กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 374 เมื่อฝนกำลังจะมา
ชุดเกราะดำกำลังยืนเผชิญหน้ากับกองทัพฉิน
ท่ามกลางสายลมและหิมะ
มือธนูของกองทัพโก่งคันธนูแล้ว รองแม่ทัพคน
หนึ่งกล่าวว่า “ผู้ที่มาเยือนคือใคร?”
คนที่อยู่แถวหน้าสุดของกองทัพเหล็กยกมือขึ้น
ขว้างอะไรบางอย่างเข้ามา ทหารนายหนึ่งเดินเข้า
ไปเก็บแล้วส่งให้รองแม่ทัพดู
คนผู้นั้นเห็นว่าเป็นปั้ายราชโองการก็พลิกตัวลง
จากม้าทันที เข้าไปคำนับคนเหล่านั้น
แม่ทัพทหารม้าดึงหน้ากากออก ออกเผยให้เห็น
ใบหน้าอันหล่อเหลา “พาข้าไปพบท่านแม่ทัพเจ้า
ที”
เมื่อรองแม่ทัพเห็นใบหน้าของเขาก็ไม่มีความ
สงสัยอีกต่อไป รับคำว่า “ขอรับ!”
สิบกว่าคนเข้ามาในกองทัพพร้อมกับรองแม่ทัพ
มีหิมะตกแน่นหนาในพื้นที่รกร้างกะทันหันจน
มองไม่เห็นทิวทัศน์ในระยะยี่สิบจั้ง
……
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ในนครเสียนหยางนั้น
ดีกว่ามาก
กำแพงเมืองสูงใหญ่ แม้แต่สายลมก็ไม่อาจพัดเข้า
มาได้ เกล็ดหิมะที่มีขนาดเท่าขนห่านพัดกระจัด
กระจายราวกับจะฝังบ้านเรือนไว้ทั้งหลัง
ซ่งชูอีปวดหัวจนแทบระเบิด ในขณะที่กำลังปีน
ขึ้นมาจากเตียงก็ตระหนักได้ว่าตนไม่ได้อยู่ในห้อง
บรรทมบนหอคอย ทว่ากลับเป็นห้องบรรทมไม่
คุ้นตาแห่งหนึ่ง
บ่าวรับใช้ที่อยู่นอกกระโจมได้ยินความ
เคลื่อนไหวก็ถามเสียงเบา “ไท่ฟูั่ ท่านตื่นแล้ว
หรือ?”
ซ่งชูอีถามขึ้น “ที่นี่คือที่ไหน?”
บ่าวรับใช้เอ่ย “เรียนไท่ฟูั่ นี่คือห้องโถงเล็กใน
พระตำหนักของท่านอ๋องขอรับ”
“ข้าหลับไปนานแค่ไหน?” ซ่งชูอีสวมเสื้อผ้าพลาง
ถาม
เด็กรับใช้ตอบทันที “ท่านหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน
ขอรับ”
ซ่งชูอีขมวดคิ้ว มัดผมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก้าวเท้า
ออกจากห้อง จ้องบ่าวรับใช้คนนั้นพร้อมกับกล่าว
ว่า “อาการปั่วยของฝั่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
“บ่าวไม่ทราบ” บ่าวรับใช้เอ่ย
“ไม่มีข่าวเลยรึ?” ซ่งชูอีถาม
บ่าวรับใช้ค้อมตัว ตอบอย่างระมัดระวัง “ขอรับ”
ซ่งชูอียิ้มเย็นชา ยื่นมือเชิดคางเขาขึ้นมาเพื่อ
บังคับให้เขาเงยหน้าขึ้น “จากห้องโถงเล็กจนถึง
ห้องโถงใหญ่รวมทั้งหมดไม่ถึงห้าสิบจั้ง เจ้าบอก
ว่าเจ้าไม่รู้? คิดเล่นตุกติกกับข้า ก่อนที่จะพูด
ออกมาได้สืบหรือเปล่าว่าข้าทำอะไร?!”
แน่นอนว่าบ่าวรับใช้คนนี้ไม่รู้อาการปั่วยของอิ๋
งซื่อ ทว่าพวกเขาเหล่านี้เก่งในด้านสังเกตจากสี
หน้าและคำพูดที่สุด การที่สามารถปรนนิบัติใน
ห้องโถงเล็กได้ย่อมไม่ใช่คนโง่เป็นแน่แท้
ระยะทางใกล้กันเพียงนี้ต่อให้เขาไม่รู้ใน
รายละเอียดก็จะต้องเดาได้คร่าวๆ จากการที่ท่าน
หมอเข้าออกนับครั้งไม่ถ้วนรวมถึงบรรยากาศ
โดยรวมในพระตำหนัก
ซ่งชูอีกุมอำนาจทางการทหารมาหลายปี การ
ควบคุมกองทัพนับแสนด้วยบุคลิกน่าเกรงขามยัง
ไม่เป็นปัญหา นับประสาอะไรกับคนในวังเพียง
คนเดียว
“บ่าว…” ขาทั้งสองข้างของบ่าวรับใช้สั่น เขาไม่
พูดความจริงเนื่องจากถูกสั่งสอนไว้ว่าห้ามพูด
มาก แต่ไม่มีใครสั่งให้เขาปิดบังอาการปั่วยของ
ท่านอ๋อง ภายใต้ความน่าเกรงขามของซ่งชูอี เขา
กล่าวอย่างมีไหวพริบ “วันนั้นอยู่ที่หอคอย ฝั่า
บาทอาเจียนเป็นเลือด ท่านไม่ได้สติ ขันทีเถา
ขอให้ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายดูแลสถานการณ์
โดยรวม ท่านมหาเสนาบดีให้ฝั่าบาทกลับห้อง
บรรทม และพาท่านมาไว้ในห้องโถงเล็ก และสั่ง
ให้บ่าวดูแลท่าน”
“วันนั้น?” ซ่งชูอีหรี่ตา “ไหนบอกว่าเมื่อวาน
ไม่ใช่รึ?”
