กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 382.1 ตอนพิเศษ 1 กล่าวคำรักด้วยชีวิต
ทางตอนเหนือของรัฐเยียน สามารถมองเห็นหิมะ
สีขาวห่างออกไปหลายพันลี้
ในนครอวี๋หยางผู้คนสัญจรตามท้องถนนบางตา
ซึ่งต่างจากฉากแห่งความคึกคักของโรงสุราและ
ชมรมปั๋ออี้ที่ถูกกั้นด้วยผ้าม่านหนาอย่างสิ้นเชิง
ชมรมปั๋ออี้แห่งนี้มีชื่อว่าว่านซื่อ (หมื่นสกุล) ทั้ง
ห้องเงียบกริบ ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับกระดาน
หมากรุกขนาดใหญ่ในห้องโถง
บัณฑิตหนุ่มกำลังต่อสู้กับบัณฑิตในชุดสีเทาบน
เวที
บัณฑิตในชุดสีเทามีผมขาวแซมที่ขมับทั้งสองข้าง
หนวดเคราเรียบร้อย แต่ไม่มีรอยย่นบนใบหน้า
และดวงตาถูกปิดด้วยผ้าสีดำ ไม่มีใครมอง
รูปลักษณ์ของเขาออก เด็กอายุหกเจ็ดขวบนอน
บนหน้าตักของเขาเหมือนก้อนแปั้ง มองต่ำพร้อม
ดึงแขนเสื้อของนางเล่น
บัณฑิตหนุ่มจ้องไปที่หมากรุกและครุ่นคิดอย่าง
หนัก ผู้สังเกตการณ์ด้านล่างเริ่มกระซิบกระซาบ
พูดคุยเกี่ยวกับทิศทางของหมากกระดานนี้เนิ่น
นาน ในที่สุดบัณฑิตหนุ่มก็ยอมแพ้ “ข้าน้อยแพ้
แล้ว”
“เยี่ยม!” เสียงโห่ร้องดังกึกก้องในห้องโถง
เจ้าของชมรมปั๋ออี้ถือถุงเหรียญผ้าวางไว้บนโต๊ะ
หมากรุก เด็กน้อยหยิบมันขึ้นมาอย่างชำนาญ
และอุ้มมันไว้ในอ้อมแขน กล่าวกับบัณฑิตในชุดสี
เทาด้วยเสียงอ้อแอ้ “อาจารย์ เถ้าแก่ให้เงินแล้ว”
คนในชุดสีเทาพูด “ขอบคุณเถ้าแก่สวี่”
“เชิญท่านมาบ่อยๆ นะขอรับ” เถ้าแก่สวี่กล่าว
ด้วยความเกรงใจ
คนในชุดสีเทาพยักหน้า เขาลุกขึ้นและเดิน
ออกไปอย่างช้าๆ โดยมีเด็กน้อยจูงอยู่ข้างหน้า
“ท่านได้โปรดหยุดก่อน!” จู่ๆ มีคนในห้องโถงพูด
ขึ้นเสียงดัง
คนนั้นเห็นว่าเขาไม่หยุด อดไม่ได้ที่จะตะโกนอีก
ครั้ง “ท่านอาวุโสที่เดินหมากรุกเมื่อครู่ได้โปรด
หยุดก่อน”
บัณฑิตในชุดเทาหยุดเดินและเอียงศีรษะ
“เขาเป็นคนตัวเตี้ย หน้าผากกว้าง ใบหน้าเป็น
หลุมบ่อ จมูกไม่มีดั้ง” เด็กน้อยอธิบายลักษณะ
ของคนที่เข้ามาให้บัณฑิตเสื้อเทาฟัง พูดจบก็ถาม
ด้วยความไร้เดียงสา “ท่านลุงดูแก่กว่าอาจารย์
ของข้าเสียอีก เหตุใดจึงเรียกอาจารย์ข้าว่าท่าน
อาวุโสเล่า?”
มุมปากของชายคนนั้นสั่น ทนไม่ไหวอยากก้าว
เข้าไปดึงเจ้าเด็กคนนั้นมาโบยสักที แต่เขาจำได้
ว่าตนเป็นบัณฑิตผู้มีการศึกษาและอิสระเสรีมาก
คนหนึ่ง ไม่สามารถลดตัวลงไปหาเด็กน้อยได้
ดังนั้นจึงหัวเราะเสียงดัง พร้อมที่จะลืมมันไป
อย่างไรก็ดีคาดไม่คิดว่าชายในชุดคลุมสีเทากลับดุ
เด็กน้อยอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าเด็กคนนี้ ข้าสอน
เจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าต้องบรรยายรูปลักษณ์คนอื่น
อย่างอ่อนหวาน ดูเจ้าสิว่าทำให้คนอื่นอับอายแค่
ไหน! คืนนี้ไม่ต้องกินข้าว!”
“แงงง…”
เด็กน้อยร้องไห้โฮโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
บัณฑิตในชุดเทารีบปลอบเด็กน้อย ชายผู้นั้นถูก
ทิ้งไว้ที่นั่น จะกลับไปก็ไม่สมควร จะยืนต่อก็ไม่ใช่
สีหน้าอึดอัดอย่างยิ่ง
บัณฑิตในชุดเทาปลอบเด็กในขณะที่ขอโทษชาย
คนนั้นไปด้วย “ทำให้ท่านรู้สึกขบขันเสียแล้ว ไม่
ทราบว่าท่านเรียกข้าไว้มีธุระใดหรือ?”
“ท่านอาวุโสงานยุ่ง ถ้าอย่างไรไว้คุยกันวันหน้า
เถิด ข้าน้อยไม่รีบ” เขาค่อนข้างใจกว้าง เมื่อเห็น
ว่าซ่งชูอีสนใจเขา ความอึดอัดเมื่อครู่ก็หายเป็น
ปลิดทิ้ง
“ขอบคุณท่านฉีที่ให้อภัย” บัณฑิตในชุดเทาเอ่ย
เด็กน้อยตัวกลมสำลักพร้อมจูงมือเขาไว้แล้ว
ออกไปจากชมรมปั๋ออี้
สายลมข้างนอกหนาวเหน็บ ทั้งสองคนหดคอใน
เวลาเดียวกัน เด็กน้อยพาบัณฑิตในชุดเทาไปที่
ซอยเปลี่ยว หยิบถุงเงินปูั้ปีออกมาออกมาและพูด
ด้วยความจริงจัง “อาจารย์ วันนี้ปฏิกิริยาของข้า
พอได้กระมัง? ควรจะเพิ่มหลายปูั้ปีหน่อย
หรือไม่?”
บัณฑิตในชุดเทาดึงผ้าสีดำออกจากตาของเขา
คว้าถุงเงินมา “เจ้าเด็กเหลือขอ มีวันไหนที่ข้าให้
เจ้าอดอยากบ้าง เจ้าจะเอาเงินมากมายไปทำ
อะไร!”
