กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 378 เจ้าไร้ความสามารถเกินไป
ที่จวนไท่ฟูั่
แสงจันทร์ส่องสว่าง หนึ่งคนและหนึ่งหมาปั่ายืน
อยู่บนพื้นหิมะ ซ่งชูอีเหลือบมองสถานที่แห่งนี้
เป็นครั้งสุดท้าย
หลายวันนี้นางได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อย
แล้ว ในแผนของนาง นางควรจะออกเดินทางใน
อีกไม่กี่วัน ทว่าผู้ส่งสารที่สกุลฉือส่งให้ไปติดต่อ
กับเจ้าอี่โหลวยังไม่กลับมาสักคน นางรู้สึกว่าต้อง
ออกไปด้วยตัวเอง
“นายท่าน องค์รัชทายาทขอพบเจ้าค่ะ” สาวใช้
เข้ามารายงาน
ซ่งชูอีคิดว่ายังพอมีเวลาจึงเอ่ยว่า “ให้เขาเข้ามา”
“ไท่ฟูั่!” อิ๋งตั้งวิ่งเข้ามาหายใจกระหืดกระหอบ
“ไท่ฟูั่ เสด็จพ่อจะฆ่าท่าน ท่านรีบหนีเสีย!”
ซ่งชูอีพยักหน้า
อิ๋งตั้งเห็นว่าใบหน้าของนางสงบนิ่ง ไร้ความตื่น
ตระหนกและความหวาดกลัวที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง
อดที่จะประหลาดใจไม่ได้
“องค์รัชทายาทมาที่นี่ ไม่กลัวว่ากระหม่อมจะ
คิดร้ายกับท่านหรือ?” ซ่งชูอีเอ่ยยิ้มน้อยๆ
อิ๋งตั้งดึงสติกลับมา รีบพูดขึ้น “ไท่ฟูั่ปฏิบัติต่อข้า
เหมือนกับลูก ข้าเห็นไท่ฟูั่เหมือนบิดา ท่านจะ
คิดร้ายต่อข้าได้อย่างไร! ไท่ฟูั่ ท่านลักพาตัวข้า
ออกไปนอกนครเถิด! หลายปีมานี้ ไม่ว่าเสด็จพ่อ
คิดจะทำอะไรก็ไม่เคยออมมือเลย ด้วยวิธีนี้
เท่านั้นที่ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้”
“ท่านก็พูดเองว่าเขาไม่เคยออมมือ หากเขาคิดว่า
กระหม่อมอาจทำลายท่าน ท่านจะสามารถหนี
ออกมาได้ง่ายดายเช่นนี้หรือ?” ซ่งชูอีเดินเข้าไป
หาอิ๋งตั้ง ยกมือขึ้นตบไหล่ของเขาเบาๆ ดุด้วย
รอยยิ้ม “ไร้เดียงสา!”
“ตอนที่กระหม่อมเจอท่านครั้งแรก ท่านอายุยัง
น้อย ตอนนั้นกระหม่อมเพิ่งจะสูญเสียลูกของ
ตัวเองไป” ซ่งชูอีลูบใบหน้าของเขาเบาๆ แววตา
อ่อนโยน แต่คำพูดค่อยๆ คมชัดขึ้น “เวลาที่ต้อง
โหดเหี้ยม กระหม่อมไม่เคยออมมือ แม้ว่าท่านจะ
สามารถรักษาความเจ็บปวดในหัวใจของ
กระหม่อมในช่วงเวลานั้นได้ก็ไม่มีข้อยกเว้น!
เหตุผลที่ฝั่าบาทมั่นใจได้ว่ากระหม่อมจะไม่ทำ
ร้ายท่านเพราะกระหม่อมทุ่มเทให้กับรัฐฉิน
“ทฏษฎีโค่นรัฐ” ของกระหม่อมนั้นมีเพียงรัฐฉิน
เท่านั้นที่สามารถดำเนินการจนถึงที่สุด รัฐฉินทำ
ให้กระหม่อมเห็นความหวังแห่งสันติสุข
กระหม่อมจะไม่ปล่อยให้ฉินวุ่นวายเพื่อชีวิตของ
กระหม่อมและทำลายงานหนักทั้งหมดของ
ตัวเอง”
การที่นางไม่ได้ลงมือกับอิ๋งตั้ง อาจไม่เกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์เสมอไป
ความสามารถของอิ๋งตั้งไม่เพียงพอ แต่ตราบใดที่
เขาสามารถรักษาสถานะปัจจุบันของรัฐฉินได้ ใน
อนาคตก็ยังสามารถรอกษัตริย์ที่เกิดมาเพื่อชะตา
กรรมเยี่ยงอิ๋งซื่อได้
“เสด็จพ่อ…เขา เหตุใดถึงทำเช่นนี้” อิ๋งตั้งบ่น
พึมพำ การที่เสด็จพ่อของเขาสามารถเข้าใจได้
อย่างถ่องแท้ว่าบุคคลหนึ่งจะประพฤติอย่างไร
ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวจนถึงด้านคุณธรรมทำให้เขา
รู้สึกกลัว แต่ก็เต็มไปด้วยความเคารพและความ
โหยหา
ซ่งชูอีเอามือไพล่หลัง กล่าวอย่างไร้อารมณ์ “ที่
เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อรัฐฉินและเพื่อท่าน!”
