กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 328 ท่ามกลางความสิ้นหวัง (2)
ซ่งชูอีลูบคลำหน้าท้องส่วนล่าง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าท้อง
นี้มิได้ผอมลงสักเท่าไร
เมื่อหิวถึงระดับหนึ่ง ก็ควรจะผอมแห้งติดกระดูก
ไม่ใช่หรือ?
ท่ามกลางความเงียบงัน นางเม้มปากเล็กน้อย ละ
มือออกมาจากท้องน้อยนั้นแล้ววางลงบนข้อมือ
นางนึกได้ว่ายาระงับความเป็นผู้หญิงที่ตนกินนั้น
ไม่มีผลตั้งแต่เมื่อเมื่อปีกลายแล้ว หลังจากนั้นเป็น
ต้นมาทรวงอกของนางก็เริ่มมีหลุมฝังศพเล็กๆ
ปูดขึ้น และยังมีประจำเดือนอีกด้วย
หลังจากที่ชูหลี่จี๋จับชีพจรให้นางก็บอกว่าร่างกาย
ของนางไม่แข็งแรง การตั้งครรภ์จะเป็นเรื่องที่
ลำบากยิ่ง หากกินยาคุมกำเนิดอีกก็จะยิ่งเป็น
ผลเสียต่อร่างกาย และเมื่อกินเข้าไปเป็น
เวลานานก็อาจไม่สามารถคลอดบุตรได้อีก
ซ่งชูอีไม่เคยคิดเรื่องการทำหมันจึงหยุดยา นาง
แอบวางแผนไว้แล้วว่าหากบังเอิญตั้งครรภ์ก็จะ
จัดฉากว่าปั่วยและให้กำเนิดบุตร เพียงแต่
ประจำเดือนของนางมาไม่สม่ำเสมอ ทั้งปีนี้มา
ทั้งหมดสี่ถึงห้าครั้งเท่านั้นและไม่เคยตั้งครรภ์ด้วย
ใครจะไปรู้…
ในเวลานี้นางคลำไม่เจอว่ากี่เดือนแล้วและไม่
สามารถวินิจฉัยอย่างอื่นได้เลย ทว่าดูจากสภาพ
ของจังหวะชีพจรและท้องก็ยืนยันได้แล้วว่าตน
ตั้งครรภ์อย่างแน่นอน
ซ่งชูอีทอดถอนใจ ลูกของข้า เจ้าจะได้ร่วมสนุก
ด้วยเป็นแน่!
เมื่อความประหลาดใจผ่านพ้นไป ซ่งชูอีก็วาง
แผนการให้ตัวเอง เดิมทีนางตั้งใจที่จะหลบอยู่ที่นี่
จากนั้นค่อยฉวยโอกาสกลับไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อ
หาทางออกอีกครั้ง บัดนี้แม้ว่านางจะสามารถ
อดทนได้ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าก็ตาม แต่
เกรงว่าเด็กจะทนไม่ไหว นางจะต้องหาทางออก
โดยเร็วที่สุด
ภายในห้องสุสานจะต้องมีสิ่งของที่ถูกฝังไปพร้อม
กับผู้ตาย ตอนที่เซี่ยวกงยังหนุ่มก็เป็นแม่ทัพกล้า
คนหนึ่ง สิ่งของเหล่านั้นจะต้องไม่ขาดจำพวกง้วง
ดาบเป็นแน่หรืออาจมีแม้กระทั่งหน้าไม้ เพราะซ่ง
ชูอีนึกถึงจุดนี้ขึ้นมาได้นางจึงเข้ามา
นางลุกขึ้น มือหนึ่งกุมส่วนท้องไว้ อีกมือหนึ่งขูด
กำแพงเบาๆ ด้วยเล็บพร้อมเดินไปข้างหน้า
เมื่อเดินออกมาได้ประมาณสิบจั้ง เล็บก็ว่างเปล่า
หัวใจของซ่งชูอีบบีบแน่น จากนั้นก็ตามมาด้วย
ความยินดีที่กลั้นไว้ไม่อยู่ นางยื่นเท้าออกไป
สำรวจ มันคือประตูหลุมฝังศพจริงๆ
โลงศพไม่น่าจะถูกวางบริเวณใกล้กับห้องสุสาน
โดยมากน่าจะเป็นสถานที่สำหรับข้าวของที่ฝังไป
พร้อมกับศพ
เมื่อไม่รู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า หัวใจย่อมหวาดกลัว
อย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งคนที่เชื่อในเรื่องผีและเทพ
เจ้าอย่างซ่งชูอีก็ไม่มีข้อยกเว้น นางกัดฟัน ห่อมือ
ด้วยแขนเสื้อคลุมและคลำทางไปช้าๆ
เอี๊ยด!
