กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 345 ตัดสินใจอย่างมีความสุข
อิ๋งซื่อหยุดเดินและมองกลับไป
ซ่งชูอีสะบัดแขนเสื้อคำนับ
“เดินพลางพูดพลาง” อิ๋งซื่อเอ่ย
ซ่งชูอีรับคำแล้วเดินตามหลังเขา เด็กในวังถอย
ห่างออกไปสองจั้งอย่างรู้หน้าที่
จนกระทั่งเดินไกลออกมาจากพระตำหนักแล้ว
ซ่งชูอีเอ่ยถาม “กระหม่อมอยากลองกองทัพ
ใหม่”
“ได้” อิ๋งซื่อตอบง่ายๆ ตามคาด “เจ้าจะไปกำกับ
ด้วยตัวเองก็ได้ เรื่องเสบียงก็ยกให้มหาเสนาบดี
ฝั่ายขวาจัดการเถิด”
ซ่งชูอีกล่าว “เช่นนั้นภาระหน้าที่ของมหา
เสนาบดีฝั่ายขวาไม่หนักเกินไปหรอกหรือ?
กระหม่อมเห็นว่าสามารถใช้อิ๋งจื๋อได้”
อิ๋งซื่อครุ่นคิด ซ่งชูอีตามติดเขาและไม่รู้ว่าเลี้ยว
มุมตั้งกี่ครั้งก่อนที่จะได้ยินเขากล่าวว่า “ข้าไหว้
วานให้อิ๋งจื๋อทำภาระเรื่องอื่น ยกให้มหาเสนาบดี
ฝั่ายขวา ก็ตัดสินใจอย่างมีความสุขเช่นนี้เถิด”
มี…ความสุข?
ซ่งชูอีไม่เห็นว่ามันจะมีความสุขตรงไหน ชูหลี่จี๋
เป็นพี่ชายร่วมสาบานของนาง และก็เป็นน้องชาย
แท้ๆ ของอิ๋งซื่อเชียวนะ! หรือว่าการรังแกพี่น้อง
แท้ๆ มีความสุขยิ่งกว่า?
“ช่วงนี้ฝั่าบาทมีเรื่องอะไรน่ายินดีหรือ?” แม้ว่า
การแสดงออกของอิ๋งซื่อจะละเอียดอ่อนมาก
แต่ซ่งชูอีมักจะรู้สึกได้ว่าระยะหลังนี้เขามีอารมณ์
ดีจนน่าประหลาด
“มี” อิ๋งซื่อกล่าว
ดีงั้นรึ! เรื่องแค่นี้จะแบ่งปันหน่อยไม่ได้เชียวหรือ!
ซ่งชูอีเหลือบมองท้ายทอยของเขา ใบหน้าผุด
รอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าสะดวกเปิดเผยหรือไม่ บอก
กระหม่อมให้มีความสุขบ้าง”
สิ่งที่ทำให้อิ๋งซื่อมีความสุขได้มีมากเหลือเกิน
ตัวอย่างเช่นการคิดแผนการที่จะโค่นล้มรัฐเว่ย
หมี่จีตั้งครรภ์ ทางออกที่สามารถแก้ปัญหาการ
ยอมจำนนของปาสู่ได้ การจัดตั้งกองกำลังรักษา
มณฑลในอี้ฉวีที่เป็นไปด้วยดี หรือแม้แต่การ
เตรียมการเบื้องต้นสำหรับ “ลูกกำพร้า”…ทว่า
เขาคุยเรื่องสัพเพเหระไม่ค่อยเป็น ฉะนั้นจึงไม่รู้
ว่าควรจะเริ่มจากเรื่องไหนดี
“เสด็จพ่อกลับมาแล้ว!” เสียงใสของเด็กน้อย
ขัดจังหวะความอึดอัดชั่วครู่
ซ่งชูอีหันไปตามเสียง เห็นอิ๋งตั้งอยู่ในเสื้อคลุมขน
แกะสีขาวราวกับกระต่าย วิ่งเข้ามากอดขาของอิ๋
งซื่อ
อิ๋งซื่อไม่ได้กอดเขา กล่าวด้วยความเย็นชา
ตามปกติ “ไปคำนับอาจารย์”
อิ๋งตั้งเบะปาก เดินไปหาซ่งชูอีอย่างไม่เต็มใจ
ประสานมือเอ่ย “ตั้งเอ๋อร์คำนับอาจารย์”
“องค์ชายได้โปรดลุกขึ้น” ซ่งชูอีพยุงเขา
เด็กน้อยขี้หลงขี้ลืม อิ๋งตั้งลืมซ่งชูอีคนนี้ไปเสีย
แล้ว วันนี้ได้พบกันอีกครั้งก็ราวกับจะคิดถึงนาง
ขึ้นมาจึงยิ้มกว้าง
ซ่งชูอีมองไปรอบๆ พบว่าที่นี่เป็นสะพานโค้ง จึง
นั่งยองและถามด้วยความอ่อนโยน “องค์ชายมา
ที่นี่ได้อย่างไร?”
