กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 63 ออกเดินทางสู่รัฐฉิน
เรื่องมาถึงขั้นนี้ หากปฏิเสธอีกก็จะดูเสแสร้งอย่าง
เด่นชัด ซ่งชูอีประสานมือขอบคุณ “ในเมื่อเป็น
เช่นนี้…หากหวยจินปฏิเสธก็จะเป็นการเสีย
มารยาทแล้ว”
“ท่านจะใช้เส้นทางใดเดินทางไปรัฐฉิน?” หลงกู่
ชิ่งเอ่ยถาม
ซ่งชูอีตอบโดยไม่ลังเล “ผ่านรัฐเว่ยหานสองรัฐ”
“ว่าไงนะ?” หลงกู่ชิ่งตกใจ เอ่ยว่า “หากเรื่องนี้
เล็ดลอดออกไปแม้แต่นิดเดียว ไม่เพียงจะดำเนิน
กลยุทธ์ต่อไปได้ยาก ท่านก็จะตกอยู่ในอันตราย
ด้วย!”
“ท่านแม่ทัพคิดว่าหากผ่านรัฐฉีเจ้าจะมีอันตราย
หรือไม่?” ซ่งชูอีกล่าว
สามนครรัฐ เว่ย เจ้า และหาน ร่วมเป็นพันธมิตร
ต่อกันเพื่อโจมตีรัฐอื่นอยู่บ่อยครั้ง และแยกย้าย
กันไปเพราะความเห็นไม่ลงรอยอยู่เสมอ
ประเดี๋ยวสานสัมพันธ์ประเดี๋ยวแยกย้ายจน
กลายเป็นเรื่องสามัญ ยิ่งไปกว่านั้นบัดนี้รัฐเจ้ามี
สงครามภายในซึ่งเป็นโอกาสที่ดี หากเว่ยอ๋อง
ทราบข่าวนี้ เขาจะต้องดึงกองกำลังเพื่อ
ปล้นสะดม โดยใช้เหตุผลในการส่งกองทหารมา
ช่วยช่วงชิงรัฐเป็นแน่
ในเมื่อไปทางไหนก็ไม่ปลอดภัย ใยต้องอ้อมไป
ทางอันตรายด้วยเล่า!
หลงกู่ชิ่งไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน รู้สึกว่าถึงอย่างไร
เดินไปทางรัฐเว่ยน่าจะดีกว่าบ้าง “เยี่ยม ได้โปรด
ท่านวางใจ เรื่องนี้จะไม่แพร่งพรายออกไป
แน่นอน”
ซ่งชูอีประสานมือคำนับ มิได้กล่าวคำสุภาพเพื่อ
เอาใจกระไรอีก หลงกู่ชิ่งลงแรงถึงเพียงนี้ก็เพื่อ
รัฐเว่ย์ มิใช่เพื่อนาง
ทั้งสองคนคุยกันครู่หนึ่ง ซ่งชูอีก็ไปจากห้องน้ำชา
และกลับไปยังลาน
พี่น้องกงซุนถูกซ่งชูอีตะคอกใส่ บัดนี้ก็หยุดร้องไห้
แล้ว
จื๋อหย่ากับจื่อเฉายืนรอซ่งชูอีกลับมาอยู่ที่เฉลียง
เดิมทีนางรู้สึกว่าไม่มีหน้าจะพบซ่งชูอีอีก และ
กลัวที่จะเผชิญกับความเย็นชาจึงไร้ความที่จะ
กล้าพบ ทว่าจื่อเฉายืนกรานว่าจะรอซ่งชูอีที่
เฉลียง จื๋อหย่าจึงได้แต่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความจำ
ยอม
แม้นในใจนางจะเข้าใจแล้ว ทว่าก็ยังทำตัวเหมือน
เด็กที่โตมาอย่างมีชนชั้นวรรณะ มิอาจสวมชุดชน
ชั้นสูงแต่กลับมีท่าทียโสโอหัง ยังไม่สามารถ
มองเห็นตัวเองในฐานะสาวใช้จริงๆ ในเวลาเพียง
ชั่วขณะ เกียรติยศจะว่าหนักก็ไม่หนัก ทว่าผู้ที่มี
ทิฐิสูงนั้นยากที่จะปล่อยวาง
“นายท่าน” ทั้งสองคนคุกเข่าคำนับ
ซ่งชูอีกล่าว “ลุกขึ้นเถิด พวกเจ้าไปเก็บของ อีก
สองวันไปกับข้า”
“เร็วจริงเชียว…” จื๋อหย่าอดไม่ได้ที่จะเงยหน้า
ขึ้นมา
ซ่งชูอีเหลือบมองนางอย่างเฉยเมย “เจ้าเลือกที่
จะไม่ไปก็ได้ วันนี้ข้าได้กล่าวมาสองรอบแล้ว ไม่