ครั้นประตูลานพับคลายตัว เสียงของเพลาประตู
ที่ดังขึ้นฉับพลันนั้นชัดเจนเป็นพิเศษในความเงียบ
สงัด ทันใดนั้นหัวใจของซ่งชูอีก็เต้นรัว
นางบังคับตัวเองให้หายใจช้าลง ยืนอยู่หน้าประตู
ครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าไปในช่องว่างของประตูที่เปิด
อยู่
ภายในห้องสุสานยังคงมิดสนิท แม้เพียงแสงไฟ
อันน้อยนิดจากหิ่งห้อยก็ไม่มี เสียงเดียวที่ดังขึ้น
ที่นี่คือเสียงการเคลื่อนไหวของนาง
ซ่งชูอีก็รู้สึกว่าเสียงเหล่านี้ก้องกังวานเล็กน้อยซึ่ง
แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ใหญ่มาก และเป็นไปได้มา
กว่ามันคือท้องพระโรงแห่งหนึ่ง นางไม่กล้าเดิน
ไปทั่วเพราะว่าจะหาประตูไม่เจอตอนกลับมา
ดังนั้นนางจึงขูดเล็บไปตามผนังพร้อมกับเดินไป
ข้างหน้าเหมือนก่อนหน้านี้
ที่นี่ห่างจากห้องโถงพระราชวังด้านหลังไกลมาก
น่าจะเพียงเอาไว้เก็บสิ่งของที่ฝังไปพร้อมกับศพ
ทั่วไป ไม่ได้มีกลไกอะไร
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ข้างหน้าก็มีบางอย่างกีด
ขวางเส้นทาง
ซ่งชูอียังคงห่อมือด้วยแขนเสื้อแล้วลูบคลำเช่น
เคย สัมผัสเย็นเยียบทะลุผ่านเสื้อผ้า เห็นได้ชัดว่า
เป็นชิ้นเล็บ อวัยวะชัดเจน ตัวสูงกว่าซ่งชูอี
ประมาณครึ่งศีรษะ
นี่คือมนุษย์ชัดๆ!
ซ่งชูอีไม่ได้รู้สึกประหลาดใจจนเกินไป นางรู้ว่า
หลังจากรัฐฉินมีการปฏิรูปกฎหมายแล้วก็สั่งห้าม
มิให้ฝังคนเป็นไปพร้อมกับศพอีก ทว่าบรรดาผู้สูง
ศักดิ์กลัวว่าจะไม่มีใครปรนนิบัติในปรโลก จึงหา
วิธี…แกะสลักและหล่อรูปคล้ายมนุษย์แทน
ซ่งชูอีลูบไล้ไปตามแขนของรูปปันแกะสลัก พบว่า
มันถือง้าวยาวเล่มหนึ่งและง้าวนี้ยังทำมาจากวัสดุ
เดียวกันกับรูปปัน สามารถหมุนได้แต่ไม่สามารถ
ถอดออกได้เลย
นางหมุนไปมาอยู่ครู่หนึ่งก็ทำได้เพียงยอมแพ้
อ้อมรูปปันแกะสลักเพื่อเดินต่อ เพิ่งจะเดินได้
เพียงไม่กี่ก้าวก็มีเสียงพรึ่บดังขึ้นด้านหลัง
นางตื่นตกใจ หมอบลงอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปสักพักก็ไม่มีกลไกใด ซ่งชูอีเงยหน้าขึ้น
พบว่าในท้องพระโรงมีแสงสลัว นางอดที่จะหัน
กลับไปมองมิได้ ที่แท้สิ่งที่รูปปันทหารสองตัว
หน้าประตูถืออยู่ในมือมิใช่ง้าวยาวทว่าเป็น
ตะเกียงและตะเกียงนั้นก็เป็นกลไกที่ถูกนางหมุน
ไปมาหลายรอบ เปลวไฟสีน้ำเงินจางๆ จึงจุดขึ้น
โดยอัตโนมัติซึ่งเป็นสีเดียวกันกับตะเกียงไฟอมตะ
สองดวงหน้าประตูไม่มีผิดเพี้ยน
แสงไฟนี้ไม่สามารถส่องสว่างได้ทั่วทั้งท้องพระโรง
ซ่งชูอีรออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
นางจึงลุกขึ้นและเดินกลับไปที่รูปปันทหารอีกตัว
หมุนตะเกียงในมือของมัน ไม่นานไฟก็สว่างขึ้นมา
