กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 316 ตอนที่เจ้าขมวดคิ้ว
“ลุกขึ้นเถิด” เว่ยหว่านพูดอย่างเฉยเมย
ผู้หญิงของเว่ยอ๋องมีจำนวนนับไม่ถ้วน การเติบโต
ขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนั้นทำให้นางต้อง
ควบคุมอารมณ์ตัวเองอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี
การเลี้ยงดูที่ปลูกฝังอยู่ในกระดูกเช่นนี้กลับหมด
ลงฉับพลันทุกครั้งที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับอิ๋งซื่อ
ครั้นเว่ยหว่านได้รับตำแหน่งองค์หญิง นางก็
เข้าใจสถานะของตนเป็นอย่างดี นางเป็นองค์
หญิงแห่งรัฐเว่ยก็ควรปกปั้องชีวิตและตำแหน่ง
ของตัวเองในแต่ละย่างก้าว ในเวลานั้นในใจของ
นางทั้งหวาดกลัวและไม่เป็นสุข
เพียงแต่วินาทีที่เขาแบกนางจากพื้นหิมะขึ้นบน
หลังม้า หัวใจของนางก็สูญเสียแนวปั้องกันไป
แล้ว ไม่เคยมีผู้ชายคนใดที่ปกปั้องนางด้วยแขนที่
แข็งแกร่งเช่นนั้นเลย อีกทั้งผู้ชายคนนี้สูงใหญ่
และกล้าหาญ บุคลิกน่าเกรงขาม ในแง่การ
ปกครองเขายังเป็นองค์จวินที่แม้แต่พระบิดาของ
นางยังต้องเกรงกลัวด้วยซ้ำ…
เขาใจดีกับนางเพียงคนเดียวเท่านั้นทว่าก็เย็นชา
มากเช่นกัน นางใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีทว่า
ก็ไม่สามารถแม้กระทั่งทำให้เขายิ้มได้ นับประสา
อะไรกับการได้ใจเขามาเล่า?
“เจ้าชื่ออะไร?” เว่ยหว่านมองสำรวจขันทีคนที่
นางไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนอย่างละเอียด
“กระหม่อมมีชื่อว่าเฟิงซู เคยปรนนิบัติอยู่ในหอ
อักษรของฝั่าบาทมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงซูกล่าว
เว่ยหว่านนั่งตัวตรง น้ำเสียงเย็นเยียบฉับพลัน
“ฝั่าบาทสั่งให้เจ้ามาตรวจสอบข้ารึ!?”
เมื่อผู้บังคับบัญชาไม่ถาม บ่าวที่จะพูดมากเกินไป
ก็จะมีความผิด ในเมื่อเขารายงานแหล่งที่มาก็
แสดงว่าจะต้องมีคนสั่งอย่างแน่นอน
“หวังโฮ่วให้กำเนิดรัชทายาท ฝั่าบาทเป็นห่วง
อย่างยิ่ง จึงสั่งให้บ่าวปรนนิบัติหวังโฮ่ว” เฟิงซู
ตอบด้วยความเคารพ
เว่ยหว่านรู้เรื่องในวังเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงเคย
สืบข้อมูลเบื้องลึกของคนข้างกายทั้งหมด
นับตั้งแต่ตอนที่นางเข้าวัง เฟิงซู่ผู้นี้ก็เป็นคนในวัง
อยู่แล้ว แม้มิได้ปรนนิบัติใกล้ชิดทว่าก็สามารถ
ปรนนิบัติอยู่ในตำหนักได้บ่อยๆ เคยเป็นของ
ตกแต่งที่เคลื่อนย้ายได้เช่นเดียวกับชาววังคน
อื่นๆ ทว่าวันนี้กลับแสดงสถานะกะทันหัน…
เพราะเหตุใด? ก็เป็นเพราะว่าอิ๋งซื่อไม่ใส่ใจ
ความรู้สึกของนางอีกแล้วมิใช่หรือ!
