กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 334 กั๋วเว่ยเห็นอย่างไร
วันต่อมา อิ๋งซื่อเข้าประชุมราชสำนักตามปกติ
เขานั่งอยู่บนพระที่นั่งสูง ใบหน้าหล่อเหลาถูกบด
บังด้วยพู่ครึ่งหนึ่ง บวกกับเดิมทีเขาพูดน้อยอยู่
แล้ว เหล่าขุนนางจึงไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
เรื่องนี้ก็ผ่านไปทั้งอย่างนี้
เจ้าอี่โหลวขาดงานและถูกปลดออกจากตำแหน่ง
เนื่องด้วยเรื่องส่วนตัว ครั้งนี้ตั้งใจเข้าร่วมสงคราม
ฉินเว่ยด้วยตัวเองก็ได้รับการอนุมัติจากอิ๋งซื่อ
ทันที…ได้สถานะกลับคืนเพื่อสร้างผลงานชดเชย
ความผิดและรีบไปที่สนามรบในอีกไม่กี่วันต่อมา
หิมะหยุดตกร่วมครึ่งวันแล้ว แสงหิมะระยิบระยับ
สะท้อนฟั้าดินเป็นสีขาวโพลน
ซ่งชูอีออกจากจวนพร้อมกับเจ้าอี่โหลว คนหนึ่ง
ออกจากนคร อีกคนเข้าวัง
เมื่อมาถึงทางแยก เจ้าอี่โหลวลงมาจากรถม้าแล้ว
พลิกตัวขึ้นม้า เมื่อเห็นว่าซ่งชูอีเลิกม่านในรถขึ้นก็
ก้มศีรษะลง
แสงหิมะสะท้อนอยู่บนใบหน้าขาวผ่องของนาง
จนแทบโปร่งแสง ดวงตาที่สงบราวกับสายน้ำนั้น
ยิ่งชัดเจน “การแก้แค้นเป็นสิ่งสำคัญ ทว่าคนก็
จากไปแล้ว ฉะนั้นการเอาชีวิตไปทิ้งย่อมไม่คุ้มค่า
บัดนี้ข้าเสียลูกไปแล้ว ไม่ต้องการเสียเจ้าไปอีก
คน”
“ได้” รอยยิ้มผลิบานอยู่บนใบหน้าของเจ้าอี่โหลว
ราวกับเมฆต้องแสงตะวัน
“ไปเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
รถม้าเคลื่อนตัว ทั้งสองคนแยกทางกันไปทางทิศ
เหนือและใต้บนถนนหลวง
อิ๋งซื่อยังคงรักษาตำแหน่งไว้ให้ซ่งชูอี ในช่วงที่นาง
หายตัวและเจ็บปั่วยก็เพียงมองหาคนมารักษา
ตำแหน่งแทนเท่านั้น ดังนั้นหลังจากที่นางแสดง
ปั้ายขุนนางแล้วทหารรักษาการณ์ก็ปล่อยให้ผ่าน
เข้าไป
ลงจากรถม้าเดินไปถึงหอคอย รอจนเด็กรับใช้เข้า
ไปรายงานแล้ว ขันทีเถาก็ลงมารับนางขึ้นไปยัง
ชั้นสาม
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยาหนักหน่วง ซ่งชู
อีคำนับอยู่หลังม่าน “ถวายบังคมฝั่าบาท”
“เข้ามา” น้ำเสียงของอิ๋งซื่อไร้พลังเล็กน้อย
ขันทีเถาเลิกม่านขึ้น ซ่งชูอีเข้าไปข้างใน
อิ๋งซื่อเพิ่งจะวางถ้วยยาลง รับผ้าเช็ดหน้ามาจาก
ขันทีเพื่อเช็ดๆ ปาก เงยหน้ามองซ่งชูอี “กั๋วเว่ย
มาในเวลาพลบค่ำเช่นนี้ มีเรื่องสำคัญใด?”
