กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 367 คนงามปรากฏตัวพร้อมกัน
ทั้งสองคนพูดคุยกันจนถึงหน้าประตูบ้าน
ทันทีที่ซ่งชูอีเข้ามาก็ได้ยินเสียงหนิงยาตะโกน
“ท่านเจ้าคะ เจียนกลับมาแล้ว ครั้งนี้…”
หนิงยาเดินผ่านสวนดอกไม้หนาแน่นก่อนที่จะ
เห็นอย่างชัดเจนว่าข้างกายซ่งชูอีมีคนอื่น นาง
หน้าแดงกะทันหัน ค้อมตัวกล่าว “ไม่เห็นว่ามี
แขก ทำตัวให้ท่านขบขันแล้ว”
เมื่อก่อนหลงกู่ปูั้วั่งไม่คุ้นเคยกับหนิงยาเท่าใดนัก
พบหน้ากันน้อยครั้งและเขาก็ไม่เคยตั้งใจจะไปทำ
ความรู้จักกับบ่าวสาวใช้ ยิ่งไปกว่านั้นบัดนั้นหนิง
ยาเพิ่งจะเป็นสาวน้อยอายุยังไม่สิบขวบดี บัดนี้
นางเปลี่ยนไปมากแล้วและไม่มีรูปลักษณ์เยี่ยง
ตอนเด็กโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงจำนางไม่ได้
“นี่คือซ่งหนิง เป็นน้องสาวที่ข้ารับเข้ามา” ซ่งชูอี
เอ่ย
ในเมื่อเป็นน้องสาวของอาจารย์ หลงกู่ปูั้วั่งก็ไม่
กล้าละเลย ประสานมือคำนับ “แม่นางซ่ง”
หนิงยารู้สึกเลือนรางว่าหน้าตาของแขกผู้นี้ดูคุ้น
ตา ทว่านึกไม่ออกชั่วขณะ เพียงค้อมตัวคำนับ
กลับ
ใบไม้ในตรอกทางเดินสั่นไหวเล็กน้อย เพียง
พริบตาเดียวซ่งชูอีก็พบว่าที่นั่นมีคนเพิ่มมาอีกคน
เขาสวมเครื่องแต่งกายสีดำ ขาสองข้างที่เรียวยาว
ทำให้ลำตัวดูสูงตรง ใบหน้าเรียวเล็กทำให้ใบหูที่ลู่
ลมคู่นั้นดูใหญ่เทอะทะ
“นายท่าน ท่านแม่ทัพหลงกู่” ซ่งเจียนกำหมัด
คารวะทั้งสองคน
“พวกเจ้ารู้จักกันรึ?” ซ่งชูอีเอ่ย
หลงกู่ปูั้วั่งเอ่ย “เคยเจอกันที่พระตำหนักชุนเซิน
จวินสองครั้ง ครั้งนี้เขาเข้ารัฐฉินมาพร้อมกับ
ขบวนราชทูต”
อาจารย์ของซ่งเจียนเป็นสหายกับชุนเซินจวิน ซ่ง
เจียนเข้ารัฐฉินมาพร้อมกับราชทูตฉู่ก็ไม่แปลก
พวกเขาไปที่ศาลาในสวนด้านหลังเพื่อปรุงสุรา
และสนทนากัน
จากกันสิบกว่าปี มีเรื่องเล่ามากมายไม่รู้จบ
หลังจากดื่มไปสิบกว่าไหก็ล่วงเลยสู่กลางดึก ซ่ง
เจียนกับหนิงยาไปคุยกันเป็นการส่วนตัวแล้ว
ส่วนซ่งชูอีกับหลงกู่ปูั้วั่งยังคงดื่มต่อ
“อาจารย์ไม่ถามข้าว่ามาทำอะไรในรัฐฉินหรือ?”
