กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 319 พบกับฉู่เจาเสี่ยน
“เช่นนั้นสิ่งนี้คือ…” กู่หานไม่เข้าใจ ตอนที่ซื้อสุรา
ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาขนขึ้นรถด้วยกัน
ซ่งชูอีสอดมือไว้ในแขนเสื้อ หันตัวมาเล็กน้อย
พร้อมเอ่ยเสียงเบา “ข้าให้เถ้าแก่ผสมน้ำ ฮ่า ขน
ออกไปครึ่งหนึ่งเถิด”
“ขอรับ” ทุกคนรับคำสั่งแล้วเริ่มขนไหสุราลงมา
“ท่านขอรับ การที่พวกเราทำเช่นนี้จะไม่ทำให้ผู้
ไม่ประสงค์ดีเจอเบาะแสหรือ? ตั้งแต่ออกมาจาก
นครเสียนหยางก็ดูเหมือนมีคนสะกดรอยตาม” กู่
หานกล่าวด้วยความเป็นกังวล ชาวฉินไม่เคยแอบ
อ้างในการค้าขายเลย การผสมน้ำลงในสุราเช่นนี้
ดึงดูดความสนใจได้ง่ายมาก
ซ่งชูอียิ้มน้อยๆ ก็เพราะว่านางต้องการให้ช่อง
โหว่ถูกเปิดโปง มิเช่นนั้นจะจับสายสืบได้อย่างไร?
ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของใครก็ตาม ผู้ที่กล้าจับตาดู
นางนั้นก็อย่าโทษว่านางใจร้ายก็แล้วกัน
“ไปเถิด” ซ่งชูอีโอบกระชับคอเสื้อ และเดิน
นำออกไปจากพงหญ้าก่อน
ในรถเหลือไหสุราเพียงครึ่งหนึ่ง การเดินทางจึง
รวดเร็วขึ้นมาก
เมื่อถึงจุดเริ่มต้นของรุ่งอรุณ คณะเดินทางก็มาถึง
สาขาของสำนักม่อที่กล่าวถึงในจดหมาย
มันตั้งอยู่ในเทือกเขาที่อยู่ไม่ไกลจากจุดพักม้าใน
ดินแดนของรัฐเว่ย รอบด้านเป็นทุ่งหญ้าสีเขียว
ขจี ไม่มีวี่แววของผู้คน และมองไม่เห็นสิ่งปลูก
สร้างใดๆ เลย
“ผู้มาเยือนคือใคร?” ไม่รู้ว่าเสียงคำถามนั้นดัง
ขึ้นมาจากทิศทางไหนในทุ่งหญ้ารอบด้าน
มือของผู้อารักขาลับกดอยู่ที่ด้ามดาบแน่น
“เจ้าเป็นผู้ใด?” ซ่งชูอีถามกลับ
ทางนั้นเงียบงันไร้สุ้มเสียง เห็นได้ชัดว่าไม่คิดที่จะ
ตอบ ซ่งชูอีครุ่นคิด บัดนี้นางไม่รู้ว่าอีกฝั่ายเป็น
ใคร การรีบเปิดเผยสถานะของตัวเองไม่ใช่การ
กระทำที่ชาญฉลาดนัก ดังนั้นจึงเปล่งเสียงสูง
“รักทุกคน ไม่โจมตีผู้อื่น ชื่นชมนักปราชญ์ คิด
เยี่ยงผู้บริสุทธิ์ สวรรค์คือผู้ปกครองสูงสุด
แยกแยะผีและเทพเจ้า ปฏิเสธโชคชะตา ปฏิเสธ
ความอู้ฟูั่ ปรนนิบัติตัวเอง ไม่กล้าขอความ
ปรารถนา ข้ามาเพื่อช่วยใต้หล้า”
“ข้ารอท่านนานแล้ว” เสียงชัดเจนดังขึ้น มัน
คมชัดราวกับถ้ำที่น้ำลดระดับ
ทันใดนั้นคบไฟนับร้อยก็สว่างขึ้นในระยะสิบจั้ง
เบื้องหน้า มันกระจายตัวเป็นรูปครึ่งพัดคล้าย
