กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 344 เขาไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
ชูหลี่จี๋กำลังยกสุราขึ้น ได้ยินเช่นนี้มือก็สั่น
ถ้าคนอื่นไม่รู้ยังนึกว่าพวกเขาปิดประตูทำอะไร
กันในห้องเสียอีก! ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อด้วย
สีหน้าเรียบเฉย “หมิ่นฉือทำงานได้แนบเนียน
มาก เจ้าสั่งให้สวีจ่างหนิงเปิดโปงเขา แต่ไม่มี
หลักฐานเกรงว่าคงไม่สามารถทำอะไรเขาได้
กระมัง?”
หลังจากตู้เหิงส่งตู้เจาให้กับองค์ชายซื่อแล้วก็
กลับไปที่ต้าเหลียงน้อยมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึง
ติดต่อกับหมิ่นฉือน้อยยิ่ง ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขา
รู้จักกัน หมิ่นฉือสืบสกุลตู้อย่างลับๆ ครั้งนี้เขาได้
ใช้เบาะแสลับทั้งหมดที่ตู้เหิงวางไว้ เขาทำเพียง
แค่จับนกพิราบมาตัวหนึ่งแล้วปล่อยนกพิราบไป
ตัวหนึ่ง ยากที่จะเหลือหลักฐานใดๆ
เหตุผลที่ซ่งชูอีสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำ
เพราะนางรู้ว่าตู้เหิงกับหมิ่นฉือมีมิตรภาพที่ดีต่อ
กัน ทั้งยังเข้าใจคนนิสัยอย่างหมิ่นฉือ ถึงกระนั้น
นางก็ไม่มีหลักฐาน ทุกอย่างเป็นเพียงการคาด
เดาเท่านั้น
“หึ ข้าเคยต้องการฆ่าเขาด้วยกลอุบายเหล่านี้
เมื่อไรกัน? ข้าเพียงต้องการให้เขาได้ลิ้มรสถึง
ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับขุนนางต่างหาก”
ซ่งชูอีหรี่ตาลง ทำท่าทางราวกับไม่เมาเหล้า
แล้วแต่เรายังเมารัก ถอนหายใจเอ่ย “เขาน่ะ ไม่
เปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
ยังทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเปั้าหมาย!
ซ่งชูอีหัวเราะเย็นชา “เขารู้จักกับตู้เหิงมานาน
หลายปีขนาดนั้น เมื่อคนตาย เพียงพริบตาเดียว
เขาก็ข้ามคนล้ม ราวกับเป็นคนเย็นชาไร้
ความรู้สึกไม่ด้อยไปกว่าใครเลยจริงๆ”
ชูหลี่จี๋ยกจอกสุราขึ้น ฟังนางอย่างเงียบๆ โดย
ไม่ได้ขัดจังหวะ
ซ่งชูอีซดสุราไปอีกคำ “แต่ว่ามีจุดหนึ่งที่เขาไม่
เคยเข้าใจว่าการหาหลักฐานไม่ได้ ใช่ว่าจะลงโทษ
ไม่ได้ แต่ว่าจิตใจคนเราน่ะ ครั้นมีความเคลือบ
แคลงใจก็ไม่มีทางหวนคืนแล้ว แม้เรื่องนี้เขาจะ
เก็บกวาดอย่างเรียบร้อย ทว่ามีจุดหนึ่งที่
ปฏิบัติการได้ไม่ดีนัก…”
“หัวใจกษัตริย์?” ชูหลี่จี๋กล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้า
หมิ่นฉือพยายามอย่างหนักลับหลัง ทั้งหมดได้ถูก
เตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่ว่าเขาเพิ่งจะติดตามเว่
ยเฮ่อเท่านั้น หากเทียบกับหรงจวี้แล้ว ปราศจาก
ความรักในการติดตามมาตลอดสิบปี หากเทียบ
กับกงซุนเหยี่ยนก็ปราศจากชื่อเสียงในใต้หล้า นี่
เป็นช่วงเวลาที่ง่ายที่สุดในการใส่ไฟความสัมพันธ์
ระหว่างกษัตริย์และขุนนาง…