แก้มทั้งสองข้างของหลงกู่ปูั้วั่งแดงระเรื่อ แต่ว่า
แววตาสดใส
“หากข้าถาม เจ้าจะบอกความจริงรึ?” ซ่งชูอียิ้ม
ถาม
หลงกู่ปูั้วั่งเอ่ย “ก็อาจจะบอก”
“โดยทั่วไปข้าไม่เชื่อในคำพูด” ซ่งชูอีรินสุราจอก
หนึ่งให้เขา “อีกอย่าง บางเรื่องพูดออกมาแล้วทำ
ร้ายจิตใจ สู้ไม่พูดจะดีกว่า เจ้าว่าไหม?”
หลงกู่ปูั้วั่งยิ้มขมขื่น ทุกครั้งที่เขาปีนขึ้นไปอีกขั้น
ในรัฐฉู่ เขาต้องยอมทิ้ง “ความจริง” ไปบ้าง ทุก
ครั้งที่บรรลุเปั้าหมายความรู้สึกซับซ้อนและชิงชัง
รอบข้างก็ยิ่งมีมากขึ้น บัดนี้เด็กชายผู้ไร้เดียงสา
คนนั้นไม่มีตัวตนอีกแล้ว
ความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์กับซ่งชูอีเป็น
ความรู้สึกบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวของเขา ดังนั้น
เขาจึงหวงแหนมันมาก
อย่างไรก็ตามฉินฉู่ไม่สามารถสงบสุขได้ ในที่สุด
พวกเขาก็ยืนอยู่ฝังตรงข้าม ทว่าหลงกู่ปูั้วั่งก็ยัง
ต้องการคิดวิธีที่จะบรรลุทั้งสองอย่าง
“ข้าไม่ต้องการเป็นศัตรูกับอาจารย์” หลงกู่ปูั้วั่ง
เอ่ย
ซ่งชูอีจิบสุราอุ่นคำหนึ่ง เปั่าลมเย็นออกมาอย่าง
สบายๆ พูดขึ้นเชื่องช้า “เจ้ากลัวรึ?”
“ข้าไม่เคยกลัวความพ่ายแพ้” หลงกู่ปูั้วั่งเห็นว่า
นางเฉยเมยเช่นนี้ หัวใจก็มืดมน “ท่านไม่เคยเก็บ
ความรักระหว่างศิษย์อาจารย์มาใส่ใจเลยรึ?”
“อาจารย์ของข้าเคยตัดนิ้วแทนข้า บัดนี้แค้น
ได้รับการชำระแล้ว อีกทั้งนิ้วของเขาก็ยังฝังอยู่ใน
ลานแห่งนี้ ข้าไม่สามารถปล่อยวางมันไปได้เลย”
ซ่งชูอีพิงอยู่บนราว มือหนึ่งหนุนศีรษะ มองเขา
ด้วยแววตาที่นิ่งสงบไร้คลื่น “ทว่าหากเขาไม่เคย
ละทิ้งเรื่องทางโลก วันนี้เวลานี้ข้ากับเขาต่างมี
นายเป็นของตัวเอง เจ้าเดาสิว่าข้าจะออมมือรึไม่?
เขาจะออมมือรึไม่?”
ไม่อย่างแน่นอน
หลงกู่ปูั้วั่งมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในใจ ทว่าเขาทำ
ไม่ได้ “จะระงับอารมณ์เพื่อทำงานได้อย่างไร?”
ซ่งชูอีวางจอกสุราลงแล้วยกมือขึ้น ตวัดนิ้วเรียก
เขา
หลงกู่ปูั้วั่งเข้าไปใกล้อีกหน่อย ซ่งชูอีโน้มตัวเข้า
หาด้วยสีหน้าลึกลับพร้อมกระซิบเสียงเบา “บัดนี้
เจ้าออกจากสำนักแล้ว ไปคิดเอาเอง”
“อายุปูนนี้แล้ว ยังจะทำอะไรเป็นเด็กๆ อยู่ได้!”