เด็กน้อยมุ่ยปากไม่พอใจ “อาจารย์เอาแต่รังแก
เด็ก หากท่านไม่ให้ข้า ประเดี๋ยวข้าจะไปบอก
อาจารย์รอง ว่าวันก่อนท่านเก็บเงินไว้เองเพื่อไป
ดื่มสุรา”
“หึๆ เป็นเด็กเป็นเล็กก็รู้จึกขู่คนอื่นแล้วรึ อืม
ขงจื่อสอนกันได้ ข้าจะให้เจ้าเพิ่มสองอัน”
เด็กน้อยยิ้มพลางยกมืออูมๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะรับ
เงิน ทันใดนั้นเหนือศีรษะก็มืดลง มองเห็นชาย
ร่างสูงยื่นมือออกมาจากด้านหลังของอาจารย์
เพื่อหยิบถุงเหรียญไปต่อหน้าต่อตา
“ซ่งหวยจิน ออกจากบ้านแล้วก็ต้องมีส่วนแบ่ง
โจรด้วย เจ้าลืมสมองไว้ที่บ้านหรืออย่างไร!” เจ้า
อี่โหลวสีหน้าโมโห
ดวงอาทิตย์และหิมะส่องแสง เจ้าอี้โหลวดูสดใส
หล่อเหลา
ซ่งชูอีถอนหายใจสองครั้งพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ก็เจ้าส่งมาให้ข้าไม่ใช่หรอกรึ”
เด็กน้อยพูดอย่างไม่พอใจ “เพราะอาจารย์รองมัว
แต่อ้อยอิ่งอยู่ได้ ไม่รวดเร็วเอาเสียเลย
ไม่อย่างนั้น…”
“ไม่อย่างนั้นอะไรรึ!” เจ้าอี่โหลวจ้องเขาเย็นชา
อุ้มเขาขึ้นมาพาดไหล่ด้วยมือข้างเดียว
เด็กน้อยร้องโหวกเหวกโวยวาย “อาจารย์รอง
ด้านบนลมแรงนัก”
เจ้าอี่โหลวเอ่ย “หุบปาก ไม่โบยเจ้าก็ดีแค่ไหน
แล้ว!”
“อาจารย์ อาจารย์ ช่วยข้าด้วย ลมแรงเกินไป
แล้ว ข้าอาจจะจับไข้ได้ ต่อไปหากมีไข้สูง ไข้ไม่
ลด ข้าไม่ตายแต่อาจกลายเป็นเจ้าโง่ก็ได้…” เด็ก
น้อยปิดหน้าพร้อมกับร้องโหยหวน
ซ่งชูอีเห็นใบหน้าด้านข้างที่โกรธเคืองของเจ้าอี่
โหลวก็กลืนคำขอร้องกลับเข้าไปแล้ว กระแอมไอ
ทีหนึ่งพร้อมเอ่ยปลอบใจว่า “เจ้าวางใจเถิด ไม่
เคยมีใครจับไข้ตายด้วยน้ำมือของอาจารย์ลุงใหญ่
ของเจ้าเลย คราวก่อนเขาได้ทิ้งยาไว้ไม่น้อย”
เจ้าอี่โหลวจับมือของนาง แล้วออกไปจากนคร
พร้อมหันหลังให้พายุหิมะ
เดินมาได้ระยะหนึ่ง เจ้าอี่โหลววางเด็กน้อยลง
และกอดเขาไว้ในอ้อมแขน
ซ่งชูอียิ้ม จับมือกันและกันแน่น
แม้ว่าเจ้าอี่โหลวจะจงใจทำหน้าเย็นชาแต่เขาก็
ยังคงอ่อนโยนต่อคนที่เขารัก ในใจของเจ้าอี่โหลว
ความรู้สึกเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร
ก็จะให้ความสำคัญกับความรักก่อนเสมอ ตอนที่
สู้กับถูอู่ลี่ก็เช่นนี้ ตอนที่ฝั่ากลับไปยังนครเสียนห
ยางเพื่อพบกับนางเป็นครั้งสุดท้ายก็เช่นนี้ หาก
เขาไม่ใช่คนที่เห็นแก่ความรักแล้วจะคอยปกปั้อง
นางด้วยความยากลำบากมาตลอดยี่สิบปีได้
อย่างไร?
เมื่อนึกถึงตรงนี้ พายุหิมะบนท้องฟั้าทำให้นางอด
ที่จะนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงนั้นไม่ได้
นึกถึงที่เขากล่าวว่า: ปฏิบัติต่อเจ้าด้วยสายลม
อ่อน ดวงจันทร์สว่างไสวแห่งต้าฉินและความงาม
ของกว่าเหริน
นึกถึงที่เขากล่าวว่า: หวยจิน เป็นหวังโฮ่วของข้า
เถิด
นึกถึงที่เขากล่าวว่า: กว่าเหรินจะใช้ความรักและ
ความไว้ใจทั้งชีวิตไปกับครั้งนี้แล้ว
บุคคลนี้ไม่เคยพูดเรื่องไร้สาระเลย นอกเหนือจาก
เรื่องการเมืองแล้วก็พูดกับนางน้อยนัก อย่างไรก็
ดีคำพูดเหล่านี้ยังมีแผนการเจือปนอยู่ด้วย
เพียงครึ่งประโยคที่นางได้ยินในสติอันเลือนลาง
“กว่าเหรินเข้าใจเจ้าลึกซึ้งกว่าที่เจ้าจินตนาการ
เสียอีก ความรักของกว่าเหรินก็…” ไร้ความแปด
เปือนแม้แต่น้อย แต่นางกลับต้องการที่จะใช้
ประโยชน์จากมันอย่างไร้ยางอายและฆ่าความ
บริสุทธิ์เดียวที่พวกเขามีต่อกัน
ใช่แล้ว ในฉากสุดท้ายนั้น นางรู้มานานแล้วว่ามัน
จะกลายเป็นความพ่ายแพ้ของนาง เมื่อกษัตริย์ที่
มีอำนาจล้นฟั้าคนหนึ่งต้องการจะกำจัดขุนนางที่
มีความกังวลมากมายและไร้อำนาจที่แท้จริงเยี่ยง
นางแล้ว นอกจากการวิ่งหนีสุดชีวิตแล้วจะมีอะไร
ดีไปกว่านี้อีกเล่า? ดังนั้นนางจึงล้มเลิกการ
วางแผนและหันมาความรักแทน
ความรักเป็นเรื่องจริงสำหรับเจ้าอี่โหลว แต่ดูเป็น
เรื่องไร้สาระสำหรับอิ๋งซื่อ ทว่านางจะต้องเดิมพัน
สักครา อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าอี่โหลวมีชีวิตรอด
ซ่งชูอีรู้ดีว่าเจ้าอี่โหลวจะไม่มีวันใช้ชีวิตตามลำพัง
นางเพียงใช้ชีวิตของนางเพื่อพูดคำรักออกมา:
แม้ว่าในใจของนางจะจัดอันดับให้เขาอยู่
เบื้องหลังการบ้านการเมือง แต่อย่างน้อยนางก็
คิดว่าเขาสำคัญกว่าชีวิตของนางเอง ~
บทที่ 382.2 ตอนพิเศษ 2 ไปั๋เริ่นจวิน
พึงระวังสิ่งมีชีวิตที่ไร้สติสัมปชัญญะและไร้
ศีลธรรมทุกประเภท
———
นับตั้งแต่การล่มสลายของกวนเน่ยโหวซ่งหวยจิ
นแห่งรัฐฉิน ไปั๋เริ่นก็ได้กลายเป็นตำนานในใต้
หล้า
อย่างไรก็ดีเมื่อไม่นานมานี้มันได้แสดงความ
เสียใจอย่างมากเกี่ยวกับความจริงที่ว่าชื่อเสียง
ของมันได้แพร่กระจายไปทั่วหล้าแล้ว อีกทั้งรู้สึก
อย่างลึกซึ้งว่าคุณภาพชีวิตที่ดีกำลังจะหายไป ใน
อดีตตอนที่ซ่งหวยจินยังอยู่ “ในใต้หล้า” มัน
สามารถผยองไปรอบๆ นครเสียนหยาง เมื่อทุก
ร้านเห็นมันก็ล้วนให้มันกินดื่มด้วยความเคารพ
แม้ว่ามันจะไม่เคยกินแต่มันก็สามารถห่ออาหาร
กลับบ้านได้!