บ่าวรับใช้ตัวสั่นสะท้าน รีบหมอบลงไปกับพื้น
ในเมื่อบอกว่านางหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน การ
ย้ายห้องบรรทมน่าจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้! ทว่าท่าน
อ๋องเพิ่งจะอาเจียนเป็นเลือด จะย้ายสถานที่ทันที
ได้อย่างไร? ซ่งชูอีมั่นใจว่าบ่าวรับใช้จะต้องปิดบัง
ระยะเวลาที่นางหมดสติอย่างแน่นอน
มันไม่มีเหตุผลที่บ่าวรับใช้เล็กๆ คนหนึ่งจะโกหก
นาง จางอี๋เป็นคนสั่งให้บ่าวรับใช้ปรนนิบัตินาง
เช่นนั้นก็เป็นจางอี๋ที่กำชับให้ปิดบังเวลาหมดสติ
ของนางหรือ?
ซ่งชูอีผ่อนคลายเสียงลง “เจ้ากล่าวมาตามจริง
ข้าจะไม่หักหลังเจ้า”
นางเห็นว่าบ่าวรับใช้ที่หมอบอยู่บนพื้นตัวสั่น
ทั้งตัว ทว่ากลับไม่มีท่าทีจะเผยความจริงจึงเอ่ย
ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากเจ้าไม่พูด ข้าสามารถ
หาคนที่จะจัดการกับเจ้าได้”
บ่าวรับใช้ยังคงกัดฟันแน่น
ซ่งชูอีไม่เสียเวลาฝืนใจเขาอีก เดินไปยังประตู
“ไท่ฟูั่ ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายสั่งไว้ รอท่านตื่น
ขึ้นมาแล้วไปพบท่านอ๋องด้วยขอรับ” บ่าวรับใช้
เอ่ยเตือนเสียงสั่น
อากาศมืดมน ซ่งชูอีเห็นหิมะที่สะสมอยู่บนพื้น
หนากว่าสองฉื่อแล้ว หัวใจเต้นรัวเล็กน้อย
“หลายวันนี้หิมะตกหนักเพียงนี้เชียวหรือ?”
บ่าวรับใช้รีบกล่าวเสียงเบา “เรียนไท่ฟูั่ ตกๆ
หยุดๆ ตลอดขอรับ”
อย่างนี้นี่เอง ภายในระยะเวลาหนึ่งสองวันเกรง
ว่าหิมะไม่สามารถทับถมได้หนาถึงสองฉื่อ นาง
คาดว่าตนได้หลับไปอย่างน้อยสามวัน
ซ่งชูอีก้าวเท้าไปยังห้องโถงหลัก
หมี่จีออกมากจากห้องโถงหลักพอดี เมื่อเห็นร่าง
ของซ่งชูอีก็หยุดเดิน หมุนตัวเดินมาทางนาง
“ไท่ฟูั่” หมี่จีกล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้าน้อยๆ “หมี่ปาจื่อ”
ขณะที่เดินผ่านกัน หมี่จีค้อมตัวน้อยๆ พร้อมเอ่ย
ว่า “ฝั่าบาทไม่ได้สติมาหกวันแล้ว เมื่อเช้าเพิ่งจะ
ตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง ยังเสวยอะไรไม่ได้”
“อืม” หัวใจของซ่งชูอีจมดิ่งลงช้าๆ หกวัน…
อาจจะเกิดเรื่องขึ้นมากมาย
นางวางแผนมานานหลายปีเพียงนี้ พักค้างแรม
กับอิ๋งซื่อเพียงคืนเดียวกลับทำลายทุกอย่าง เมื่อ
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางไม่สามารถ
วิ่งหนีไปได้ไกล ทำได้เพียงตอบสนองเท่านั้น
“ไท่ฟูั่ ท่านอ๋องเสวยยาไปเพิ่งจะบรรทม ถ้า
อย่างไรท่านกลับจวนก่อนจะดีกว่า” ขันทีเถาเอ่ย
ซ่งชูอีรู้สึกกังวลและอยากกลับไป ทว่ากลับกล่าว
อย่างเป็นห่วง “ท่านอ๋องไม่เป็นไรนะ?”
