กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 330 เมื่อเกรี้ยวกราดใต้หล้าก็หวาดกลัว
ใบไม้ร่วงหล่นเหมือนผีเสื้อ
บัดนี้คือฤดูใบไม้ร่วง เป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ทิวทัศน์
งดงามที่สุดเมื่อมองมาจากมุมหอคอยใน
พระราชวังเสียนหยาง หากยืนอยู่ข้างหน้าต่าง
หรือในศาลาก็จะสามารถมองเห็นใบไม้โปรย
ปรายดั่งสายฝนทั่วทั้งนคร กลิ่นหญ้าแห้งจางๆ
อบอวลอยู่ในอากาศ
อิ๋งซื่อยืนอยู่หน้าราว บีบผ้าไหมสีขาวที่มีขนาด
ยาวสามนิ้วอยู่มือ มีลายมือจางๆ อยู่ด้านบน เป็น
ข้อความของตู้เหิงที่ส่งมาจากสุสานทางนกพิราบ
“ท่านอ๋อง” จางอี๋ประสานมือคำนับ
อิ๋งซื่อไม่ได้ตอบ หันมายื่นมือผ้าไหมสีขาวนั้นให้
เขา
จางอี๋นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วรับมันด้วยสองมือ ก้มหน้า
อ่านรอบหนึ่ง “นี่คือ…ข้อความที่ตู้เหิงส่งไปยัง
รัฐเว่ย?”
“สมกับเป็นกั๋วเว่ยแห่งต้าฉิน!” นานๆ ทีจะมีคำ
ชมหลุดออกมาจากปากของอิ๋งซื่อ
จางอี๋รู้ว่าที่จริงแล้วกองทัพใหม่ซ่อนอยู่ในกองทัพ
รักษาการณ์เสียนหยางและกองทัพที่ชายแดนอี้
ฉวี ไม่ได้อยู่ในปาสู่ตั้งแต่แรก ตู้เหิงชำนาญในการ
ซื้อขายข่าวสาร จะต้องมีหลายวิธีในการสกัดคำ
สารภาพ คงไม่จู่ๆ ก็กุเรื่องขึ้นมาโดยเด็ดขาด
การที่ซ่งชูอีสามารถทำให้เขาเชื่อได้ว่าข้อความนี้
เป็นเรื่องจริงนั้นไม่ใช่เพียงกลโกงธรรมดาแต่ยัง
ต้องทนกับความทุกข์ที่คนธรรมดาทนไม่ได้
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ครานี้กั๋วเว่ยพบกับภัยพิบัติ
อย่างแท้จริง!” จางอี๋ยากที่จะเข้าใจ
“อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง?” อิ๋งซื่อเอ่ย
ถาม
จางอี๋เอ่ย “เรื่องชีวิตไม่น่าห่วง เพียงแต่ต้อง
ค่อยๆ ฟืนฟูร่างกาย”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง หันมองซ้ายขวาไม่เห็นใครก็เอ่ย
ว่า “นางตั้งครรภ์ แต่เกรงว่าจะรักษาเด็กไว้
ไม่ได้”
อิ๋งซื่อตกตะลึง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงหลุบตาลงและ
เก็บใบไม้ที่ร่วงอยู่บนราว เอ่ยว่า “ทักษะ
การแพทย์ของเว่ยเต้าจื่อยอดเยี่ยมไม่แพ้เปียน
เชวี่ยก็รักษาไว้ไม่ได้รึ?”