เว่ยหว่านลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกตำหนัก เฟิงซู
ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่ไม่สูงไม่ต่ำ
จนเกินไป “ฝั่าบาทมีรับสั่ง ห้ามไม่ให้หวังโฮ่
วเข้าออกวังหลังตามใจพ่ะย่ะค่ะ”
ฝีเท้าของเว่ยหว่านหยุดชะงัก ลมหนาวเสียด
กระดูกที่แทรกซึมเข้ามาทางช่องประตูชวนให้
หนาวเหน็บไปทั่วร่างกาย
“เฟิงซู…เฟิงซู…หึหึ” เว่ยหว่านยิ้มด้วยความเศร้า
สร้อย
ที่จริงแล้วเฟิงซูคือตำแหน่งทางการในวังชั้นใน
รับหน้าที่เทียบเท่าขันทีหรือสาวใช้ในวัง แม้มิได้
เปียมด้วยความรู้และบทกวีแต่ก็ไม่ด้อยอย่าง
แน่นอน
นี่มันต่างอะไรกับการที่ฝั่าบาทส่งผู้ฝึกให้มาอบรม
สั่งสอนเว่ยหว่านเล่า?
นี่เป็นการส่งคนมาเตือนสตินางว่าจะต้องเป็น
หวังโฮ่วอย่างไรอย่างนั้นหรือ!
“หวังโฮ่ว หมี่ปาจื่อมาขอเข้าเฝั้าพ่ะย่ะค่ะ” มี
บ่าวรายงานอยู่ข้างนอก
หมี่ปาจื่อมาหาทุกวันไม่เว้นวันฝนตก ทว่าเว่ย
หว่านมีความเกลียดชังต่อซ่งชูอีล้ำลึก ไม่ยอมหา
เรื่องใส่ตัวเพิ่ม และไม่เคยรับการขอพบของนาง
เลย บัดนี้…
“ให้นางรอข้างนอก! เด็กๆ มาช่วยข้าแต่งตัว!”
เว่ยหว่านสูดหายใจลึก ซ่งชูอีทำให้นางไม่มี
ความสุข นางก็จะไม่ปล่อยให้ซ่งชูอีมีความสุข
อย่างเด็ดขาด!
บ่าวรับใช้ทยอยเข้ามาทีละคน ช่วยนางแต่งหน้า
อย่างละเอียดอ่อน ราวกับลักษณะที่ตีโพยตีพาย
เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาคนอื่นเท่านั้น
นางนั่งตรงตัวอยู่บนที่นั่งหลัก มองดูหญิงสาวใน
วัยบานสะพรั่งที่ก้มศีรษะเข้ามาจากทางเข้าห้อง
โถง
“เชี่ยถวายพระพรหวังโฮ่ว” หมี่จีค้อมตัวคำนับ
เว่ยหว่านสำรวจอย่างละเอียด เห็นเพียงชุดชวีจวี
สีม่วงห่อร่างบอบบางของนางไว้อย่างวิจิตร
งดงาม แม้มันมิได้ดูโอ้อวดทว่าไม่สามารถละ
สายตาได้เลย เมื่อนางก้มหน้าลงก็เผยให้เห็น
เพียงผิวพรรณขาวผ่อง
“เงยหน้าขึ้น” เว่นหว่านเอ่ย
หมี่จีเงยหน้าขึ้นมาอย่างว่าง่าย
เว่ยหว่านอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าหน้าตาของนางดู
คุ้นตาเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “มองขึ้นมา”
หมี่จีเหลือบตาขึ้นมองเล็กน้อยตามคำสั่ง ดู
เหมือนว่าจะกลัวความสง่างามของหวังโฮ่ว จึง
เพียงแค่เหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วหลบสายตา
อย่างรวดเร็ว