“โรคเก่ากำเริบ ไท่ฟูั่อย่าได้เป็นกังวล” ใบหน้า
ของขันทีเถาที่เจือปนรอยยิ้มจางๆ ไม่แสดง
เบาะแสใดๆ เลย
ซ่งชูอีพยักหน้า “เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนท่านอ๋อง
พักผ่อนแล้ว”
ซ่งชูอีหมุนตัวจากไป ไม่ได้เร่งรีบตลอดทาง มอง
ไม่เห็นความว้าวุ่นใจใดๆ เลย
เมื่อนางกลับมาถึงจวน ร่องรอยของความเคร่ง
ขรึมก็ปรากฏบนใบหน้า
“เด็กๆ!” ซ่งชูอีเอ่ย
เด็กหญิงรับใช้คนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามา “นาย
ท่าน”
“ไปั๋เริ่นล่ะ?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
“ไปั๋เริ่นกำลังนอนอยู่ในห้องหนังสือเจ้าค่ะ หลาย
วันนี้มันชอบนอนมาก” น้ำเสียงของสาวใช้มี
ความกังวลอย่างมาก นางอยู่ในจวนสิบปีแล้ว
เข้าใจดีว่าไปั๋เริ่นแตกต่างจากหมาปั่าทั่วไป ยิ่ง
อากาศหนาวเท่าไหร่ก็ยิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น
มันจะเล่นในหิมะทุกฤดูหนาวและไม่จำศีล
“หลายวันนี้ใครมาที่จวนบ้าง?” ซ่งชูอีเห็นว่าคน
ในจวนมีน้อย ไปั๋เริ่นจุกจิกกับเรื่องอาหารมาก ทั้ง
ไม่กินอาหารจากคนแปลกหน้า ยากที่จะวางยา
มัน ในความทรงจำของนางมีเพียงอิ๋งซื่อเท่านั้นที่
สามารถทำให้มันหมดสติได้เงียบๆ
สาวใช้เอ่ย “ท่านเข้าวังไปวันที่สอง ท่านมหา
เสนาบดีฝั่ายขวามาครั้งหนึ่ง เว่ยต้าจื่อขังตัวเองดู
แผนภูมิอะไรสักอย่างอยู่ในห้องหนังสือ ไม่ให้ใคร
รบกวน ตอนที่ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายขวามานั้น
ไปั๋เริ่นตามเขาออกไปเล่นครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ก็ไม่
เห็นใครมาแล้วเจ้าค่ะ”
การที่ชูหลี่จี๋ลงมือไม่ได้อยู่นอกเหนือความ
คาดหมายของซ่งชูอีเลย ตอนที่คุยกันอย่างเปิด
อกเมื่อหลายปีก่อน นางก็รู้สึกเสียใจอยู่แล้ว
หลายปีนี้เมื่อนางคิดได้ก็ไม่เศร้าโศกอีกต่อไป
“อืม ศิษย์พี่ใหญ่เข้าวังแล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะ เห็นบอกว่าจะไปดูอาการปั่วยของท่าน
อ๋อง” จู่ๆ สาวใช้ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “นาย
ท่านเจ้าคะ ตอนที่เว่ยเต้าจื่อจากไปให้บ่าวบอก
กับท่านว่าเขาทำโต๊ะกระดานหมากของท่านเสีย
แล้ว กลับมาจะชดใช้ตัวใหม่ให้ท่าน”
“รู้แล้ว” ซ่งชูอีสั่งให้นางออกไป แล้วก้าวเท้าฉับๆ
ไปยังห้องหนังสือ
ไปั๋เริ่นนอนอยู่หน้าโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อเห็นซ่งชู
อีเข้ามาก็เหลือบตาขึ้นมองด้วยความเกียจคร้าน
ซ่งชูอีเจอโต๊ะกระดานหมากก็สำรวจอย่าง
ละเอียดรอบหนึ่งกลับไม่เห็นความเสียหายใดๆ
แต่กลับพบกว่าชิ้นไม้ที่ใช้รองขาโต๊ะถูก
สับเปลี่ยยน
มันเป็นหนังแกะชิ้นหนึ่งที่มีบางอย่างปูดอยู่ข้าง
ใน
ซ่งชูอีหยิบมันออกมา หลังจากเปิดมันก็ทำให้ผงสี
น้ำตาลอ่อนหกเลอะเทอะโดยไม่ได้ตั้งใจ กลิ่นยา
หนักหน่วง บนหนังแกะยังมีรอยตัวอักษรเล็กๆ
ซ่งชูอีแสยะยิ้ม: ศิษย์พี่ใหญ่นี่รู้จักใช้เงินจริงๆ
ซ่งชูอีไม่รู้ว่ามันคือยาอะไร นางหาถ้วยเล็กๆ แล้ว
เทผงยาออกมาเพื่ออ่านตัวหนังสือที่อยู่ด้านบน
ก่อน