นับตั้งแต่วันที่เสียนหยางล่มสลายมาจนถึงวันนี้
เวลาจะออกจากบ้านก็ต้องใช้เส้นทางที่มีผู้คนเบา
บาง ไปั๋เริ่นยังคงปรับตัวกับความแตกต่างครั้ง
ใหญ่นี้ไม่ได้จนถึงปั่านนี้
สิ่งที่ทำให้เศร้ายิ่งกว่าคือเมื่อสมาชิกในครอบครัว
น้อยจะน่าเบื่อมาก และคุณภาพก็แย่อย่างน่า
ประหลาดใจ! สำหรับเรื่องคุณภาพนั้น ผู้แซ่ซ่งคน
นี้ดึงทุกคนไว้ข้างหลังอย่างน่าเหลื่อเชื่อ
ก่อนอื่น ด้วยสติปัญญาที่หาผู้ใดเปรียบเช่นไปั๋เริ่น
นี้ มันรู้แม้กระทั่งว่าหลังจากขันทีในวังถูกเฉือน
ลูกเจี๊ยบน้อยออกไปแล้วก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่
หญิงไม่ชาย แต่ผ่านมาหลายสิบปีแล้วที่มันเองก็
ยังไม่รู้ว่าผู้แซ่ซ่งเป็นหญิงหรือชาย!
นี่ไม่ใช่เพียงความท้าทายต่อสติปัญญาเท่านั้น แต่
ยังทำให้ระดับชั้นโดยรวมของมันลดลงอีกด้วย ไปั๋
เริ่นแสดงความไม่พอใจและเชื่อว่ามีผู้แซ่ซ่งเป็น
สินค้าที่มีข้อบกพร่อง
ไปั๋เริ่นครุ่นคิดมาหลายปีก็รู้สึกว่าตนทั้งโง่ทั้งไร้
เดียงสายิ่ง ตอนนั้นมันยังเด็กและติดตามท่านแม่
ตลอดเวลา เรื่องของเพศชายและเพศหญิงยังคง
เป็นเรื่องคลุมเครือมากสำหรับมัน ครั้งหนึ่งมัน
เคยคิดว่าหมาปั่าหิมะทุกตัวล้วนเป็นตัวเมีย
ดังนั้นเรื่องที่โตแล้วแต่ยังไม่ตั้งเต้า จึงเป็นเรื่องน่า
เศร้าสำหรับมันอยู่นาน
แน่นอนว่าความเข้าใจผิดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ
ความฉลาดของไปั๋เริ่น มันวางตำแหน่งตัวเองว่า
ไร้เดียงสา ทว่าสิ่งที่มันไม่เข้าใจมากก็คือผู้แซ่ซ่งก
ลับไม่ใส่ใจว่ามันไม่ตั้งเต้าแต่ก็ไม่สนใจที่มันไม่มีไข่
ดังนั้นมันจึงไม่เพียงคิดว่าผู้แซ่ซ่งเป็นสินค้าที่มี
ข้อบกพร่อง ทั้งยังไม่มีความเอาใจใส่และไร้
ยางอาย มันเกลียดตัวเองที่มีปากทว่ากลับพูด
อะไรไม่ได้เลย
หลังจากอดกลั้นเป็นเวลานาน ไปั๋เริ่นรู้สึกว่า
จำเป็นต้องหาเพื่อนเก่าเพื่อพูดคุยเสียหน่อย ก็
ปล่อยเบาในห้องโถงหลัก ประทับอุ้งเท้าสองสาม
ครั้ง ถือเป็นการทิ้งจดหมาย จากนั้นก็ไปที่เสียนห
ยาง
ห้องหลักเป็นสถานที่ที่ทุกคนในครอบครัว
สามารถมองเห็นได้ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า
เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำเช่นนี้
ไปั๋เริ่นขึ้นเขาลงห้วยมาตลอดทาง หลังจากถึง
นครเสียนหยางแล้วก็พบกว่าเวลาผ่านคนเปลี่ยน
จางอี๋ถูกไล่ออกจากรัฐฉินและในเวลานี้อาศัยอยู่
ในรัฐเว่ย
เว่ยอ๋องทนไม่ไหวอยากจะถลกหนังจางอี๋ออกมา
ในที่สุดกลับถูกจางอี๋เกลี้ยกล่อมว่า: ฉินอ๋องไม่
ชอบกระหม่อม ทั้งยังรู้ว่าชาวเว่ยเกลียด
กระหม่อม ดังนั้นจึงจงใจขับไล่กระหม่อมมายัง
รัฐเว่ย รอจนทานสังหารกระหม่อมแล้วก็ค่อยหา
ข้ออ้างทำสงครามกับรัฐเว่ย
จางอี๋สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ทว่าอนาคต
กลับมาถึงจุดจบ
ไปั๋เริ่นจึงทำได้เพียงกลับมาที่รัฐเว่ยอีกครั้ง
หลังจากค้นหามานานกว่าสามเดือน ในที่สุดก็พบ
กระท่อมมุงจากของจางอี๋บนเนินเขาเล็ก ๆ
หิมะสีขาวเป็นสภาพอากาศที่ไปั๋เริ่นชื่นชอบ มัน
มองผ่านรอยแตกในประตูสักพักแล้วก็ร้องคร่ำ
ครวญ
ไม่นานก็มีชายที่มีผมหงอกแซมตรงขมับออกมา
เปิดประตู
ไปั๋เริ่นมองเขาด้วยดวงตากลมๆ สะบัดหิมะที่ร่วง
ลงมาใส่หู ร้องครางอิ๋งๆ : จินเกออยู่บ้านหรือ
เปล่า?
