กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 368 จะลืมได้อย่างไร
หลังจากที่ซ่งชูอีกลับไปที่จวนแล้ว ก็พลิกตัวไปมา
นอนไม่หลับ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าต้องรีบจัดการ…
“อี่โหลว” ซ่งชูอีเรียกเสียงเบา
เจ้าอี่โหลวลืมตา กระซิบเสียงต่ำ “เหตุใดถึงยังไม่
นอน?”
“พวกเราไปจากเสียนหยางเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
เจ้าอี่โหลวตกตะลึง ผ่านไปเนิ่นนานจึงได้สติ
กลับมา “เหตุใดจึงตัดสินใจจะไปกะทันหัน”
เมื่อก่อนเขาต้องการจากไปพร้อมกับซ่งชูอีมาก
เพื่อปลีกวิเวก แต่อันที่จริงหลังจากปกปั้องนางมา
นานหลายปีก็ปลงตกแล้ว ไม่สามารถเป็นสามี
ภรรยาแล้วอย่างไร? สามารถปกปั้องกันและกัน
ได้เช่นนี้ก็ดีมากแล้ว
“ข้าว่าฝั่าบาทตอนนี้ดูเหมือน…” ซ่งชูอีถอน
หายใจ “ฝั่าบาททนได้คนอื่นทนไม่ได้ ก็เหมือนที่
อาการของเขากำเริบกลางราชสำนักคราวก่อน
ข้าอยู่ใกล้เขาเพียงนี้ยังไม่เคยสังเกตเห็นความ
แตกต่างเลย วันนี้ได้เห็นสภาพของเขาก็รู้สึก
ตกใจมากจริงๆ”
นอกเหนือจากตอนที่โรคเก่าของอิ๋งซื่อกำเริบ
ขณะที่กำลังประชุมในหอคอยเมื่อหลายปีก่อน
ซ่งชูอีก็ไม่เคยเห็นเขาแสดงอาการอ่อนเพลียหรือ
เจ็บปั่วยหนักอีก นอกจากชูหลี่จี๋กับซ่งชูอีแล้ว
เหล่าขุนนางทั่วทั้งราชสำนักแค่รู้สึกเพียงว่าท้อง
ของเขาไม่ดีและไม่ได้ปั่วยเป็นโรคร้ายแรง
หากเว่ยเต้าจื่อไม่ได้บอกเรื่องเหล่านั้นกับนาง
เกรงว่านางก็คงตาบอดต่อไป
“ฝั่าบาทเตรียมเรื่องผู้สืบทอดตลอดเวลา ทว่าไม่
เคยรีบร้อนเท่าครั้งนี้” ทันทีที่ซ่งชูอีกล่าวเช่นนี้ก็
เริ่มมั่นใจในการคาดเดาของตัวเองมากขึ้น
หากสามารถล่าถอยออกมาได้ แน่นอนว่าเจ้าอี่
โหลวยินดียิ่ง เพียงแต่ไม่เข้าใจเล็กน้อย “ในเมื่อ
เขาไม่ไหวแล้ว พวกเราก็ไม่มีความจำเป็นจะต้อง
จากไปนี่นา?”