หลงกู่ปูั้วั่งขุ่นเคืองกับทัศนคติของเขา
ซ่งชูอีหัวเราะเสียงดัง
หลงกู่ปูั้วั่งเหล่มองนาง จับจ้องใบหน้าที่เรียบ
เนียนของนาง รู้สึกตกใจเล็กน้อย โน้มตัวเข้ามา
ยื่นมือลูบๆ คางของนาง “เหตุใดอาจารย์จึงไม่มี
หนวด?”
ก่อนหน้านี้เขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เป็น
แขกเหรื่อที่มัวแต่รำลึกถึงความหลังจนไม่ได้ใส่ใจ
เรื่องนี้
“คือว่า…” ซ่งชูอีกำลังจะเริ่มพูดเรื่องไร้สาระ ก็
รู้สึกเหมือนมีสายลมมืดมนอยู่ข้างหลัง นางหัน
กลับไปตามสัญชาตญาณก็มองเห็นเจ้าอี่โหลว
กับซ่งเจียนยืนอยู่บนเส้นทางที่คดเคี้ยว
หลงกู่ปูั้วั่งเงยหน้าขึ้นและสบตากับแววตาดุจดาบ
ที่จ้องมองมาพอดี เปลือกตากระตุกเล็กน้อย
จากนั้นจึงพบว่าชายหนุ่มผู้นี้หน้าดีอย่างแท้จริง
รูปร่างกำยำแต่ไม่เทอะทะ ใบหน้างดงามทว่าไร้
ความเป็นหญิง เมื่อมองไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของ
ร่างกายของเขาเพียงอย่างเดียวก็ไม่พบ
ข้อบกพร่องแม้แต่น้อย เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับ
แสงอาทิตย์และแสงจันทร์สดใส ทำให้ผู้คนและ
ทิวทัศน์รอบทิศกลายเป็นเพียงพื้นหลังที่ดึงให้เขา
สดใสยิ่งขึ้น
“กลับมาแล้วรึ” ทั้งๆ ที่ซ่งชูอีไม่ได้ทำเรื่อง
เสียหายอะไรเลย แต่กลับเหมือนถูก “จับได้คา
หนังคาเขา” มิปาน รู้สึกละอายใจอย่าง
ประหลาด
เจ้าอี่โหลวก้าวขายาวๆ และเดินเข้าไปในศาลา
“นี่คือลูกศิษย์ของข้า หลงกู่ปูั้วั่ง บัดนี้เป็นแม่ทัพ
รัฐฉู่” ซ่งชูอีแนะนำ
“เจ้าอี่โหลว” เจ้าอี่โหลวประสานมือพร้อมกล่าว
แนะนำตัวเองสั้นๆ
“ที่แท้ก็แม่ทัพเจ้า ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว”
หลงกู่ปูั้วั่งไม่ได้กล่าวไปตามมารยาท ตอนนั้นที่
เจ้าอี่โหลวเอาชนะปาสู่และถูอู้ลี่ได้ นายพลรัฐฉู่
ทุกคนย่อมรู้เรื่องนี้ดี
เจ้าอี่โหลวยังคงไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นนัก แต่
รูปลักษณ์และท่าทางของเขาทำให้ผู้คนไม่
สามารถเพิกเฉยได้ แม้หลงกู่ปูั้วั่งไม่กลัวทว่าก็ยัง
รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อคุยกับซ่งชูอี ดังนั้น