กำลังจะเข้ามาโอบล้อม หญิงสาวในวัยยี่สิบกว่าที่
สวมชุดสีดำปกคอสีขาวคนหนึ่งเดินออกมาจาก
ฝูงชนนั้น ผมดกดำถูกรวบขึ้นอย่างง่ายๆ ดู
สะอาดสะอ้าน ใบหน้ามีขนาดเพียงหนึ่งฝั่ามือ คิ้ว
ตาสดใส ดูตรงไปตรงมาไม่เหมือนเด็กสาวที่พบ
เห็นธรรมดาทั่วไป
ผู้หญิงคนนั้นประสานมือน้อยๆ ให้ซ่งชูอี “ท่าน
แขกเชิญตามข้ามา”
ซ่งชูอีประสานมือ ตามนางไปในตรอกลับเล็กๆ
“ข้ามีนามว่าม่ออวี้ อาจารย์อาบาดเจ็บที่ขา พวก
ข้าพยายามอย่างเต็มที่เพื่อห้ามไม่ให้นางมาพบ
ท่าน อาจารย์อาท่านอื่นล้วนอายุมากแล้ว ไม่
สะดวกเดินทางไกลจึงมิได้มาด้วย มีเพียงผู้น้อย
เยี่ยงข้ามาต้อนรับ ได้โปรดท่านอย่าถือสา” เด็ก
สาวกล่าวพลางคำนับขอโทษซ่งชูอี
“ไม่ต้องมากพิธี ดูตามความเหมาะสมเถิด อีก
อย่างข้าก็ไม่ใช่คนที่ใส่ใจเรื่องพิธีรีตองนัก” ซ่งชูอี
ยกมือประคองนางลุกขึ้น
เด็กสาวนำสาวซ่งชูอีผ่านเส้นทางคดเคี้ยว
หลังจากผ่านลำธารจากภูเขาแล้วก็เห็นแสงสว่าง
ด้านหน้าทันใด ที่แท้ภูมิศาสตร์แห่งนี้เป็นรูป
น้ำเต้า เทือกเขาด้านหน้ามีขนาดค่อนข้างใหญ่
และหลังจากผ่านเส้นทางสั้นๆ ไปก็จะเข้าสู่หุบ
เขาที่มีขนาดเล็กกว่า
แสงยามรุ่งอรุณส่องสลัว ในหุบเขานั้นเต็มไปด้วย
หมอก มองไม่เห็นถนนโดยสิ้นเชิง ม่ออวี้นำทาง
ซ่งชูอีไปยังที่พักบนภูเขาอย่างชำนาญ ซ่งชูอีเข้า
ไปทว่าผู้อารักขาลับกลับถูกกันอยู่นอกลาน
“นายท่าน!” กู่หานเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก
ซ่งชูอีหันกลับมา “พวกเจ้ารออยู่ด้านนอก
สำนักม่อแยกแยะถูกผิดชัดเจน ข้ามิใช่ผู้ก่อความ
วุ่นวายจะทำอะไรข้าได้? วางใจเถิด”
“วาจาของท่านช่างประเสริฐนัก” รอยยิ้มของม่
ออวี้สดใส ตั้งแต่เข้ามาในลาน นางก็ไม่ได้ดูจริงจัง
เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ในเวลานี้ทั้งคำพูดและ
พฤติกรรมดูห้าวหาญ “เชิญท่าน”
ซ่งชูอียิ้มพลางพยักหน้า ตามนางเข้าประตูรองไป
จากนั้นก็ขึ้นบันไดอีกครั้งเพื่อไปยังศาลาไม้ไผ่ครึ่ง
ทางบนภูเขา
กอไผ่ในสายหมอกบางดูโดดเดี่ยว สายธารภูเขา
ไหลคดเคี้ยวมาจากข้างศาลา ซ่งชูอีเห็นแผ่นหลัง
ของผู้หญิงที่สวมชุดสีขาวปกคอสีดำพิงตัวอยู่ที่
ราวในศาลา ผมดกดำถูกม้วนขึ้นครึ่งหนึ่งด้วยปิน
ไม้ไผ่ มีเตาอันหนึ่งวางอยู่ข้างมือ ไอน้ำภายใน
หม้อม้วนตัวขึ้นรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกับสาย
หมอกนั้น
สายลมพัดผ่านดงไผ่ส่งเสียงกรอบแกรบ
ม่ออวี้ยกกำปันคำนับอยู่ใต้บันไดหิน “อาจารย์อา
ท่านซ่งมาแล้ว”
หญิงสาวหันมายิ้มอย่างขอโทษ “ขาของข้า
บาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถยืนต้อนรับท่านซ่งได้
จึงได้เตรียมชาถ้วยหนึ่งเป็นการชดเชย หวังว่า
ท่านจะใจกว้างให้อภัย”
ซ่งชูอีสามารถมองเห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้น
อย่างชัดเจน นางรู้ว่าผู้นี้คือฉู่เจาเสี่ยน เสียนจื่อ
แห่งสำนักม่อผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในหลายรัฐ รูป
หน้าดุจไข่ห่าน ผิวพรรณขาวผ่อง คิ้วโค้งได้รูป
หน้าผากอวบอิ่ม ดวงตาดุจดอกท้อดูเหมือนมี
รอยยิ้มอยู่เสมอ หน้าตามีเสน่ห์ของผู้หญิงที่เป็น
ผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็มีความสดใสบริสุทธิ์ดุจสาววัยรุ่น
ทั้งๆ ที่เป็นหญิงในวัยสี่สิบกว่าแล้วแต่ยังดูเหมือน
อายุเพียงสามสิบกว่าปี
สิ่งที่ทำให้ซ่งชูอีคาดไม่ถึงก็คือ เสียนจื่อดูอ่อนโยน
เหลือเกินแต่ก็ดูเหมือนผู้หญิงอารมณ์อ่อนไหว
ความคิดวูบผ่านไป ซ่งชูอีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็ต้องดูว่าชาของเสียนจื่อต้มได้ดี
หรือไม่”
นางพูดพลางยกชายเสื้อก้าวขึ้นบันไดแล้วค้อมตัว
เข้าศาลา สายตาจับจ้องอยู่ที่ขาของฉู่เจาเสี่ยน
เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ขาของเสียนจื่อเป็น
อะไรรึ?”
ดูแล้วก็ไม่เหมือนบาดเจ็บแต่ก็ไม่รู้สึกเหมือนมัน
อยู่บนที่นั่งด้วยซ้ำ แสดงว่าอาการร้ายแรงมาก
ฉู่เจาเสี่ยนกล่าวด้วยจิตใจสงบนิ่ง “สำนักข้าก่อ
เรื่องสกปรก ทำให้เกียรติยศแปดเปือน อย่า
กล่าวถึงมันเลย เชิญนั่ง”
คำพูดนี้ก็พอที่จะทำให้ซ่งชูอีเดาภาพรวมได้ เกรง
ว่าเพราะสำนักของชวีกู้ตั้งใจจะควบคุมฉู่เจา
เสี่ยนจึงใช้วิธีต่ำช้า ในเมื่อนางไม่เต็มใจที่จะ
กล่าวถึงมัน ซ่งชูอีก็จะไม่ขุดคุ้ย
“ท่านลองชิมชานี้ดูเถิด” ฉู่เจาเสี่ยนยื่นน้ำชาให้
นางถ้วยหนึ่ง
หลังจากที่ซ่งชูอีรับมาก็ดมกลิ่นแล้วจิบคำหนึ่ง
อดที่จะเอ่ยอุทานมิได้ “ที่นี่เงียบสงบและสง่างาม
ชานี้ทั้งเบาและหวาน ช่างชวนให้รื่มรมย์จริงๆ”
ฉู่เจาเสี่ยนประสานมือเอ่ย “ทำให้ท่านต้องเดิน
ทางไกล ลำบากแล้ว”
“เสียนจื่อเกรงใจแล้ว” ซ่งชูอีวางถ้วยชาลงเอ่ยว่า