แน่นอนว่าจางอี๋ฟังไม่เข้าใจ แต่ว่าเขาจำไปั๋เริ่นได้
น้ำตาคลอด้วยความตื่นเต้น เหยียดแขนไปกอด
หัวของมัน “ไปั๋เริ่น เจ้าคือไปั๋เริ่น!”
ไปั๋เริ่นขบฟันอย่างไม่พอใจ: รู้ก็ดีแล้ว จะตื่นเต้น
ไปทำไม! ไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ข้าชื่อเสียงเสื่อมเสีย
เพียงใด! เบาๆ หน่อย! ขนของข้ายุ่งหมดแล้ว!
จางอี๋พามันเข้าบ้าน ลูบขนให้มัน แล้วรำพึงรำพัน
กับตัวเอง “เจ้ามาหาจินเกอสินะ? มันขึ้นเขาไป
ล่าสัตว์แล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด”
จางอี๋เต็มไปด้วยศัตรู เพื่อที่จะไม่ทำร้ายเหล่า
สหายของตัวเอง เขาจึงไม่ได้ไปหาพวกเขาและ
อาศัยอยู่ที่นี่คนเดียว
ภายในห้องเรียบง่ายมาก เตียงหนึ่งหลัง เก้าอี้เตี้ย
หนึ่งตัว ไม่มีแม้แต่เตาอั้งโล่ด้วยซ้ำ แต่เรียงก้อน
หินเป็นวงกลมในพื้นที่มุมหนึ่งแล้วกองฟืนอยู่ใน
นั้น มีเชือกปั่านห้อยลงมาจากคานบ้านเพื่อแขวน
กาน้ำชา
“ข้าจางอี๋ใช้ชีวิตอย่างสง่างามมาทั้งชีวิต แต่กลับ
ตกอับถึงเพียงนี้ ทั้งยังต้องให้หมาปั่าเลี้ยง!”
น้ำตาของจางอี๋คลอเบ้า
เมื่อก่อนตอนที่เขาอยู่ในนครเสียนหยาง จินเกอน
อกจากจะทำลายเขาแล้วยังสร้างปัญหาทุกหนทุก
แห่ง ทั้งกัดม้าศึกและสัตว์เลี้ยงทุกตัว ไม่ได้
คาดหวังว่ามันจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงไม่จาก
ไป ตอนนี้ตกระกำลำบาก ถ้าไม่ใช่จินเกอที่ขึ้นไป
บนภูเขาเพื่อล่าอาหารเขาคงจะอดตายแล้ว
บุคคลหนึ่งที่เคยเหยียบใต้หล้าสั่นสะเทือนถูก
หมาปั่าที่ตัวเองเลี้ยงหาอาหารมาให้ อารมณ์นี้
ยากที่คนธรรมดาจะเข้าใจ
ไปั๋เริ่นรู้สึกได้ถึงความหดหู่ของจางอี๋ ก็ใช้หัวถูๆ
เขาแสดงการปลอบใจ
มันรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ
เหลือเกิน เมื่อก่อนมีศักดิ์ศรีตอนนี้กลับไม่มีแล้ว
หรือ? หรือแม้แต่หลั่งน้ำตาด้วยซ้ำ!
ในบรรดามนุษย์ที่มันรู้จัก มีเพียงฉินอ๋องและศิษย์
พี่ใหญ่เท่านั้นที่มีเสน่ห์มากกว่า
ความน่าเกรงขามของฉินอ๋องเปรียบเสมือนราชา
หมาปั่า เมื่อมันยังเด็ก เห็นเขาก็ต่อสู้ด้วยสี่กรง
เล็บ พอโตขึ้นมาหน่อยก็อยากจะท้าประลองเขา
ทว่าสำหรับไปั๋เริ่นแล้วมันเป็นเพียงการคิดเอาเอง
ทั้งนั้น อยู่ๆ ดีจะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไมเล่า?
สำหรับเว่ยเต้าจื่อนั้น ไปั๋เริ่นไม่เพียงแต่สะดุดตา
เขา ทั้งยังรู้สึกชื่นชมจากก้นบึ้งของหัวใจ เพราะ
ในบรรดาหมาปั่ามีเพียงหมาปั่าที่กล้าหาญที่สุด
และมีความเป็นราชาที่สุดเท่านั้นที่สามารถเป็นที่
ชื่นชอบของหมาปั่าตัวเมียได้ ราชาหมาปั่าใน
เผ่าพันธุ์ของพวกมันสามารถมีคู่สมรสได้เพียงตัว
เดียว หมาปั่าตัวเมียหลายตัวก็จะเข้าใกล้ราชา
หมาปั่าหรือแม้กระทั่งกัดกันเองเป็นประจำ และ
ราชาหมาปั่าที่ดุร้ายและแข็งแกร่งก็มักจะฉกฉวย
คู่ครองของราชาหมาปั่าตัวอื่นๆ
เล่ากันว่าศิษย์พี่ใหญ่ได้ขุดดินสวนหลังบ้านของ
องค์จวินเพื่อนางสนมสี่คนได้สำเร็จ ไปั๋เริ่นรู้สึก
ลึกๆ ว่าศิษย์พี่ใหญ่มีความเป็นราชาเหนือกว่า
มาก
มันนอนงีบอยู่บนพื้นสองสามตื่น เมื่อพลบค่ำจึง
ได้ยินเสียงหมาปั่าหอนลอยมาแต่ไกล
จินเกอได้กลิ่นของมันแล้ว
หูของไปั๋เริ่นตั้งตรง มันลุกขึ้นแล้วพุ่งออกไปอย่าง
เร็ว เห็นหมาปั่าสีทองตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในหิมะ
พร้อมคาบกระต่ายในปากสิบกว่าตัว
อู้ววว…
ไปั๋เริ่นเดินวนไปรอบๆ มันอย่างมีความสุข หาง
กวาดหิมะขึ้นมาจนทำให้ทั้งตัวของมันขาวโพลน
จินเกอบีบเสียงจากฟันของมัน: เจ้าบ๊อง
เบาๆ หน่อย ไม่น่ารักเลยสักนิด! ไปั๋เริ่นมี
ความเห็นอย่างมากเกี่ยวกับปฏิกิริยาของจินเกอ
เมื่อจินเกอเอากระต่ายให้จางอี๋ ไปั๋เริ่นก็เริ่มบ่น
เกี่ยวกับครอบครัวที่สถานะตกต่ำลง: ผู้แซ่ซ่งที่
ไม่ให้ความสนใจ ท่านพ่อแซ่เจ้าที่จิตใจอ่อนโยน
ต้องแสร้งทำเป็นห้าวหาญ ซ่งเจียนที่หน้าตา
เหมือนสุนัขจิ้งจอกเป็นใบ้ ซ่งหนิงยาผู้บริสุทธิ์ไร้
เดียงสา และลูกสองคนที่ไร้สมองของพวกเขา สิ่ง
ที่น่ารำคาญที่สุดคือหลิงหยาที่ถูกผู้แซ่ซ่งเก็บมา
ได้ ช่างไร้ยางอายเสียเหลือเกิน
สุดท้ายไปั๋เริ่นเสริมอีกคำหนึ่ง: แต่เมื่อเห็นภรรยา
ที่ดูน่าเศร้ากว่าข้า ข้าก็สบายใจขึ้นมาก ไม่เสีย
แรงที่เดินทางบุกน้ำลุยปั่ามานับพันลี้
จินเกอขนลุกซู่ทันที: ใครเป็นภรรยาเจ้า!
