กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 333 หนึ่งร้อยปีก็สั้นไป
เมื่อพบหน้าหลังจากกันมานานก็ยากที่จะคุยกัน
เพียงสองสามคำ พวกเขาคุยไปคุยมาก็ล่วงเลย
เข้าสู่ยามบ่ายโดยไม่รู้ตัวแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่ง
เจียนคุ้มกันขบวนรถตามลำพัง ต้องกลับไป
รายงานภารกิจในรัฐฉู่ ไม่สามารถอยู่ในเสียนห
ยางได้นาน ซ่งชูอีจึงให้เขาพำนักคืนหนึ่ง
หนิงยาไปเร่งให้คนใช้เตรียมอาหารค่ำ เพิ่งจะ
ออกมาจากห้องก็เห็นเว่ยเต้าจื่อกลับมาพอดี
“ศิษย์พี่ใหญ่กลับมาแล้วรึ นายท่านอยากจะคุย
กับท่านน่ะ ข้าจะเข้าไปบอกนายท่าน”
“ไม่ต้องหรอก” สีหน้าเว่ยเต้าจื่อขึงขัง เป็นครั้ง
แรกที่ไม่ได้เย้านางเล่น “ข้าเข้าไปเองดีกว่า”
หนิงยามองเว่ยเต้าจื่อด้วยความสงสัย ในใจก็กลัว
ว่าพระวรกายของฝั่าบาทไม่สู้ดีนัก นี่ไม่ใช่เรื่องที่
นางสามารถก้าวก่ายได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ถามมาก
ยืนอยู่หน้าประตูรอซ่งเจียนออกมา
เป็นไปตามคาด เว่ยเต้าจื่อเพิ่งจะเข้าไป ซ่งเจียน
ก็หลบออกมาแล้ว
“อาเจียน ไปห้องครัวด้วยกันเถิด” หนิงยาเอ่ย
ซ่งเจียนเดินไปกับนางโดยไม่ได้พูดอะไร
ภายในห้อง เว่ยเต้าจื่อทอดถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยว่า “ฝั่าบาทมีโรคที่อวัยวะภายใน ไม่มี
ทางรักษาให้หายขาด กินดื่มตามปกติดูแล
สุขภาพให้ดีก็ไม่มีอะไรน่าห่วงในตอนนี้ ทว่ายาก
ที่จะมีชีวิตยืนยาว”
มือของซ่งชูอีที่ถือถ้วยชาสั่นเทิ้ม น้ำร้อนครึ่งถ้วย
หกใส่เสื้อคลุมแต่กลับไม่รู้สึกตัวเลย “เหลือเวลา
อีกนานแค่ไหน?”
“การเปลี่ยนแปลงของโรคนี้ยากจะควบคุม อย่าง
มากสุดก็สิบกว่าปี สั้นสุดก็ปีครึ่ง” เว่ยเต้าจื่อเห็น
ว่าสีหน้าของนางไม่ใคร่ดี ก็เอ่ยปลอบประโลมว่า
“ได้ยินว่าเซี่ยวกงก็ประชวรด้วยโรคนี้ อายุสี่สิบ
สามโรคถึงจะกำเริบ ยิ่งไปกว่านั้นดูจากรูปลักษณ์
ของฝั่าบาทแล้วใช่ว่าจะมีอายุสั้น”
ในสมัยนี้การมีชีวิตผ่านวัยสี่สิบได้ถือว่าเป็นเรื่อง
ปกติมาก ทว่าซ่งชูอีก็ยังคงทอดถอนใจ “กษัตริย์
ผู้กล้าหาญยากที่จะพานพบ หนึ่งร้อยปีก็ยังสั้น
ไป!”
นับประสาอะไรกับสี่สิบปีเล่า?!
เว่ยเต้าจื่อกล่าวว่า “ฝั่าบาทพระวรกายแข็งแรง
หากกินดื่มอย่างดีในวันธรรมดา อาการก็จะไม่แย่
ลงอย่างรวดเร็วจนทำให้อาเจียนออกมาเป็นเลือด
เช่นนี้ ช่างเถิด หนึ่งคนก็ต้องรักษา สองคนก็ต้อง
รักษา น่าสงสารที่ข้าต้องถูกขังอยู่ที่นี่ชั่วชีวิต”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านพูดความจริงมาเถิดว่าเหตุใดถึง
มาหาข้า?” ซ่งชูอีเข้าใจเว่ยเต้าจื่อดีที่สุด
นอกจากเรื่องผู้หญิงแล้วเขาไม่มีความสนใจเรื่อง
อื่นเลย แม้ว่าอาจารย์จะตัดนิ้วเพื่อนาง เป็นไป
ได้มากว่าเขาก็คงจะไม่รีบตั้งใจมาเยี่ยม อีกทั้งเขา
ก็เป็นคนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ด้วยนิสัย
เช่นนี้จะใส่ใจว่านางจะเก็บลูกไว้หรือนางจะตาย
หรือไม่เช่นนั้นหรือ?