จริงๆ
ในพระราชวังก็มีไฟประเภทนี้เช่นกัน เพียงแต่
เชื้อจุดไฟจะถูกเก็บอยู่ในด้ามจับไฟ เมื่อบิดหมุน
มันขึ้นมาจนด้านบนสัมผัสกับไส้ตะเกียง ไส้
ตะเกียงก็จะสว่างขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วไฟ
ประเภทนี้ไม่สว่างมากนัก เนื่องจากเชื้อจุดไฟถูก
วางไว้เหนือไส้ตะเกียง ตัวหมุนก็น่าจะอยู่เหนือไส้
ตะเกียงด้วย สิ่งมหัศจรรย์ของตะเกียงนี้ก็คือ แม้
จะหมุนด้ามจับไฟที่อยู่ด้านล่างก็จะทำให้ไฟ
ด้านบนสว่างขึ้นเช่นกัน!
ไฟสองดวงส่องสว่างสิ่งต่างๆ ภายในรัศมีสามถึงสี่
จั้ง
ท้องพระโรงมีเสาแปดต้น มีม่านไม้ไผ่ห้อยลงมา
ระหว่างเสา สามารถมองเห็น “เงาของคน”
ภายในที่กำลังก้มด้วยความเคารพเลือนราง
ซ่งชูอีเลิกผ้าม่านที่อยู่ใกล้พระที่นั่งหลักออกแล้ว
มองไปยังท้องพระโรง
คนรับใช้หินแกะสลักไม่กี่คนยืนอยู่สองข้างทาง
พวกเขาเหมือนคนที่มีชีวิต ใบหน้าเหมือนจริง
สองมือกุมหน้าท้องพร้อมถือตะเกียง
ซ่งชูอีผิดหวังเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าท้องพระโรง
เช่นนี้ไม่ใช่สถานที่จัดแสดงอาวุธที่ถูกฝังไปพร้อม
กับศพ นางเดินไปรอบๆ อย่างระมัดระวังครู่หนึ่ง
ก็ไม่พบดาบสักเล่ม
นางเห็นว่ามีเอกสารไผ่อยู่บนโต๊ะ ก็หยิบม้วนที่
บางหน่อยขึ้นมา ออกแรงฉีกชายเสื้อของตัวเอง
เอาไขมันปลาฉลามมาจากตะเกียงของคนรับใช้
แล้วจุดไฟ
ทันทีที่ไฟถูกจุดสว่าง หางตาของนางก็เหลือบไป
เห็นแถบดำทะมึนหลังผนังแกะสลัก จึงถือไฟเดิน
เข้าไปใกล้
ข้างในเป็นห้องเล็กๆ มีโต๊ะหินและชั้นหนังสือสอง
สามหลัง ซ่งชูอีจำได้ว่ามันคือท้องพระโรงหลัง ใน
พระราชวังในเสียนหยางก็มี นอกจากอิ๋งซื่อจะไป
มุมหอคอยแล้วก็ยังมักจะงีบที่นี่หรืออ่านทวน
บันทึกฉินเป็นประจำ เมื่อนึกถึงตรงนี้ ความ
หวาดกลัวในใจของนางจึงลดลงไปไม่น้อย
นางจำได้ว่าด้านตะวันออกของห้องนี้เป็นบาน
ประตูแกะสลัก เมื่อเปิดประตูออกไปก็จะเป็น
ศาลากลางน้ำที่แผ่ขยายไปถึงกลางทะเลสาบ
ด้านตะวันตกก็มีประตูเช่นกันซึ่งทะลุกับทางเดิน
ที่นำไปสู่วังหลัง นางเข้าใกล้กำแพงฝังตะวันออก
ตามความทรงจำ รู้สึกยินดียิ่งเมื่อเห็นว่ามันคือ
ประตูแกะสลักจริงๆ
ประตูไม่มีกลอน เมื่อผลักเบาๆ มันก็เปิดออกแล้ว
ข้างนอกมีศาลากลางน้ำตามคาดทว่าไม่มี
ทะเลสาบอะไรนั่น! ราวกับโดยรอบถูกปิดทับด้วย
ผ้าม่าน ซ่งชูอีรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง เอื้อมมือเลิก
ผ้าม่านด้านข้างออกเป็นช่องว่าง
แสงสีฟั้าจางๆ เล็ดลอดเข้ามาและตกกระทบอยู่
บนพื้น
ซ่งชูอีตกตะลึง ก้าวเท้าเดินผ่านสถานที่กลวงๆ
อย่างรวดเร็ว นางมองออกไปข้างนอก สามารถ
มองเห็นท้องพระโรงจากที่สูงได้อย่างแท้จริง!