ไปั๋เริ่นเอียงคอ: ท่านพ่อซ่งจัดงานแต่งแล้ว จะ
ปฏิเสธไม่ได้
จินเกอคำรามด้วยความโมโห: ข้าเป็นราชาของ
หมาปั่ารุ่นนี้ ข้ายอมตายเสียดีกว่าก้มหัวให้คนอื่น
โดยเฉพาะหมาปั่าที่ทั้งขี้เกียจทั้งโง่! ออกไปสู้กัน
ไหม ดูว่าข้าจะฆ่าเจ้าได้หรือเปล่า
ความฉลาดที่น่าภูมิใจของไปั๋เริ่นถูกทำลาย แยก
เขี้ยวทันที: สู้ก็สู้สิ ไปเรียกลูกๆ พวกนั้นของเจ้า
มาด้วย ดูซิว่าข้าจะล้มเจ้าอย่างไร
เมื่อนึกถึงผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปั๋เริ่นก็ยิ้ม
อย่างมีความสุข
จินเกอสลัดความโกรธทิ้ง หมอบลงไปกับพื้นแล้ว
หาว: เจ้าโง่หรือไง ให้เจ้าไปทำอะไรก็ทำรึ
ไปั๋เริ่นกะพริบตา สะบัดหู ทันใดนั้นก็ตะปบมัน
ด้วยความหงุดหงิดอย่างแรงทีหนึ่ง
บทที่ 382.3 ตอนพิเศษ 3 โซ่ตรวนของศิษย์พี่
ใหญ่
ในชานเมืองอวี๋หยางของรัฐเยียนมีพื้นที่ว่างขนาด
สามสิบหมู่ที่แทบจะแยกตัวออกมาอย่างโดด
เดี่ยวระหว่างเนินเขาเขียวชอุ่ม ลำธารหกสาย
ไหลคดเคี้ยวจากภูเขาลึก เมื่อผ่านพื้นที่ราบนี้ก็
ถูกผู้คนขุดเป็นแควสายเล็กอีกจำนวนนับไม่ถ้วน
ราวกับตาข่ายครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสิบเจ็ด
สิบแปดหมู่ทางตอนใต้ นอกจากที่นี่มีอาหารแล้ว
ยังมีผลไม้และลูกท้อต่างๆ อีกด้านหนึ่งมีทุ่งหญ้า
รอบล้อม สัตว์ส่วนใหญ่ที่ถูกเลี้ยงอยู่ในนั้นคือม้า
กลางทุ่งหญ้าและสวนผลไม้ มีคฤหาสน์ขนาด
ใหญ่ที่สร้างจากหิน ในทุ่งนามีผู้ชายแข็งแรงในชุด
เรียบง่ายกำลังทำงานอยู่ ควันลอยคลุ้งอยู่กลาง
คฤหาสน์ ชายชรากำลังอาบแดดยามเช้าตรู่บน
หลังคาพลางดูเด็กผมเปียที่กำลังเล่นซน
ลานนี้ใหญ่ที่สุดในคฤหาสน์ แสงอาทิตย์อบอุ่น
หลอมละลายกับยามเช้าของฤดูร้อน มันรั่วไหล
ผ่านกิ่งใบเขียวชอุ่มบนชั้นวางองุ่นก่อให้เกิดแสง
เป็นจุดๆ บนพื้น
ซ่งชูอีหยิบตะกร้าองุ่นแช่น้ำแล้วล้างอย่าง
พิถีพิถัน เว่ยเต้าจื่อเป็นคนมอบพืชชนิดนี้ให้นาง
ผลที่ออกมามีรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม มีรสชาติ
เข้มข้นกว่าลูกสาลี่ แต่ว่าของสิ่งนี้จัดเก็บได้ยาก
ดังนั้นในคฤหาสน์จึงเปิดพื้นที่เพียงหนึ่งหมู่
สำหรับการเพาะปลูกเท่านั้น ทุกครั้งเมื่อถึงฤดู
ร้อน ทั้งหมู่บ้านร้อยกว่าชีวิตก็จะมาเที่ยวเล่น
และกินกัน
ซ่งชูอีคิดว่าหากไม่ใช้ประโยชน์ของอาหารอร่อย
เช่นนี้ก็จะสูญเปล่า ดังนั้นเมื่อปีกลายจึงพิจารณา
ที่จะใช้มันบ่มสุรา
ซ่งชูอีเป็นคนสร้างคฤหาสน์หลังนี้ ผู้อยู่อาศัย
ทั้งหมดที่อยู่ข้างในถูกนางและเจ้าอี่โหลวรับมา
อยู่ด้วยระหว่างการเดินทาง
นอกจากคนในคฤหาสน์จะทำการเกษตรแบบ
พอเพียงแล้ว พวกเขายังสามารถจัดหาสุรารสเลิศ
ให้สกุลฉือได้ นอกจากนี้ยังมีทุ่งปศุสัตว์อีกแห่งที่
ตั้งขึ้นโดยเจ้าอี่โหลว
หลังจากที่ซ่งชูอีค้นค้นสูตรสุราใหม่และจนได้ลอง
ชิมแล้วก็เริ่มบ่มในปริมาณน้อยๆ ก่อน หาก
ประสบความสำเร็จปีหน้าค่อยเพิ่มปริมาณ
นางเชี่ยวชาญด้านการบ่มสุรา บัดนี้ได้ลองมา
หลายวิธีแล้วและได้ทำลายองุ่นเยอะมากก่อนที่
จะเห็นผล นางมอบสุราของปีที่แล้วให้ชาวบ้าน
และพ่อบ้านของสกุลฉือที่มารับสุราได้ดื่มซึ่งต่าง
คิดว่ามันไม่เลว อย่างไรก็ดีนางกลับคิดว่าแม้
รสชาติพอไปวัดไปวาได้แต่ยังห่างไกลจกคำว่ารส
เลิศนัก ไม่สามารถเปรียบเทียบได้แม้แต่กับสุรา
สนของสกุลฉือที่ยังไม่สุกดีในตอนแรก
“ในฐานะอาจารย์ ไม่ควรสอนข้าให้รู้หนังสือ
หรอกหรือ?” หลิงหยานั่งยองๆ อย่างคล่องแคล่ว
เผยขาขาวเนียนอ่อนนุ่มตรงหน้าซ่งชูอี หยิบองุ่น
ลูกหนึ่งเข้าปาก มันเปรี้ยวจนเขาแสยะฟัน
เมื่อซ่งชูอีเห็นเขาเช่นนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบ
องุ่นสีม่วงครึ่งลูกใส่ปากพลางกัดฟัน “เลิกเส
แสร้งได้แล้ว เจ้าไม่รู้กระมังว่าในใจเจ้ามีความสุข
เพียงใด”
หลิงหยาลุกขึ้นนั่งลงบนที่นั่งตรงข้าม ยกขาขึ้นมา
พร้อมถอนหายใจเอ่ย “ครั้งนี้ข้ามิได้เสแสร้ง ไปั๋
เริ่นออกจากบ้านไปแล้ว ไม่มีใครต้อนแกะในทุ่ง
หญ้า อาจาย์รองกดให้ข้าทำงานหนักเป็นเวลา
หลายวัน สู้ข้าเรียนอ่านหนังสือยังจะดีเสียกว่า”