ยิ่งไปกว่านั้น เขาแอบวางแผนให้เว่ยเฮ่อตั้งกี่เรื่อง
เมื่อเว่ยเฮ่อไม่รู้ก็ไม่อาจรู้จักบุญคุณ และเกรงว่า
อาจไม่รู้สึกซาบซึ้งด้วยซ้ำ ในทางกลับกันอาจจะ
เคียดแค้นเสียมากกว่า
ชูหลี่จี๋หัวเราะหึหึ “จำได้ว่าตอนที่ข้าเพิ่งฝากตัว
เป็นศิษย์สำนัก คำแรกที่อาจารย์พูดกับข้าก็คือ
‘จงรักษาใจให้สงบ เพื่อความว่างเปล่าสูงสุด’”
การรักษาความว่างเปล่าและความสงบสูงสุดใน
จิตใจจึงจะสามารถกลับไปสู่ตัวตนที่แท้จริง เมื่อ
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมมองเห็นทุกอย่างได้
อย่างชัดเจน และจะไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยต่างๆ
ในโลก
“คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ท่านยังเข้าใจเต๋าด้วย” นี่
เป็นครั้งแรกที่ซ่งชูอีได้ยินเขาพูดถึงอาจารย์
“สิ่งต่างๆ ในโลกมีความซับซ้อนและ
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในความเป็นจริงแล้ววิธี
แห่งเต๋ามีเพียงหนึ่งเดียว” ชูหลี่จี๋เอื้อมมือตบๆ
ไหล่ของนาง “เจ้ามีปมซ่อนอยู่ในใจ ข้าไม่
ต้องการสืบเสาะ เจ้าเป็นคนที่มีความเข้าใจเสมอ
มา เวลาที่ควรหวงแหนก็หวงแหน เวลาที่ควรวาง
เฉยก็วางเฉย ไม่ต้องห่วงคนอื่น”
ซ่งชูอีลูบไล้ขอบจอกสุรา เอ่ยว่า “เข้าใจน่ะข้า
เข้าใจเสมอมา เพียงแต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีหัวใจ
เพียงดวงเดียวอยู่ดี”
หัวใจของชูหลี่จี๋หวั่นไหว
เขารู้มาตลอดว่าชะตากรรมของซ่งชูอีนั้นแปลก
ประหลาดและเขายังคงรักษาจริยธรรมในฐานะ
นักดูดาวมาโดยตลอด การดูดาวเป็นศาสตร์ที่
มองผ่านความลับแห่งสวรรค์ การค้นพบความลับ
เหล่านั้นล้วนมาจากความกรุณาอันยิ่งยวดจาก
สวรรค์ ดังนั้นจึงต้องรักษาความเมตตา รักษา
คุณธรรมและละเว้นความปรารถนาส่วนตัว เขา
จะไม่ไปสืบหาความลับของผู้อื่นเพราะความ
อยากรู้อยากเห็น อย่างไรก็ดีในฐานะพี่ชายร่วม
สาบาน ก็ยังเต็มใจที่จะฟังซ่งชูอีเปิดใจเพื่อคลาย
ความหดหู่ในใจ
ราตรีนอกหน้าต่างเงียบสงัด แสงจันทราสว่างไสว
ดุจสายน้ำ ทั้งสองคนดื่มสุราอย่างสำราญภายใน
ห้อง
ไม่รู้ว่าน้ำแข็งในฤดูหนาวเริ่มละลายตั้งแต่เมื่อไร
แม่น้ำเว่ยในนครเสียนหยางไหลเชี่ยว กาลเวลาที่
ผ่านไปก็เหมือนสายน้ำที่ไหลไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ในพริบตาทุกอย่างก็ฟืนคืนชีพและมีทิวทัศน์ที่
สวยงามของต้นไม้เขียวขจี
สงครามระหว่างฉินและเว่ยตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้
กินเวลามาครึ่งปีแล้ว ทั้งสองฝั่ายอยู่ในสถานะกึ่ง
หยุดชะงัก เริ่มแรกเพราะอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง
ในการเจรจาหารือจึงมีการต่อสู้ที่ดุเดือดหลาย
ครั้ง อย่างไรก็ตามเนื่องจากความแตกต่างอัน
น้อยนิดของกองกำลังทั้งสองฝั่าย ในที่สุดจึงไม่
สามารถสร้างผลลัพธ์ได้
ส่วนรัฐฉินได้เริ่มจัดระเบียบดินแดนที่ยึดครอง
