญิงไม่ชอบท่านแม่
ทัพเจ้าที่ฝั่าบาทโปรดปรานเช่นนั้นหรือ?” ซ่งชูอี
บอกไม่ถูกว่าตนรู้สึกอย่างไร เรื่องนี้จะจบลง
เช่นนี้ก็ได้ซึ่งนางก็ยินดี แต่ก็รู้สึกว่าเจ้าอี่โหลว
ของนางยังหนุ่มแน่นมีอนาคต หน้าตาก็หล่อเหลา
องค์หญิงอิ๋งสี่ไม่ชอบนับว่าสายตามีปัญหาจริงๆ!
“ท่านแม่ทัพเจ้าเป็นอาจารย์อาของน้องสาว มี
ปัญหาบางประการในแง่ของความอาวุโส” อิ๋งซื่อ
นวดคลึงขมับ หลับตาแห้งๆ ลง “น้องสาวพึ่งพา
เสด็จพ่อตั้งแต่เล็ก ฉะนั้นจึงชอบผู้ชายที่ละม้าย
กับเสด็จพ่อกระมัง”
ซ่งชูอีเอ่ย “กระหม่อมยังนึกว่าฝั่าบาทเหมือนจวิ
นองค์ก่อนเสียอีก”
“ข้ารึ” รอยยิ้มของอิ๋งซื่ออบอุ่น น้ำเสียงก็
อ่อนโยนกว่าปกติเล็กน้อย “ข้าแค่หน้าตาคล้าย
เสด็จพ่อ ทว่าอารมณ์นั้นกลับตรงกันข้ามโดย
สิ้นเชิง ในบรรดาพี่น้อง อิ๋งจี๋มีนิสัยใจคอเหมือน
ที่สุด ให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองอย่างจริงจัง
แต่โดยปกติกลับเป็นคนสบายๆ”
“บัดนี้ฝั่าบาทก็ค่อนข้างสบายๆ” ซ่งชูอียิ้มเอ่ย
อิ๋งซื่ออึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หลุดขำ เขาเองก็ไม่รู้
ว่าเหตุใดจึงรู้สึกผ่อนคลายลง
รู้สึกสบายใจอย่างมาก อย่างไรก็ดีทันทีที่กำจัด
ความแข็งกร้าวตามปกติได้แล้วก็รู้สึกเหนื่อยล้า
อย่างอธิบายไม่ถูก ดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงใน
ร่างกายถูกสูบออกไปจนหมดและเหลือเพียง
เปลือกที่ว่างเปล่าเท่านั้น ไม่อยากแม้แต่จะขยับ
นิ้ว
“เจ้าร่างกายไม่ดี ดื่มน้ำแกงผ่อนคลายถ้วยนี้แล้ว
นอนต่อเถิด” อิ๋งซื่อลุกขึ้นไปหยิบถ้วยยาที่อุ่นอยู่
บนหม้อ ครั้นตรวจสอบว่าอุณหภูมิกำลังดีก็ยื่นไป
ที่ปากของนาง
องค์จวินปั้อนยาด้วยตัวเอง ต่อให้มียาพิษก็ยัง
ต้องดื่มอย่างมีความสุข! ทว่าวันนี้ซ่งชูอีไม่ใคร่
อยากใส่ใจความแตกต่างจวินและขุนนางสัก
เท่าใด
นางก็ไม่รู้ว่าด้วยสถานการณ์ของนางในตอนนี้
ต้องนอนเท่าใดจึงจะพอ ทว่านอนมากเกินไปก็ไม่
สบายตัว “ฝั่าบาท บัดนี้กระหม่อมไม่ค่อยอยาก
นอนเท่าใด สู้คุยกันดีกว่า”
“ก็ได้” อิ๋งซื่อวางถ้วยยาลง เดินอ้อมไปด้านหลัง
ผ้าม่านที่ห้อยลงมาเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
ซ่งชูอีได้ยินเสียงสวบๆ สาบๆ ในใจคิดว่าฝั่าบาท
คงมิได้คิดจะนอนร่วมเตียงกับขุนนางดอกกระมัง!