“อืม ข้าเห็นใจเจ้า” ซ่งชูอีใส่องุ่นที่ล้างแล้วลงใน
โถเครื่องปันดินเผา กดน้ำผลไม้ด้วยสากไม้ ขา
ของหลิงหยาที่อยู่ตรงข้ามแกว่งไปแก่งมา นางพูด
อย่างหมดความอดทน “ไปเล่นที่อื่น ไม่เห็นรึว่า
ข้ากำลังยุ่ง”
“อาจารย์ ช่วยข้าด้วย” หลิงหยาพูดด้วยความ
จริงจัง
ซ่งชูอีหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปเห็นเจ้าอี่โหลว
เลิกเถาวัลย์ออกและเดินเข้าไปที่ช่องเก็บองุ่น
“หยา ไปเถิด”
“วันนี้อาจารย์ให้ข้าท่องจำยุทธพิชัยซุนจื่อ ข้าจะ
พยายามอย่างหนักเพื่อเป็นกุนซือให้ได้!” หลิง
หยากำมือน้อยๆ พร้อมทำแก้มปั่อง ราวกับกำลัง
จะสู้ตาย
เจ้าอี่โหลวมองซ่งชูอี พยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบ
เฉย “ก็ได้” ก่อนที่หลิงหยาจะมีความสุขเขา
กล่าวเสริมทันที “เช่นนั้นก็เอาตำราไปต้อนแกะ
ด้วยเถิด”
ซ่งชูอียิ้มเอ่ยชั่วร้าย “ใช่ๆๆ โดยส่วนตัวข้าคิดว่า
การต้อนแกะไม่ได้ขัดแย้งกับศิลปะแห่งสงคราม
เลย ข้าจะทดสอบเจ้าก่อนอาหารเย็น ถ้าเจ้าจำ
ไม่ได้ก็อย่าโทษว่าข้าเป็นคนโหดร้ายแล้วกัน”
“งือๆ! ชีวิตข้าอาภัพนัก! ท่านกล่าวว่ามีหญ้าทุก
หนทุกแห่งจำเป็นต้องส่งคนไปต้อนแกะด้วย
หรือ? อาจารย์ลุงใหญ่กับอาจารย์รองก็มีแต่รังแก
ข้า” หลิงหยาคร่ำครวญและเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่
จริงด้วยแขนเสื้อ
เจ้าอี่โหลวไม่พูดเรื่องไร้สาระ มือข้างหนึ่งหนีบห
ลิงหยาไว้ใต้รักแร้ เสียงร้องของเขาหนักหน่วง
กว่าเดิม
“วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่จะมา เจ้าให้หนิงยาไปเก็บ
กวาดห้องเถิด” เจ้าอี่โหลวกล่าว
เสียงของหลิงหยาหยุดลงทันทีและกล่าวด้วย
ความประหลาดใจ “ศิษย์พี่ใหญ่จะมาหรือ!”
ซ่งชูอีใช้สากไม้เคาะศีรษะของเขาเบาๆ “นั่นคือ
อาจารย์ลุงใหญ่ของเจ้า! ใครอนุญาตให้เจ้าเรียก
ส่งเดช!”
“แต่ว่าทั้งหมู่บ้านต่างเรียกเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่
แม้แต่พี่เลี้ยงเด็กที่ทางเข้าหมู่บ้านก็เรียกเขาว่า
ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่ใช่คนที่อายุน้อยที่สุดเสีย
หน่อย!” หลิงหยาตัดพ้ออย่างไม่พอใจ
“อายุน้อยที่สุดแล้วไม่ดีตรงไหน เจ้ากี้เจ้าการ
เหลือเกิน” ซ่งชูอีเอ่ย
เจ้าอี่โหลวยังคงหนีบหลิงหยาไปที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์
ในความเป็นจริงไม่ใช่ว่าไม่มีคนเลี้ยงแกะ เจ้าอี่
โหลวเพียงแค่อยากฝึกกำลังกายของหลิงหยา
เท่านั้น
หลิงหยาเป็นเด็กที่พวกเขาเก็บขึ้นมาใต้หน้าผา
ขณะเดินทาง ในเวลานั้นมีศพหลายสิบศพอยู่ใต้
หน้าผาและหลิงหยาเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิต
ในกองศพนั้น มีแปดศพถูกเปลื้องผ้าและแขวน
อยู่บนต้นไม้ใต้หน้าผา บนตัวพวกเขาไร้บาดแผล
ทว่าศพที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่ยกลับถูกสังหารด้วย
อาวุธ เลือดไหลเป็นแม่น้ำ ซ่งชูอีคาดเดาว่าขุน
นางชั้นผู้น้อยได้พบกับพวกโจรเข้า พวกโจร
เหล่านั้นกลัวว่าจะทำให้เสื้อผ้าราคาแพงของพวก
เขาสกปรก จึงเลือกที่จะฆ่าโดยไม่เห็นเลือด
ตอนนั้น หลิงหยาถูกปกคลุมไปด้วยเลือดผสมใน
กองชิ้นส่วนร่างกาย ใส่ชุดผ้าปั่านธรรมดา ทั้งยัง
ปั่วยมาหลายวันแล้ว หลังจากที่เขาได้รับการ
ช่วยเหลือ สุขภาพของเขาก็ย่ำแย่มาก และจะ
ปั่วยหลายครั้งทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
ซ่งชูอีเองถูกเจ้าอี่โหลวพาไปฝึกศิลปะการต่อสู้
ทุกๆ สองสามวัน ร่างกายดีขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่
ผ่านมา ดังนั้นจึงสนับสนุนให้เขาแกล้งหลิงหยา
ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับการดูเรื่องสนุกๆ
พลบค่ำ ซ่งชูอีได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาว
เหมือนกระดิ่งสีเงินมาจากในลาน คิดในใจว่า
ศิษย์พี่ใหญ่มาแล้ว
เมื่อนางเดินไปที่ประตูก็เห็นเว่ยเต้าจื่อที่ถูกราย
ล้อมไปด้วยเด็กผู้หญิง
ซ่งชูอีสอดมือไว้ในแขนเสื้อ หัวเราะเอ่ย “ศิษย์พี่
ใหญ่ยังคงมีเสน่ห์เช่นเคย!”