“ถูกต้อง หากองค์รัชทายาทมีความน่าเกรงขาม
ได้สักครึ่งของท่านอ๋อง แน่นอนว่าพวกเราย่อม
ปลอดภัย ทว่าด้วยกำลังขององค์รัชทายาท ไม่มี
ความสามารถในการควบคุมขุนนางที่ฝั่าบาททิ้ง
ไว้ให้แน่” ซ่งชูอีเอ่ย
คนที่อยู่ภายใต้อิ๋งซื่อเหล่านี้ มีใครบ้างที่ไม่เจ้าเล่ห์
โดยธรรมชาติ? เมื่อยังเยาว์ก็ต้องมีความคิดนับ
หมื่นเป็นอย่างน้อย บัดนี้เมื่อหลังจากผ่านร้อน
ผ่านหนาวแล้ว แต่ละคนก็สามารถรับผิดชอบงาน
ของตัวเองได้อย่างอิสระ! แม้แต่เว่ยฮุ่ยหวังที่โอ้
อวดว่าตนเป็นกษัตริย์ผู้ชาญฉลาดก็ยังทอดถอน
ใจกับความสามารถในการควบคุมคนของอิ๋งซื่อ
เขามีชีวิตอยู่ ขุนนางเหล่านี้ก็เป็นนายทหารที่มี
ความสามารถ เมื่อเขาตาย ไม่มีคนที่ควบคุมพวก
เขาได้แล้วก็ไม่ยุ่งเหยิงหรอกหรือ?
“ทุกคนในราชสำนักล้วนมีหัวใจที่จงรักภักดี
ต่อต้าฉิน!” เจ้าอี่โหลวรู้สึกว่าอิ๋งซื่อไม่ใช่คนขี้
สงสัย
เจ้าอี่โหลวกุมมือของเขา “เจ้าน่ะก็เถรตรง
เกินไป! ผู้ฉลาดมีความคิดทะเยอทะยาน ทุกคนมี
ความปรารถนาที่จะครองอนาคตของต้าฉิน
เพราะฝั่าบาทสามารถปราบปรามได้และสามารถ
ทำให้ทุกคนทำตามแนวทางที่เขาสั่ง ถ้ากษัตริย์
ในอนาคตไม่มีความเข้มแข็งนี้ เจ้าคิดว่าจะเกิด
อะไรขึ้น?”
เมื่อขุนนางหลักสูญเสียทิศทางก็สูญเสียความ
ควบคุม และเพื่อแสดงความทะเยอทะยานพวก
เขาจะยึดติดกับความคิดของตนเอง
แสงนั้นสลัว ซ่งชูอีและมองไม่เห็นการแสดงออก
ของเจ้าอี่โหลว และไม่รู้ว่าเขาเข้าใจหรือไม่
จากนั้นก็ยังคงอุปมาง่ายๆ “หากม้าพันลี้สี่ตัวลาก
จูงขบวนรถและวิ่งไปในทิศทางเดียวกันก็จะ
สามารถเดินทางได้หลายพันลี้ต่อวัน ทว่าหากวิ่ง
ไปคนละทิศทาง ขบวนรถก็จะแตก”
ไม่ว่าม้าพันลี้จะมีบทบาทอย่างไรก็ยังต้องพึ่ง
ความสามารถและความเต็มใจของผู้ขี่ม้าด้วย
เช่นเดียวกัน บ้านเมืองจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดี
ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าสุดท้ายแล้วจะมีกษัตริย์
ที่ดีหรือไม่
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
หากพวกเขาสามารถเข้าใจได้ กษัตริย์อย่างอิ๋งซื่อ
จะไม่เข้าใจได้อย่างไร? ความแข็งแกร่งที่เขา
หลงเหลืออยู่นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่ทายาทจะ
ควบคุมได้และวิธีเดียวคือต้องทำลายส่วนหนึ่ง
ด้วยตัวเอง
เจ้าอี่โหลวถามต่อ “อิ๋งซื่อไม่เชื่อใจเจ้ารึ?”
“เชื่อใจหรือ?” ในน้ำเสียงของซ่งชูอีเจือปน
รอยยิ้ม “สำหรับฝั่าบาทแล้ว ไม่ใช่อยู่ที่เชื่อใจ
หรือไม่ แต่อยู่ที่ทำได้หรือไม่!”