อิ๋งตั้งเปียมด้วยความสงสัย “เพื่อข้า?”
“ท่านคิดว่านายพลเหล่านั้นตายในสนามรบจริง
หรือ? ท่านคิดว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นที่ถูกไล่ออก
และถูกตัดสินลงโทษล้วนทำความผิดที่ไม่น่าให้
อภัยจริงหรือ? เขาฆ่าวีรบุรุษมากมายเพื่อท่าน
กระหม่อมไม่ใช่คนแรก” หลังจากนี้ซ่งชูอีไม่
สามารถสอนอิ๋งตั้งได้อีกต่อไป นางต้องการ
เปิดเผยความเป็นจริงอันแปดเปือนเพื่อเขา
สันนิษฐานว่านี่คือสาเหตุที่อิ๋งซื่อปล่อยให้เขา
ออกมาหานาง
“เพราะว่าท่านไร้ความสามารถ” ซ่งชูอีกล่าว
“เพราะท่านไม่มีอำนาจที่จะควบคุมเรา ท่านไม่มี
ความสามารถที่จะชี้นำเราไปในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้นเขาจึงต้องทำลายผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต่อสู้
เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาเพื่อช่วยท่านปูทางไปสู่
อนาคต”
“ไท่ฟูั่…” สมองของอิ๋งตั้งว่างเปล่า ความรู้สึกใน
ใจซับซ้อน แรงกดดันที่มองไม่เห็นทำให้เขาแทบ
หยุดหายใจ
ซ่งชูอีทอดถอนหายใจเอ่ยว่า “กระหม่อมฝาก
ชีวิตนี้ไว้ที่ฉิน กระหม่อมหวังว่าท่านในอนาคตจะ
คู่ควรต่อการเสียสละของกระหม่อมและขุนนาง
คนอื่นๆ กลับไปเถิด”
อิ๋งตั้งกำหมัดแน่น “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ไม่ต้องการ
ให้ไท่ฟูั่ตาย ข้าจะไปขอร้องเสด็จพ่อ ขอร้องให้ไท่
ฟูั่ช่วยเหลือข้าต่อไป!”
ซ่งชูอีเห็นเขาวิ่งออกไปเขาก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อน
จะนั่งลงบนไปั๋เริ่น ยื่นมือลูบหัวของมันแล้วเอ่ย
เสียงเบา “ไปเถิด”
เงาสีขาวสว่างวาบและมุ่งหน้าไปทางเหนือของ
นคร
ลมรุนแรงทิ่มแทงใบหน้าจนเจ็บปวด เพียงชั่วครู่
ไปั๋เริ่นก็หยุดลงในลานของจวนหลังหนึ่งแผ่วเบา
ยามรักษาการณ์ในลานรู้สึกประหลาดใจในตอน
แรก จนกระทั่งเห็นร่างของหมาปั่าสีขาวหิมะก็
ต่างโล่งใจอีกครั้ง
“นายท่าน!” ผู้ชายสูงแปดฉื่อคนหนึ่งออกมา
รับหน้า
ซ่งชูอีมองสำรวจเขาใกล้ๆ เห็นเพียงว่าเขาสวม
เสื้อคลุมตัวใหญ่และสวมเสื้อขนแกะกลางเก่า
กลางใหม่ด้านนอก ขมับสองข้างมีผมหงอกแซม
คิ้วและหางตามีร่องรอยลึกแล้ว การแต่งตัว
ธรรมดาแต่เผยให้เห็นความสง่างามในทุกท่วงท่า
ทันทีที่เท้านางแตะพื้น เขาก็ออกมาต้อนรับ เห็น
ได้ชัดว่ารออยู่ที่นี่ตลอดเวลา
“ไม่เจอกันสิบกว่าปี ท่านจำฉือจวี้ไม่ได้แล้ว
หรือ?” เขาเอ่ย
ซ่งชูอีสามารถเดาได้ว่าเขาคือฉือจวี้ ทว่าไม่เจอ
กันสิบกว่าปี รูปลักษณ์และอารมณ์ของเขา
เปลี่ยนไปอย่างมหาศาลจนแทบจะไม่มีลักษณะ
ในอดีตหลงเหลืออยู่เลย “ตั้งแต่จากกันเจ้า
เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ข้าจำไม่ได้เลยจริงๆ”
“ฮ่าๆ แก่แล้ว จะเหมือนแต่ก่อนได้อย่างไร”
ฉือจวี้เชิญซ่งชูอีเข้าบ้าน หลังจากไล่คนรับใช้
ออกไปแล้วก็เอ่ยว่า “ข้าได้เร่งสินค้ากับร้านค้าห้า
สิบกว่าแห่งในรัฐต่างๆ ตามที่ท่านบอกแล้ว ใน
หมู่พวกเขา ขบวนขนส่งยี่สิบกว่าแห่งในรัฐเจ้า อี้