เว่ยเต้าจื่อเห็นนางแล้วก็หัวเราะเสียงดัง “ไม่
เท่าไรๆ”
“นายท่าน” สาวๆ โค้งคำนับแสดงความเคารพ
จู่ๆ ก็ต่างเขินอายและสงวนท่าที
ซ่งชูอียิ้มน้อยๆ ให้พวกนาง จากนั้นก็เดินเข้าไป
ในลานพร้อมเว่ยเต้าจื่อ
เว่ยเต้าจื่อร้องจุ๊ๆ ด้วยความประหลาดใจ “หวย
จิน เด็กสาวเหล่านี้หวงเนื้อหวงตัวเพื่อเจ้าเชียว
นะ!”
ยุคสงครามนี้ ชายหน้าตาดีเป็นที่นิยมมากแต่
ผู้หญิงเกือบทั้งหมดเลือกคู่ครองตามความกล้า
หาญหรือความสามารถ ซ่งชูอีสร้างสถานที่แห่งนี้
ทำให้ทุกคนที่นี่มีชีวิตที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง
นางได้เชิญเจ้าอี่โหลวมาที่นี่ตั้งแต่ต้น ทว่าปกติ
เจ้าอี่โหลวชอบอยู่เงียบๆ ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับ
ผู้คนและไม่เคยปรากฏตัว ความชื่นชมของสาวๆ
ที่มีต่อเขานั้นจึงน้อยกว่าซงชูอีมาก
ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านรู้ว่าซ่งชูอีเป็นผู้หญิง ทว่า
พวกเขาปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกสาวๆ
กลับไม่รู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้ซ่งชูอีจึงเกี้ยวพาราสี
สาวๆ ได้ง่ายขึ้น “ช่วยไม่ได้ หน้าตาของผู้แซ่เจ้า
นั้นดีเกินไป เพื่อปั้องกันไม่ให้คนอื่นสงวนตัวเพื่อ
เขา ข้าทำได้เพียงเสียสละเสน่ห์ของตัวเอง”
เว่ยเต้าจื่อแสร้งทำเป็นตกอกตกใจ “ว้าว เจ้านี่มี
เสน่ห์ด้วยรึ! มันซ่อนอยู่ตรงไหนกัน? รีบเอา
ออกมาให้ศิษย์พี่ใหญ่ได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อย”
ซ่งชูอีเอนตัวเข้าใกล้เขาอย่างมีลับลมคมใน ชี้ไปที่
หน้าของตัวเองเอ่ยว่า “อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้ ศิษย์พี่
ใหญ่รีบเอาตาออกมาดูเถิด!”
“เจ้าเด็กเฮงซวย!” เว่ยเต้าจื่อหัวเราะพลางด่า
ซ่งชูอีหัวเราะฮี่ๆ สะบัดแขนเสื้อแล้วคุกเข่าบน
เบาะใต้ชั้นวางองุ่น “ครั้งนี้ศิษย์พี่ใหญ่มาด้วยธุระ
ใด?”
“เจ้าเด็กเฮงซวย ไม่มีธุระมาหาเจ้าไม่ได้รึ!” เว่ย
เต้าจื่อก่นด่า
“จวนของข้าไม่มีสาวงาม จะชวนให้ศิษยี่ใหญ่
ระลึกถึงได้อย่างไร?” ซ่งชูอีมองไปที่องุ่นเต็มชั้น
พลางสูดน้ำลาย เอื้อมมือไปหยิบมาลูกหนึ่งอัน
แล้วลอกเปลือกออก
“ฮ่าๆ หวยจินเป็นคนที่ข้ารู้จักนี่นา” เว่ยเต้าจื่อม
องนางด้วยสายตาแปลกๆ พูดต่อ “ข้ามีธุระจริงๆ
ครั้งนี้ข้าติดขัดนิดหน่อย”
ซ่งชูกัดองุ่นรสเปรี้ยวคำหนึ่ง ทำหน้านิ่วพร้อม
เอ่ยว่า “ติดอยู่ในหลุมแห่งสาวงามรึ?”
เว่ยเต้าจื่อมองดูการเคลื่อนไหวของนาง พร้อม
กับยื่นมือออกไปบีบข้อมือของนาง “ข้าชอบหมี่
ปาจื่อ ผู้หญิงคนนั้นน่าสนใจจริงๆ”
ซ่งชูอีตกใจ มองลงไปยังนิ้วของเว่ยเต้าจื่อที่บีบ
ข้อมือของนาง เอ่ยเย้า “หน้าตาของหมี่ปาจื่อมี
ส่วนคล้ายข้า ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ใช่ว่าพอไม่ได้สิ่งที่ดี
ที่สุดแล้วจึงคว้าสิ่งของคุณภาพปานกลางดอก
กระมัง?”
“ให้ข้าดูหน่อย” เว่ยเต้าจื่อมองไปที่ใบหน้าของ
นางอย่างใกล้ชิด เอ่ยด้วยความสงสัย “จริงอยู่ที่มี
ส่วนคล้าย แต่ในแง่ของรูปลักษณ์ เจ้าเอาความ
มั่นใจมาจากไหนมาต่อว่าหลี่ปาจื่อในครั้งนี้”
ซ่งชูอีจ้องที่นิ้วของเขา ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนที่จะ
เอ่ยอย่างจริงจัง “เพราะว่าเสี่ยวฉงได้ยกระดับ
รูปลักษณ์โดยรวมของครอบครัวเราแล้ว”
“พูดถึงน้องเขย…” เว่ยเต้าจื่อมุ่ยปาก “ข้ามักจะ
คิดว่าน้องสาวข้ามีผู้อื่น…ตอนนี้ไม่คุยเรื่องนี้ดีกว่า
หลายปีนี้พวกเจ้าไม่มีลูก ไม่เสียใจรึ?”