เป็นไปตามคาด! เว่ยหว่านมั่นใจในความรักลับๆ
ของอิ๋งซื่อที่มีต่อซ่งชูอีอีกครั้งจากใบหน้าของหมี่
ปาจื่อ
“หากไม่รู้ ข้ายังนึกว่าหมี่ปาจื่อเป็นน้องสาวแท้ๆ
ของกั๋วเว่ยเสียอีก! เจ้าดูคิ้วตานี้สิ มันถูกแกะ
ออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกันจริงๆ” เว่ยหว่านยิ้ม
พลางลุกขึ้น ประคองหมี่จีลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง
จับมือนางและมองอย่างละเอียดอีกสองสามรอบ
“เชี่ยมิบังอาจ ด้วยสถานะต่ำต้อยของเชี่ย จะ
กล้าเทียบกับกั๋วเว่ยได้อย่างไร” หมี่จีเอ่ยอย่าง
ขลาดกลัว
“บัดนี้เจ้าเป็นถึงปาจื่อแห่งท่านอ๋องแล้ว จะกล่าว
ว่าต่ำต้อยได้อย่างไรกัน?” เว่ยหว่านจูงมือของ
นางไปยังที่นั่งหลัก “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามี
เรื่องส่วนตัวต้องการจะคุยกับหมี่ปาจื่อ”
“พ่ะย่ะค่ะ” บ่าวรับใช้ที่อยู่ในตำหนักต่างถอย
ออกไป แม้แต่เฟิงซูก็ไม่มีข้อยกเว้น
ภายในตำหนักเหลือเพียงเว่ยหว่านกับหมี่จีสอง
คน น้ำเสียงของเว่ยหว่านอ่อนโยน “ได้ยินว่าเจ้า
เคยเป็นผู้ดูแลจวนของกั๋วเว่ย? จะต้องเห็นโลกมา
มากมายเป็นแน่ เหตุใดเห็นข้าจึงได้เหมือนหนู
เห็นแมวเยี่ยงนั้นเล่า?”
หมี่จีหดคอเล็กน้อย “เชี่ย…นั่นเป็นเพราะกั๋วเว่ย
ตั้งใจที่จะส่งเสริมเชี่ย เชี่ยจะต้องใช้ชีวิตให้สมกับ
ความคาดหวังของกั๋วเว่ยเพคะ”
เว่ยหว่านได้ยินดังนี้แล้ว ก็นึกว่าซ่งชูอีตั้งใจเลี้ยง
ตัวหมากที่มีหน้าตาคล้ายกับตน เมื่อก่อนซ่งชูอีก็
เป็นคนถวายฮูหยินเฉาให้กับฝั่าบาท ทันทีที่หมี่
ปาจื่อเข้ามานางก็ตาย หรือว่าอาจเป็นเพราะ
ไม่ได้หัวใจฝั่าบาท ดังนั้นจึงสละตำแหน่งให้กับผู้
ที่เข้ามาใหม่?
ความคิดมากมายวูบผ่านในสมอง เว่ยหว่านกล่าว
ว่า “หน้าตาของเจ้าห่างไกลจากฮูหยินเฉามาก
นัก รู้หรือไม่ว่าเหตุใดฝั่าบาทจึงโปรดปรานเจ้า?”
หลังจากที่เว่ยหว่านซักถามอย่างอ่อนโยนหลาย
ครั้ง หมี่จีก็สงบลงเล็กน้อย “เชี่ยคิดว่าเป็นเพราะ
เห็นหญิงงามจนชิน จึงหาสิ่งแปลกใหม่กระมังเพ
คะ”
เว่ยหว่านสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
ของนาง รอยยิ้มก็อ่อนโยนลง “เจ้ารับใช้ในจวน
ของกั๋วเว่ย คงไม่ได้ไม่รู้เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของฝั่า
บาทกับกั๋วเว่ยกระมัง?”
หมี่จีเงยหน้าขึ้นฉับพลัน สีหน้าตื่นตกใจ “รักๆ
ใคร่ๆ?”