หากคำพูดของอิ๋งซื่อสามารถปลุกสติได้ ซ่งชูอีก็รู้
แล้วว่ามันคือเจตนารมณ์ของจวงจื่อ เพียงแต่นาง
ต้องการฟังจากปากของเว่ยเต้าจื่อเอง
“ก็ไม่มีอะไรน่าปิดบังหรอก ข้าได้รับคำสั่งจาก
อาจารย์ให้ปกปั้องชีวิตของเจ้า อาจารย์บอกว่า
พลังชี่ของเจ้าไม่เพียงพอแต่กำเนิด ชะตาชีวิตก็
กลับเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า คนที่อยู่ข้างกายล้วน
แปดเปือนไปด้วยฆ่าผลาญ เกรงว่าจะไม่ส่งผลดี
ต่อเจ้า” เว่ยเต้าจื่อมองเจ้าอี่โหลวอย่างมีนัยยะ
พูดแล้วก็อดที่จะตัดพ้อไม่ได้ “เขาท่องไปไกลทั่ว
หล้า แต่กลับให้ข้าเข้ามาแปดเปือนกับความ
เป็นไปของโลก”
เจ้าอี่โหลวสนใจสายตาของเขามาก รีบถามทันที
“ความหมายของศิษย์พี่คือ ชะตาของข้าที่เปียม
ไปด้วยการเข่นฆ่าจะทำร้ายหวยจินรึ?”
เว่ยเต้าจื่อเอ่ยอย่างหัวเสีย “ในราชสำนักมีใคร
บ้างที่ไม่มีจิตใจแห่งการเข่นฆ่า? หากสามารถ
หลบเลี่ยงได้อย่างง่ายดายแล้วจะให้ข้ามาทำไม!”
ซ่งชูอีกลับเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ศิษย์พี่
ใหญ่เคยไม่ยุ่งเกี่ยวกับความเป็นไปของโลกด้วย
หรือ? เลื่อมใส เลื่อมใส!”
คำพูดนี้ทำเอาเว้ยเต้าจื่อพูดไม่ออก รูปแบบของ
เขาเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญเสียมากกว่า
เจ้าอี่โหลวเอ่ยด้วยความจริงใจ “ศิษย์พี่ใหญ่ชอบ
หญิงงาม พรุ่งนี้ข้าจะไปซื้อมาบางส่วน”
“มารดาเจ้าเถอะ อยากทำให้ข้าอกแตกตายรึไง!”
เว่ยเต้าจื่อลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อจากไป
เจ้าอี่โหลวมองซ่งชูอีอย่างงุนงง
ซ่งชูอีเอ่ย “ศิษย์พี่ใหญ่ชอบความดิบๆ ทั้งชอบ
หญิงบ้านคนอื่นด้วย ไม่ชอบเชลยที่เป็นของ
ตัวเอง นี่คือเหตุผลที่เขายังไม่แต่งงานจนบัดนี้”
“อย่างนี้นี่เอง” เจ้าอี่โหลวพยักหน้า
“ท่านเจ้าคะ ท่านเจินขอพบเจ้าค่ะ” สาวใช้
รายงาน
ซ่งชูอีจัดแจงเสื้อผ้า ก่อนเอ่ยว่า “ให้เขาเข้ามา
เถิด”
ไม่ช้า เจินจวิ้นก็เข้ามาในห้องตามการนำทางของ
สาวใช้
“คำนับท่าน!”