ยกตัวอย่างเช่น อิ๋งซื่อจะไม่เคยพูดว่า “ข้าเชื่อว่า
เจ้าทำได้” เขาจะพูดเพียงว่า “เจ้าคิดจะทำ
อะไร” เขาไม่เคยตั้งคำถามถึงความสามารถของ
ผู้ใต้บังคับบัญชาและไม่เคยสงสัยในความภักดี
ของพวกเขา แต่ไม่เคยเชื่อว่าหัวใจของผู้คนจะ
ยั่งยืน
เจ้าอี่โหลวเข้าใจความหมายของคำพูดของนาง
“เขาเชื่อใจท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายมากเลย
ไม่ใช่หรือ? เคยไว้ใจปล่อยให้เขาไปรัฐเว่ยสี่ปี ถ้า
ไม่เชื่อใจแล้วมันคืออะไร?”
“มันคือความมั่นใจในตัวเอง” ซ่งชูอีกล่าวอย่าง
แน่วแน่ “เขารู้ว่าใต้หล้านี้ไม่มีกษัตริย์องค์ใดที่
สามารถทำให้จางอี๋พอใจได้มากกว่าเขาอีกแล้ว!”
เจ้าอี่โหลวพูดไม่ออก ความมั่นใจในตัวเอง
ประเภทนี้แม้แต่กษัตริย์ทั่วไปก็ไม่กล้ามี
หลังจากหยุดไปชั่วครู่ เจ้าอี่โหลวก็กล่าวอย่างใจ
เย็น “สิบปีก่อนข้าเต็มใจที่จะเชื่อฟังเจ้าในการ
จัดการเรื่องทั้งหมด สิบปีหลังก็เช่นกัน”
อิ๋งซื่อไม่มีทางไว้ใจคนส่งเดช ซ่งชูอีคงไม่ไร้
เดียงสาถึงขนาดที่จะเชื่อว่าอิ๋งซื่อจะเห็นแก่
ความรู้สึกส่วนตัว นางจากไปคราวนี้ หลังจาก
รักษาชีวิตของตัวเองแล้วก็สามารถกลับมาได้ทุก
เมื่อที่ต้องการ จะเสี่ยงอันตรายไปทำไม?
ซ่งชูอีต่างสงวนหัวใจกับทุกคนแม้แต่กับเจ้าอี่
โหลวเอง
กุนซือหลายคนล้วนเคยเกิดความรู้สึกเชื่อใจใน
บางคราวแต่ส่วนใหญ่ไม่มีผลลัพธ์ที่ดีนัก ครั้งหนึ่ง
นานมาแล้วซ่งชูอียังเคยกล่าวว่า: ซุนปินถูกทรยศ
เขาสูญเสียช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์และกระดูกสะบ้า
คู่หนึ่ง ส่วนนางสูญเสียชีวิต รวมถึงความสามารถ
ที่จะรักและเชื่อใจคนคนหนึ่ง
นางโชคดีที่ได้พบกับเจ้าอี่โหลวในชีวิตนี้ ได้รับรู้
ถึงความรักร่วมเป็นร่วมตาย นางหวงแหนมันดุจ
ชีวิต ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถมอบทั้งหัวใจ
ให้เขา ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการ ทว่านางกลับสงวน
มันเองโดยธรรมชาติและไม่สามารถควบคุมได้
หลังจากได้หารือกับเจ้าอี่โหลว ซ่งชูอีก็ได้เริ่มเร่ง
เตรียมการล่าถอย
เมื่อไม่มีสงคราม หากขุนนางลับทั้งหมดต้องการ
จะเข้าออกเสียนหยางต้องได้รับการอนุมัติจาก
มหาเสนาบดีฝั่ายขวาก่อน หลังจากรับปั้ายราช
โองการจากเขาแล้ว ประตูเมืองจึงจะเปิดออก
ล้วนไม่มีอิสระดังสามัญชนทั่วไป
จุดประสงค์หลักคือเพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคล
ของขุนนางลับและปั้องกันการรั่วไหลของ
ความลับ
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ “กั๋วเว่ยถูกลักพาตัว”
การรักษาการณ์ของนครเสียนหยางก็เข้มงวดขึ้น
เท่าตัว มีแม้กระทั่งการลาดตระเวนตามท้องถนน
พวกเขาไม่ได้ทำเพราะว่างงานจึงเดินไปเดินมา
แต่เพื่อรับประกันว่าสามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉิน
ได้ทุกเมื่อ กองทัพของฉินเข้มงวดและมีระเบียบ
วินัย คนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะเกียจคร้านไปวันๆ
เป็นอันขาด
การปั้องกันแน่นหนาเช่นนี้ หากคิดที่จะลอบหนี
ออกไป อย่าว่าแต่ประตูเลย แม้แต่หน้าต่างก็หนี
ไม่ได้!