เว่ยหว่านมองดูปฏิกิริยาของนางอย่างพออก
พอใจ
หมี่จีดึงสติกลับมา ยกมือขึ้นปิดตาของตน ทันใด
นั้นน้ำตาก็ไหลออกมาจากระหว่างนิ้วเงียบๆ
“เจ้าไม่รู้หรอกหรือ?” เว่ยหว่านกล่าวด้วยความ
ประหลาดใจ
หมี่จีสะอึกสะอื้น ไม่สามารถพูดอะไรได้เลย
เว่ยหว่านมองนางเงียบๆ ปล่อยประโลมอย่างเฉย
เมยไม่กี่คำก็ปล่อยให้นางจากไป มองดูแผ่นหลังที่
ราวกับวิญญาณหลุดลอยของหมี่จีและตัดสินใจที่
จะทดสอบอีกทีในภายหลัง หากหมี่ปาจื่อผู้นี้เป็น
คนที่มีจิตใจดี ไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวแทนของผู้อื่น
ก็อาจไม่ถูกกำจัดในขณะนี้และจะถูกเก็บไว้ใช้ใน
ภายหลัง
หมี่จีเดินออกมาจากตำหนัก สอดมือไว้ในแขน
เสื้อพร้อมเดินลงไปตามบันไดหิน ย่ำลงบนหิมะ
หนาทีละก้าวๆ ครั้นคิดถึงคำพูดของเว่ยหว่านก็
อดที่จะยกยิ้มมุมปากมิได้ ผู้หญิงคนนั้นจะต้อง
หลงรักอิ๋งซื่ออย่างหัวปักหัวปาเป็นแน่!
สายตาที่อิ๋งซื่อมองคนอื่นผ่านนางนั้น นางก็ไม่ได้
ตาบอดจะไม่รู้สึกได้อย่างไร? หากมิใช่เพราะ
อาศัยจุดนี้ นางจะเข้ามาในวังลึกเช่นนี้ตามลำพัง
ได้อย่างไร?
ในสายตาของหมี่จี อิ๋งซื่อสงบนิ่งและเป็นตัวของ
ตัวเองมาโดยตลอด คนที่แข็งแกร่งเช่นนั้น หาก
อยากได้คนที่ใกล้เพียงเอื้อมเช่นนั้นจริงๆ เหตุใด
ต้องแสวงหาความสบายใจผ่านร่างปลอมของนาง
ด้วย?
อย่างไรก็ดีผู้ที่รักผู้อื่นย่อมรักอีกาบนหลังคาบ้าน
ด้วย แม้ว่านางจะไม่ใช่คนที่สวยจนน่าทึ่ง แต่ด้วย
รูปลักษณ์ที่เหมือนซ่งชูอีเสียสามส่วน ก็สามารถ
ทำให้อิ๋งซื่อดูจนเพลินตาได้!
หลายวันนี้หมี่จีได้ยินวิธีการที่อิ๋งซื่อปฏิบัติต่อ
ผู้หญิงในวังหลังมากมาย ทั้งยังรู้มาบ้างว่าอิ๋งซื่อ
ชอบผู้หญิงที่รู้จักกาลเทศะ สิ่งที่เรียกว่ากาลเทศะ
นี้ หากกล่าวให้ไม่น่าฟังก็คือการเป็น
เครื่องประดับที่ไม่ก่อเรื่องใดๆ
ในความเห็นของหมี่จี เครื่องตกแต่งยังถูกแบ่ง
ออกเป็นของประดับตกแต่งและสิ่งจำเป็น บัดนี้
หมี่จีพยายามอย่างมากที่จะกลายเป็นหมอนหนุน
บนเตียง ไม่จำเป็นต้องมีความรักหรือความ
อ่อนโยนอะไร ขอเพียงรอเตรียมสถานที่เงียบ
สงบให้เขาได้พักผ่อนเวลาที่เหนื่อยล้าอย่าง
เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว
ทว่าอิ๋งซื่อจะไม่หลงใหลนางเพียงเพราะนาง
หน้าตาละม้ายซ่งชูอี วิธีการดึงดูดความสนใจของ
เขานั้นยังคงต้องได้รับการพิจารณาอย่าง
รอบคอบ สำหรับนางแล้ว คนที่มีความรักและ