ตามปกติแล้วคนในวังไม่กล้าหายใจแรงต่อหน้าอิ๋
งซื่อเลยด้วยซ้ำ ในที่สุดอิ๋งตั้งก็ได้พบกับคนที่ดู
เหมือนว่าจะสามารถพูดคุยต่อหน้าพ่อของเขาได้
แล้ว บ่นด้วยความน้อยอกน้อยใจทันที “อาจารย์
เมื่อวานเสด็จพ่อโบยตั้งเอ๋อร์”
ซ่งชูอีเหลือบมองอิ๋งซื่อที่สีหน้าไม่ใคร่สู้ดีนักด้วย
หางตา อดหัวเราะมิได้ “งั้นรึ? เพราะเหตุใด?”
“เพราะว่าตั้งเอ๋อร์ไปพบเสด็จแม่ เสด็จพ่อไม่
อนุญาต” อิ๋งตั้งตอบด้วยความจริงจัง “แต่ว่า
ตอนนี้ข้าไม่ได้เจอเสด็จแม่นานแล้ว”
“ตั้งเอ๋อร์” อิ๋งซื่ออุ้มเขาขึ้นมา “เสด็จแม่ของเจ้า
ทำผิด ฉะนั้นจะต้องถูกกักบริเวณสำนึกผิด รอ
พ้นช่วงนี้ไปค่อยพาเจ้าไปหานาง”
“ฝั่าบาท เด็กน้อยทำผิดใด?” ซ่งชูอีลุกขึ้นยืน
มองดูใบหน้ากลมๆ ของอิ๋งตั้ง “ความผิดของ
หวังโฮ่วก็ผิดที่สถานะชาติกำเนิด ชั่วชีวิตนี้ไม่
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในอนาคตองค์ชายตั้งไม่
อาจรับการสั่งสอนจากหวังโฮ่ว สู้อาศัยตอนนี้ที่
เขายังเด็กอยู่กับมารดาตามความเหมาะสมก็ไม่
ส่งผลร้ายแรงอะไร มันไม่ใช่ทางออกที่จะปล่อย
ให้พระราชวังวุ่นวายเพียงนี้”
อิ๋งซื่อทำงานอย่างหนัก เวลาที่สามารถอยู่กับลูก
ได้มีน้อยมาก ซ่งชูอีแค่คิดก็รู้แล้วว่าตามปกติอิ๋ง
ตั้งจะถูกคนในวังเลี้ยง
“อืม” อิ๋งซื่อยื่นมือบีบๆ ใบหน้าน้อยๆ ของลูก
แล้วส่งเขาให้แม่นม “พาเขาไปพบหวังโฮ่วเถิด”
อิ๋งตั้งฟังไม่เข้าใจว่าซ่งชูอีหมายความว่าอะไร
ทว่าเมื่อได้ยินว่าจะได้พบกับเสด็จแม่ รอยยิ้มบน
ใบหน้าน้อยๆ ก็เบ่งบานราวกับดอกไม้ รบเร้าให้
แม่นมรีบพาเขาไปทันที
ซ่งชูอีเงยหน้าขึ้นก็เห็นอิ๋งซื่อมองไปยังเงาเล็กๆ
ของอิ๋งตั้ง การแสดงออกที่เย็นชาอยู่เสมอเผยให้
เห็นความนุ่มนวลเล็กน้อย
บางทีอาจเป็นเพราะมันยากเหลือเกินที่จะเห็น
ความอ่อนโยนในตัวเขา จึงทำให้ละสายตาไม่ได้
อิ๋งซื่อหันกลับมา ซ่งชูอีหลุบตาลง “เสร็จธุระแล้ว
กระหม่อมขอตัว”
อิ๋งซื่อกล่าว “ยังมีอีกเรื่อง ไป…หอคอยเถิด”
อิ๋งซื่อมีพรสวรรค์และวิสัยทัศน์ในกิจการทหารที่
คนธรรมดาไม่สามารถบรรลุได้ ซ่งชูอีต้องการที่
จะฟังความเห็นของเขาอย่างมาก ดังนั้นจึงพยัก
หน้า “พ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองเดินตามกันไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว แสง
พระอาทิตย์ตกทอประกายราวกับผ้าแพร คน
หนึ่งรูปร่างกำยำสูงใหญ่ คนหนึ่งรูปร่างเพรียว
บาง
เงียบงันตลอดทาง
เมื่อมาถึงหอคอย ต่างคนก็ต่างนั่งลง อิ่งซื่อเอ่ย
ขึ้น “กว่าเหรินมีแผนหนึ่ง อยากได้ยินความเห็น
จากกั๋วเว่ย”
“ฝั่าบาทเชิญกล่าว” ซ่งชูอีเอ่ย
อิ๋งซื่อเอ่ย “กว่าเหรินต้องการยกราษฎรเว่ยและ
ดินแดนเว่ยให้กับหาน”
ซ่งชูอีครุ่นคิดครู่หนึ่ง หัวใจก็พลันสดใสขึ้นมา
ทันที เอ่ยอย่างไร้กังวล “ฝั่าบาททรงพระปรีชา!”