ซ่งชูอีเข้าใจในทันทีว่าที่แห่งนี้แตกต่างจาก
พระราชวังเสียนหยางเล็กน้อย เมื่อเดินอ้อมไปก็
สามารถเชื่อมท้องพระโรงเล็กกับท้องพระโรง
หลักเข้าไว้ด้วยกัน และนี่คือพระที่นั่งหลักของ
ท้องพระโรงใหญ่อย่างแท้จริง
นางคลำหากลอนประตู สำรวจมันอยู่ครู่หนึ่ง คิด
ไม่ถึงว่ามันสามารถเปิดออกไปได้…
ซ่งชูอีดีใจจนแทบคลั่ง ทว่าในไม่ช้าก็สงบลง พวก
เขามีคนมาก ต่อให้หนีออกไปตอนนี้ก็ยังเหมือน
แพะวิ่งเข้าปากเสือ
เนื่องจากตู้เหิงไม่มีแผนที่ส่วนหลังและไม่ได้เข้า
มาจับนางถึงที่นี่ แสดงว่าเขาไม่รู้เส้นทางนี้
นางต้องใช้การล่าถอยนี้เพื่อหลอกล่อให้พวกเขา
เข้าไปในอุโมงค์ กำจัดไปสักคนสองคนจึงจะมี
ความหวังในการหนีรอด
ครั้นมีความหวัง ทั้งร่างกายของซ่งชูอีก็เปียมด้วย
กำลังวังชา ยกมือขึ้นลูกคลำท้อง รีบกลับไปยัง
ท้องพระโรงเล็ก ดับไฟในมือของรูปปันทหาร
แกะสลักของดวงนั้นแล้วกลับไปในอุโมงค์
อุโมงค์เส้นนี้มีความยาวประมาณสี่สิบกว่าจั้ง
ห้องโถงเล็กก่อนหน้านี้กินพื้นที่ไปมาก ส่วนห้อง
อื่นๆ อยู่ใกล้กันมาก ข้างในจะมีพวกข้าวของ
เครื่องใช้ในสมัยที่เซี่ยวกงยังมีชีวิตอยู่ นางเดิน
กลับไปกลับมาในทางเดินของสุสานหลายครั้ง
เพื่อตรวจสอบสุสานทั้งหมดอย่างรอบคอบ
นอกเหนือจากเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตอื่นๆ เช่น
เครื่องทองสัมฤทธิ์ เครื่องปันดินเผา และเครื่อง
ไม้แล้วก็ไม่มีสมบัติทองและเงินใดๆ อีกทั้งไม่มี
หน้าไม้ดาบง้าวอย่างที่ซ่งชูอีต้องการ
ทว่านางก็ยังเจอเสื้อผ้าจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมี
แม้กระทั่งขนหมาปั่าตัวหนึ่ง!