ความแค้นล้ำลึกเช่นหวังโฮ่วจะเป็นวัตถุที่ใช้งาน
ได้ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
เท้าที่ย่ำลงไปบนหิมะส่งเสียงสวบสาบ เบื้องหน้า
มีทหารรักษาการณ์ที่กำลังยุ่งอยู่กับการตักหิมะ
นางจึงเดินเลี่ยงไป
ฤดูหนาวปีนี้หิมะตกอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับปีที่อิ๋งซื่อขึ้นครองราชย์ หิมะหนักปก
คลุมทั่วหล่งซี แม้แต่แม่น้ำเว่ยก็แข็งตัวเป็นชั้น
น้ำแข็ง
ความหนาวเย็นรุนแรงทำให้ทุกสรรพสิ่งแข็งตัว
ทั้งยังทำให้เปลวไฟแห่งสงครามหยุดชะงัก
บังเอิญว่าซ่งชูอีว่างเว้นจากการงาน หลังจาก
เตรียมสำหรับกำหนดการฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า
พร้อมแล้ว จึงพักรักษาตัวอยู่ในบ้าน กินยาตรง
เวลาตามที่เปียนเชวี่ยได้ทิ้งใบสั่งยาไว้ให้ ใช้เวลา
ประมาณสิบวันจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้
ชัดเจน เพียงแต่อาการปวดหัวยังคงอยู่นับจากวัน
นั้น
สิ้นปี ฉือจวี้เขียนจดหมายเพื่อรายงานรายได้ใน
หนึ่งปี การต้มสุราสนใช้ต้นทุนน้อยทว่าได้กำไร
มหาศาล ลำพังเพียงปีนี้ก็มีรายได้ถึงสี่หมื่นตำลึง
ทองแล้ว นี่เป็นเงินจำนวนมหาศาล สภาพคล่อง
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนในด้านอื่นๆ ก็
เพิ่มขึ้นตามลำดับ และธุรกิจของครอบครัวก็มี
ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ซ่งชูอีจึงสั่งให้พวกเขากระจายการค้าไปยังรัฐ
ต่างๆ ทุกครั้งที่ตั้งรกรากในรัฐใดก็ให้ซื้อที่ดิน
บางส่วนให้นาง
หลังจากผ่านไปสามปี สกุลฉือก็กลายเป็น
หอการค้าขนาดใหญ่
ไม่ทันรู้ตัวบัดนี้ซ่งชูอีอยู่ในรัฐฉินมาหกปีแล้ว
ความเกรี้ยวกราดของสาธารณชนในช่วงแรก
ค่อยๆ สงบลงตามกาลเวลา “ทฤษฎีการโค่นรัฐ”
ที่นางเขียนด้วยพลังทั้งหมดที่มีนั้นมีถึงเก้าสิบกว่า
ม้วนแล้ว สี่ม้วนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริม
ปฏิรูประบบมณฑลของซางจวินมีชูหลี่จี๋เป็น
ผู้รับผิดชอบในการนำมันไปปรับใช้กับรัฐฉิน นาง
ได้ฝึกฝนกองกำลังเกราะดำชั้นยอดหนึ่งแสนห้า
หมื่นนายและกองกำลังรบห้ารูปแบบอย่างลับๆ
อย่างไรก็ดีนี่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้
ในฐานะที่นางเป็นกั๋วเว่ย ภายนอกนางมิได้ทำ
อะไรผิดแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย บวกกับนางปิด