หลังจากที่ทั้งสองคุยกันสักพัก หลงกู่ปูั้วั่งก็หา
ข้ออ้างจากไป
ทันทีที่หลงกู่ปูั้วั่งจากไป เจ้าอี่โหลวก็พูดขึ้น “โรค
เก่าของฝั่าบาทกำเริบ”
อาการเจ็บปั่วยเรื้อรังของอิ๋งซื่อไม่มีทางรักษาให้
หาย ในตอนแรกเว่ยเต้าจื่อเพราะเห็นแก่หน้าจึง
ช่วยเขารักษา อย่างไรก็ดีรักษาไปรักษามาก็สิบ
กว่าปีแล้ว เวลาที่อาการปั่วยของอิ๋งซื่อกำเริบก็
เหมือนถูกมีดทิ่มแทง การหายใจลำบาก แต่
บางครั้งเขาก็สามารถเข้าร่วมประชุมราชสำนัก
ช่วงเช้าได้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้เว่ยเต้าจื่อผู้
ไม่เคยมองผู้ชายอย่างตรงไปตรงมาอดไม่ได้ที่จะ
มองสักครั้ง
เว่ยเต้าจื่อรู้สึกว่ากษัตริย์ที่มั่นคงและสามารถ
ควบคุมตัวเองได้เช่นนี้ แน่นอนว่าจะสามารถเป็น
เจ้าแห่งใต้หล้าที่น่ายกย่อง ใจก็อดเสียดายไม่ได้
หากเขาจะตายก่อนวัย ทุกๆ ปีเขาจึงเดินทางไป
ทั่วทุกทิศเพื่อรวบรวมยาสมุนไพรที่เขาต้องการ
และใช้ทักษะทางการแพทย์ตลอดชีวิตเพื่อทำให้
เขามีชีวิตต่อไป
“ศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่กลับมารึ?” ซ่งชูอีตื่นตระหนก
ขึ้นมาทันใด
เจ้าอี่โหลวส่ายหน้า “ครึ่งเดือนก่อนเขาส่งสารมา
ว่าถึงเฝินเฉิงแล้ว ด้วยเหตุผลบางประการไม่พบ
ร่องรอยของเขาที่ด่านหานกู่เลย”
จดหมายมาถึงเสียนหยางเมื่อครึ่งเดือนก่อน ต่อ
ให้เดินเท้าตอนนี้ก็ควรจะอยู่ใกล้กับด่านหานกู่
แล้ว เส้นทางจาก
ด่านหานกู่มาถึงเสียนหยางราบเรียบ เป็นไปไม่ได้
ที่เว่ยเต้าจื่อจะทิ้งทางใกล้เพื่อเดินทางไกล และ
เป็นไปไม่ได้ที่จะละทิ้งเส้นทางหลักและเดินทาง
ข้ามภูเขาสูงชันแทน
หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุ?
“ดูเหมือนว่าจะเกิดศึกระหว่างฉินฉู่แล้ว” ซ่งชูอี
ขมวดคิ้ว รัฐฉู่ส่งหลงกู่ปูั้วั่งมาเป็นราชทูต ไม่มี
อะไรมากไปกว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม
เขาเก่งทั้งบู๊บุ๋น ชำนาญด้านการทหาร มองเห็น
สิ่งต่างๆ ได้มากกว่าคนทั่วไป
หากรัฐฉู่รู้ว่าอิ๋งซื่อปั่วยหนัก จะปล่อยฝูงมังกรที่
ไร้จ่าฝูงไปได้อย่างไร?