“นี่เป็นหัวข้อที่หนักหน่วงนัก อืม ท่านปล่อยมือ
ก่อนได้หรือไม่” ซ่งชูอีกินยาบำรุงร่างกายตลอด
หลายปีที่ผ่านมา ทุกวันก็ฝึกร่างกาย ไม่รู้ว่า
สุขภาพดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนตั้งกี่เท่า ทว่ากลับไม่เคย
มีลูกเลย
เว่ยเต้าจื่อทำตามคำสั่ง กลับไปนั่งที่ของตัวเอง
ดวงตาของซ่งชูอีผุดรอยยิ้ม “เขาทำงานหนักมาก
แต่พื้นที่ของข้าแห้งแล้งเกินไป ไม่ว่าเมล็ดพันธุ์ดี
แค่ไหนก็ไม่มีต้นกล้างอกขึ้นมาเลย”
เว่ยเต้าจื่อกล่าว “เช่นนั้นข้ายินดีด้วย บัดนี้มีต้น
กล้างอกแล้ว”
นับตั้งแต่เว่ยเต้าจื่อบีบชีพจรของนางก็เอ่ย
กระตุ้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในใจของนางก่อน นางรู้
ว่าตนตั้งครรภ์ ทว่าเมื่อได้ยินอย่างชัดเจนในเวลา
นี้ ดวงตาของซ่งชูอีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนผ่าว
ยกมือลูบท้องน้อยเบาๆ
เว่ยเต้าจื่อยิ้มกว้าง “ซาบซึ้งข้าล่ะสิ”
ซ่งชูอีกุมหน้าท้องพร้อมเหล่มองเขา “เหลวไหล
นี่คือผลจากความพยายามของเสี่ยวฉง ไม่
เกี่ยวกับท่าน ท่านห้ามใส่ร้ายพรหมจรรย์ของข้า
ส่งเดช”
“จิ๊” เว่ยเต้าจื่อปวดฟัน “ขืนพูดเรื่องพรหมจรรย์
อีก เชื่อไหมว่าข้าจะโบยเจ้า!”
ซ่งชูอียังคงจมอยู่กับความปีติยินดีโดยไม่สนใจ
คำพูดของเขา
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งชูอีก็สามารถควบคุม
อารมณ์ของตัวเองได้ในที่สุด “เรื่องหมี่ปาจื่อน่ะ
ข้าหวังว่าท่านจะไม่ได้จริงจังกับนาง”
กษัตริย์ที่เฉลียวฉลาด หยิ่งยโสและสูงส่งเยี่ยงอิ๋
งซื่อนั้น หากยังมีชีวิตอยู่จะไม่มีวันยอมให้สิ่งนี้
เกิดขึ้นเด็ดขาด! ซ่งชูอียังคงเคารพนับถืออิ๋งซื่อยิ่ง
นางไม่ต้องการเห็นเขาถูกทำให้อับอายลับหลัง
หลังจากที่จากไปหลายปี อีกทั้งเขาก็ไม่มีโอกาสที่
จะต่อต้านด้วยซ้ำ
“หากข้าจริงจังกับนางจะวิ่งมาบอกกับเจ้ารึ?”
เว่ยเต้าจื่อยิ้มอย่างมีนัยยะ “ความกังวลมีแต่จะ
ทำให้สับสนกระมัง”
ซ่งชูอีขมวดคิ้วเล็กน้อย
เว่ยเต้าจื่อรู้ว่านางรู้สึกรำคาญจริงๆ จึงละทิ้ง
ความคิดขี้เล่นของเขา “บางทีนางเหมาะสมที่จะ
เป็นกษัตริย์มากกว่าบรรดาองค์ชายทั้งหมดของ
ฉินฮุ่ยอ๋องเสียอีก”
คิ้วของซ่งชูอีกระตุก “ฉะนั้นเล่า?”
“ฉะนั้นข้าจึงได้เพ้อเจ้อไงเล่า!” เว่ยเต้าจื่อพูดที
เล่นทีจริง “ที่จริงข้าปกครองผู้หญิงมานานหลาย
ปี ความจริงแล้วในใจอยากถูกปกครองโดยผู้หญิง
บ้าง แน่นอนว่าข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องพรรค์นั้น”
ซ่งชูอีเงียบงัน ใครกันที่กล่าวว่าสำนักเต๋าไม่ยุ่ง
เกี่ยวทางโลก? บางทีในบรรดาร้อยสำนักนี้ ไม่มี
ใครกระหายสันติสุขมากกว่าสำนักเต๋าแล้วกระมัง
ที่พวกเขาไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะพวกเขาไม่ได้พบ
กับโอกาสต่างหาก
ซ่งชูอีรู้สึกว่าโอกาสของนางสิ้นสุดลงแล้ว นาง
รู้สึกดีใจยิ่งที่เว่ยเต้าจื่อได้พบกับโอกาส แต่นางก็
สงบนิ่งเช่นกัน “ข้าเชื่อว่าความสามารถของท่าน
สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับรัฐฉินได้อย่าง
มาก ข้าเชื่อว่าหากท่านกล่าวว่าจะไม่มีวันแตะ
ต้องหมี่ปาจื่อ ท่านก็จะทำเช่นนั้น แน่นอนว่า…
ข้าได้รับบุญคุณอันยิ่งใหญ่จากฉินอ๋องและไม่
ต้องการต่อสู้กับอิ๋งฉิน”
ในตอนสุดท้าย นางแสวงหาความรักเพื่อ
ช่วยเหลือเจ้าอี่โหลว แต่ตัวเองกลับมีชีวิตรอด
อย่างไม่คาดคิด นางเป็นผู้ชนะ อย่างไรก็ดี…เรา
จะแยกแยะได้อย่างไรว่าอย่างใดคือชนะและ
อย่างใดคือแพ้?
“ที่ข้ามา เพียงเพื่อมาเยี่ยมเจ้า และอยากให้เจ้า
ช่วยข้าเรื่องหนึ่ง” ท่าทีของเว่ยเต้าจื่อจริงจัง
อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน “หากยังมีโอกาสได้
พบกับอาจารย์ ได้โปรดฝากข้อความถึงเขาด้วย”
ซ่งชูอีหัวเราะ “ศิษย์พี่ใหญ่ไม่เข้าใจอาจารย์ ตัว
ท่านเองละทิ้งเต๋า ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นหนทางที่
อาจารย์แสวงหาก็เป็นได้”
เว่ยเต้าจื่อตกตะลึงและตระหนักได้ในทันใด
———-จบ———-