ต้องการกล่าวเป็นครั้งที่สาม”
ซ่งชูอีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ด้วยรูปโฉมอัน
งดงามของพวกเจ้า โดยเฉพาะจื่อเฉา ตราบใดที่
ไร้ซึ่งที่พักพิงอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะไปที่ใดล้วนมี
ชะตากรรมไม่แตกต่าง ข้าเพียงต้องการร่วมมือ
กับพวกเจ้า ข้าจะหานายท่านให้กับพวกเจ้า และ
จำต้องเป็นนายท่านผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งหาได้ยากยิ่งในใต้
หล้า ทว่าจะสามารถกุมหัวใจของเขาได้หรือไม่ ก็
ต้องพึ่งฝีมือของพวกเจ้าแต่ละคนแล้ว”
ซ่งชูอีมองพวกนางด้วยความสงบนิ่ง เอ่ยขึ้น
เชื่องช้า “ข้ากล่าวทุกอย่างหมดแล้ว ตอนนี้ก็
ตัดสินใจเถิดว่าจะอยู่หรือไป หากไป ข้าก็จะไม่ว่า
กระไรและปล่อยพวกเจ้า หากอยู่ต่อ ก็หยุดคิด
ฟุั้งซ่านและเชื่อฟังข้าทุกอย่าง หากมี
ความสามารถที่ใช้ได้ก็จงนำออกมาใช้ ทว่าหาก
ใช้แล้วไม่สำเร็จ บทลงเอยจะน่าอนาจเพียงใดนั้น
มีแต่สิ่งที่พวกเจ้าคิดไม่ถึง แต่ไม่มีสิ่งที่ข้าซ่งชูอีทำ
ไม่ได้”
จื๋อหย่าและจื่อเฉ่าได้ปรึกษากันแล้ว จึงตอบเป็น
เสียงเดียวกัน “พวกบ่าวยินดีอยู่ต่อเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปเก็บของเถิด” ซ่งชูอีก็จดจำคำพูด
ของจี๋อวี่ได้เช่นกัน จากการสำรวจมาระยะหนึ่ง
สองคนนี้ไม่น่าจะเป็นสายสืบของรัฐเว่ย
เนื่องด้วยการเป็นราชทูตรัฐฉินเป็นความลับ ดัง
นั้นซ่งชูอีจึงมิได้กล่าวอำลากับผู้ใด ได้แต่ออก
เดินทางกลางดึกวันที่สองท่ามกลางลมหนาวอัน
โหดร้ายแล้ว
สิ่งแรกที่ซ่งชูอีทำคืออธิบายกับผู้เดินทางด้วย
ถ้อยคำเดียวกัน การเดินทางครานี้พวกเขาคือ
กลุ่มพ่อค้ารัฐฉีที่ทำการค้าขายทาส โดยมีรัฐหาน
เป็นจุดหมายปลายทาง และเนื่องด้วยสภาพ
อากาศที่หนาวจัด แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็งจึงไม่
สะดวกที่จะใช้เส้นทางน้ำ
ยิ่งเดินทางสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สภาพอากาศ
ก็ยิ่งหนาวเหน็บ แม้แต่แม่น้ำเหลืองเชี่ยวกรากก็
ยังกลายเป็นชั้นน้ำแข็งหนา หากอยู่นอกเหนือ
ฤดูกาล การใช้เส้นทางน้ำจะสามารถเข้ารัฐฉินได้
โดยตรง หากเดินทางโดยไม่หยุดพัก ทุกอย่าง
ราบรื่น ก็สามารถถึงที่หมายภายในครึ่งเดือน
อย่างไรก็ดีการเดินทางบกก็มีข้อดี เพราะมันจะ
ไม่ดึงดูดสายตาผู้คน
แน่นอนว่าการเดินทางไกลไม่อาจผูกเรือลำเล็กได้
บัดนี้เรือที่รัฐเยวี่ย ฉี ฉู่นั้นมีมาก หากข้ามไป
ทางหล่งซี จำนวนเรือก็จะยิ่งลดลงเรื่อยๆ และ
การเดินทางโดยน้ำจะถูกคนสังเกตได้ง่าย ฉะนั้น
ต่อให้แม่น้ำเหลืองมิได้กลายเป็นน้ำแข็ง ซ่งชูอีก็มิ