สองพี่น้องโค้งคำนับพร้อมกัน
ซ่งชูอีสำรวจสองสามรอบ ก็เห็นว่าเขาผอมกว่า
ก่อนหน้านี้ลงไปมาก แทบจะมองไม่เห็นลักษณะ
อ้วนกลมที่ดูร่าเริงเหมือนในช่วงแรกๆ มีเด็กสาว
สวยที่มีรูปร่างเพรียวบางและขาวผ่องอยู่เคียง
ข้างซึ่งก็คือเจินอวี๋ บัดนี้นางได้ละทิ้งความเป็น
เด็กไปแล้ว ดูมีมารยาท เงียบขรึมและอ่อนโยน
ท่าทางสงบนิ่งกว่าเมื่อก่อนมาก
“เชิญนั่ง” ซ่งชูอีเอ่ย
หลังจากเจินจวิ้นนั่งลงแล้วก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มจน
ดวงตาโก่งงอ ยังดูใจดี “บัดนี้เห็นว่าท่านสบายดี
ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ”
“ครั้งนี้หวยจินหายตัวไปกว่าสามเดือน โชคดีที่
ท่านเจินมีเครือข่ายกว้างขวาง หาศิษย์พี่ใหญ่จน
เจอ” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
ในเวลานั้นเจ้าอี่โหลวถูกไปั๋เริ่นลากไปที่สุสานของ
เซี่ยวกง ช่องระบายอากาศถูกขุดกว้างหนึ่งฉื่อ
แล้ว ทว่ากลับไม่ลึก ในเวลานั้นตู้เหิงได้สั่งให้ปิด
ช่องระบายอากาศทั้งหมดแล้ว ซึ่งแตกต่างจากที่
เจ้าอี่โหลวกับไปั๋เริ่นเห็นก่อนหน้านี้ มองไม่เห็น
ทางเข้าออกภายในสุสานเลย
เพื่อซ่งชูอีแล้ว ต่อให้เจ้าอี่โหลวต้องขึ้นสวรรค์ลง
นรกก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย แต่ผู้ที่ขุดสุสานของ
เซี่ยวกงก็จะถูกกองทหารรักษาการณ์เห็นได้
โดยง่าย อีกทั้งเขาก็ไม่รู้ว่าต้องขุดนานเท่าใด ใน
ใจร้อนรนจนแทบทนไม่ไหว ทว่าเรื่องนี้มีโทษถึง
ประหารเก้าชั่วโคตร แต่จะไม่ขอความช่วยเหลือ
จากใครเลยก็ไม่ได้! โชคดีที่เจินจวิ้นตามหาอย่าง
สุดความสามารถก็พบเว่ยเต้าจื่อ
เว่ยเต้าจื่อรู้จักวิชาเวทย์ เข้าใจประเพณีการ
ทำนายแบบโบราณ โครงสร้างสุสานบรรพบุรุษก็
หนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ เขาคำนวณไม่นานก็ค้นพบ
ทางเข้าสุสาน
เจินจวิ้นกล่าวว่า “การติดตามนายท่านเป็น
หน้าที่ของข้า”
เจ้าอี่โหลวยากที่จะพูดจาดีๆ กับคนอื่น เรื่องนี้ซ่ง
ชูอีต้องไว้หน้าอยู่แล้ว
“บุญคุณนี้ ข้าจะจดจำไว้ในใจ” นางตระหนัก
เรื่องที่เจินจวิ้นร้อนใจมากที่สุด ดังนั้นจึงทำ
เหมือนคุยเรื่องธรรมดาทั่วไปพลางมองไปที่
เจินอวี๋ “น้องเจินกลายเป็นแม่นางเต็มตัวไปแล้ว
มีคนที่ถูกใจแล้วหรือยัง?”
ชื่อเสียงของเจินอวี๋เป็นเพราะซ่งชูอี ทันทีที่มัน
โด่งดังขึ้นมาซ่งชูอีก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของนางอีก
และนางก็กลัวซ่งชูอีมาก เจินจวิ้นพยายาม
ชักชวนให้นางมาเยี่ยมเยียนที่จวนกั๋วเว่ยบ่อยๆ
ทว่าเป็นตายอย่างไรนางก็ไม่ยินยอมมา ผล
ปรากฏว่าหลายปีมานี้นางสูงไปก็รับไม่ไหวต่ำไปก็
ไม่เอา จนย่างเข้าอายุสิบเก้าแล้วก็ยังไม่ออกเรือน
สักที
บรรดาผู้หญิงสูงศักดิ์ที่เจินอวี๋รู้จักในตอนนั้นต่าง
ออกเรือนและมีบุตรกันไปหมดแล้ว นางกลัวว่า
ตัวเองจะขายหน้า จึงค่อยๆ ตัดขาดการติดต่อไป
“เดิมทีข้าพบคนที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพียงแต่ไม่
อยู่ในรัฐฉิน” ซ่งชูอีเอ่ย
เจินจวิ้นพูดด้วยความตื่นเต้น “ท่านก็รู้จัก
น้องสาวคนนี้ของข้า นางเป็นคนขี้กลัว หากแต่ง
ไกลบ้าน…”
“หึหึ ไม่ต้องตื่นเต้น นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการจะ
พูด” ซ่งชูอีหัวเราะ สวีจ่างหนิงได้ส่งจดหมาย
ด่วนเมื่อไม่นานมานี้ กล่าวว่าองค์ชายซื่อเห็น
คุณค่าของเขายิ่ง จะให้เขาแต่งงานกับน้องสาวให้
ได้
แม้ว่าองค์ชายซื่อจะโดดเด่นทว่าดีเลวอย่างไรก็
เป็นองค์หญิงแห่งรัฐเว่ย ทั้งยังมีพี่ชายที่โปรด
ปรานเป็นผู้หนุนหลัง จึงสูงส่งกว่าองค์หญิงทั่วไป
เล็กน้อย บวกกับช่วงนี้ซ่งชูอีประสบกับเหตุไม่
คาดคิด หลังจากสวีจ่างหนิงรู้เรื่องแล้วก็รีบ
แต่งงานกับองค์หญิงด้วยความรีบร้อน เช่นนี้ต่อ
ให้ซ่งชูอีตายไป “ความเหน็ดเหนื่อย” ใน
ภายหลังของเขาก็ยังมีให้กินให้ดื่ม
ซ่งชูอีครุ่นคิดเล็กน้อย “ข้าเห็นว่ารูปลักษณ์และ
อุปนิสัยขององค์ชายชางก็ไม่เลว”
เจินจวิ้นหัวใจเต้นรัว ยับยั้งความปีติยินดีไว้ในใจ
“เขาเป็นลูกหลานของราชสำนัก ข้าเกรงว่าสกุล
เจินที่เป็นครอบครัวพ่อค้าจะไม่คู่ควร!”
