กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 369 ตอนนี้สนุกได้ก็สนุกเสียเถิด
เว่ยเต้าจื่อเหลือบมองนาง “ความชอบของเจ้าไม่
ธรรมดาจริงๆ ข้ายังจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้เลย ทว่า
ข้าจำยังจำได้ว่าตอนที่ข้าหกขวบเคยแอบชอบ
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีไฝขนาดเท่างาสีน้ำตาล
ข้างหลังใบหู”
“……”
เว่ยเต้าจื่อเอ่ยว่า “ฉะนั้นแล้ว ความทรงจำที่
ลึกซึ้งเกี่ยวกับบางสิ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความ
สนใจอย่างมาก!”
“……”
“แค่ก ก็ได้ เจ้าอยากรู้อะไร?” เว่ยเต้าจื่อจำวิธีแก้
แค้นคนอื่นของซ่งชูอีได้เป็นอย่างดีจึงรีบกลับมาที่
หัวข้อเดิม
“อี่โหลว…ข้ารู้สึกติดค้างเขาอยู่เสมอ” ซ่งชูอี
พูดจาคลุมเครือมาก แต่นางรู้ว่าเว่ยเต้าจื่อฟังรู้
เรื่อง
เจ้าอี่โหลวติดตามนางมาหลายปีโดยไม่นึกเสียใจ
เลย และนางไม่เพียงลงแรงเพียงน้อยนิด แม้แต่
การให้ทั้งใจก็ไม่สามารถทำได้
“คำถามนี้ข้าก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว” เว่ยเต้าจื่อพิงที่
เท้าแขนและยกเท้าขึ้น เอ่ยด้วยความเกียจคร้าน
“ศิษย์พี่ใหญ่ใฝั่หาที่จะทิ้งใบไม้ไว้ท่ามกลางดง
ดอกไม้มาตลอดชีวิต เรื่องความรักน่ะหรือ ขอ
เพียงใฝั่หาคำว่า ‘แท้’ ตราบใดที่มันเป็นรักแท้
จะไปเปรียบเทียบเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นไปทำไม
กัน!”
“ฟังดูมีเหตุผลทีเดียว เช่นนั้นท่านก็มีรักแท้ให้
ผู้หญิงทุกคนหรือ?”
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว” เว่ยเต้าจื่อมองนางอย่างดู
แคลน “เจ้าช่างไม่ชำนาญทางนี้เอาเสียเลย ไม่
เหมือนนักพรตเต๋าเยี่ยงข้าสักนิด ไม่รู้จักทะนุ
ถนอมหนุ่มรูปงามข้างกาย อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย
เจ้าดูฉินอ๋องกับชูหลี่จี๋สิ จุ๊ๆ เอาแต่มองเฉยๆ
เช่นนี้ไม่รู้สึกขาดดุลบ้างเลยรึ? แต่แน่นอนว่า
ข้าน่ะ เจ้าก็อย่าได้คิดเชียว เพราะข้าไม่ชอบเจ้า
ดอก”
“อย่าได้ดูแคลนสำนักพวกเรา คนทั่วไปไม่ได้
เหมือนท่านที่อิสระ…” ซ่งชูอีเห็นว่าเขากำลังจ้อง
มองก็จิบสุราอย่างไม่รีบไม่ช้าจนเกินไป กล่าว
เสริมสองคำอย่างเฉยเมย “เสรี”
เว่ยเต้าจื่อจึงพอใจ “อย่าคิดมาก ข้าเหนื่อยจะ
แย่! เอาล่ะ ข้าต้องไปพักผ่อน”
ตอนสุดท้ายเขาก็ยังไม่ลืมที่จะหยิบไหสุราไปสอง
สามขวด หมุนตัวแล้วร้องเพลงเสียงสูง “เนินเขา
มีต้นรัก ที่ลุ่มมีต้นเกาลัด เข้าเฝั้ากษัตริย์ ชวนเล่น
ดนตรี มาสนุกกันเถิด ชีวิตผ่านไปเร็วรี่…”
คนออกไปจากห้องแล้ว ทว่าเสียงเพลงกลับยังคง
อยู่ในหู
มีปั่าหม่อนอยู่บนเนินสูงและมีต้นไม้ชนิดหนึ่งเป็น
ร่มเงาในที่ลุ่ม เมื่อเห็นคนคนนั้นก็นั่งลงและเปั่า
ขลุ่ยด้วยความยินดี ตอนนี้สนุกได้ก็สนุกเสียเถิด
เพียงพริบตาเดียวก็แก่ลงดินแล้ว
นี่คือบทกวีของฉินเฟิงที่ชักชวนให้ผู้คนสนุกสนาน
เมื่อยังมีเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติยิ่ง ทว่าเมื่อมัน
ออกมาจากปากของเว่ยเต้าจื่อ ไม่ว่าซ่งชูอีฟัง
อย่างไรก็รู้สึกน่าสมเพศพิกล
ต้นหม่อนบนเนินสูง ร่มเงาของต้นไม้ในที่ลุ่ม…
ล้วนเป็นสถานที่ที่เขาทำเรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่หรือ!