ซ่งชูอีลังเลครู่หนึ่งทว่าก็ยังสวมเสื้อขนหมาปั่าตัว
นั้นเพื่อปกปั้องส่วนท้อง เมื่อขนหมาปั่าถูกนำ
ออกมา ซ่งชูอีก็เห็นแส้หนังอยู่ใต้กล่อง จึงหยิบ
มันขึ้นมาด้วย
ซ่งชูอีกำลังจะกลับ กลับเห็นอะไรบางอย่างไม่
ไกลภายใต้แสงไฟสลัว นางเดินไปข้างหน้าไปอีก
หน่อยก็พบว่าได้มาถึงจุดสิ้นสุดอุโมงค์แล้ว
ด้านหน้าเป็นประตูบานพับหิน มีรูปสัตว์ปั่า
แกะสลักขนาดมหึมาอยู่ด้านบน ปากของมันที่อ้า
อยู่เผยให้เห็นเขี้ยวคมกริบ สิ่งที่ทำให้ซ่งชูอี
ประหลาดใจก็คือมีดาบทองสัมฤทธิ์อยู่ในปาก
ของมัน
ผู้คนมีความเชื่อว่ารูปแบบของสุสานบรรพบุรุษ
จะส่งผลต่อคนรุ่นหลัง ดังนั้นซ่งชูอีจึงใช้มุมมอง
ทางการเมืองค้นหาความนึกคิดของฉินเซี่ยวกง
นางเชื่อว่าเซี่ยวกงเป็นองค์จวินที่เผด็จการและมี
ความทะเยอทะยานคนหนึ่ง เขาเข้าใจว่าหากรัฐ
แข็งแกร่งก็จะไม่มีสงคราม ดังนั้นเขาจึงทุ่มเททั้ง
แรงกายแรงใจเพื่อเสริมสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง
กำลังทหารคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับ
ผู้ปกครองใต้หล้าในอนาคต! หากเขาต้องการ
ปกปั้องต้าฉินให้แข็งแกร่งแม้หลังความตาย
เช่นนั้นเหล่าอาวุธดาบทั้งหมดควรอยู่ในที่ที่ใกล้
กับโลงศพมากที่สุด
เช่นนั้นเบื้องหลังประตูหินแกะสลักอันยิ่งใหญ่นี้
จะต้องเป็นห้องเก็บอาวุธและหีบศพแน่ เป็น
สถานที่ที่ไม่สามารถละเมิดได้ที่สุดในสุสาน
ทั้งหมด!
ซ่งชูอีไม่มีความคิดที่จะเข้าไปข้างหน้าอีก รู้สึกว่า
มีดาบทองสัมฤทธิ์ก็เพียงพอแล้ว ทว่าการที่ดาบ
เล่มนี้วางอยู่ตรงนี้คงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องตกแต่ง
กระมัง?
หลังจากมองไปรอบๆ นางก็ลองหยิบดาบขึ้นมา
อย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ดีทันทีที่ดาบทองสัมฤทธิ์น้ำหนักมากถูก
ขยับ จู่ๆ ก็มีเสียงแครกๆ รอบด้าน ซ่งชูอีตกใจ
รีบวางดาบกลับไปที่เดิม
เสียงนั้นหยุดลงทันที
ซ่งชูอีถอนหายใจ อย่างไรเสียก็อย่าโลภจะดีกว่า!
ประตูบานนี้ปกปั้องรากฐานของต้าฉิน จะต้องไม่
มีทางราบรื่นเหมือนก่อนหน้านี้แน่ นางมีขนสัตว์
ทั้งยังมีเครื่องทองสัมฤทธิ์และเครื่องปันดินเผาที่
สามารถใช้งานได้ เท่านี้เซี่ยวกงก็เมตตามากแล้ว!
ซ่งชูอีกำแส้แน่น หมุนตัวกลับมา
“ซ่งหวยจิน!”
ในขณะที่กำลังจะถึงท้องพระโรงเล็ก เสียงของตู้
เหิงก็ดังมาจากทางเข้าอุโมงค์
ซ่งชูอีหยุดเดิน
ตู้เหิงเอ่ยเสียงดัง “บัดนี้ข้าได้สั่งให้คนปิดช่อง
ระบายอากาศหมดแล้ว ไม่มีทางเข้าออก หาก
ตอนนี้เจ้ายอมออกมาวาดแผนภูมิหน้าไม้และ
บอกตำแหน่งของตราทหารละก็ ข้าก็จะปล่อย
เจ้าออกไป!”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ข้าจะรอเจ้าแค่ครึ่ง
ชั่วยาม หลังครึ่งชั่วยาม ข้าจะปิดตายทางออก”
ซ่งชูอีขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางไม่สงสัยเลยว่าตู้เหิงกำลังล้อเล่น หากนางไม่
ออกไป ไม่แน่ว่าเขาอาจจะปิดตายทางออกจริงๆ
ทว่าตู้เหิงก็ไม่มีทางปล่อยนางอย่างแน่นอน
ในเมื่อไม่ว่าเลือกทางใดก็ตาย ก็ลองสู้เสียหน่อย
ดีกว่า ตู้เหิงสั่งให้คนตรวจชีพจรนางหลายรอบ
จะต้องรู้ว่านางตั้งครรภ์แน่ เกรงว่ากำลังรอที่จะ
ใช้เรื่องนี้โจมตีนางอยู่กระมัง!