ใหม่ เดินหน้าใช้กฎหมายฉินอย่างเต็มที่เพื่อให้
ราษฎรเชื่อฟัง
กงซุนเหยี่ยนกำลังมองดูด้วยความร้อนใจยิ่ง
กฎหมายรัฐฉินเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ในเจ็ดมหานครรัฐ แม้ว่ามันจะทำร้าย
ผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจแต่เป็นประโยชน์ต่อ
ประชาชนรากหญ้ามาก เมื่อดำเนินการใน
ช่วงแรกก็จะมีเสียงคัดค้านเล็กน้อย สุดท้ายแล้ว
ประชาชนรากหญ้ามีจำนวนมากที่สุด ผู้คนก็จะ
เข้าใจว่ากฎหมายรัฐฉินนำผลประโยชน์ที่จับต้อง
ได้ให้แก่พวกเขา จึงย่อมปกปั้องมันด้วยความ
จริงใจแน่นอน
ส่วนอำนาจที่แท้จริงของรัฐเว่ยกลับกระจุกตัวกัน
อยู่ในนครต้าเหลียง กล่าวได้ว่ารัฐฉินได้รับการ
ต่อต้านน้อยมากในการดำเนินการตามกฎหมาย
ใหม่ในดินแดนที่ยึดได้
เมื่อราษฎรทั่วไปเข้าใจในกฎหมายใหม่แห่งรัฐฉิน
ยอมรับและสนับสนุนมันแล้ว ต่อให้ยึดดินแดน
กลับมาได้ก็ยากที่จะได้ใจประชาชนคืนมา!
ด้านกงซุนเหยี่ยนก็ทำสงครามไม่หยุดหย่อน ใน
แง่หนึ่งก็เขียนรายงานทุกวันแล้วให้ม้าเร็วส่งกลับ
ไปยังนครหลวงโดยหวังว่าจะได้รับคำตอบโดยเร็ว
ที่สุด
ขุนนางในราชสำนักรัฐเว่ยปรึกษากันแล้วก็ไม่ได้
ผลสรุปเสียที กงซุนเหยี่ยนรู้สึกว่าไม่อาจรอต่อไป
ได้แล้วก็รีบนำแผนมาปรับใช้เพื่อยึดดินแดนที่เสีย
ไปกลับคืนมา
หลังจากชะงักงันชั่วคราว สงครามก็ปะทุขึ้นอีก
ครั้ง
ภายในพระตำหนักพระราชวังเสียนหยาง รัฐฉิน
เรียกร้องให้เหล่าขุนนางรวมตัวกันเพื่อทำ
สงคราม
ซ่งชูอีเอ่ยว่า “ฝั่าบาท สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อมา
นานแล้ว กองทัพอยู่ภายนอก ต้องบริโภคเสบียง
จำนวนมาก ฤดูกาลเพาะปลูกก็กำลังจะเริ่มขึ้น ที่
นาจะไม่มีคนเพาะปลูกไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ปาสู่อุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์ ขอเบิกเสบียงไม่ได้
หรือ?” กานเม่าถาม
“ไม่ได้” ชูหลี่จี๋ปฏิเสธทันควัน “ปาสู่ก็เหมือนกับ
อี้ฉวี เป็นการยากที่ต้าฉินเราจะได้รับการ
ช่วยเหลืออย่างจริงใจภายในระยะเวลาอันสั้น ทำ
ได้เพียงระงับกำลังชั่วคราวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น
ประชากรปาสู่มีน้อย โดยเฉพาะรัฐปา ทุกชนเผ่า
แทบจะเหลือเพียงแค่ผู้หญิง การฟืนตัวเชื่องช้า
ในช่วงสองปีที่ผ่านมาต้าฉินได้เก็บภาษีเพื่อจัดหา
กองทหารรักษาการณ์ในท้องที่ หากมีการเก็บ
ภาษีเพิ่มอีกก็จะบีบให้ประชาชนก่อกบฏ”
ซ่งชูอีเอ่ย “กระหม่อมมีความคิดหนึ่ง”
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง อิ๋งซื่อก
ล่าว “กล่าวมาตามตรงได้เลย”
ซ่งชูอีเอ่ย “กระหม่อมคิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ดีที่
เราจะรวมปาสู่เข้ากับต้าฉิน แผ่นดินรัฐเว่ยนั้น
ประชากรหนาแน่น เป็นสิ่งที่เราต้องการพอดีพ่ะ
ย่ะค่ะ!”