“ข้ากับเจ้าอี่โหลวเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย เมื่อ
เขาเป็นกังวล ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร? อย่างไร
ก็ดีแม้ว่าครั้งนี้จะมาเพื่อช่วยเหลือทว่าก็มีเรื่องจะ
ขอร้องเช่นกัน”
“ท่านว่ามา” ฉู่เจาเสี่ยนกลับไม่ประหลาดใจเลย
ต้องการจะช่วยเหลือสำนักม่อนั้นไม่ง่าย ซ่งชูอี
เป็นนักวางกลยุทธ์ เป็นกุนซือ มิใช่ผู้กล้าหาญรัก
ความยุติธรรม ดังนั้นการขอสิ่งตอบแทนจึงเป็น
เรื่องที่อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว
“ข้าต้องการทักษะเครื่องกลไลที่เหมือนกับ
สำนักม่อ” ซ่งชูอีเห็นว่าฉู่เจาเสี่ยนมีสีหน้าจริงจัง
จึงไม่อ้อมค้อมอีก หยิบแผนภาพออกมาจากแขน
เสื้อโดยตรง “นี่เป็นสิ่งที่ข้าปะติดปะต่อมาจาก
ซากธนูหน้าไม้ในขณะที่ข้าไปทัศนศึกษาที่นคร
หนึ่งในรัฐหลี่ว์ ข้าไม่เชี่ยวชาญเรื่องกลไล อย่างไร
ก็ตามหลังจากทุ่มเทค้นคว้าเป็นเวลาหลายปี ใน
ที่สุดก็เขียนแผนภาพจนเสร็จสมบูรณ์”
ฉู่เจาเสี่ยนรับม้วนหนังแกะมา เมื่อเห็นแผนภาพ
หน้าไม้ที่วาดอยู่ด้านบนแล้ว สีหน้าก็ค่อยๆ
เปลี่ยนจากความสงบเป็นประหลาดใจ “ท่านไม่
เชี่ยวชาญด้านกลไล แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีวิธีการ
แก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ช่างน่าชื่นชมโดย
แท้!”
ซ่งชูอีเลิกคิ้ว
ฉู่เจาเสี่ยนเห็นว่านางสงสัยจึงอธิบายว่า
“แน่นอนว่ามีแผนภาพต้นฉบับ เพียงแต่มันไม่
ละเอียดเท่าการออกแบบของท่าน”
ซากที่นางได้มาจากชาติก่อนเป็นเพียงรูปร่าง
โดยรวมเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ซ่งชูอีจึงอยู่ที่นั่นเป็น
เวลาครึ่งปีเพื่อค้นหาซากอื่นๆ ผู้ที่มีฝีมือไม่สู้ผู้ที่มี
ความตั้งใจ แม้ว่านางจะปะติดปะต่อออกมาได้
ทว่าก็ยังมีบางส่วนที่ขาดหายไป สิ่งนี้จึงกลายเป็น
เพียงของตกแต่งเท่านั้น นางไม่เชี่ยวชาญด้าน
กลไก ทว่าในฐานะผู้ที่เข้าใจการทหาร อาวุธทาง
ทหารจึงมิใช่เรื่องแปลกใหม่ หน้าไม้นี้มีขนาดเล็ก
และเบากว่าปกติมาก โครงสร้างก็ดูเหมือน
ละเอียดอ่อนยิ่ง ดังนั้นนางจึงลองผิดลองถูกเป็น
เวลานานกว่าสี่ปีก่อนที่จะสามารถใช้งานมันได้
วันนี้ถึงได้รู้ว่าที่แท้มันละเอียดกว่าตัวต้นฉบับด้วย
ซ้ำ
“ในเมื่อมีธนูหน้าไม้แล้ว ท่านยังต้องการอะไร
อีก?” สีหน้าของฉู่เจาเสี่ยนดีกว่าเมื่อครู่มาก