“ท่านเจ้าคะ ข้างนอกมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง กล่าวว่า
เป็นบุตรของท่านแม่ทัพหลงกู่ บ่าวเชิญให้เขานั่ง
รอในห้องรับรองแล้ว” หนิงยาเอ่ย
“เชิญเขาเข้ามา” ซ่งชูอีเอ่ย
“เจ้าค่ะ”
หลังจากหนิงยาจากไปสักพัก ก็พาเด็กหนุ่มในชุด
สีดำเข้ามา เมื่อยิ่งเข้ามาใกล้ ซ่งชูอีหรี่ตาก็
สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างคลุมเครือ
ใบหน้าเรียวยาว หน้าตาเหมือนหลงกู่ปูั้วั่งตอนที่
เขายังเด็กเสียเก้าส่วน! สิ่งที่ต่างกันคือหลงกู่ปูั้วั่ง
เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ดูสงบเสงี่ยมกว่า
เมื่อเด็กชายเข้าไปในบ้านก็พบว่ามีเพียงคนหนุ่ม
หน้าขาวคนหนนึ่ง จึงมองหนิงยาด้วยความสงสัย
หนิงยาปั้องปากหัวเราะเอ่ย “เมื่อครู่ยังเรียก
หาซือจุนๆ อยู่เลย เหตุใดบัดนี้เจอแล้วจึงไม่
คำนับเล่า?”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่สามารถซ่อนความ
ประหลาดใจไว้ได้ ตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนที่จะรีบ
สะบัดแขนเสื้อคำนับ “ซั่งอู่คารวะซือจุน”
“ตามสบาย นั่งเถิด” ซ่งชูอีเห็นหน้าของเขาแล้ว
รู้สึกชิดเชื้อเล็กน้อย
“ขอบคุณซือจุน” หลังจากที่หลงกู่ซั่งอู่นั่งลงแล้ว
ก็ยังคงไม่สามารถซ่อนความประหลาดใจไว้ได้ ซ่ง
ชูอีไม่เคยมีหนวดเครา ใบหน้าของเขานุ่มนวล
กว่าผู้ชายทั่วไป ดูเหมือนว่าอายุเพียงยี่สิบต้นๆ
เท่านั้น
“ที่จริงควรมาคารวะซือจุนตั้งแต่หลายวันก่อน
แล้ว ต้องโทษที่ซั่งอู่ดื้อรั้นจนทำให้เอวเคล็ดจึงมา
ล่าช้า ได้โปรดซือจุนให้อภัยด้วย” หลงกู่ซั่งอู่เอ่ย
ซ่งชูอีเอ่ย “เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว บาดแผลเป็นอย่างไร
บ้าง?”
“ขอบคุณซือจุนที่เป็นห่วง ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว”
หลงกู่ซั่งอู่ตอบ
ซ่งชูอีพยักหน้า “บาดแผลเช่นนี้จะประมาท
ไม่ได้”
“ขอรับ ข้าได้ยินท่านพ่อกล่าวว่าซือจุนสุขภาพไม่
ดี ข้าตั้งใจนำยาบำรุงมาจำนวนหนึ่งด้วย ของไม่
แพงมากทว่าเป็นสิ่งที่ข้าล่ามาด้วยตัวเองทั้งสิ้น”
หลงกู่ซั่งอู่เอ่ย
ช่างเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดจริงๆ! ซ่งชูอี
ถอนหายใจเอ่ย “ช่างกตัญูว่านอนสอนง่าย
จริงๆ ไม่เหมือนพ่อของเจ้าเลย! เข้ามาใกล้ๆ
หน่อย ให้ข้าได้เห็นชัดๆ”
หลงกู่ซั่งอู่เขยิบเข้าไปใกล้ ซ่งชูอีสามารถมองเห็น
การแสดงออกอันละเอียดอ่อนของเขา อดที่จะ
ยิ้มเอ่ยไม่ได้ “มีอะไรก็ว่ามา เก็บไว้ในคอเกรงว่า
จะทำให้ตัวเองจุกตายเปล่าๆ”
หลงกู่ซั่งอู่มองเขาด้วยความประหลาดใจ “ซั่งอู่
ขอบังอาจ ซือจุนท่าน…เหมือนอายุจะไม่มาก”
การแสดงออกของเด็กคนนี้นับตั้งแต่ที่เข้าห้องมา
หากไม่สับสนก็ประหลาดใจ ราวกับลูกกวางขี้
ตกใจตัวหนึ่ง ซ่งชูอีรู้สึกขบขันกับการแสดงออก
ของเขา หัวเราะเอ่ยเสียงดัง “ข้าเป็นชาวเต๋า มี
วิชารักษาความอ่อนเยาว์ก็เท่านั้น”
หลงกู่ซั่งอู่รู้สึกสนใจ “ซั่งอู่เคยอ่านผลงานของ
ลัทธิเต๋าหลายชิ้น ไม่ยักรู้ว่ายังมีวิชาลึกลับเช่นนี้
ด้วย เป็นวิชาลับที่สำนักเต๋าไม่เผยแพร่เช่นนั้น
หรือ?”