อาจเลือกเส้นทางน้ำ สถานการณ์ในตอนนี้นับว่า
ดีแล้ว
ด้วยการร้องขอจากซ่งชูอี ผู้นำอารักขาที่มาส่ง
พวกเขาเข้ารัฐฉินในครานี้จึงเป็นจี๋อวี่ เขาเป็น
ผู้ดูแลทุกอย่างในขบวนรถ จี้ฮ่วนกับอวิ่นรั่วก็
ตามมาด้วยเช่นกัน
พื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บนนภาแสงจันทร์
ส่องสว่างไร้หมู่ดาว
ลมหนาวอันขมขื่นเสียดแทงกระดูก ต้นหญ้าสูง
เท่าเอวในพื้นที่รกร้างโอนเอนเป็นระลอกคลื่น
ดำทมึน กิ่งก้านและใบไม้เหี่ยวเฉาก็เป็นทิวทัศน์ที่
เปิดโล่งสวยงามประเภทหนึ่ง ทว่าซ่งชูอีง่วงนอน
มากจนไม่มีเวลาชื่นชม หลังจากกำชับงานเสร็จ
แล้วก็กลับเข้าขบวนรถไป นางผล็อยหลับไป
พร้อมผ้านวมในมือ
หลับจนฟั้ามืด ไม่รู้วันรู้คืน ขณะที่ซ่งชูอีพอจะได้
สตินั้น ก็ได้ยินเสียงชายชราร้องเพลงอยู่ข้างนอก
เลือนราง น้ำเสียงนั้นแหบแห้ง ไม่ใคร่มั่นคง
เนื่องจากลมพัดแรง บางคราวแจ่มชัด บางคราว
แตกซ่าน
“บุรุษฉลาดสร้างนคร กลับสั่นคลอนด้วยสตรี ส่ง
เสียงดังคล้ายปักษี ยามราตรีออกโบยบิน ครั้น
สตรีพ่นวาจา คำว่าร้ายเป็นอาจิณ หาใช่เหล่า
เทวินทร์ ที่มนทินนั้นนำพา ครั้นตักเตือนมิอาจฟัง
ล้มลงพังเพราะสเน่หา……”
เสียงเพลงลอยมากระจัดกระจาย มันคือหนึ่งบท
ในต้าหย่า[1]มีคนร้องบทต้าหย่าในที่รกร้างก็ช่าง
ประไร ทว่าจุดสำคัญก็คือเนื้อหาของเพลงบทนี้ที่
ทำให้ซ่งชูอีรู้สึกไม่ชอบมาพากล
บุรุษผู้เฉลียวมีความสามารถในการริเริ่ม สตรีผู้
ความฉลาดสร้างความสับสนวุ่นวาย สตรีแสน
ฉลาดนางนั้นเอ๋ย ส่งเสียงประหลาดราวกับนกฮูก
นางเป็นคนปากสว่าง ดีแต่สร้างความร้าวฉาน
ก่อความชั่วร้ายจนหยั่งรากลึก ความโกลาหาได้
เกิดจากสรวงสวรรค์ไม่ หากแต่เป็นผลงานของ
สตรีผู้นี้ องค์จักรพรรดิไม่ฟังแม้แต่คำตักเตือนแต่
กลับเชื่อคำสาวงามอย่างสนิทใจ
ต้าหย่าบทนี้กล่าวถึงความมักมากในกามของโจว
โยวอ๋อง เชื่อในคำพูดของสตรี นางซ่งชูอีก็เป็น
สตรีเช่นกัน!
ครั้นบทเพลงนี้ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ซ่งชูอีรีบจัดแต่ง
ผมเผ้าให้เรียบร้อย ผลักเปิดหน้าต่างออก มองไป
ยังด้านนอก
ทุ่งหิมะไม่มีจุดสิ้นสุดบรรจบเส้นขอบฟั้า สีคราม
ของท้าฟั้าตัดกับสีขาวของหิมะ บริสุทธิ์ไร้ฝุั่นเจือ
ปน อากาศทั้งสดชื่นและเย็นยะเยือก ซ่งชูอีไอ
หนึ่งที หรี่ตามองไปยังทิศเหนือลม
ชายชราในชุดผ้าปั่านแขนกว้างสีน้ำตาลอมเทา
เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าอยู่บนหลังวัว ศีรษะของ
เขาขาวโพลน ดวงหน้าผอมบาง มือสอดอยู่ใน
แขนเสื้อ กอดไม้เท้าอันหนึ่งอยู่ในอ้อมอก
ขณะที่กำลังเข้ามาใกล้ ซ่งชูอียกระดับเสียงถาม
“เหตุใดท่านผู้เฒ่าจึงร้องเพลงนี้?”