ซ่งชูอีคิดในใจ เจ้าคิดเช่นนี้แต่เกรงว่าน้องสาวเจ้า
ไม่ได้คิดเช่นนี้น่ะสิ ตอนนั้นนางยังรู้สึกว่าตัวเอง
คู่ควรกับชูหลี่จี๋อยู่เลย!
“เป็นถึงน้องสาวของกั๋วเว่ย เหตุใดถึงไม่คู่ควรกับ
เขาเล่า?” ซ่งชูอีเอ่ย
เจินจวิ้นดีใจยิ่ง รีบดึงเจินอวี๋มาคำนับขอบคุณ
“ขอบคุณท่าน!”
คุยกันครู่หนึ่ง เจินจวิ้นเห็นว่าซ่งชูอีมีสีหน้า
เหนื่อยล้า ก็รีบกล่าวคำอำลาพร้อมกับเจินอวี๋อ
ย่างรู้กาลเทศะ
เจินอวี๋ตามไปอย่างเงียบๆ ตลอดทาง ขณะที่
กำลังขึ้นรถม้าก็เหลือบมองเจินจวิ้นที่สีหน้าเปียม
ด้วยรอยยิ้ม กระซิบเสียงเบา “เหตุใดพี่ใหญ่ถึงไม่
เอ่ยถึงพี่ใหญ่จี๋เล่า?”
“เด็กโง่!” เจินจวิ้นลูบศีรษะของนาง “ทุกอย่าง
มันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้านายท่านเอ่ยปากเรื่องงาน
แต่งนี้อีก ไม่เป็นการดูถูกเขาหรอกหรือ? ข้าจะ
กล้าทำให้นายท่านลำบากใจได้อย่างไร?”
เจินอวี๋เงียบ ตอนนั้นซ่งชูอีปล่อยให้นางตัดสินใจ
เอง ทว่าตอนนั้นนางยังไม่รู้ประสา มีความหยิ่ง
ผยอง ไม่สมัครใจที่จะแต่งกับพ่อหม้ายจึงพลาด
ผู้ชายดีๆ ไป บัดนี้เขาก็ยังไม่ได้แต่งงานใหม่ ทว่า
กลับอยู่ไกลเกินเอื้อม
เจินจวิ้นกล่าวด้วยความตื่นเต้น “องค์ชายชาง
เป็นหลานชายขององค์ชายจื๋อ ยังหนุ่มและกล้า
หาญ ปีนี้อายุเท่ากับเจ้าแต่ได้เป็นถึงเซี่ยวเว่ยแห่ง
ทหารองครักษ์แล้ว เขาล้วนทำทุกอย่างด้วย
ความสามารถของตัวเอง มิได้พึ่งพาบรรพบุรุษ
อนาคตภายภาคหน้าไร้ขีดจำกัด ทั้งยังไม่เจ้าชู้ ไม่
มีนางบำเรอข้างกาย เป็นคู่สมรสที่ยอดเยี่ยมนัก”
“องค์ชายจื๋อ ก็คือถิงเว่ยคนใหม่เช่นนั้นหรือ?”
เจินอวี๋เอ่ย
“ถูกต้อง”
ถิงเว่ยคนก่อนจวีหรังเนื่องจากกั๋วเว่ยถูกลักพาตัว
จึงฆ่าตัวตาย ถิงเว่ยที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ก็คืออิ๋
งจื๋อ