“เจ้า…” ซ่งชูอีเดาว่าประเดี๋ยวเขาก็จะใช้เรื่อง
ตั้งครรภ์มาข่มขู่ นางจึงชิงลงมือก่อน
เมื่อตัดสินใจแล้ว นางก็จงใจทำให้เสียงของตัวเอง
อ่อนแอลง “เจ้าให้คนเข้ามาแบกข้าออกไปที ข้า
ปวดท้องเหลือเกิน หากเจ้าปกปั้องลูกของข้า ข้า
จะบอกเจ้าทุกอย่าง ข้าอยู่หน้าประตูหลุมฝังศพ
ห้องที่ห้าทางขวามือ”
ตู้เหิงไร้สุ้มเสียง
ซ่งชูอีรู้ว่าเขากำลังลังเล จึงไม่ได้สนใจเขาอีก
กลับไปยังหน้าประตูสุสานที่ห้า เปิดประตูแล้ว
เข้าไปในช่องว่าง พาตัวเองเข้าไปในห้องตรงข้าม
ที่มีเครื่องทองสัมฤทธิ์และเครื่องปันดินเผาเมื่อครู่
หยิบชิ้นส่วนขึ้นมาสองสามชิ้นใส่กระเปั๋า จากนั้น
ก็หาเครื่องทองสัมฤทธิ์สองสามชิ้นที่มีขนาด
เหมาะสมวางไว้หลังประตู หยิบขาตั้งทองแดง
สามขาขนาดเล็กออกมาจากในนั้น ขณะที่กำลัง
จะกลับไปยังอุโมงค์ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
ใกล้เข้ามา
ไอ้สารเลว ช่างตัดสินใจได้เร็วเหลือเกิน!
นางลอบด่าในใจ รีบเข้าไปใกล้ประตู ดับคบเพลิง
ที่อยู่ในมือ
เสียงฝีเท้านั้นใกล้เข้ามาทุกที ซ่งชูอีสามารถ
มองเห็นแสงไฟวูบไหวผ่านช่องว่างของประตู
นางกลั้นหายใจ สามารถแยกแยะเสียงฝีเท้าได้
อย่างชัดเจนว่ามีกันสองคน
เมื่อทั้งสองคนเห็นว่าประตูสุสานห้องหนึ่งแง้ม
เปิดอยู่ก็ชะงักฝีเท้าตามคาด เอาไฟส่องดูรอยเท้า
บนพื้น
ห้องสุสานตัดขาดจากทางโลก เดิมทีก็มีฝุั่นไม่
มาก อีกทั้งห้องนี้ก็ยังถูกซ่งชูอีเดินกลับไปกลับมา
หลายรอบ ไม่สามารถแยกแยะร่องรอยได้เลย
“ซ่งหวยจิน!” ผู้หญิงคนหนึ่งส่งเสียงเรียก
ไม่มีใครขานรับ
สองคนนั้นโลเลครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินตามกันเข้า
ไป
ซ่งชูอีเห็นเงาชัดเจนว่าเป็นชายและหญิง ไม่มีทาง
ที่ตู้เหิงจะเข้ามาด้วยตัวเอง เช่นนั้นจะต้องเป็น
ทหารคุ้มกันกับหนึ่งในสาวใช้เป็นแน่
ห้องสุสานตรงข้ามนั้นใหญ่มาก ซ่งชูอีเห็นว่าแสง
ไฟนั้นยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก็ปลดเศษผ้าที่ใช้ทำ
เป็นคบเพลิงในตอนแรกแล้วคลำหาเพลาประตู
ไขมันปลาฉลามนั้นมหัศจรรย์ยิ่ง เมื่อห่อด้วยผ้าก็
สามารถติดไฟได้ แต่ไม่ทำให้ผ้าไหม้เลย
นางเปิดประตูแผ่วเบา วิ่งไปที่ประตูสุสานฝังตรง
ข้ามอย่างรวดเร็วพร้อมอุ้มเครื่องทองสัมฤทธิ์ใน
มือ
ทั้งสองคนค้นหาอยู่ในห้องสุสานครู่ใหญ่ พบเพียง