ชูหลี่จี๋ดวงตาเป็นประกาย ร้องอุทานว่า “ไม่เลว
เราสามารถย้ายทาสและสามัญชนที่นั่นมายังรัฐ
ฉินได้ พื้นที่ทำกินของฉินมีจำกัด เมื่อประชากร
หนาแน่นก็จะต้องมีคนจำนวนมากที่ขาดแคลน
ที่ดิน ไม่สามารถอยู่รอด ถึงเวลาเราจะสนับสนุน
ให้คนเหล่านี้ไปที่ปาสู่ ช่วยเหลือพวกเขาด้วยวัสดุ
และแบ่งพวกเขาด้วยที่ดิน”
ชูหลี่จี๋เป็นหัวหน้าขุนนางที่รับผิดชอบกิจการ
ภายใน นี่เป็นหน้าที่ของเขา
“อืม” อิ๋งซื่อก็รู้สึกว่ามันเหมาะสม ตั้งแต่สมัย
โบราณสงครามเกิดจากการแย่งชิงที่ดินและ
ประชากร ตอนนี้รัฐฉินมีที่ดิน แต่กลับขาดแคลน
ประชากร
ทุกคนไม่รู้ว่ากษัตริย์องค์นี้กำลังคิดอย่างไร ริม
ฝีปากบางของเขางอขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่
เห็น
นี่เป็นสิ่งที่พบได้ยากนัก!
อิ๋งซื่อครองราชย์มาหลายปี สามารถนับนิ้วได้เลย
ว่าเคยยิ้มในที่สาธารณะกี่ครั้ง!
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยก็ได้ยินเขากล่าวว่า
“เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้สงครามสงบค่อย
ดำเนินการ ส่งกรมเก่าของซางจวินสองสามคน
เข้าไปเพื่อดำเนินการตามกฎหมายใหม่อย่าง
จริงจัง หากมีคนไม่เต็มใจที่จะผ่านด่าน ก็ส่งคน
ไปรับที่หวนหยาง ไม่อนุญาตให้เข้าเสียนหยาง”
“รับบัญชา” ชูหลี่จี๋กล่าว
“สู้รบต่อไป! หลายสิบปีก่อนต้าฉินยากจนข้น
แค้นถึงขนาดเหล่าทหารไม่มีอาวุธดีๆ อยู่ในมือ
ด้วยซ้ำ ก็สามารถต้านการเคลื่อนไหวของ
กองทัพเว่ยได้เช่นกันมิใช่หรือ?! บัดนี้กลับบอบ
บางหรืออย่างไร?!” อิ๋งซื่อลุกออกที่นั่ง “กลับไป
เถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนลุกขึ้นส่งเขาจากไป
ซ่งชูอีลังเลครู่หนึ่ง ก้าวเท้าตามออกไป “ฝั่า
บาท!”