“ท่านเจ้าคะ!” หนิงยาวิ่งเหยาะๆ เข้ามา “มีคน
ในวังมาเชิญท่าน บอกว่าท่านอ๋องต้องการพบเจ้า
ค่ะ”
ซ่งชูอีเหลือบมองเจ้าอี่โหลว ลุกขึ้นทันที
เจ้าอี่โหลวขี่ม้าเข้าวังไปพร้อมนาง เมื่อเห็นว่านาง
เข้าวังไปแล้วจึงกลับมาตามลำพัง
ซ่งชูอีพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อข่ม
อารมณ์ของตนเอง โดยมีเด็กในวังนำทางไปจนถึง
ห้องบรรทมของอิ๋งซื่อ
“กวนเน่ยโหวเชิญ” ขันทีเถาค้อมตัวเชิญนางเข้า
ไป
ในพระตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นยาหนักหน่วง ด้าน
นอกพระตำหนักเป็นเหมือนปกติ คนรับใช้ในวัง
ต่างยืนก้มหน้าลง แต่ภายในพระตำหนักว่างเปล่า
ซ่งชูอียืนอยู่หน้าเตียง “ถวายบังคมฝั่าบาท”
มีม่านไม้ไผ่บางๆ กั้นกลาง นางมองไม่เห็น
สถานการณ์ข้างใน ได้ยินเพียงเสียงที่อ่อนแอ
อย่างเห็นได้ชัดของอิ๋งซื่อ “เข้ามาใกล้ๆ”
ขันทีเถาเลิกผ้าม่านให้นาง
ซ่งชูอีเดินผ่านม่านเข้าไปก็เห็นอิ๋งซื่อพิงอยู่บนราว
เตียง ใบหน้าของเขาซีดขาว สวมชุดผ้าไหมสีดำ
ผมหมึกพาดไว้ข้างหลังและมัดด้วยแถบผ้าแพร
สายรัดเอวถูกคาดไว้หลวมๆ เสื้อด้านหน้าเผยให้
เห็นทรวงอกที่แข็งแรง คิ้วทั้งสองข้างพุ่งเข้าขมับ
ในแนวทแยงเหมือนดาบคม น้ำแข็งที่ไม่มีวัน
ละลายอยู่ในดวงตานกอินทรีคู่นั้น และเพราะว่า
ซูบเซียว ใบหน้าจึงกลายเป็นเบ้าลึกอย่างเห็นได้
ชัด
แสงสลัวช่วยเพิ่มความลึกลับให้กับเขา ริมฝีปาก
บางๆ ของเขาอ้าออกเล็กน้อย “นั่ง”
ซ่งชูอีนั่งลงบนเก้าอี้กลมหน้าเตียง “ร่างกายของ
อ๋องข้าดีขึ้นบ้างหรือไม่?”
อิ๋งซื่อกล่าวว่า “อืม” เรียบๆ แล้วเข้าเรื่องทันที
“กว่าเหรินอยากได้ยินไท่ฟูั่ประเมินองค์รัช
ทายาทให้ฟัง”
ซ่งชูอีมองเขาอย่างเป็นห่วง ต้องการจะถามว่า
ร่างกายของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ ทว่าเป็นจวิน
และขุนนางกันมาสิบหกปี นางรู้จักนิสัยของเขาดี
เกินไปแล้ว ดังนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รัชทายาทเก่ง
ในศิลปะการต่อสู้และมีความสามารถอย่างมาก
ในกิจการทหาร เป็นเรื่องประเสริฐต่อฉินยิ่ง
เพียงแต่ว่าบัดนี้อายุยังน้อย ยังไม่มั่นคงและ
รอบคอบพอ ความคิดก็ยังไร้เดียงสาเกินไป”
ซ่งชูอีประเมินอย่างตรงไปตรงมา อิ๋งตั้งฝึกอยู่ใน
กองทัพตั้งแต่อายุแปดขวบแล้ว หากเทียบกับ
หลงกู่ปูั้วั่งในวัยเด็กก็ไม่นับว่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
นัก ทว่าเขาต้องเป็นกษัตริย์ในภายภาคหน้า ไม่
สามารถวัดได้ด้วยมาตรฐานทั่วไป
ซ่งชูอียากที่จะตรวจจับอารมณ์ใดๆ จากใบหน้า
หล่อเหลาที่นิ่งเฉยของอิ๋งซื่อ
ว่ากันตามความรู้สึกแล้ว ซ่งชูอีคิดว่าอิ๋งตั้งต่าง
จากอิ๋งซื่อมากเกินไป! อิ๋งซื่อเปรียบเสมือนราชาที่
เกิดมาเพื่อตอบสนองโชคชะตาของรัฐฉิน
สามารถเพิ่มดินแดนของรัฐฉินมากกว่าสองเท่า
บนรากฐานความมั่นคงที่เซี่ยวกงได้วางไว้ บัดนี้
ต่อให้อีกหกรัฐขี่ม้าไล่ตามก็ตามความแข็งแกร่ง
ของรัฐไม่ทัน หากเขาสามารถครองราชย์ต่ออีก
สักห้าสิบปี ก็จะสามารถทำให้รัฐฉินใหญ่ขึ้นเป็น
เท่าตัว! หรือแม้กระทั่งคว้าโอกาสอันดี รวมใต้
หล้าให้เห็นหนึ่งเดียวก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
“อีกนานแค่ไหนเขาจึงจะสามารถแบกรับรัฐฉิน
ได้?” อิ๋งซื่อกล่าว
ซ่งชูอีทนไม่ไหว ถามกลับ “อ๋องของข้ายังหนุ่ม
แน่น เหตุใดจู่ๆ จึงถามเยี่ยงนี้?”