ซ่งชูอีค้อมตัวเล็กน้อย “กระหม่อมได้ยินว่า
ร่างกายฝั่าบาทไม่ใคร่ดี ในใจมีความกังวลจึง
ตั้งใจมาเยี่ยม และต้องการมาทูลรายงานฝั่าบาท
ว่าบัดนี้กระหม่อมหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่ง” อิ๋งซื่อเอ่ย
“ขอบพระทัยฝั่าบาท” ซ่งชูอีนั่งคุกเข่าลงบนที่นั่ง
ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองอิ๋งซื่อ
สีหน้าของเขาไม่นับว่าแย่นัก เพียงแต่ใบหน้าที่
หล่อเหลาและอวบอิ่มบัดนี้ซูบตอบลดไปมาก สี
หน้าก็เหนื่อยล้าเล็กน้อย
ซ่งชูอีเอ่ย “คำพูดของฝั่าบาทเดือนที่แล้วปลุกสติ
ของกระหม่อม ในอนาคตกระหม่อมจะตั้งสติให้
มาก และมอบความจงรักภักดีให้ฝั่าบาท ทว่างาน
ชิ้นใหญ่ยังไม่บรรลุผล ฝั่าบาทก็โปรดทะนุถนอม
พระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม” อิ๋งซื่อตอบรับ จากนั้นก็เอ่ยว่า “พรุ่งนี้เจ้า
ก็คืนสู่ตำแหน่งเพื่อจัดการกิจการบ้านเมืองเถิด”
ซ่งชูอีเอ่ย “กระหม่อมมีเรื่องจะขอร้อง”
อิ๋งซื่อเอ่ยอย่างเฉยเมย “กว่าเหรินรู้คำขอของเจ้า
ทว่าเจ้าเพิ่งหายจากอาการปั่วย อย่าทำงานหนัก
เกินไป รอจนเวลาเหมาะสมแล้วข้าย่อมทำให้เจ้า
สมหวัง”
หากจะกล่าวถึงคนที่เข้าใจนางในโลกใบนี้ก็ต้อง
เป็นอิ๋งซื่อ มีบางเรื่องไม่จำเป็นต้องปริปาก เขาก็
ตระหนักรู้แล้ว สิ่งนี้ไม่เพียงทำให้นางมีความสุข
ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้นางระวังตัวอย่างยิ่ง
“ฝั่าบาท ท่านมหาเสนาบดีทั้งสองท่านขอเข้าเฝั้า
พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเถารายงาน
อิ๋งซื่อเอ่ย “เชิญ”
ไม่ช้าก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่บันได หลังจากจางอี๋
และชูหลี่จี๋คำนับอยู่นอกม่านแล้วก็ถูกอิ๋งซื่อเชิญ
เข้ามานั่ง
ทั้งสองคนยังไม่ทันจะกำจัดหิมะที่อยู่บนศีรษะ
เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องด่วน
“ฝั่าบาท สายลับส่งข่าวเรื่องธูปหอมติดตามตัว
มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จางอี๋เห็นว่าอิ๋งซื่อตั้งใจฟัง จึง
พูดต่อ “ผู้ที่รับจดหมายนกพิราบคือฮูหยินรอง
ขององค์ชายซื่อ ตู้เจา ฮูหยินเจาเป็นลูกสาวคนโต
ของสกุลตู้พ่อค้าใหญ่แห่งรัฐเว่ย น้องสาวของตู้
เหิง เจ็ดปีก่อนเกิดการต่อสู้ภายในในสกุลตู้ ถูกตู้
เหิงปราบปรามไว้ได้ ตู้เหิงเพื่อหยิบยืมกำลัง
ภายนอก เขาจึงมอบตู้เจาให้กับองค์ชายซื่อใน
สถานะนางบำเรอและได้รับหนึ่งหมื่นตำลึง
ทองคำ หลังจากนั้นหนึ่งปีมีลูกจึงได้กลายเป็นฮู
หยินรองขององค์ชายซื่อ จากนั้นคนที่สัมผัสกับ
ธูปหอมติดตามตัวก็มีองค์ชายซื่อและหลางจง
ฝั่ายขวาหมิ่นจื๋อห่วนพ่ะย่ะค่ะ”
“ผู้บงการคือองค์ชายซื่อรึ?” ชูหลี่จี๋เอ่ยถาม
จางอี๋ส่ายหน้า “ในตอนแรกข้าก็คิดเช่นนี้ ทว่าคิด
ไปคิดมาก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างมีเงื่อนงำ สกุลตู้เป็น
ผู้ยิ่งใหญ่หลายชั่วอายุคน เป็นพ่อค้านักทำกำไร
ภรรยาของตู้เหิงจากไปเร็ว ไม่มีทายาทสืบสกุล
แม้แต่ลูกชายคนโตสุดก็อายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น
ทันทีที่เขาตาย สกุลตู้ก็ระจัดกระจายทันที เขามี
เหตุใดที่จะต้องขายชีวิตให้กับองค์ชายซื่อเช่นนี้
ด้วยเล่า? ต่อมาเมื่อสืบลึกลงไปก็พบว่า ระหว่างตู้
เหิงกับตู้เจามีความสัมพันธ์คลุมเครือ ทว่าตู้เจามี
คำขอว่าต้องฟังนางทุกอย่าง น้องสาวสุดที่รักของ
ตู้เหิงช่างน่าทึ่งเหลือเกิน!”