ดวงตาก็สดใสดขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีความคลั่งไคล้
ต่อเครื่องกลไกมาก
“ข้าต้องการประดิษฐ์หน้าไม้กลจากโครงสร้างนี้”
ซ่งชูอีเอ่ย
“เรื่องนี้…” คิ้วของฉู่เจาเสี่ยนผูกกัน “หน้าไม้แข็ง
นี้เป็นหน้าไม้ที่ดีที่สุดในตอนนั้นแล้ว หากหัว
ลูกศรมีประสิทธิภาพ ก็สามารถยิงทะลุเสื้อเกราะ
ธรรมดาได้ในระยะแปดร้อยก้าว บัดนี้พลังของ
มันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากการดัดแปลงของท่าน
แม้แต่หน้าไม้แข็งของรัฐฉินซึ่งบัดนี้เรียกได้ว่า
แข็งแกร่งที่สุดก็ยังด้อยกว่าด้วยซ้ำ ท่านยัง
ต้องการจะประดิษฐ์หน้าไม้กลอีก มันไม่โลภไป
หน่อยหรือ?”
ซ่งชูอีกลับไม่สนใจคำพูดขวานผ่าซากเช่นนี้
“หากไม่โลภ จะมีโลกอย่างปัจจุบันได้อย่างไร?”
“ข้าจำได้ ว่าเคยเห็นแผนภาพซากเครื่องยิงธนูใน
มือของคนในสำนักชวีกู่ คิดว่าท่านคงจะเป็นคน
วาดกระมัง?” ในเวลานี้ฉู่เจาเสี่ยนทั้งชื่นชมทั้ง
รังเกียจซ่งชูอี ชื่นชมที่นางสามารถปะติดปะต่อ
โครงสร้างของอาวุธทั้งสองจากซากปรักหักพังได้
รังเกียจที่นางละโมบโลภมากไม่มีที่สิ้นสุด เริ่ม
จากการจงใจใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยง
โดยตรงของรัฐฉินและชวีกู่เพื่อหลอกเอา
แผนภาพของเครื่องยิงธนู บัดนี้ก็ยังจะอยากสร้าง
หน้าไม้กลน้ำหนักเบาอีก!
“สำนักม่อต้องการขจัดความรุนแรงและระงับ
ความโกลาหล ทุกคนใต้หล้าต่างรู้ดี” ซ่งชูอียิ้ม
อย่างคลุมเครือ “ทว่าที่ใดก็ตามที่มีคนอยู่ก็ไม่
สามารถกำจัดความปรารถนาได้และข้อพิพาทก็
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ภายในสำนักม่อ
ของพวกท่านเองก็ค่อยๆ แบ่งออกเป็นหลาย
สำนัก นับประสาอะไรกับรัฐต่างๆ ใต้หล้าเล่า?
สำนักม่อกล่าวถึงการรักทุกคน ไม่โจมตีผู้อื่น
พยายามอย่างเต็มที่เพื่อแสวงหาสันติสุข อย่างไร
ก็ดีบัดนี้เสียนจื่อไม่รู้สึกว่าสันติสุขแห่งใต้หล้านั้น
พร่ามัวยิ่งขึ้นทุกทีหรือ?”
การรักทุกคนนั้นหมายถึงภราดรภาพ ปฏิบัติต่อ
คนแปลกหน้าคนอื่นๆ เช่นเดียวกันที่ปฏิบัติต่อ
คนรัก; ไม่โจมตีผู้อื่นหมายถึงการต่อต้านสงคราม
แห่งการรุกราน
บัดนี้ประเพณีทางสังคมได้พังทลายลงอย่าง
สมบูรณ์ ใต้หล้าตกอยู่ในความวุ่นวาย ผู้คน
ขับเคลื่อนด้วยผลกำไร จะมีใครมาเชื่อฟังเรื่อง
ภราดรภาพหรือสันติภาพเล่า?