ดวงตาดำขลับของอิ๋งซื่อจ้องนางไม่กะพริบ
“ตอบกว่าเหริน”
ภายใต้การจ้องมองอย่างแท้จริงของเขา ซ่งชูอี
สามารถตอบได้เพียงว่า “กระหม่อมไม่ทราบ
การที่คนคนหนึ่งเติบโตและเปลี่ยนแปลงเป็น
ผู้ใหญ่อาจต้องใช้เวลาตลอดชีวิตหรืออาจใช้เวลา
เพียงชั่วอึดใจ”
สำหรับหัวใจและธรรมชาติของมนุษย์นั้น ซ่งชูอี
รู้สึกว่าตนมีพลังจากสวรรค์แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถ
ควบคุมทุกอย่างได้ บางคนจะมีความยืดหยุ่นและ
เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นหลังจากถูกโจมตี บางคนกลับ
หมดบุญสิ้นหวัง หรือบางคนอาการรุนอาจแรง
ขึ้นเรื่อยๆ…ผลลัพธ์ต่างๆ นานาที่แตกต่างกัน
ใครจะไปคาดเดาได้?
อิ๋งซื่อหลับตาลง ยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้วแผ่ว
เบา
ซ่งชูอีเห็นว่าอารมณ์ของเขาแย่มาก แต่ก็รู้ว่าเขา
จะไม่มีวันหาคนมาระบายด้วย
“อ๋องข้ามีสิ่งใดไม่สบายใจ กระหม่อมอาจจะแบ่ง
เบาได้พ่ะย่ะค่ะ” ซ่งชูอีโยนหินถามทาง
“ไม่มีอะไร กว่าเหรินแค่เหนื่อย เจ้าออกไปก่อน
เถิด” ลมหายใจเยือกเย็นของอิ๋งซื่อเพียงพอที่จะ
แสดงการต่อต้านของเขา
ซ่งชูอีทำตามที่เขาบอก ลุกขึ้นจากไป
ที่จริงแม้อิ๋งซื่อไม่พูด ซ่งชูอีก็พอที่จะเดาได้บ้าง
เป็นไปได้ว่าเขารู้สึกว่าตนปั่วยหนัก จึงเตรียม
จัดการเรื่องผู้สืบทอด
เมื่ออิ๋งซื่อเริ่มรู้สึกไม่สบาย เขาก็ได้สั่งให้คนสร้าง
สุสานไว้แล้ว สุสานของเขามีขนาดไม่ใหญ่มาก
ด้วยความยึดมั่นในรูปแบบที่เรียบง่ายของรัฐฉิน
ทั้งยังสร้างเสร็จเมื่อห้าปีที่แล้ว นอกจากนี้เขายัง
ทำการปรับเปลี่ยนการเมืองภายในราชสำนักทีละ
ขั้นตอน อาจกล่าวได้ว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว หาก
วันหนึ่งที่เขาจากไป ตราบเท่าที่มีทายาทแบก
รับภาระได้ รัฐฉินก็จะสามารถเดินต่อไปได้อย่าง
มั่นคง