ซ่งชูอีเข้าใจในทันที “ก่อนที่ข้าจะถูกขังไม่กี่วัน
ในนครมีข่าวลือหนึ่งว่าชายาเอกขององค์ชายซื่อ
สิ้นใจแล้ว เว่ยอ๋องต้องการที่จะสู่ขอองค์หญิงอิ๋งสี่
หากข้าเดาไม่ผิด จะต้องเป็นเพราะตู้เจาละโมบ
ในตำแหน่งของชายาเอกเป็นแน่ จึงขอให้พี่ชาย
ของนางไปหาแผนภาพของหน้าไม้และตำแหน่ง
ของกองทัพใหม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อหน้า
องค์ชายซื่อ”
“ถูกต้อง” จางอี๋เอ่ย
ชูหลี่จี๋ไม่เข้าใจ “ทว่าแม้จะต้องการหาหลักฐาน
ตู้เหิงก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ก็ได้นี่นา!”
จางอี๋เอ่ยว่า “หลังจากตรวจสอบ ตู้เหิงเริ่ม
แผนการมาครึ่งปีแล้ว ทว่าทันทีที่มีข่าวองค์ชาย
ซื่อต้องการจะสู่ขอองค์หญิงอิ๋งสี่ ตู้เจาก็ใจร้อนยิ่ง
แม้กระทั่งจะขู่เอาชีวิตด้วยซ้ำ ขณะที่ทำความ
สะอาดสุสานจวินองค์ก่อนก็ได้พบจดหมายสอง
ฉบับที่ตู้เหิงนำติดตัวมาด้วย มันเป็นลายมือของตู้
เจา คำพูดมีความเด็ดขาดมาก”
จางอี๋หยิบกระบอกจดหมายสัมฤทธิ์สองใบ
ออกมาจากแขนเสื้อ ยื่นถวายด้วยสองมือ
ขันทีเถาเข้ามารับกระบอกจดหมายนั้น หลังจาก
เปิดออกแล้วก็กางลงบนโต๊ะตรงหน้าอิ๋งซื่อ
อิ๋งซื่ออ่านจบแล้วก็เอ่ยว่า “จับตู้เจามาเป็นๆ รอ
จนส่งคนเข้ามาในรัฐฉินแล้วค่อยหาวิธีทำให้องค์
ชายซื่อรู้ว่าตู้เจามีความสัมพันธ์กับพี่ชายของ
ตัวเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางอี๋เอ่ย
นิสัยขององค์ชายซื่อไม่ชอบทำตามกฎเกณฑ์และ
โหดร้าย หากรู้ว่าตัวเองเป็นไอ้โง่มาหลายปี เกรง
ว่าแม้แต่ลูกที่ตู้เจาคลอดออกมาก็จะถูกฆ่าไปด้วย
ด้วยรูปแบบของเขาจะต้องฆ่าโดยไม่ปล่อยไป
อย่างแน่นอน
ซ่งชูอีรู้สึกขบขันในใจ คิดไม่ถึงว่าการที่ตนถูก
กักขังและได้รับความขมขื่นมากมายเพียงนั้นจะ
เกิดมาจากเรื่องที่ไร้สาระเพียงนี้!
จางอี๋กล่าวอีกว่า “บัดนี้รัฐเว่ยไม่ยอมรับว่าตู้เหิง
ทำงานให้กับรัฐเว่ย ขอให้พวกเราหาหลักฐาน
กระหม่อมต้องการจะผลักเรื่องนี้ไปที่องค์รัช
ทายาทเว่ย อาศัยโอกาสนี้กำจัดเขาเสีย”
อิ๋งซื่อมองไปที่ซ่งชูอี “กั๋วเว่ยถูกมอบหมายให้เป็น
สายลับอยู่ในรัฐเว่ยหลายปี มีความเห็นต่อเรื่องนี้
อย่างไรบ้าง?”