อิ๋งซื่อยกถ้วยชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง ได้ยินเช่นนี้ก็รู้
ว่านางเข้าใจความหมายของตนแล้ว
รัฐฉินเพิ่งจะกู้อี้ฉวีทางทิศเหนือคืนมาได้ ทางทิศ
ใต้ก็เพิ่งยึดปาสู่มา สถานที่ทั้งสองนี้มีความสำคัญ
มากในแง่ของจุดยุทธศาสตร์ แต่มันไม่ใช่เรื่อง
หมูๆ เลยและต้องใช้เวลาพอสมควรในการ
รวมเข้ากับฉินอย่างแท้จริง ในเวลานี้ดินแดนของ
รัฐฉินมีขนาดใหญ่มากแต่ประชากรเบาบาง
เกินไป ราษฎรปาสู่และอี้ฉวีมิได้มีน้ำหนึ่งใจ
เดียวกันกับต้าฉิน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาอย่าง
รวดเร็ว นอกจากนี้กำลังในการจัดการยังไม่
เพียงพออีกด้วย หากเพียงเพราะความโลภชั่ววูบ
และจัดการได้ไม่ดี ในอนาคตฉินจะกลายเป็นหมู
อ้วนที่ไม่สามารถขยับตัวได้ ทำได้แต่ปล่อยให้
ผู้อื่นฆ่าเท่านั้น
ดังนั้นอิ๋งซื่อจึงวางแผนที่จะใช้โอกาสนี้ย้ายชาวเว่
ยจากดินแดนนั้นไปยังรัฐฉินทั้งหมด เพื่อ
เตรียมพร้อมสำหรับการผนวกเข้ากับปาสู่ ทั้งยัง
ไม่คิดที่จะส่งดินแดนที่เหลือกลับไปยังรัฐฉินแต่
จะส่งไปยังรัฐหานแทน และแก้ไขพันธสัญญา
ระหว่างรัฐที่จะไม่ละเมิดซึ่งกันและกันภายใน
ระยะเวลาสิบปี
ด้วยวิธีนี้รัฐหานก็จะได้ดินแดนมาเพื่อขยายพื้นที่
ของรัฐ การเก็บเกี่ยวข้าวในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้น
และเมล็ดข้าวจะเพียงพอ แต่กองกำลังแห่งรัฐจะ
ไม่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไป หลังจากรัฐเว่ย
ผ่านสงครามครั้งนี้แล้วก็จะไม่มีกำลังที่จะทำ
สงครามได้อีกระยะหนึ่ง ทว่าเมื่อสถานการณ์
ชะลอตัวแล้วพวกเขาจะต้องกู้คืนดินแดนที่
หายไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ก็จะปล่อยให้หาน
และเว่ยสู้จนตายกันไปข้างหนึ่ง ควบคุมการ
พัฒนากำลังรัฐของพวกเขา จนกระทั่งรัฐฉินกลืน
กินอี้ฉวีและปาสู่อย่างสมบูรณ์แล้วค่อยหัน
กลับไปจัดการพวกเขา
“สายตาฝั่าบาทกว้างไกลยิ่งนัก กระหม่อม
เลื่อมใส” ครั้งนี้ซ่งชูอีประจบประแจงด้วยความ
จริงใจ
ในยุคสมัยชุนชิวรัฐเล็กๆ ทั้งหมดต่างถูกผนวกเข้า
ด้วยกัน บัดนี้เจ็ดมหานครรัฐแยกตัวโดดเดี่ยว
เป็นเรื่องยากมากที่จะยึดครองแผ่นดินทุก
ตารางนิ้ว มันคือ “หนึ่งแม่น้ำและภูเขามีค่า
เท่ากับเลือดหนึ่งตารางนิ้ว” อย่างแท้จริง ใคร
บ้างที่จะยอมยกดินแดนที่อยู่ในมือไปให้คนอื่น
เล่า?
ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง กษัตริย์ทุกพระองค์เข้า
ใจความจริงที่เรียบง่ายนี้ แต่คนเดียวที่สามารถ
ปล่อยวางได้จริงๆ เกรงว่าจะมีเพียงอิ๋งซื่อเท่านั้น
อิ๋งซื่อยอมรับคำชมของนางอย่างใจเย็น “เกรงว่า
รัฐหานก็มีความกังวลที่จะรับดินแดนผืนนี้
เช่นกัน”
“ถูกต้อง” ซ่งชูอีเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพูด
แบบนี้กับนาง “ฝั่าบาทโปรดวางใจ กระหม่อมจะ
ถ่ายทอดเรื่องดังกล่าวให้กับท่านมหาเนาบดีฝั่าย
ซ้ายอย่างละเอียด”
เรื่องพันธมิตรระหว่างฉินและหานจะต้องเป็นจาง
อี๋ถึงจะเอาอยู่
อิ๋งซื่อพยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยว่า “เรื่องลองฝึก
กองทัพใหม่ เจ้ามีความเห็นเยี่ยงไร?”