หากเป็นเพียงมิตรภาพระหว่างจวินและขุนนาง
นางก็ไม่รังเกียจ ทว่า…ทว่า…ในสมองของนาง
เต็มไปด้วยเงาของเจ้าอี่โหลวลอยไปลอยมา หาก
เขารู้เรื่องนี้ละก็ไม่มีทางกู้สถานการณ์กลับคืนมา
ได้แล้ว…
เป็นกังวลก็ส่วนเป็นกังวล ซ่งชูอีรู้สึกเสียใจในใจ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากตอนนี้สามารถมองเห็น
ก็จะดีไม่น้อย ไม่แน่ว่าอาจเป็นขวัญตาเสียหน่อย
อิ๋งซื่อเดินออกมาจากฉากกั้น สวมเสื้อคลุมแขน
กว้างสีดำ ผมเผ้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อยก่อน
หน้านี้บัดนี้ถูกปล่อยสยายอยู่บนไหล่ คิ้วตายังคง
เฉียบคมเหมือนปกติ เพียงแต่ลายเส้นบนใบหน้า
ดูอ่อนโยนลง
“ฝั่าบาท เรื่องงานอภิเษกขององค์หญิงอิ๋งสี่ที่
ท่านกล่าวเมื่อครู่ ตกลงกันแล้วรึ?” ซ่งชูอีเอ่ย
ถาม
อิ๋งซื่อนั่งลงด้านหน้าโต๊ะ ยกชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง
“ชาถ้วยนั้นคงเย็นแล้วกระมัง? ฝั่าบาทละเลย
สุขภาพของตัวเองเกินไปแล้ว” ซ่งชูอีไม่ได้ยิน
เสียงรินน้ำของเขา บัดนี้เป็นช่วงเวลาเก้าวันที่
หนาวที่สุด วิธีดื่มน้ำเช่นนี้ หากกระเพาะของเขา
ยังดีอยู่จึงจะเป็นเรื่องแปลก
“การเผาไหม้ของเตานั้นแห้งมาก” อิ๋งซื่อวางถ้วย
ลง ตอบคำถามก่อนหน้านี้ “ข้าไม่มีความคิดเห็น
ที่เห็นด้วยหรือคัดค้าน หากนางสามารถเกลี้ย
กล่อมผู้อาวุโสในราชวงศ์ได้ ข้าก็เพียงมอบ
กฤษฎีกาการแต่งงานเท่านั้น”
ซ่งชูอีไม่แสดงความคิดเห็น ด้วยนิสัยและวิธีการ
ของอิ๋งซื่อ เรื่องนี้ขอเพียงเขาพยักหน้า ใครจะ
กล้าเอ่ยคำว่า “ไม่”? เรื่องที่สามารถทำให้เขาไม่
ยินดีที่จะตัดสินใจง่ายๆ เช่นนี้จะต้องเป็นเรื่องที่
เขาระวังระวังและไม่สามารถตัดสินใจได้เป็นแน่
ดังนั้นนางก็ไม่พูดมากอีก เพียงกล่าวว่า “ฝั่าบาท
พูดเพียงให้กระหม่อมมีชีวิตอยู่ต่อไป ฝั่าบาทเอง
ก็ต้องดูแลพระวรกายเช่นกัน หากไม่มีฝั่าบาท
กระหม่อมก็ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้”
อิ๋งซื่อพิงอยู่บนที่พักแขน มองดูใบหน้าด้านข้าง
ของนางภายใต้แสงไฟจากที่ไกลๆ เงียบไปสักพัก
ก่อนที่จะตอบว่า “ได้”
แสงจันทร์เยือกเย็นสว่างสดใส ภายในพระ
ตำหนักเงียบสงัด มีเพียงเตาอั้งโล่ที่ส่งเสียงดัง
เปรี๊ยะๆ เป็นครั้งคราว
ซ่งชูอีนอนอยู่บนเตียง ผ่านไปไม่นานก็เริ่มง่วง
ท่ามกลางความสะลึมสะลือนั้น ก็ได้ยินเสียง
ประตูเปิดและปิดลงจึงรู้ว่าอิ๋งซื่อจากไปแล้ว
ขันทีเถาสั่งให้บ่าวถือโคมไฟ กระซิบถามอิ๋งซื่อ
“ท่านอ๋องต้องการเสด็จไปที่ใด?”