“กระหม่อมเห็นด้วย” ซ่งชูอีนิ่งไปครู่หนึ่ง “ฝั่า
บาทให้คนอื่นออกไปก่อนได้หรือไม่”
อิ๋งซื่อโบกมือเล็กน้อย ขันทีเถารีบคนในวัง
ทั้งหมดถอยออกไปทันที
ซ่งชูอีจึงเอ่ยว่า “ตามที่กระหม่อมรู้ หมิ่นจื๋อห่วน
เป็นคนขององค์รัชทายาท เขาเคยอ่านจดหมาย
ฉบับนั้น แสดงว่าองค์รัชทายาทเว่ยก็รู้แล้วว่า
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับองค์ชายซื่อ เกรงว่าบัดนี้คง
กำลังหาทางกำจัดเขาอยู่ เรื่องนี้ไม่อาจรอช้า
พวกเรารอให้องค์รัชทายาทโยนเรื่องนี้ไปให้องค์
ชายซื่อ แล้วค่อยเอาเบาะแสออกมากล่าวว่าเป็น
ฝีมือขององค์รัชทายาทเว่ย ให้โอกาสองค์ชายซื่อ
ได้หายใจหายคอ องค์ชายซื่อถูกองค์ทายาทเล่น
งานจะต้องเคียดแค้นในใจเป็นแน่ ในเวลานี้
กระหม่อมก็จะมอบแผนการให้กับองค์ชายซื่อ
ผ่านสายลับ…”
จากนั้น ซ่งชูอีก็เล่าถึงแผนการของตัวเองทั้งหมด
เมื่อจางอี๋และชูหลี่จี๋ได้ยินก็ตกตะลึง
พวกเขาก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญา วิธี
การเมืองและการทำสงครามไม่พ่ายแพ้ซ่งชูอีเลย
แต่พวกเขาไม่เคยกัดรัฐใดรัฐหนึ่งด้วยวิธีที่สกปรก
และไร้ยางอายเพียงนี้
จางอี๋คิดมาตลอดว่าตนกระทำการโดยไร้ความ
เป็นสุภาพบุรุษ ทว่าเมื่อเทียบกับซ่งชูอีแล้ว จู่ๆ
เขาก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณธรรมเต็มเปียม และ
สามารถทิ้งร่องรอยไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้แล้ว
สงครามภายในเป็นการทำลายพลังของบ้านเมือง
ที่ได้ผลที่สุด สิ่งนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการ
เริ่มต้นด้วยกองกำลังภายนอกมากนัก ชูหลี่จี๋และ
จางอี๋รู้เรื่องนี้ดีดังนั้นพวกเขาจึงเห็นด้วยอย่างไม่
ต้องสงสัย
ชูหลี่จี๋เอ่ย “ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทเว่ยหรือว่า
องค์ชายซื่อสืบราชสมบัติ ล้วนมีความสำคัญ
ต่อต้าฉินเราทั้งสิ้น ผู้ที่มีอำนาจส่วนใหญ่ล้วนกลัว
กษัตริย์ที่ไม่มีความคิดและที่มีความคิดมาก
เกินไป!”
สิ่งที่เรียกว่า “ไม่มีความคิด” ก็คือการไม่มี
ความเห็น คนอื่นว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ส่วน
“คิดมากเกินไป” หมายถึงความดื้อรั้นในการ
แสดงความเห็นของตัวเอง คนอื่นจะพูดอย่างไรก็
ไม่ฟัง รู้สึกว่าความคิดของตัวเองดี ทำตาม
อำเภอใจ
องค์รัชทายาทเว่ยและองค์ชายซื่อ คนนึ่งไม่มี
ความคิด อีกคนมีความคิดมากเกินไป
อิ๋งซื่ออดไม่ได้ที่จะกังวลเรื่องการศึกษาของโอรส
ตนเอง รู้สึกว่าเขาควรที่จะทุ่มเทพลังงาน
บางอย่างไปกับรัชทายาทบ้างแล้ว
“กระหม่อมมีเรื่องจะทูลรายงาน” ชูหลี่จี๋สงบ
น้ำเสียงตื่นตกใจเอาไว้ “บรรดาขุนนางเรียกร้อง
ให้ปลดหวังโฮ่วพ่ะย่ะค่ะ”