ประตูรักษาตัวตลอดทั้งปี ทำให้เหล่าขุนนาง
หลายคนพากันยื่นฎีกาฟั้องร้อง ขอให้ปลดนาง
ออกจากตำแหน่งกั๋วเว่ย ทว่ากลับถูกอิ๋งซื่อยับยั้ง
เอาไว้ด้วยเหตุผลที่ว่านาง “ไม่เคยทำผิด”
ช่วงต้นฤดูร้อน ต้นบ๊วยสีเขียวไม่กี่ต้นในลานของ
จวนกั๋วเว่ยออกผลมากมาย กลิ่นหอมของผลไม้สี
เขียวอบอวลไปทั่วบริเวณ
เมื่อดวงจันทร์ขึ้นทางตะวันออก ซ่งชูอีก็สั่งให้คน
ย้ายเครื่องสุรามาไว้ใต้ทางเดินเพื่อต้มสุราใหม่
จี๋อวี่และจี้ฮ่วนสงบความวุ่นวายในอี้ฉวี จากไป
ครั้งหนึ่งก็สามปี ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
ซ่งชูอีมองไปยังจี๋อวี่ที่ไม่ได้เห็นมาสามปีผ่านกอง
ไฟ อดที่จะถอนหายใจมิได้ว่าเวลาได้รบเร้าผู้คน
เหลือเกิน ร่างกายของเขายังแข็งแรงอยู่แต่ว่ามุม
ตามีความแปรปรวนเพิ่มขึ้น ขมับและหนวด
กลายเป็นสีเทา โชคดีที่ยังหวีอย่างเป็นระเบียบจึง
ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
“บัดนี้ต้องเรียกว่าท่านแม่ทัพจี๋แล้ว!” ซ่งชูอีรับ
สุราที่หนิงยายื่นมาให้ ดวงตาเปียมด้วยรอยยิ้ม
จี๋อวี่ทอดถอนใจ สายตาหยุดอยู่ที่ขมับของซ่งชูอี
“ท่านอายุยังน้อยก็มีผมหงอกแซมแล้ว”
จี้ฮ่วนสมทบ “จริงด้วย! การทำงานหนักทำให้
ผู้คนแก่ง่าย ดูผมข้าสิยังคงเป็นสีดำจนบัดนี้”
ซ่งชูอีหัวเราะด่า “เจ้าแม่งมันพวกไม่กล้าได้กล้า
เสีย เข้ารัฐฉินมาหกปี ผ่านสงครามน้อยใหญ่มา
กว่าร้อยครั้งแล้ว ตำแหน่งทางทหารไม่เคยขยับ
เลย!”
จี้ฮ่วนกล่าวอย่างไม่พอใจ “เป็นนายพลไม่ดี
อย่างไรเล่า นอกจากนี้ข้าคิดยังคิดที่จะพัฒนา
ตัวเองมาระยะหนึ่งแล้ว คิดทั้งกลางวันและ
กลางคืน แต่ก็ไม่เห็นความก้าวหน้าเลย”
“ได้ยินว่าเจ้ามีคนที่ชอบพอแล้วรึ?” ซ่งชูอีเอ่ย
ถาม
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ จี้ฮ่วนก็ยิ้มอย่างเขินอาย “รอจน
ข้าปราบนางได้ ก็จะพามาให้ท่านได้เจอตัว”
“ฮ่าๆๆ!” ซ่งชูอีตบหน้าตักแล้วหัวเราะเยาะอย่าง
ไร้ความปรานี “คิดไม่ถึงว่านายพลจี๋ที่มีสายตา
สูงส่งเสมอมาจะกลายเป็นโจรเถื่อนไปได้”
หลายปีมานี้จี้ฮ่วนไม่ขาดผู้หญิงเลย รับนางบำเรอ
มาก็หลายคน ทว่ายังไม่แต่งภรรยาเอกเสียที เขา
มีวิสัยทัศน์สูงแต่สถานะยังไม่สูงพอ หากมีสถานะ
สูงเกินไปก็เทียบไม่เท่า ต่ำเกินไปก็ดูถูก อีกทั้งไม่
มีผู้เฒ่าผู้แก่คอยดูแล การแต่งงานจึงยืดเยื้อ
ออกไปเสมอ คาดไม่ถึงว่าขณะที่เขากำลังสงบลง