นิสัยของเว่ยเต้าจื่ออิสระเสรี ไม่ได้มีจิตใจเมตตา
ฝึกวิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คนเยี่ยงเปียนเชวี่ย
ไม่ได้แสวงหาความก้าวหน้าในวงการการแพทย์
จะช่วยคนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความชมชอบ
ดังนั้นชื่อเสียงในแง่ทางการแพทย์ของเขาจึงสู้
เปียนเชวี่ยไม่ได้
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยถามมหาเสนาบดีฝั่าย
ขวาแล้ว เขากล่าวว่าแม้ซ่งหวยจินจะอายุยี่สิบ
กว่า ทว่าเนื่องจากกินยาหลายปีก่อนหน้านี้ จึงมี
ร่างกายของเด็กหญิงวัยสิบสองเท่านั้น ต่อให้
ร่างกายแข็งแรง การตั้งครรภ์ก็เป็นการฝืนอย่าง
มาก” จางอี๋เอ่ยอย่างจนปัญญา “ชีวิตมนุษย์เรามี
ได้มีเสีย หวยจินในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แม้ว่าจะ
ได้มาแต่กลับสูญเสียยิ่งกว่า”
ขณะที่จางอี๋พบกับซ่งชูอีในรัฐซ่งเป็นครั้งแรกเมื่อ
เจ็ดปีที่แล้วก็รู้สึกว่านางเหมือนเด็กผู้หญิง ต่อมา
ได้รู้จักกันก็พบว่านางมีความรู้และเฉลียวฉลาด
ทั้งคำพูดและพฤติกรรมล้วนไม่ใช่สิ่งที่เด็กผู้หญิง
จะสามารถมีได้ ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่าสำนักจวงจื่อ
รับศิษย์ผู้หญิงมาก่อน ดังนั้นจึงคิดว่านางเป็น
ผู้ชายโดยไม่รู้ตัว บัดนี้ได้รู้ถึงเพศของนางก็รู้สึก
เหลือเชื่อ ทั้งรู้สึกว่ามันก็สมเหตุสมผล
อิ๋งซื่อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ไปดูตู้เหิง
ด้วยกันเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางอี๋เอ่ย
ในคุกใต้ดิน
ตู้เหิงอยู่บนเตียงไม้หลังหนึ่ง สองมือของเขาถูกโซ่
หนาล่ามไว้กับผนัง หน้าตาสะอาดสะอ้านสดใส สี
หน้าขาวซีด ผมดกดำปล่อยสยายอยู่ข้างหลัง
ครึ่งหนึ่ง หลับตาเงยหน้ารับแสงแดดที่ส่องเข้ามา
ทางหน้าต่างระบายอากาศ ท่าทางเหมือน
คุณชายผู้สง่างาม ไม่เหมือนกับนักโทษโดยสิ้นเชิง
อิ๋งซื่อเดินลงบันไดช้าๆ ถอดเสื้อคลุมออกโยนลง
บนโต๊ะ แล้วนั่งลงบนเสื้อคลุมโดยตรง
ตู้เหิงได้ยินความเคลื่อนไหวก็หันมามอง สายตา
หยุดอยู่ที่อิ๋งซื่อ เสียงที่เปล่งออกมาราวกับชาย
ชราที่ฟันร่วงหมดปาก “แม้แต่องค์จวินแห่งต้า
ฉินก็ยังมาส่งข้าตู้เหิง ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก”
จางอี๋มองสำรวจอย่างละเอียดรอบหนึ่ง คิดว่า
เป็นเพราะปั้องกันไม่ให้เขาฆ่าตัวตายจึงถอนฟัน
ไปจนสิ้น
อิ๋งซื่อกระตุกมุมปากยิ้ม “ในเมื่อกล่าวเช่นนี้ กว่า
เหรินก็ยังคิดด้วยมันสมองทั้งหมดที่มีว่าควรจะ
ลงโทษเจ้าอย่างไร เจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรติอย่าง
แท้จริง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของตู้เหิงค่อยๆ จางหายไป
เนื่องจากบุคลิกของอิ๋งซื่อนั้นดูก้าวร้าวเหลือเกิน
แรงอาฆาตอันกระหายเลือดบีบไปถึงก้นบึ้งของ
หัวใจ ทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่รักษาอาการบน
ใบหน้าเอาไว้ได้
“เจ้าช่างเก่งเรื่องทำให้ผู้อื่นไร้ผู้สืบสกุลนัก หาก
กว่าเหรินไม่สงเคราะห์เจ้าเสียหน่อยก็ดูจะไม่
ยุติธรรม” อิ๋งซื่อเอ่ย
เย็นชา
ผู้คุมเรือนจำข้างๆ กล่าวอย่างรู้เวลา “ท่านอ๋อง
เตรียมการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” อิ๋งซื่อส่งสัญญาณให้เริ่มได้
ผู้คุมโบกมือเรียกให้เจ้าหน้าที่เรือนจำสองสามคน
เข้ามาและยังมีหมอหลวงอีกสองคน
จางอี๋รู้ว่าอิ๋งซื่อต้องการตัดเจ้าโลกของตู้เหิงทิ้งจึง
หันหลังไป ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องเจ็บปวดน่า
อนาถดังขึ้นด้านหลัง เพียงได้ยินเสียง จางอี๋ก็รู้สึก