ผู้ที่ติดตั้งระบบปั้องกันที่อยู่ยงคงกระพันเช่นนี้
ไม่ใช่คนอื่นใด…แต่เป็นนางผู้แซ่ซ่ง…
ดังนั้น นางจะปล่อยให้ตัวเองหมดทางเลือกได้
อย่างไร!
อย่างไรก็ดีนี่คืองานที่นางทำสมัยที่ยังเป็นกั๋วเว่ย
จากนั้นก็ส่งมอบให้กับจวนถิงเว่ยและกองทัพ
รักษาการณ์ หลังจากผ่านไปหลายปี เพื่อรับรอง
ว่าทุกอย่างปลอดภัย ในเวลานี้จึงจำเป็นต้อง
ตรวจสอบสถานการณ์ “ประตูหลัง” นี้ใหม่อีก
ครั้ง
สามวันต่อมา ในที่สุดเว่ยเต้าจื่อก็กลับมายัง
เสียนหยางด้วยเนื้อตัวสะบักสะบอม ทันทีที่เขา
มาถึงจวนของซ่งชูอี ก็ไปส่งยาให้อิ๋งซื่อที่
พระราชวังด้วยความเร็วจี๋จนเท้าไม่แตะพื้น
เวลาที่อิ๋งตั้งเรียนกับซ่งชูอีคือตอนเช้า ตอนบ่าย
ต้องไปฝึกในกองทัพ ตอนกลางคืนก็ต้องติดตาม
ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายและขวาในการจัดการ
เรื่องการเมือง เวลาที่เขาตื่น นอกเหนือจากกิน
ข้าวเข้าห้องน้ำแล้ว ก็ไม่มีเวลาส่วนตัวอื่นเลย
เนื่องจากตามปกติซ่งชูอีไม่เข้มงวด ทั้งยังพาเขา
ไปเที่ยวบ่อยครั้ง ดังนั้นเขาจึงชอบเรียนกับนาง
เป็นพิเศษ
เป็นเหมือนทุกครั้ง หลังจากผ่านการสอนอย่างมี
ความสุขและผ่อนคลายในตอนเช้าแล้ว ซ่งชูอีก็
กลับจวน
บัดนี้เว่ยเต้าจื่อกลับมาแล้ว ซ่งชูอีสั่งให้บ่าวรับใช้
ถอยออกไปทันทีและคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว
“ศิษย์พี่ใหญ่เดินทางครั้งนี้พบอุปสรรคหรือ?” ซ่ง
ชูอีไม่ได้ถามเกี่ยวกับอาการของอิ๋งซื่ออย่าง
กระตือรือร้น นางก็เป็นเช่นนี้มาตลอด ยิ่งเร่งรีบ
ยิ่งใจเย็น
เว่ยเต้าจื่อเพิ่งจะแช่บ่อน้ำร้อน กำลังจิบสุราบ๊วย
อย่างสบายๆ “ข้าผ่านหมู่บ้านหนึ่งในชายแดน
หานระหว่างทาง ในหมู่บ้านมีคนติดเชื้อตายไปไม่
น้อย ข้านึกว่าเป็นโรคระบาด ดังนั้นก็เลยอยู่ต่อ
อีกระยะหนึ่ง ดูว่าจะควบคุมไม่ให้แผ่วงกว้างได้
หรือไม่ ต่อมาจึงพบกว่ามันเป็นไข้จับสั่น
หลังจากทิ้งยาไว้แล้วก็หาที่พักอีกสองสามวัน”
หากไข้จับสั่นแพร่ระบาดก็น่ากลัวมากเช่นกัน
เมื่อเว่ยเต้าจื่อมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ติดเชื้อจึงกล้า
กลับเสียนหยาง
เว่ยเต้าจื่อยิ้มกว้างเอ่ย “เจ้าคงอยากถามข้าถึง
อาการปั่วยของฉินอ๋องกระมัง!”