ความวุ่นวายก็ตกหลุมรักหญิงชาวอี้ฉวีเข้า จึงจับ
นางมาเป็นเชลย อี้ฉวีเป็นชนเผ่าเร่ร่อนบนหลังม้า
ผู้หญิงนั้นหาได้ยากยิ่ง ตลอดสองปีมานี้เขากับ
ผู้หญิงคนนั้นจึงใช้ชีวิตกันแบบเจ้าหนีข้าก็ไล่ตาม
“เจ้ามิได้ชอบน้องสาวสกุลเจินหรอกหรือ? กิน
เครื่องเคียงจนเบื่อแล้วจึงอยากเปลี่ยนเป็นอาหาร
ปั่ารึ?” ซ่งชูอีจำได้เลือนรางว่านางบำเรอที่เขา
รับมาล้วนอ่อนแอสง่างาม ท่าทางเหนียมอาย
และไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหน เพราะอย่างไรเสียรัฐ
ฉินก็ไม่มีผู้หญิงประเภทนั้น
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว!” หนิงยามองเห็นเจ้าอี่
โหลวในชุดเกราะสีดำเดินเข้ามาพร้อมกับไปั๋เริ่น
ตัวมหึมาจากระยะไกล
จี้ฮ่วนกับจี๋อวี่หันไปพร้อมกัน เห็นเพียงผมดกดำ
ของผู้นั้นถูกรวบขึ้น หน้าตาหล่อเหลา คิ้วทั้งคู่ที่
แหลมคมดุจดาบชี้เข้าไปในขมับ เงาของคิ้วที่โก่ง
ได้รูปปกคลุมดวงตาเอาไว้ มืดมนและล้ำลึก ไหล่
กว้างเอวแคบ ร่างกายแข็งแรงและเพรียวบาง
ย่างก้าวนั้นไม่รีบร้อนและไร้ซุ่มเสียงแต่ดู
เหมือนว่าจะมีพลังที่ไม่สิ้นสุด หมาปั่าหิมะตัว
มหึมาติดตามอยู่ด้านข้าง เขาเดินเข้ามาด้วย
ความสงบนิ่งเช่นนี้แต่กลับทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึง
ความทรงพลัง
ทั้งสองคนลุกขึ้นคำนับเป็นเสียงเดียวกัน “ท่าน
แม่ทัพเจ้า”
เจ้าอี่โหลวประสานมือ “ท่านแม่ทัพจี๋ นายพลจี้”
ซ่งชูอีเห็นว่าสีหน้าของเขามืดมนก็เอ่ยว่า “เกิด
เรื่องอะไรรึ?”
“จวี้จื่อแห่งสำนักม่อสิ้นแล้ว” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
“เมื่อก่อนยังมีจวี้จื่อคอยควบคุม แม้ว่าชวีกู้เกือบ
ทำให้อาจารย์ต้องตาย บัดนี้เขาได้เป็นจวี้จื่อคน
ใหม่แล้วยิ่งยโสโอหังกว่าเดิม สองสำนัก
เผชิญหน้ากันและเกิดการต่อสู้ขึ้นแล้วในหลาย
สำนักย่อย”
ความวุ่นวายในสำนักม่อที่เกิดขึ้นคราวก่อน เนื่อง
จากซ่งชูอีและเจ้าอี่โหลวไปที่หลีสือเพื่อต่อต้าน
กองทัพพันธมิตรจึงมิได้เข้าไปก้าวก่าย ฉู่เจาเสี่ยน
ก็ไม่ใช่บุคคลสามัญธรรมดา สามารถรอดพ้นจาก
ภัยพิบัติได้อย่างหวุดหวิด นับจากนั้นมาสำนักม่อ
ก็ถูกแบ่งออกเป็นสองสำนักใหญ่ ตรวจสอบและ
ถ่วงดุลซึ่งกันและกันเสมอเพื่อรอโอกาสที่จะกลืน
กินอีกฝั่าย
จี้ฮ่วนขมวดคิ้วเอ่ย “แม้จะแตกกันแล้ว ดีเลว
อย่างไรก็มาจากรากฐานเดียวกัน เหตุใดต้องฆ่า
กันเองด้วย?”