ว่าร่างกายส่วนล่างของตนเจ็บปวดเล็กน้อย
เขาต้องการจะโน้มน้าวไม่ให้อิ๋งซื่อมอง ทว่าทันที
ที่เหลือบตาไปก็เห็นใบหน้าเย็นยะเยือกของอิ๋งซื่อ
สีหน้านั้นไม่แตกต่างจากปกติเลย เขาลังเลครู่
หนึ่ง หันหลังไปมอง ทันใดนั้นใบหน้าก็ซีดขาว
ตู้เหิงนอนร่างเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงหิน ผู้คุมที่
แข็งแกร่งสี่คนกดแขนขาของเขาไว้ ขันทีสองคน
ที่เชี่ยวชาญในการตัดเจ้าโลกกำลังตัดส่วนนั้น
อย่างระมัดระวังด้วยมีด เลือดกระจายไปทุกหน
ทุกแห่ง เส้นเลือดของอวัยวะของตู้เหิงแตกออก
เขาดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง
“หมดสติไปแล้วขอรับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“สาดน้ำเย็นให้ตื่น” ผู้คุมกล่าว
อิ๋งซื่อเคยกำชับไว้ว่า ตู้เหิงจะต้องถูกทำโทษตอน
ยังมีสติ
น้ำเย็นถังหนึ่งถูกสาดลงไป แม้ไม่อยากตื่นก็ต้อง
ตื่น เมื่อผู้คุมเห็นว่าเขาฟืนแล้วก็ส่งสัญญาณให้ทำ
ต่อ
คุกใต้ดินเต็มไปด้วยเสียงคำรามแหบแห้ง เมื่อตู้
เหิงสลบไปก็ถูกน้ำเย็นสาดให้ตื่น จนท้ายที่สุด
เมื่อน้ำเย็นไม่สามารถปลุกเขาได้แล้ หมอหลวง
สองคนก็ฝังเข็มบังคับให้เขาตื่น
ขันทีสองคนทำเรื่องนี้มาหลายสิบปี
ประสบการณ์ช่ำชอง จะไม่ทำให้เขาเป็นอันตราย
แก่ชีวิต
อิ๋งซื่อมองดูพวกเขาพันแผลด้วยความคล่องแคล่ว
ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหา
หลังจากขันทีพันแผลเสร็จแล้วก็รีบค้อมคำนับ
แล้วถอยออกไป
ตู้เหิงจ้องมองเพดานด้วยสายตาล่องลอย ใบหน้า
ขาวซีดและซูบตอบที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อยิ่งดูอ่อนแอ
“วันนี้ถือว่ากว่าเหรินอารมณ์ดี เติมเต็มเจ้าด้วย
การมอบของขวัญเล็กๆ ให้ชิ้นหนึ่ง เจ้าก็รักษาตัว
ให้ดี” อิ๋งซื่อเอ่ยพร้อมหยิบขวดยาขนาดเล็กสีดำ
ขวดหนึ่งออกมาจากกระเปั๋า เปิดผนึกแล้วเอาไป
จ่อที่ปลายจมูกของตู้เหิง “เจ้ามีความรู้กว้างขวาง
คงรู้ว่านี่คือสิ่งใดกระมัง?”
นี่ไม่ใช่ยาพิษที่ชิ้นเอกกระไรหากแต่เป็นธูปหอม
ผู้เชี่ยวชาญจะเอามาใช้ในการสะกดรอย ทันทีที่
โดนตัวแล้วจะติดอยู่หลายเดือนไม่จางหายไป
ไหน
“นกพิราบตัวนั้นที่บินออกมาจากห้องสุสาน กว่า
เหรินยังไม่ได้ฆ่ามัน” อิ๋งซื่อเอ่ยอย่างเฉยเมย
ดวงตาของตู้เหิงเริ่มมีกลับมาเป็นปกติและเผยให้
เห็นความหวาดกลัว เสียงแหบแห้งนั้นเปียมไป
ด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาเอ่อล้นขอบตา “อา…
อา…”
ทันทีที่คนอ่านข้อความโดนธูปหอมสะกดรอย
สายลับของรัฐฉินก็จะสามารถหาผู้บงการ
เบื้องหลังได้อย่างรวดเร็ว
ตู้เหิงส่ายศีรษะไม่หยุด สายตาที่มองอิ๋งซื่อเปียม
ด้วยความอ้อนวอน
“เจ้าคิดว่าสุสานบรรพบุรุษของรัฐฉินเป็นสถานที่
แบบใดกัน? เจ้าคิดว่ากั๋วเว่ยของต้าฉินข้าเป็น
ใคร? หากเจ้าไม่รู้ กว่าเหรินก็จะบอกเจ้าด้วย
ความหวังดี!” อิ๋งซื่อมองต่ำลงมายังตู้เหิงที่แทบ
จะแตกสลาย กล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เจ้าจะ
ไม่ตายหรอก กว่าเหรินจะให้เจ้ารอดูคนอยู่
เบื้องหลังที่เหิมเกริมผู้นั้นตายอย่างน่าอนาจต่อ
หน้าเจ้า และกองทัพเหล็กแห่งต้าฉินข้าจะปราบ
รัฐเว่ยให้ราบเป็นกลอง! รอดูกว่าเหริน…”
เขาหลุบตาลงเล็กน้อย กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ขุดสุสานบรรพบุรุษของสกุลตู้ของเจ้า”
จางอี๋ตั่วสั่นสะท้าน ในใจรู้ดีว่าอิ๋งซื่อโกรธถึงขีด
สุดแล้ว อิ๋งซื่อไม่ใช่คนที่ขี้โมโห หากเป็นความผิด
ธรรมดาทั่วไป เพียงคำเดียวก็สามารถตัดสินชีวิต
ผู้กระทำความผิดได้แล้ว จะเสียเวลาจะพูดมาก
และสร้างความวุ่นวายขนาดนี้เพื่ออะไรกัน?