“อืม ข้าอยากถาม ทว่าสิ่งที่ข้าต้องการถามท่าน
ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้” ซ่งชูอีเอ่ย
“อ๋อ?” เว่ยเต้าจื่อเคยรับปากอิ๋งซื่อว่าจะไม่เผย
ความลับ แม้ว่านิสัยของเขาจะไม่เลวร้ายถึงขนาด
ปั่าวประกาศไปทั่ว ทว่าก็แน่นอนว่าไม่ได้ดี
พอที่จะปิดปากได้สนิท “อาการปั่วยของฉินอ๋อง
ข้าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ด้วยอาการของเขาที่
พัฒนาในระดับนี้ หากข้าไม่ได้จ่ายยาบรรเทา
อาการ เขาก็คงจากไปตั้งแต่เจ็ดแปดปีก่อนแล้ว
อาการปั่วยครั้งนี้สาหัสมาก ข้าเดาว่าต่อให้ยื้อ
ต่อไปได้ก็คงไม่เกินสองปี”
ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ในใจของซ่งชูอี
แพร่กระจาย ดูเหมือนว่าบางจุดเริ่มเน่าเปือยและ
เจ็บปวดจากความหมองไหม้ แม้ว่าจะสามารถ
ทนได้ แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดและวิตก
กังวล “ท่านได้กล่าวความจริงกับท่านอ๋อง
หรือไม่?”
เว่ยเต้าจื่อมองนางด้วยสายตาล้ำลึก กล่าวว่า
“เจ้าคิดว่าจะปิดบังได้หรือ?”
ซ่งชูอีเม้มปากเนิ่นนานไม่ได้พูดอะไร
“ยังมีเรื่องอะไรอีก?” เว่ยเต้าจื่อทำลายความ
เงียบ
ซ่งชูอีสูดหายใจลึกแล้วพ่นออกมาช้าๆ เพียงแค่
ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย “สำหรับเรื่อง
ความรัก ท่านโอ้อวดว่าเข้าใจโลกไม่ใช่หรอก
หรือ?”
เว่ยเต้าจื่อกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันใด นั่งตัวตรง
กล่าวด้วยสีหน้าสนใจ “แน่อยู่แล้ว พูดมาเถิด ไม่
มีสิ่งใดที่ศิษย์พี่แก้ไขไม่ได้”
คุยโวโอ้อวด ซ่งชูอีรู้สึกว่าคำพูดนี้ของเขาไม่
น่าเชื่อถือ แต่เว่ยเต้าจื่อเข้าใจลึกซึ้งกว่านางในแง่
ของความรักอย่างแน่นอน “ข้าเคยรักคนคนหนึ่ง
และเชื่อเขาหมดใจ ในที่สุดกลับถูกเขาหลอกใช้
ข้ารู้ว่าบางทีเขาอาจไม่ได้ตั้งใจคิดที่จะฆ่าข้า
ทว่า…ข้าเกลียดชังเขาที่ใช้ประโยชน์จาก
ความรู้สึกเก่าๆ ไม่เช่นนั้นแม้ว่าเขาจะพลิก
กลับมาเป็นศัตรูข้าด้วยวิธีที่โหดร้าย ข้าก็คงจะไม่
เก็บมาใส่ใจเช่นนี้”
“บุคคลนี้คือหมิ่นจื๋อห่วนกระมัง” เว่ยเต้าจื่อก
ล่าวตรงไปตรงมา
ซ่งชูอีประหลาดใจ “ศิษย์พี่ใหญ่รู้ได้เยี่ยงไร?”