รอยเท้าจางๆ จึงหมุนตัวเดินกลับออกมา
ซ่งชูอีเห็นว่าแสงไฟที่ส่องอยู่บนพื้นใกล้เข้ามาทุก
ทีก็ยกเครื่องทองสัมฤทธิ์ขึ้นช้าๆ บังคับลมหายใจ
ให้ช้าลง
สาวใช้เป็นคนออกมาก่อน ซ่งชูอีชูเครื่องทอง
สัมฤทธิ์ขึ้นแล้วฟาดไปที่ศีรษะของนางโดยไม่ยั้ง
คิด
ผู้หญิงคนนั้นส่งเสียงอู้อี้ มือหนึ่งค้ำวงกบประตูไว้
จากนั้นซ่งชูอีก็ฟาดขาตั้งทองแดงสามขาลงไป
อย่างแรง หากครั้งนี้ฟาดโดน สาวใช้คนนั้นก็จะ
ตายอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าน่าเสียดายที่ทันทีที่
ทหารคุ้มกันคนนั้นสะบัดมือ ขาตั้งสามขาก็ปลิว
ลอยไปแล้ว
อย่างไรก็ดีในมือของเขาถือเพียงตะเกียงน้ำมัน
ธรรมดาเท่านั้น ด้วยการเคลื่อนไหวนี้ไฟจึงดับลง
กะทันหัน
ซ่งชูอีเบี่ยงตัวหลบเข้าไปในห้องสุสานเดิม อุ้ม
เครื่องทองสัมฤทธิ์ที่ตนวางไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา
เสียงฝีเท้าหยุดอยู่หน้าประตู ประตูถูกผลักเปิด
เบาๆ
ซ่งชูอีไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า มีความเป็นไปได้มากว่า
เขาใช้ดาบเปิดประตู ซ่งชูอีกระตุกมุมปากยิ้ม
ขว้างเครื่องทองสัมฤทธิ์ในมือออกไป จากนั้นก็นั่ง
ยองๆ อย่างรวดเร็วแล้วหยิบอีกอันขึ้นมา
หลังจากได้ยินเสียงฝีเท้า ก็ฟาดลงไปอีกครั้ง
ทหารคุ้มกันคนนั้นส่งเสียงอู้อี้ หูของซ่งชูอีจับ
เสียงได้อย่างแม่นยำ นางดึงแส้ออกมาแล้วสะบัด
ออกไป
เสียงแหลมคมที่แหวกว่ายผ่านอากาศดังขึ้นใน
ความมืด ทหารคุ้มกันผู้นั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เบี่ยงตัวหลบอัตโนมัติ
นางฟาดสองอยู่สามครั้ง จนทหารผู้คุ้มกันคนนั้น
ไม่รู้ว่าจะต้องหลบไปทางไหนดี ซ่งชูอีไม่ปล่อยให้
เขาได้มีเวลาตอบสนอง เบี่ยงตัวหลบออกไปแล้ว
ปิดประตูตาม
ท่ามกลางความมืดเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากเป็นคน
ตาบอด หากไม่เข้าใจโครงสร้างภายในของที่แห่ง
นี้ก็ต้องต่อสู้กันสักพักจึงจะสามารถออกไปได้
นับประสาอะไรกับเขาคนนั้นที่เพิ่งถูกซ่งชูอีฟาด
ด้วยก้อนหินเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ก็ยังโดนฟาด
ด้วยแส้อีก
ฟิว!
นางเพิ่งจะก้าวออกมาจากประตู ลูกธนูก็เฉี่ยว
แก้มของนางไป กระแสความร้อนพุ่งออกมาจาก
จุดที่ปวดแสบปวดร้อนนั้น
สาวใช้คนนั้นยังไม่ตาย ทั้งยังมีธนูอยู่ในมือด้วย!