ซ่งชูอีเอ่ย “จวี้จื่อคนใหม่เห็นว่าสำนักสิบกว่า
สาขาที่เสียนจื่อยึดครองนั้นควรกลับสู่สาขาใหญ่
หากเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แม้มาจาก
รากฐานเดียวกันก็เข่นฆ่ากันได้”
เจ้าอี่โหลวรู้สึกหดหู่กับความรู้สึกที่มีพลังแต่กลับ
ทำอะไรไม่ได้เช่นนี้มาก ซ่งชูอีก็เคยบอกเขาว่าอิ๋ง
ซื่อสนับสนุนสำนักของชวีกู้ลับๆ หากเขาออกโรง
บุ่มบ่าม มันจะกระตุ้นความสงสัยระหว่างองค์จ
วินและขุนนางอย่างแน่นอน
เจ้าอี่โหลวไม่สนใจตัวเอง เขาก็มิได้มีความรู้สึก
ดีๆ กับอิ๋งซื่ออยู่แล้ว จะได้เป็นท่านแม่ทัพแห่งรัฐ
ฉินหรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญ สาเหตุสำหรับความ
กังวลทั้งหมดนั้นคือการคำนึงถึงสถานการณ์ของ
ซ่งชูอีมากกว่า
ซ่งชูอีเห็นความลำบากใจของเขาตลอดมา ในเมื่อ
เขาคำนึงถึงนางในทุกๆ ครั้ง นางก็จะนิ่งดูดาย
ไม่ได้
“อย่าได้กังวลไป ยกเรื่องนี้ให้ข้าเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
คิ้วที่ผูกกันเป็นปมของเจ้าอี่โหลวคลายออกช้าๆ
รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากเช่นกัน
ซ่งชูอีเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้จะล่าช้า
ไม่ได้ ข้าจะเข้าวังไปเข้าเฝั้าฝั่าบาททันที พวกเจ้า
ดื่มกันไปก่อน”
“ในเมื่อท่านมีธุระ พวกข้าก็จะไม่กวนแล้ว ไว้วัน
หน้าค่อยพบกันใหม่” จี๋อวี่เอ่ย
จี้ฮ่วนเห็นด้วย
“ก็ดี” ซ่งชูอีสั่งหนิงยาให้ไปส่งทั้งสองคน ตัวเอง
จัดๆ เสื้อคลุมจากนั้นก็สั่งคนให้เตรียมม้า
“หวยจิน เจ้ารู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่หรือไม่” เจ้าอี่
โหลวมองดูท่าทางเปียมความมั่นใจของนาง ไม่
เหมือนเพิ่งรู้ข่าว
ซ่งชูอีกวักมือเรียกเขาด้วยสีหน้าลึกลับ
เจ้าอี่โหลวนึกว่านางจะกระซิบจึงก้มหน้าลง ซ่งชู
อีหอมแก้มของเขาอย่างรวดเร็ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ข้าปิดอะไรที่รักไม่ได้เลยจริงๆ”
ในตอนแรกเจ้าอี่โหลวเกลียดการถูกเรียกเช่นนี้
มาก ทว่าทุกครั้งที่ต่อต้านก็จะเจอกับ “การแก้
แค้น” ที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากซ่งชูอี “ที่รักตัวน้อยๆ”
“แก้วตาตัวน้อย” “หวานใจตัวน้อย” อะไรกัน
เมื่อใช้จนหมดเปลือกเขาก็ขี้คร้านจะไปต่อสู้ บัดนี้
ฟังดูแล้วก็ไม่น่าขนลุกเหมือนตอนแรกสักเท่าไร
“ข่าวของสำนักม่อเพิ่งถูกส่งมา เจ้าไปรู้มาตอน
ไหน?” เจ้าอี่โหลวถาม
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “ก็ตอนที่เจ้าขมวดคิ้วเพราะเรื่องนี้
เมื่อคราวก่อน”
คราวก่อน? นั่นมันสามปีมาแล้วนะ