ซ่งชูอีเอ่ยส่งเดช “ก็ไม่เชิง โอกาสล้วนถูกรวบรวม
อยู่ในคัมภีร์เต๋าแล้ว เจ้าจะตระหนักได้หรือไม่นั้น
ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเจ้า”
“หรือจะเป็น ‘จวงจื่อ – ความเรียงใน’?” หลงกู่
ซั่งอู่ขอคำแนะนำอย่างนอบน้อม
ซ่งชูอีเลิกคิ้ว “เหตุใดจึงไม่ทายว่าเป็น ‘เหล่า
จื่อ’?”
“ข้าได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า ซือจุนเคารพรัก
อาจารย์จวงจื่อมาก ครุ่นคิดดูแล้ว คิดว่าถ้อยคำ
ของ ‘ความเรียงใน’ กล่าวเรื่องการดูแลตัวเอง
สอนว่าจิตใจผู้คนแปรเปลี่ยนฉับพลัน หาก
สามารถตระหนักรู้ได้ก็จะสามารถยืดอายุได้อย่าง
แน่นอน” หลงกู่ซั่งอู่พูดเสริมด้วยความเขินอาย
“ข้าน้อยเพียงเดาส่งเดช”
“เยี่ยมนัก” แม้ว่าเมื่อครู่ซ่งชูอีจะกล่าวส่งๆ แต่ก็
ใช่ว่าไม่ได้ผ่านการตรึกตรองมาก่อน หลงกู่ซั่งอู่
สามารถคาดเดาความคิดของนางได้ซึ่งทำให้นาง
มีความสุขมาก
ภายใต้ความดีใจนั้น ซ่งชูอีก็เล่าหลักการให้เขาฟัง
ไม่ว่าซ่งชูอีจะพูดไปถึงไหน หลงกู่ซั่งอู่ก็สามารถ
พูดได้เพียงไม่กี่คำ บางครั้งก็เข้าใจอย่างถูกต้อง
แต่อย่างน้อยก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาอ่าน
หนังสือมามาก ไม่น่าแปลกใจที่น้ำเสียงของหลง
กู่ปูั้วั่งดูค่อนข้างภาคภูมิใจเมื่อพูดถึงลูกชายของ
ตน
หลงกู่ซั่งอู่ไม่ใช่คนมีพรสวรรค์ เพียงแค่ขยันและ
มีแรงจูงใจ ซ่งชูอีไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะ
“ทฤษฎีอัจฉริยะ” ของนางในตอนนั้นหรือเปล่า
หลงกู่ปูั้วั่งคิดว่าคำพูดของนางสมเหตุสมผล
ดังนั้นเขาจึงปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับลูกชายของ
เขาตั้งแต่เขายังเด็ก เรียนอย่างหนักในที่ที่คนอื่น
มองไม่เห็นและเล่นอย่างหนักในที่ที่คนอื่น
มองเห็น
ซ่งชูอีชอบความขยันของหลงกู่ซั่งอู่มาก ตอนค่ำก็
พักรับประทานอาหารเย็นและค้างคืน ทั้งยัง
เขียนความคิดเห็นที่ตัวเองเข้าใจให้นางม้วนหนึ่ง
ขณะที่นางกำลังสอนรัชทายาทในวันต่อมา ก็ยัง
พาหลงกู่ซั่งอู่มาด้วย การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เพียง
เพราะชื่นชอบหลงกู่ซั่งอู่แต่ก็เพื่อให้องค์รัช
ทายาทได้เห็นช่องว่างในแง่ของความรู้จากคนที่
อายุใกล้เคียงกัน
ในแง่ของการปกครอง แน่นอนว่าหลงกู่ซั่งอู่สู้อิ๋ง
ตั้งไม่ได้ แต่ซ่งชูอีสามารถหลีกเลี่ยงเรื่องการเมือง
ได้อย่างชาญฉลาด
อิ๋งซื่อได้พบกับหลงกู่ปูั้วั่งแล้ว เขาไม่สามารถอยู่
ในรัฐฉินได้เป็นเวลานาน และหลงกู่ซั่งอู่ก็ต้อง
ติดตามเขากลับไปเป็นธรรมดา
อาการปั่วยของอิ๋งซื่อร้ายแรง ไม่สามารถปกปิด
หลงกู่ปูั้วั่งได้ ดังนั้นทันทีที่ราชทูตฉู่จากไป รัฐฉิน
ก็เข้าสู่ภาวะเตรียมสงคราม
อย่างไรก็ดีหลังจากผ่านไปสามเดือน รัฐฉู่ก็ยังคง
ไม่มีการเคลื่อนไหว