อิ๋งซื่อหมุนตัวสะบัดแขนเสื้อจากไป จางอี๋รีบหยิบ
เสื้อคลุมแล้วตามหลังไป
ทันทีที่ออกจากจากคุกใต้ดินก็ถูกห้อมล้อมไปด้วย
แสงอาทิตย์เจิดจ้า ในเวลานี้เองที่จางอี๋จึงรู้สึกได้
ว่าร่างกายตัวเองหนาวสั่นไปหมด
ไม่ช้า บทลงโทษของตู้เหิงก็ถูกประกาศไปทั่ว
ราชอาณาจักร
รัฐฉินหล่อรูปปันนักรบดินเผาขึ้นมาอันหนึ่ง เติม
น้ำยาที่สามารถคงชีวิตได้ไว้ข้างในจนเต็ม ตัด
กล้ามเนื้อมือและเอ็นร้อยหวายของตู้เหิงในที่
สาธารณะ รอจนบาดแผลหายดีแล้วก็เอาเขาใส่
เขาไปในรูปปันนักรบดินเผานั้น แล้วเอาไปวางไว้
ในห้องลับอันมืดมิดห่างจากสุสานของเซี่ยวกง
ยี่สิบลี้เพื่อเป็นวิญญาณเฝั้าสุสานของเซี่ยวกง
เป็นการชดใช้ความผิดของเขา
อิ๋งซื่อประกาศออกไปว่าตู้เหิงเป็นสายลับของ
รัฐเว่ย วันรุ่งขึ้นจะส่งกองทัพเข้าปราบปราม
รัฐเว่ยเป็นการแก้แค้นให้ต้าฉิน!
รัฐฉินเพียงประกาศว่าตู้เหิงถูกตัดแขนขาแล้วคุม
ขังอยู่ในห้องลับเพื่อรับโทษ ส่วนเรื่องอื่นเขียนแค่
กว้างๆ เท่านั้น
เรื่องนี้แพร่กระจายไปยังนานารัฐ ใต้หล้าต่าง
กล่าวว่าอิ๋งซื่อมีเมตตา ล้วนกล่าวกันว่าผู้ที่
ล่วงเกินสุสานบรรพบุรุษเยี่ยงนี้ควรจะเฉือนหนัง
แร่กระดูกจึงจะสามารถบรรเทาเศษหนึ่งส่วน
หมื่นของความแค้นได้
ภายในจวนกั๋วเว่ย
เว่ยเต่าจื่อเกลี้ยกล่อมซ่งชูอีด้วยความลำบากยาก
เข็ญ “หากไม่ดื่มยานี้อีกก็จะไม่ทันการแล้ว”
ซ่งชูอีลูบท้อง ยิ้มเอ่ยว่า “เขายังรอดพ้น
สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนั้นได้ เห็นได้ชัดว่า
เป็นเด็กที่มีความแข็งแกร่งคนหนึ่ง”
“ไอ้เฮงซวย!” เว่ยเต้าจื่อทิ้งถ้วยชาลงบนโต๊ะ
กล่าวด้วยความฉุนเฉียว “ข้าเชี่ยวชาญทาง
การแพทย์ จะนิ่งดูดายชีวิตคนได้หรือ! หากเจ้า
อาลัยอาวรณ์เขา ข้าก็จะบำรุงร่างกายเจ้าอย่างดี
ในอนาคตก็ยังมีอีกได้! เจ้าอยากให้แม่ทัพเจ้า
มองดูพวกเจ้าตายไปพร้อมกันหรือ?”