ฉู่เจาเสี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง นี่เป็นความจริงที่
โหดร้าย สำนักม่อก็เกิดการแบ่งแยกภายใน
เพราะสาเหตุนี้
“ใต้หล้าวุ่นวายตั้งแต่แรกเริ่ม แบ่งแยกออกเป็น
เก้าโจว มีสงครามทั่วทุกแห่ง จนกระทั่งช่วงอิน
ซาง ราชวงศ์โจวถูกกดขี่ข่มเหงมาหลายชั่วอายุ
คน โจวก็แตกออกรัฐจูโหวกว่าร้อยรัฐ ใน
ระยะเวลาแห่งความวุ่นวายนี้เจ็ดวีรบุรุษก็ลุกขึ้น
เสียนจื่อไม่อยากเห็นใต้หล้ากลับมาเป็นหนึ่งเดียว
หรือ? เส้นทางแห่งสวรรค์นั้นวนเวียนเป็นวงกลม!
สำนักม่อก็กล่าวว่าสวรรค์เป็นผู้ปกครองสูงสุด นี่
มิใช่ลิขิตสวรรค์หรอกหรือ?” ซ่งชูอีถาม
ลิขิตสวรรค์สำหรับสำนักของเสียนจื่อคือกฎแห่ง
ธรรมชาติ แต่สำหรับสำนักชวีกู่กลับตีความว่า
บุตรชายแห่งสวรรค์คือผู้ปกครองใต้หล้า
ฉู่เจาเสี่ยนกำลังจมอยู่ในความคิด ทว่าซ่งชูอีกลับ
ไม่ให้เวลานางได้พิจารณานานนัก “ข้ามิได้มา
เพื่อเส้นทางแห่งคุณธรรม เสียนจื่อจะเห็นด้วยก็ดี
คัดค้านก็ช่าง ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องรักษาอำนาจที่
อยู่ในมือจึงจะสามารถสืบทอดสำนักม่อต่อไปได้
มิใช่หรือ?”
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง” ฉู่เจาเสี่ยนได้ตัดสินใจใน
ช่วงเวลาสั้นๆ นางสามารถประดิษฐ์หน้าไม้กลได้
นอกจากนี้ยังสามารถสร้างอาวุธทางทหารที่
ทัดเทียมกับหน้าไม้กลได้ เพียงแต่ว่าสงครามนั้น
อันตรายกว่า “ข้าต้องการเวลาหลายวัน”
ทว่าหน้าไม้กลโดยทั่วไปนั้น แม้จะเล็กเพียงใดก็
ยังมีน้ำหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน้าไม้กลที่มี
น้ำหนักเบานั้นไม่มี ฉู่เจาเสี่ยนจำต้องออกแบบ
ใหม่ทั้งหมด
ซ่งชูอีพยักหน้า จากนั้นก็พูดคุยเรื่องที่จะ
ช่วยเหลือสำนักม่อ “บัดนี้เสียนจื่อต้องการที่จะ
หลีกเลี่ยงการต่อสู้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือละทิ้งทุกสาขา
ย่อย ตั้งสำนักต่างหาก”
“ใช่ว่าข้าไม่เคยคิดถึงข้อนี้ สำนักม่อของเราไม่ได้
พึ่งพาเงินในการทำมาหากิน ทว่าหากเราสูญเสีย
ฐานที่มั่นในนครใหญ่ๆ ก็จะกลายเป็นคนหูหนวก
ตาบอด ต่อให้ชวีกู่ไม่ฉวยโอกาสนี้เพื่อกดดันก็
เกรงว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีในการฟืนตัว”