กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 329 ในที่สุดก็ช่วยไว้ได้
ซ่งชูอีหวดแส้ออกไปทันที
ทางนั้นร้องอุทาน
ซ่งชูอีพอจะคลำทิศทางของสาวใช้ได้ จึงหวดแส้
ไปไม่ยั้ง
สาวใช้คนนั้นเป็นคนที่รู้วิชาปั้องกันตัว นางคว้า
แส้ด้วยมือเปล่าแล้วออกแรงดึงซ่งชูอีเข้าหา
ตัวเอง
เก้าฉื่อ!
คือความยาวของแส้นี้
ซ่งชูอีก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วล้มไปกอง
กับพื้นตามแรงดึง คว้าข้อเท้าของสาวใช้ผู้นั้น
เอาไว้
สาวใช้ส่งเสียงอุทานเบาๆ ปล่อยแส้แล้วคลำหา
ดาบยาวออกมาจากเอวแทงไปยังทิศทางของซ่งชู
อี
ซ่งชูอีกลิ้งตัวอยู่บนพื้น ลุกขึ้นมาอ้อมไปด้านหลัง
นาง การเคลื่อนไหวหลายอย่างทำให้นางเหงื่อซึม
ทั้งตัว ด้วยความคุ้นเคยที่นางมีต่อสถานที่แห่งนี้
ทำให้นางมีความคิดที่ยืดหยุ่นมากกว่าพวกเขา
ท่ามกลางความมืดมิด
นางสามารถตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อ
ตัวเองได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นาง
สามารถต่อสู้กับพวกเขาได้จนถึงตอนนี้ บัดนี้นาง
มีอาการปวดตุบๆ ในช่องท้องส่วนล่าง หากนางสู้
ตายเพื่อฆ่าสองคนนี้ เกรงว่าลูกของนางก็จะไม่
รอดเช่นกัน
ในขณะที่นางกำลังคิดว่าจะเดินหน้าหรือจะถอย
หลังนั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสวบสาบ นางตกตะลึง
แล้วหวดแส้ออกไปอย่างแรง
สาวใช้คิดที่จะโก่งคันธนู!
สถานการณ์ของซ่งชูอีในตอนนี้เป็นผู้ถูกกระทำ
เสียมากกว่า ตัดสินจากเสียงที่แหวกว่ายผ่าน
อากาศเมื่อครู่แล้ว สิ่งที่สาวใช้ถืออยู่ในมือคือหน้า
ไม้ ตอนที่ไฟยังสว่างอยู่ นางก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่า
นางมีหน้าไม้ด้วย แสดงว่าขนาดของมันต้องเล็ก
มาก น่าจะเป็นหน้าไม้เบาแบบพกพาที่กองทัพ
เกราะดำแห่งรัฐฉินใช้กันทั่วไปในการซุ่มโจมตี
การขึ้นหน้าไม้ประเภทนี้ในที่มืดเป็นเรื่องยากมาก
ซ่งชูอีตั้งใจจะหวดแส้อีกหลายรอบเพื่อให้สาวใช้
หลบไม่ทัน จากนั้นก็ค่อยฉวยโอกาสหลบเข้าไป
ในประตูห้องสุสานที่ห่างออกไปด้านหลังเพียงห้า
ก้าว ในห้องนั้นมีเพียงกล่องและเครื่องดินเผา
จำนวนหนึ่ง อย่างน้อยก็สามารถนำมาใช้เป็นโล่
ปั้องกันได้ ครั้นตัดสินใจได้ดังนี้ นางก็หวดแส้ไม่
ยั้ง สาวใช้คนนั้นวาดดาบขึ้นปั้องกัน แส้พัน
กระแทกรอบใบมีด
ซ่งชูอีออกแรงดึงแส้ ใครจะรู้ว่าแม้นางจะออก
แรงมากเพียงนี้แส้ก็ยังไม่ขาด!
นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ!
เพียงแต่ร่างกายของซ่งชูอีอ่อนแอ จึงเป็นฝั่ายถูก
ดึงไปแทน
เวลาไม่คอยท่า! เมื่อถูกบีบให้เสี่ยงอันตราย ซ่งชู
อีก็ต้องพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่แยแส ยิ่งไปกว่านั้น
แส้คือเครื่องช่วยชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางใน
สถานที่แห่งนี้ ไม่อาจทำหายไปได้โดยง่ายๆ ซ่งชู
อีเอนตัวไปข้างหลังเพื่อดึงแส้ไม่ให้มันหย่อน
พลางรวบแส้เดินไปข้างหน้า
เพียงไม่กี่ก้าวนางก็สัมผัสถึงปลายดาบแล้ว
ขณะที่สาวใช้คนนั้นเพิ่งจะรู้ตัวซ่งชูอีก็ยกขาเตะ
เข้าท้องน้อยของนางอย่างจัง
หลังจากที่เตะแล้วนางก็ไม่ได้ดึงเท้ากลับทันที แต่
อาศัยจังหวะนี้เตะเข้าร่างของนางอย่างจังและดึง
เชือกแส้ที่มืออย่างแรง
ครั้งนี้ซ่งชูอีใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
สาวใช้คนนั้นส่งเสียงอู้อี้ แต่ให้ตายอย่างไรก็ไม่
ปล่อยมือ
ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ซ่งชูอีรู้ดีว่านางไม่สามารถ
รักษาท่าทางนี้ไว้ได้นานนัก นางชักขากลับ ดึงแส้
และวิ่งไปข้างหลังสาวใช้
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ
เท่านั้น สาวใช้ผู้นั้นยังไม่ทันได้ตอบสนอง เมื่อ
ดาบจี้อยู่ที่คอนางก็ร้องอุทานด้วยความ
ประหลาดใจ ส่วนซ่งชูอียกขาขึ้นดันหลังของนาง
เพื่อปั้องกันไม่ให้นางหันกลับมา
ใบมีดอันแหลมคมฝังอยู่ในคอของสาวใช้
สาวใช้ถือดาบในมือข้างหนึ่งและหน้าไม้ในมืออีก
ข้างหนึ่ง ในความมืดเช่นนี้ดาบยังเป็นประโยชน์
มากกว่า อย่างไรก็ตามต่อให้ซ่งชูอีหยิบหน้าไม้
ขึ้นมาแต่เมื่อไม่มีลูกศรมันก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะทิ้งหน้าไม้ลง มืออีก
ข้างหนึ่งถือด้ามจับดาบไว้
เป็นเพราะความลังเลของนางนี้เอง เมื่อแส้นั้นถูก
ดึงอย่างแรง ใบมีดส่วนที่ไม่ได้ถูกพันด้วยแส้ก็
เฉือนผ่านลำคอ เลือดพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ
สาวใช้ล้มลงกับพื้นเสียงดังโครม
ซ่งชูอีรีบเก็บแส้และดาบทันที
ท่ามกลางความมืดนี้สามารถได้ยินเสียงเลือดที่
ไหลออกมาได้อย่างชัดเจน ผ่านไปสักพักนางจึง
คลำหาหน้าไม้บนพื้น ลุกขึ้นวิ่งไปยังท้องพระโรง
เล็ก
เดิมทีซ่งชูอีต้องการที่จะคลำหาลูกศรบนตัวสาว
ใช้ ทว่าก็กลัวว่านางจะยังไม่ตายอีกดังนั้นจึงยอม
แพ้
ซ่งชูอีวิ่งเข้าไปในท้องพระโรงเล็กแล้วปิดประตูลง
จุดตะเกียงบนรูปปันทหารทว่าคราวนี้มันกลับไม่
ติด!
ทันใดนั้นนางก็ค้นพบหลักการของโคมไฟนี้ มี
ความเป็นไปได้สูงว่าเดิมทีมีไขมันปลาฉลามที่ติด
ไฟอยู่ในด้ามจับ เมื่อหมุน ไฟก็จะลุกขึ้นและเผา
ไหม้ไขมันปลาฉลามโดยรอบทั้งหมด! ก่อนหน้านี้
นางไม่ได้คิดอะไรมากจึงดับไฟโดยไม่ได้คลาย
เกลียวเชื้อไฟ แน่นอนว่าครั้งนี้ย่อมไม่ติดไฟอยู่
แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ไม่ได้เสียเวลาอีก คลำทาง
ไปถึงม่านกลางท้องพระโรงตามความทรงจำ เดิน
ไปตามม่านก็พบตะเกียงของนางกำนัลคนหนึ่ง
ในขณะที่กำลังจะขยับกลไลก็กลับได้ยินเสียง
ฝีเท้าขนาดใหญ่ดังมาจากในอุโมงค์
จะต้องเป็นเพราะเมื่อครู่นางรีบร้อนเข้ามาเกินไป
จึงส่งเสียงดังและทำให้ตู้เหิงที่อยู่ข้างนอกได้ยิน
เข้า
ซ่งชูอีไม่มีเวลาคิดมาก นางวิ่งขึ้นไปบนบันไดของ
พระที่นั่งหลัก แวบเข้าไปในห้องด้านหลังรูป
แกะสลักท่ามกลางความมืด
ประตูของท้องพระโรงเล็กถูกเปิดออก
ซ่งชูอีได้ยินเสียงฝีเท้า ก็สอดชายเสื้อสอดเข้าไป
ระหว่างเพลาประตูเพื่อเปิดประตูแกะสลักไว้
แสงจากห้องโถงใหญ่ส่องสว่างภายในห้อง มือ
ของซ่งชูอีเพิ่งจะสัมผัสกับประตูลับ ก็มีแสงสว่าง
ขึ้นด้านหลัง จากนั้นเสียงเยือกเย็นของตู้เหิงก็ดัง
ขึ้น “เจ้าช่างมีความสามารถเหลือเกิน!”
ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้แต่กลับสามารถทำให้ผู้ที่รู้
วิชาการปั้องกันตัวสองคนตายหนึ่งและบาดเจ็บ
อีกหนึ่ง
ซ่งชูอีทอดถอนใจ หันกลับไปก็เห็นชายและหญิง
ยืนอยู่ที่ประตูพร้อมกับคบเพลิง ผู้หญิงคนนั้นถือ
เกาทัณฑ์ไว้ในมือกำลังเล็งมาที่นาง
ซ่งชูอีนั่งยองกะทันหัน ยื่นมือออกไปเปิดประตู
ลับ
มีแสงสว่างขึ้นเบื้องหน้าฉับพลัน ซ่งชูอีได้ยินเสียง
แหวกว่ายผ่านอากาศด้านหลังจึงรีบก้มตัวหลบ
แต่ใบหน้ากลับเผชิญหน้ากับหมาปั่าตัวใหญ่ที่
กำลังดมกลิ่นอยู่
นางได้ยินเพียงเสียงครวญคราง มันพุ่งตัวเข้ามา
เหมือนก้อนกลมๆ และมาถึงด้านหน้าของสาวใช้
ในแทบจะทันที ตะครุบนางล้มไปกับพื้น เพียงอ้า
ปากกัดคำเดียวก็เกือบทำศีรษะของนางหลุดออก
จากบ่า
ตู้เหิงรู้ว่าตนไม่รอดแน่ จึงเพียงหลับตาลง ยืน
เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อน
ไปั๋เริ่นกำลังจะหันไปกัดเขา ทว่าทันใดนั้นกลับได้
ยินเสียงดุ
ซ่งชูอีตื่นตระหนก พยุงตัวกับวงกบประตู
พยายามลุกขึ้นมา มองเห็นเจ้าอี่โหลว
กับเว่ยต้าจื่อยืนอยู่ด้านหลังตู้เหิงพร้อมถือดาบอยู่
ในมือ
หมาปั่าสีทองตัวหนึ่งเดินเหยียบร่างของสาวใช้ไป
นั่งลงข้างๆ ไปั๋เริ่น เงยหน้าจ้องตู้เหิงพร้อมกับส่ง
เสียงครางงิ๋งๆ น้ำลายไหลหยดติ๋งๆ
เจ้าอี่โหลวเจอซ่งชูอีแล้วจะไปสนใจตู้เหิงที่ไหน
กัน เขาพุ่งเข้าไปกอดนาง
“ข้ามิได้ฝันไปใช่ไหม” ซ่งชูอีลูบคลำใบหน้า
อบอุ่นของเขา ยิ้มแล้วหมดสติไป
เว่ยเต้าจื่อรับคบเพลิงมาจากมือของตู้เหิง ค้น
ร่างกายของเขาแล้วล้วงเข้าไปหยิบขวดยาพิษ
ขวดหนึ่งออกมาจากหน้าอก ปลดดาบของเขา
เพื่อปั้องกันไม่ให้เขาฆ่าตัวตายหรือทำร้ายผู้อื่น
จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหาซ่งชูอีโดยไม่ได้มัดเขาไว้
หมาปั่าสามารถตัดสินเปั้าหมายได้แม้จะมีเพียง
กลิ่นจางๆ ก็ตาม
เว่ยเต้าจื่อจับชีพจรของนาง หลังจากตรวจอยู่ครู่
หนึ่งก็ยัดคบเพลิงใส่มือของเจ้าอี่โหลว หยิบยา
ขวดหนึ่งออกมาจากกระเปั๋า เทยาออกมาเม็ด
หนึ่งแล้วปั้อนเข้าปากของซ่งชูอี จากนั้นก็ฝังเข็ม
โดยไม่พูดจา
เมื่อฝังเข็มเสร็จแล้ว เจ้าอี่โหลวก็ถามด้วยความ
ร้อนรน “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“อาการไม่สู้ดี พวกเราออกไปก่อนค่อยว่ากัน
เถอะ อากาศหนาวเช่นนี้ อยู่ที่นี่ต่อเพียงหนึ่งเค่อ
ก็ไม่เป็นผลดีกับนาง” เว่ยเต้าจื่อเอ่ย
“ได้” เจ้าอี่โหลวอุ้มซ่งชูอีแล้วเดินออกไปข้าง
นอก
ออกไปจากประตูลับ
เจ้าอี่โหลวชะงักฝีเท้า มองไปยังผู้ชายในหน้ากาก
สีดำที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะอย่างระวังตัว
ชายชุดดำหันตัวมา คิ้วของเขาดุจดาบคม ดวงตา
เย็นยะเยือก เจ้าอี่โหลวจำเขาได้ตั้งแต่แวบแรก
จึงลดความระวังตัวลง หลังจากพยักหน้าให้
น้อยๆ แล้วก็อุ้มซ่งชูอีจากไปทันที
เว่ยเต้าจื่อออกมาเห็นคนในชุดดำที่ไม่รู้ว่าปรากฏ
ตัวตั้งแต่เมื่อใดก็สะดุ้งโหยง ทว่าเมื่อมองอย่าง
ละเอียดก็วางใจลงเช่นกัน
เว่ยเต้าจื่อเคยเห็นอิ๋งซื่อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่เขา
มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ลึกลับ บุคลิกของ
องค์จวินผู้ทรงพลังและเปียมไปด้วยแรงอาฆาต
เยี่ยงอิ๋งซื่อนี้ เกรงว่าจะมีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า
พวกที่แอบบุกรุกสุสานบรรพบุรุษของผู้อื่นและ
ถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ แม้ว่าเว่ยเต้าจื่อจะ
รู้จักก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก!
อิ๋งซื่อเหลือบเห็นหมาปั่าสีขาวและสีทองกำลัง
เบียดตัวออกมาจากประตูพร้อมคาบคนที่เนื้อตัว
สะบักสะบอมออกมาด้วยก็เอ่ยถาม “ผู้นี้เป็น
คนร้ายรึ?”
เว่ยเต้าจื่อข่มความปรารถนาที่ต้องการจะแสดง
ความเคารพ เอ่ยว่า “ถูกต้อง”
อิ๋งซื่อมองสำรวจตู้เหิงอีกสองสามรอบ เมื่อมั่นใจ
ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็เอ่ยว่า “อย่าให้เขาตาย”
“อืม ข้าจะส่งตัวไปให้จวนศาลตุลาการทันที”
เว่ยเต้าจื่อเข้าใจความหมายของเขา
อิ๋งซื่อพยักหน้า เป็นสัญญาณบอกให้เขาไปได้แล้ว
เว่ยเต้าจื่อนำหมาปั่าทั้งสองไปยังทางออก ขณะที่
กำลังจะหมุนตัวไปก็หันมามองอีกรอบ เห็นอิ๋งซื่อ
เดินไปที่ใต้บันไดแล้วคุกเข่าลงหน้าท้องพระโรง
แสงไฟของตะเกียงอมตะส่องระยิบระยับอยู่ใน
ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ แผ่นหลังของเขาเล็ก
มากอย่างเห็นได้ชัดทว่าก็ยิ่งใหญ่มากเช่นกัน
ภายในจวนกั๋วเว่ย
หลังจากซ่งชูอีกลับมาแล้วก็นอนหลับไปสามวัน
เต็ม
หลังจากที่เว่ยเต้าจื่อส่งตู้เหิงให้กับศาลตุลาการ
เขาก็ไม่สนใจแล้ว ใช้วิธีเผายาสูบเพื่อรมยาให้ซ่งชู
อีทุกวัน เจ้าอี่โหลวเฝั้าซ่งชูอีที่หนังหุ้มติดกระดูก
ไม่มีกะใจจะไปจัดการตู้เหิงในเวลานี้ สำหรับเขา
แล้วหากไม่สามารถช่วยซ่งชูอีกลับมาได้ ต่อให้ตู้
เหิงสลายกลายเป็นเถ้าถ่านก็เทียบไม่เท่าหนึ่งใน
หมื่นความเกลียดชังเลย
“ช่วยชีวิตของซ่งหวยจินมาได้ก็จริง ทว่าที่น่าเป็น
ห่วงคือเด็กในท้องของนาง” เว่ยเต้าจื่อเอ่ย
เจ้าอี่โหลวชะงัก “นางตั้งครรภ์?”
“ย่างเข้าเดือนที่สี่แล้ว” เว่ยเต้าจื่อปลอบประโลม
“วางใจเถิด ดูจากเวลาแล้ว เป็นไปได้เก้าส่วนว่า
เด็กคนนี้เป็นลูกเจ้า”
เจ้าอี่โหลวไม่สนใจคำพูดของเขา ถามต่อ “น่า
เป็นห่วงหมายความว่าอย่างไร?”
เว่ยเต้าจื่อทอดถอนใจเอ่ย “การที่นางสามารถ
รักษาลูกมาได้ถึงตอนนี้ไม่ง่ายเลย แต่รักษาก็ส่วน
รักษา บัดนี้สภาพครรภ์ไม่เสถียรอย่างยิ่ง
สัญญาณชีพของทารกก็อ่อนมาก…”
เจ้าอี่โหลวเม้มริมฝีปากแน่น กำหมัดโดยไม่รู้ตัว
“อยู่ในสถานที่หนาวเหน็บเช่นนั้นสามเดือนกว่า
บวกกับเดิมทีร่างกายของหวยจินก็ไม่แข็งแรงอยู่
แล้ว เด็กคนนี้…เป็นไปได้ว่า…” เว่ยเต้าจื่อมอง
นางอย่างกังวล “เป็นไปได้ว่าอาจจะตายอยู่ใน
ครรภ์”
ดวงตาของเจ้าอี่โหลวแดงระเรื่อ สำลักอยู่ใน
ลำคอ “ด้วยทักษะการแพทย์ของท่านก็ช่วยไม่ได้
รึ?”
เว่ยเตาจื่อเอื้อมมือตบๆ ไหล่ของเขา “สามารถ
ช่วยชีวิตได้สามส่วน ทว่าเจ้าต้องรู้ไว้ ต่อให้ช่วย
ได้ก็เป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมความไม่สมบูรณ์ ยิ่งไป
กว่านั้นเหลืออีกห้าเดือนก็จะคลอดแล้ว ด้วย
สภาพร่างกายของหวยจิน ถึงตอนนั้นก็ใช่ว่าจะ
สามารถให้กำเนิดออกมาได้”
“เช่นนั้นความหมายของท่านคือ?” เจ้าอี่โหลวกัด
ฟัน เนื่องจากกัดแรงมากเกินไป เส้นเลือดสีเขียว
บนหน้าผากจึงปูดนูนออกมา
เว่ยเต้าจื่อเห็นเขาเช่นนี้ก็ทนดูไม่ได้ ทว่าเรื่องนี้
เกี่ยวข้องกับสองชีวิต จึงได้แต่กล่าวว่า “เอาเด็ก
ออกเร็วหน่อยเถิด”
เจ้าอี่โหลวเบือนหน้าหนี
เว่ยเต้าจื่อเห็นว่าโหลวอี่โหลวไม่ต้องการให้คนอื่น
เห็นสีหน้าเป็นทุกข์ของเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกและ
ออกไปอย่างเงียบๆ ให้เขาได้อยู่เงียบๆ คนเดียว
“อี่โหลว” ซ่งชูอีเรียกเสียงเบา
เจ้าอี่โหลวตัวแข็งทื่อ เงยหน้าขึ้นมองซ่งชูอี
“เจ้า…เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อใด?”
“สักพักแล้ว” ซ่งชูอีเอ่ย
“เจ้าก็ได้ยินหมดแล้ว?” เจ้าอี่โหลวนั่งลงที่ขอบ
เตียง กุมมือของนาง ข่มน้ำตากลับเข้าไปข้างใน
“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง ทำให้เจ้าได้รับความ
ทรมานนานเพียงนี้”
ซ่งชูอีไม่ได้ส่งเสียง ไม่ใช่เพราะนางโทษเจ้าอี่
โหลว ทว่านางปวดใจ…ปวดใจกับเลือดเนื้อเชื้อไข
ในท้องของนาง
ทั้งคู่เงียบงัน กลิ่นยาภายในห้องทำให้หายใจไม่
ออก
หลังจากความเงียบงันครู่หนึ่ง เจ้าอี่โหลวก็เอ่ย
เสียงเบา “เอาเด็กออกเถิด”
ซ่งชูอีหลับตาลง “ให้ข้าได้นอนสักพักเถิด ข้า
เหนื่อยมาก”