เจ้าอี่โหลวพิงอยู่ที่ประตู ทว่าไม่ได้เข้ามา
เว่ยต้าจื่อเดินออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด เมื่อ
เห็นเขาก็ส่งเสียงหึออกมาคำหนึ่ง
เจ้าอี่โหลวรีบตามไป “ศิษย์พี่ใหญ่”
“ศิษย์พี่ใหญ่อะไรกัน! ใครเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของ
เจ้า! เจ้าว่างนักก็ไปปลอบของเล่นเฮงซวยของ
เจ้า อย่ามาตีสนิทส่งเดช! ข้าจะไปแล้ว ไม่เห็นจะ
ได้ไม่ว้าวุ่นใจ!” เว่ยเต้าจื่อเป็นเหมือนแมวที่ถูก
กระตุกหาง
เจ้าอี่โหลวรอให้เขาระบายความโกรธออกมา
ก่อนที่จะเอ่ยด้วยความหดหู่ว่า “แอบวางยาไม่ได้
หรือ?”
เว่ยเต้าจื่อเพิ่งจะสงบสติลง ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ก็
ราวกับว่าถูกกระตุกหางอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าข้าไม่
อยากลอบวางยาหรือไง! นี่คือเรื่องเล็กรึ! นางคิด
ไม่ตกเอง ถึงตอนนั้นหากรักษาเด็กไว้ไม่ได้แล้ว
นางล้มปั่วย ตายเร็วหลายสิบปี สู้เสี่ยงคลอดลูก
ออกมายังจะดีกว่า! อย่างน้อยก็ยังรู้สึกสบายใจ!”
เจ้าอี่โหลวเงียบงัน
เขาได้พูดทุกอย่างไปหมดแล้ว ซ่งชูอีไม่สะทก
สะท้านเลย หรือแม้กระทั่งสั่งเสียเขาเรียบร้อย
แล้วด้วยซ้ำ
เขาก็สามารถเข้าใจความรู้สึกของซ่งชูอี มารดา
ของนางเสียชีวิตตอนที่คลอดนาง บิดาก็ยอมสละ
ชีวิตเพื่อนาง จิตใต้สำนึกของนางรู้สึกว่าคนที่เป็น
พ่อแม่ก็ควรที่จะปกปั้องลูกโดยไม่สนใจอะไร
ทั้งสิ้น
ตอนนี้เจ้าอี่โหลวเอาแต่โทษตัวเองว่าเขาไม่ควร
ทำให้นางตั้งครรภ์เลย
หากเป็นไปได้ เขายินดีที่จะแลกชีวิตกับความ
ปลอดภัยกับพวกนางสองแม่ลูก
ภายในห้อง ซ่งชูอีกำลังอ่านหนังสือ
เจ้าอี่โหลวนั่งลงตรงข้ามนาง
ซ่งชูอีได้ยินเสียงก็วางสมุดไผ่ลง สำรวจเขารอบ
หนึ่ง “หน้ายังกะตูด!”
“ข้าเกลี้ยกล่อมเจ้าไม่ได้ และก็ไม่ต้องการพูด
อะไรที่ทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ” เจ้าอี่โหลวกวาด
สายตาอยู่บนตัวของนาง “ข้าไม่อยากเสียเด็กคน
นี้ไปยิ่งไม่ต้องการเสียเจ้า ที่ผ่านมาไม่เคยมีเวลา
ใดที่ทำให้ข้ารู้สึกไร้ความสามารถเท่าตอนนี้เลย”
ไม่สามารถบังคับและไม่มีทางโน้มน้าวได้ เจ้าอี่
โหลวไม่รู้ว่าตัวเองยังจะทำอะไรได้อีก ได้แต่มอง
วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ หัวใจของเขาก็ยิ่งบีบแน่น
“หวยจิน” เจ้าอี่โหลวกุมมือของนาง “ครั้งนี้ยัง
สามารถเลือกได้ ไม่ใช่เรื่องที่เด็ดขาด ไว้พวกเรา
อยู่กันอย่างสันโดษแล้วก็ยังมีลูกได้อีก เจ้ารักษา
ตัวให้ดี พวกเราจะมีลูกกันเยอะๆ เลย”
ซ่งชูอีส่ายหน้า “ต่อให้มีมากเพียงใดก็ไม่ใช่คนนี้!
เขากับข้าร่วมฝั่าสถานการณ์ที่ยากลำบากและ
อันตรายมาด้วยกันสามเดือนกว่า ไม่จากกันไป
ไหน ข้าจะทิ้งเขาไปเช่นนี้ได้อย่างไร?”