อิ๋งซื่อเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์สว่างสุกใส
“หอคอย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงฝีเท้าดังชัดเจนเป็นพิเศษภายในค่ำคืนอัน
เงียบสงัด บ่าวรับใช้มากมายล้อมรอบตัวเขา
พวกเขาทั้งหมดต่างโค้งหลังเล็กน้อย เขาเป็นคน
เดียวที่ตัวตั้งตรงเหมือนไม้ไผ่ ลมหนาวพัดเส้นผม
สีดำที่กระจัดกระจาย แผ่นหลังนั้นหนาวเหน็บ
และเงียบเหงาเช่นเคย
คำพูดของซ่งชูอีเมื่อครู่เตือนสติเขา หากเขายอม
ละทิ้งหัวใจอันเผด็จการแห่งเจ้าเหนือหัวได้ เขาก็
สามารถเป็นคนสบายๆ มากได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดีเขาไม่สามารถทำได้ การเพลิดเพลิน
กับความสงบสุขจะทำให้ผู้คนยากลำบากกว่าเดิม
เป็นเท่าตัว เขากลัวว่าตัวเองจะมีช่วงเวลาที่
ยากลำบากมากกว่าเดิมในอนาคตแสนยาวไกล
เขาต่อสู้เพื่ออำนาจเพราะว่าเขามีความ
ทะเยอทะยาน แต่มันก็ถูกบังคับโดยสถานการณ์
โดยรวมเช่นกัน เพราะว่าหากไม่เดินหน้าก็รอที่
จะเป็นเหยื่อให้ผู้อื่น! ไม่แย่งชิงก็มีแต่รอความ
วอดวาย!
รัฐฉินพยายามที่จะลุกขึ้นจากความตายด้วยการ
อุทิศชีวิตของคนสองรุ่น รัฐที่เปียมด้วยชีวิตชีวา
เช่นนี้ตั้งอยู่บนไหล่ของอิ๋งซื่อ เขาจำต้องแบกมัน
ไว้และต้องรักษาความแข็งแกร่งของมันต่อไป ไม่
สามารถทำให้การอุทิศตนของสองชั่วอายุคนต้อง
สูญเปล่า ยิ่งไม่สามารถให้ชาวฉินต้องใช้ชีวิต
ภายใต้สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอีก!
เขาจำต้องแบกรับชะตากรรมของรัฐฉินและ
ชะตากรรมของชาวฉินเพียงลำพัง ด้านหน้าเต็ม
ไปด้วยขวากหนาม ด้านหลังก็เป็นหน้าผาสูงชัน
อ่อนแอไม่ได้ ถอยกลับไม่ได้ ลังเลไม่ได้
เขารับรู้ถึงความรักพิเศษที่มีต่อซ่งชูอีมาโดย
ตลอด การใช้งานนางนั้น นอกเหนือจากเพราะ
ชื่นชมความสามารถของนางแล้วก็มีความรู้สึก
ส่วนตัวเจือปนอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งลังเลที่
จะทำตามใจตัวเอง
สำหรับเขาแล้ว ความรักของหนุ่มสาวเทียบไม่
เท่าสหายรู้ใจ เขาเป็นถึงองค์จวินผู้กล้าหาญย่อม
ไม่กระทำเรื่องชู้สาว ทั้งรู้ด้วยว่าหากเด็ดปีกของ
ซ่งชูอีแล้วขังนางไว้ที่วังหลัง สิ่งที่ได้กลับคืนมาก็มี
แต่ความเกลียดชังเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นก็จะ
สูญเสียซ่งชูอีผู้สดใสและไม่ใช่ผู้หญิงที่หัวใจของ
เขาคะนึงถึง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเขาจะทำตามความคิดชั่ววูบ
นี้ได้อย่างไร?
ในเมื่อไม่อาจทำตามใจตัวเองได้ เช่นนั้นก็อย่า
ออกนอกลู่นอกทางจะดีกว่าหรือแม้กระทั่งอย่ามี
ความรู้สึกเลย เพราะหากไม่ได้ลิ้มลองแล้วก็จะไม่
รับรู้ถึงรสชาติของมันและจะไม่ขอมันเพิ่มอีก
ไฟในคอหอยค่อยๆ สว่างขึ้น
ขันทีเถาเห็นว่าสีหน้าของอิ๋งซื่อแปลกไปจากปกติ
จึงเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “เอกสารอยู่ในห้อง
บรรทม ถ้าอย่างไรฝั่าบาทพักผ่อนเร็วหน่อยดี
ไหมพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นไม่ได้คำตอบ เขาก็ลองถามดูอีกครั้ง “ถ้า
อย่างไรให้คนส่งน้ำแกงผ่อนคลายเข้ามาไหมพ่ะ
ย่ะค่ะ?”
ตามประสบการณ์ของขันทีเถา หากอิ๋งซื่อไม่มี
อะไรทำแต่กลับไม่ไปพักผ่อน จะต้องนอนไม่หลับ
เป็นแน่
อิ๋งซื่อเกาะอยู่ที่ราว มองดูดวงจันทร์สุกใสแห่ง
นครเสียนหยาง หลังจากเงียบงันเนิ่นนานก็เอ่ย
ขึ้นว่า “ไปเถิด”
ราตรีที่เงียบงันนี้ก็มีคนที่นอนไม่หลับเหมือนเขา
เช่นกัน
ภายในจวนกั๋วเว่ย เจ้าอี่โหลวในเสื้อคลุมสีขาวยืน
กอดอกอยู่ใต้ทางเดิน สายตามองต่ำไม่รู้ว่ามอง
ไปยังที่ใด ไปั๋เริ่นหมุนตัวไปมารอบๆ อยู่ในลาน
ประเดี๋ยวมานอนลงข้างเท้าเจ้าอี่โหลว ประเดี๋ยว
ก็ไปเกลือกกลิ้งบนพื้นหิมะจนเนื้อตัวเปือนหิมะ
“ท่านแม่ทัพพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ก็ไปรับนาย
ท่านกลับจวนได้แล้ว” หลายวันนี้ในที่สุดหนิงยา
ก็เข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้นอนห้อง
เดียวกันกับนายท่านเป็นประจำ แม้จะตกใจทว่า
ไม่นานก็สงบสติอารมณ์ได้ ไม่ว่านายท่านจะเป็น
ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่สำคัญ ขอเพียงนายท่านยัง
เป็นนายท่านก็พอ
เจ้าอี่โหลวมิได้ตอบคำ มองดูไปั๋เริ่นที่มานอนข้าง
เท้าเขาอีกครั้ง เอ่ยเสียงเบา “เจ้าก็อยากไปหา
นางสินะ”
ไปั๋เริ่นเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำกลมคู่หนึ่งจ้องมาที่
เขาอย่างกระวนกระวาย
ทันใดนั้นหนิงยาก็นึกขึ้นมาได้ “หา! ข้าลืมให้
อาหารเย็นมัน!”
พูดพลางก็ยกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งแจ้นไปยัง
ห้องครัว ไปั๋เริ่นกระดิกหางทันทีและวิ่งตามนาง
ไปอย่างมีความสุข
เจ้าอี่โหลวถอนหายใจยืดยาว หนิงยาติดตามซ่งชู
อีมานาน ถึงได้กลายเป็นตัวทำลายความสนุก
เช่นนี้!
เขานอนไม่หลับทั้งคืน
หลังจากประชุมราชสำนักในช่วงเช้า อิ๋งซื่อก็สั่ง
ให้หมอหลวงตรวจอาการของซ่งชูอี หลังจาก
มั่นใจว่าไม่เป็นไรแล้วก็ให้คนส่งนางกลับจวน
บัดนี้เจ้าอี่โหลวรออยู่หน้าประตูวังแล้ว
“หวยจิน!” เมื่อเขาขึ้นรถและเห็นว่าดวงตาของ
ซ่งชูอีมีแถบผ้าปิดอยู่ ความทุกข์ใจทั้งหมดก็ถูก
โยนหายไปในอากาศเพียงชั่วพริบตา “ตาของเจ้า
เป็นอะไร?”
อิ๋งซื่อสั่งให้คนส่งจดหมายมา กล่าวเพียงว่าซ่งชูอี
จะพักค้างคืนทว่ามิได้บอกว่านางเกิดปัญหาอะไร
“ไม่มีอะไร” ซ่งชูอีสัมผัสมือของเขา “แค่โรคเก่า
กำเริบ หมอหลวงกล่าวว่าไม่มีปัญหาอะไร
เพียงแต่หิมะหลายวันนี้แสบตาเหลือเกิน จำต้อง
หลบเลี่ยง”
เจ้าอี่โหลววางใจลงมาเล็กน้อย แต่เนื่องจากมีคน
อยู่รอบตัวมากเกินไป จึงกล่าวเพียง “กลับจวน
ค่อยคุยกันเถิด”
ซ่งชูอีพยักหน้า ในใจเริ่มสงสัยบางอย่าง นางมอง
อะไรไม่เห็นและนอนไม่ค่อยหลับ ทั้งยังรู้สึกได้
เลือนรางว่าเวลาไม่ตรงกับที่ฝั่าบาทบอก แต่หาก
ฝั่าบาทโกหก นั่นเป็นเพราะเหตุใดเล่า?
นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในระยะหลังทั้งหมด
อย่างระมัดระวัง ทุกอย่างก็ปกติดีนี่นา!
……
เรื่องที่ซ่งชูอีค้างแรมภายในพระราชวังถูกอิ๋งซื่อ
ปิดบังไว้ ขุนนางภายนอกไม่รู้ทว่าวังหลังก็ยังมีคน
ได้รับข่าวแล้ว
โครม!
เสียงข้าวของเครื่องใช้ในตำหนักที่แตกเป็นเสี่ยงๆ
ดังสนั่น จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงเด็กร้องไห้
“หวังโฮ่วอย่าทรงกริ้วเลยเพคะ!” บ่าวรับใช้ไม่รู้
ว่าเพราะเหตุใดกั๋วโฮ่วจึงบันดาลโทสะกะทันหัน
ทุกคนทั้งหมดล้วนหมอบลงกับพื้นด้วยความกลัว
ดวงตาของเว่ยหว่านลุกโพลง ไม่เคยมีใครในวัง
หลังที่สามารถอยู่ในห้องบรรทมของท่านอ๋องได้
บัดนี้ขุนนางชายกลับประเดิมเป็นคนแรก!
“หวังโฮ่วโปรดทำใจให้เป็นกลาง บ่าวมีเรื่อง
ต้องการจะพูดพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนหนึ่งกล่าวขึ้น
เว่ยหว่านโบกมือ “ทุกคนออกไปก่อนเถิด”
บ่าวรับใช้ทุกคนต่างถอยออกไป เว่ยหว่านทรุด
ตัวลงนั่งบนที่นั่ง กล่าวอย่างอ่อนแรง “ว่ามา”
ขันทีคนนั้นกล่าวว่า “ถือเป็นเรื่องดีที่ฝั่าบาทและ
ขุนนางใช้เตียงร่วมกัน หวังโฮ่วจะทรงพริ้วไปใย
พ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยหว่านขมวดคิ้ว เหลือบมองขันทีผู้นั้นด้วย
สายตาเย็นชา “ต้องให้เจ้ามาตั้งคำถามข้าด้วย
รึ?!”
“บ่าวมิกล้า!” ขันทีรีบขอโทษแล้วเอ่ยว่า “บ่าว
เพียงแค่คิดแทนหวังโฮ่ว! หวังโฮ่วเข้าใจนิสัยของ
ฝั่าบาทมากเหลือเกิน จะต้องรู้ว่าหากเรื่องนี้ถึงหู
ของฝั่าบาท พระองค์จะต้องทรงกริ้วเป็นแน่ ท่าน
เป็นหวังโฮ่วผู้สูงศักดิ์ บัดนี้ยังให้กำเนิดรัชทายาท
ไม่มีใครในวังหลังเทียบได้ แม้ว่าฝั่าบาทจะเย็นชา
เป็นบางครั้ง แต่สถานะของท่านจะไม่สั่นคลอด
แน่พ่ะย่ะค่ะ! ต่อให้ท่านมิได้ทำลายความโปรด
ปรานของฝั่าบาท ทว่าหากทำให้ฝั่าบาทขุ่นเคือง
ก็จะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป ขอท่านทรงพิจารณา
ด้วย!”
เว่ยหว่านสงบสติอารมณ์ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
ซับน้ำตา ก้มหน้าเหลือบมองขันทีผู้นั้น สอดมือไว้
ในแขนเสื้อแล้วเอ่ยขึ้นเชื่องช้า “เหตุใดเมื่อก่อน
ข้าถึงไม่รู้ว่ามีขันทีที่ฝีปากเก่งกล้าเพียงนี้? เงย
หน้าขึ้นมาซิ”
ขันทีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ
เว่ยหว่านสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าขันทีที่อยู่
ตรงหน้าอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี ตัวขาวผุดผ่อง
ไม่อาจแยกแยะความเป็นหญิงชายได้ในแวบแรก
“นิสัยของฝั่าบาท…” เว่ยหว่านยิ้มเย็นชา “เจ้า
ช่างเข้าใจนิสัยของฝั่าบาทดีเสียจริง อยาก
เลียนแบบจากเด็กนั่นมัดใจฝั่าบาทด้วยรึ?”
“บ่าวมิกล้า หวังโฮ่วอย่าทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีผู้นั้นรีบหมอบลงไปอีกรอบ