ฉวีและรัฐฉีนั้นจะส่งสินค้ามากกว่าครึ่งในวัน
พรุ่งนี้ และในวันพรุ่งนี้ร้านค้าในนครก็จะส่ง
สินค้ามาเช่นกัน ข้าได้ลอบจัดแจงตัวแทนของข้า
ในแต่ละขบวนสินค้าล่วงหน้าแล้ว”
นอกเหนือจากขบวนรถจงใจเหล่านี้ ตามปกติ
แล้วเสียนหยางก็มีขบวนสินค้าเข้าออกไม่น้อย
เพิ่มความคึกคักได้เป็นอย่างดี
“เยี่ยม” ซ่งชูอีเอ่ย
“ได้โปรดอภัยที่ข้าน้อยกล่าวตามตรง เว่ยเต้าจื่อ
เป็นท่านหมอแห่งฉินอ๋อง เหตุใดท่านจึงไม่ขอให้
เขาช่วยเล่า ขอเพียงฉินอ๋องสิ้นพระชนม์ ท่านก็
เป็นอิสระแล้วไม่ใช่หรือ?” ฉือจวี้เอ่ย
ซ่งชูอีเอ่ย “เกรงว่าศิษย์พี่ใหญ่จะถูกขังอยู่ใน
พระราชวัง”
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเว้ยเต้าจื่อและซ่งชูอี อิ๋
งซื่อจะไม่มีการปั้องกันได้อย่างไร? หลายวันนี้เว่ย
เต้าจื่อไม่ได้กลับไปที่จวนไท่ฟูั่ทั้งยังไม่ได้ข่าว
คราวอะไรเลย สถานการณ์ก็ชัดเจนอยู่แล้ว
อีกทั้งเว่ยเต้าจื่อเป็นคนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก
ทำอะไรไม่เหมือนคนทั่วไป ไม่เคยถูกยับยั้ง
ความรู้สึก เขามักมากในกามแต่กลับไม่เคยมอบ
หัวใจให้หญิงคนใด เมื่อกุ่ยกู๋จื่อผู้มีความสัมพันธ์
ลึกซึ้งกับเขาจากโลกนี้ไป เขาก็ยังคงอิสระเสรี
เช่นเดิมเส้นทางที่เขาแสวงหาคือความเป็นไป
ตามชะตากรรมของธรรมชาติ หากมีบางสิ่งที่ทำ
ให้เขาอยากมีส่วนร่วมก็ไม่มีอะไรที่สามารถ
หยุดยั้งเขาได้ หากเขาไม่ต้องการมีส่วนร่วมต่อให้
คุกเข่าโขลกศีรษะก็ไม่มีประโยชน์
“เขาชื่นชมฝั่าบาทเสมอมา เขาไม่ต้องการลอบ
สังหารกษัตริย์เพื่อข้า” ซ่งชูอีเอ่ย
เว่ยเต้าจื่อมีความกะตือรือร้นต่ออิ๋งซื่อมากกว่า
หญิงงามเสียอีก จึงต่อชีวิตของเขาด้วยความ
มุ่งมั่น
ซ่งชูอีไม่เข้าใจความคิดของเว่ยเต้าจื่อ หากเขา
สามารถยื่นมือช่วยเหลือได้จะดีที่สุด หากไม่
สามารถช่วยเหลือนางก็ไม่อยากฝืนใจ
“มีข่าวจากทางอี่โหลวบ้างหรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ย
ฉือจวี้ส่ายหน้า “ข้าได้ส่งออกไปสามสิบเอ็ดคนใน
ระยะนี้ ทว่ายังไม่มีข่าวกลับมาเลย เกรงว่าจะ
ประสบเคราะห์ร้าย…”
“วิถีเต๋านั้นเป็นธรรมชาติ” ซ่งชูอีกล่าวกับตัวเอง
ในอดีตนางมักจะกล่าวคำนี้บ่อยๆ ทว่าจนถึงบัดนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่นางใช้มันเพื่อปลอบใจตัวเอง
นางนอนไม่หลับทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นท้องฟั้ามืดครึ้ม ทั้งประตูทางทิศเหนือ
และทิศใต้มีผู้คนหนาแน่นแล้ว
เมื่อราชสำนักไม่มีคำสั่งพิเศษ ยานพาหนะที่ผ่าน
ไปมาก็ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ขบวนรถของฉือจวี้เดินทางบ่อยและคุ้นเคยกับ
ทหารยามเป็นอย่างดี ซ่งชูอีปะปนไปกับขบวนรถ
เพื่อออกไปจากนครในขณะที่ไปั๋เริ่นเดินไปทาง
ตะวันตกของเมืองเพียงลำพัง
ทางทิศตะวันตกมีทหารยามไม่มากเท่าประตูอื่นๆ
การกวดขันเป็นไปอย่างหละหลวม การที่ไปั๋เริ่น
เข้าออกบ่อยครั้งก็ไม่มีใครขัดขวาง