“ข้าบอกแล้วว่าความรักและความเกลียดชังบน
โลกใบนี้ไม่สามารถซ่อนสายตาข้าได้” เว่ยเต้าจื่
อกล่าวอย่างภูมิใจ
เว่ยเต้าจื่อในฐานะคนฉลาดและเป็นผู้
สังเกตการณ์ที่เข้าใจในความรักอย่างล้ำลึกย่อม
มองเห็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าคนอื่น “เจ้ามีโอกาสที่
จะฆ่าเขาหลายครั้งทว่ากลับปล่อยไป จากนั้นก็
ควบคุมทิศทางชีวิตของเขา ขังเขาในรัฐเว่ย แต่
กลับข่มไม่ให้เขาได้กลับตัว ในที่สุดเขาก็ถูกปิด
ล้อมและถูกบังคับให้ตายในจงตู…หากข้าเดาไม่
ผิด ครั้งนั้นที่เจ้าโดนหักหลังก็เป็นสถานการณ์
แบบเดียวกันกระมัง?”
สายตาที่ค่อนข้างเจ้าชู้อยู่เสมอของเว่ยเต้าจื่อดู
สดใสเป็นพิเศษเมื่อกล่าวถึงหัวข้อนี้
ซ่งชูอีรู้สึกประหลาดใจในตอนแรก จากนั้นก็ยิ้ม
“สมกับเป็นศิษย์พี่ใหญ่”
เว่ยเจ้าจื่อไม่ได้ถามรายละเอียดเบื้องลึก เพียงแต่
เลียปากเอ่ยว่า “ข้าสาบาน ว่าชาตินี้ข้าจะไม่มีวัน
ทำผิดต่อเจ้า”
ซ่งชูอีดึงมุมปากยิ้ม นางสามารถควบคุมชีวิตของ
หมิ่นฉือโดยอาศัยการพยากรณ์ล่วงหน้าบวกกับ
ความเข้าใจเกี่ยวกับเขาอย่างลึกซึ้งในชาติที่แล้ว
หากไม่ใช่เพราะข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ นาง
คงไม่มีความมั่นใจที่จะควบคุมคนที่ฉลาดพอๆ
กันในมือ
นางไม่อยากพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เดิมที
การแก้แค้นไม่ใช่สิ่งที่มีความสุขอยู่แล้ว นางไม่ได้
รู้สึกมีความสุขหรือโล่งใจในขณะที่เฝั้าดูการตาย
ของหมิ่นฉือด้วยตาของตัวเองเลย เพียงแค่รู้สึก
ว่าได้ทำในสิ่งที่ต้องทำแล้ว
“นับแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าก็ไม่อาจไว้ใจใครได้อีก
เช่นนั้นรึ?” เว่ยเต้าจื่อถาม
ซ่งชูอีดึงความคิดกลับมา มองเขาด้วยความ
จริงจัง “ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วว่าท่านผ่านโลกมามาก
จริงๆ!”
เว่ยเต้าจื่อหัวเราะหึหึ จิบสุราคำหนึ่ง “เจ้าต้อง
เรียนรู้ที่จะลืม”
“ชิ พูดง่ายน่ะสิ!” เหตุใดซ่งชูอีจะไม่เข้าใจใน
ความหมายเล่า ทว่า “ตอนข้าสามขวบก็ฉี่รดที่
นอนบ่อยครั้ง วันใดที่ไม่ได้ไปสุขาก็ยังจำได้อย่าง
แม่นยำ เรื่องใหญ่เช่นนี้จะให้ข้าลืมได้อย่างไร?”