ชายชรามองซ่งชูอี แล้วกวาดตามองขบวนรถ
เชื่องช้า ยิ้มหึหึตอบมิตรงคำถาม “เด็กน้อยมี
ใบหน้ากำเนิดมาดีจริง!”
“หรือว่าจะเป็นสำนักหยินหยาง?” ซ่งชูอีพึมพำ
กับตัวเอง
หลายคนเคยกล่าวว่าซ่งชูอีมีใบหน้าที่กำเนิดมาดี
หน้าผากของนางอวบอิ่ม จมูกเป็นสันตรง เมื่อ
เห็นครั้งแรกก็ยังขาดความอ่อนโยนของสตรีไป
บ้าง สิ่งที่เรียกว่า “กำเนิดมาดี” นั้นหมายความ
ว่านางเป็นผู้ที่รวบรวมวิญญาณแห่งสวรรค์และ
โลกได้ง่าย นับว่าเป็นโหงวเฮ้งที่ดี
เมื่อชาติที่แล้ว ทุกขทรมานที่ซ่งชูอีได้รับนั้นมิได้
ด้อยไปกว่าเหล่าบ่าวสาวใช้เลย และยังเคยด่าทอ
สำนักหยินหยางที่เคยชมว่านางมีหน้าตากำเนิด
มาดี ทว่าหลังจากที่กลับมาเกิดใหม่แล้ว นางรู้สึก
ว่าการที่ตนได้รับทุกขทรมานมากเพียงนั้นก็
เพื่อที่จะสามารถสั่งสมพรจากสวรรค์ ฉะนั้นบัดนี้
นางจึงค่อนข้างสนใจในสำนักหยินหยาง
คนแปลกหน้าพบกันโดยบังเอิญ ซ่งชูอียังมีเรื่อง
สำคัญต้องทำ ทุกอย่างต้องดำเนินไปด้วยความ
ระมัดระวัง จึงไม่คิดที่จะตามไปเสวนากับชาย
ชราผู้นั้นอีก
ครั้นพลบค่ำ ลมยิ่งพัดรุนแรง หิมะลอยขึ้นสู่
ท้องฟั้าอีกครั้ง ม้าดูกระสับกระส่ายเล็กน้อย พ่น
เกล็ดหิมะออกจากปากและจมูก รถแทบไม่
สามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ท่ามกลางพายุ
หิมะ
ปังปังปัง!
เสียงเคาะดังขึ้นที่หน้าต่างรถซ่งชูอี เสียงที่เปล่ง
ออกมาอย่างยากลำบากของจี้ฮ่วนลอยเข้ามา
“ท่านหวยจิน นายพลจี๋ถามว่าต้องการหาที่ตั้ง
ค่ายหรือไม่? หากฝืนต่อไป ม้าอาจจะแข็งตาย
ได้”
ซ่งชูอีเปิดหน้าต่างพรวด มองออกไปด้านนอก
“เจ้าจำไว้ ไม่มีนายพลจี๋อะไรทั้งนั้น! เรื่องเช่นนี้
ให้เขาเป็นคนตัดสินใจ”
จี๋อวี่ก็นำทัพออกศึกหลายต่อหลายครั้งแล้ว อีก
ทั้งเมื่อเห็นความสามารถในการเอาตัวรอดของ
เขาในรัฐซ่งก็นับว่าไม่เลว เรื่องเล็กเช่นนี้เขา
จะต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องแน่นอน
หากสามารถออมกำลังของตนได้ก็ต้องออมให้
มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นี่คือหนึ่งในหลักเกณฑ์
แห่งการเป็นมนุษย์ของซ่งชูอี
จี๋อวี่เห็นว่ามีเนินเขาอยู่ข้างหน้า จึงส่งคนไปถาม
ครั้นได้รับคำตอบของซ่งชูอีเช่นนี้ เขาก็ออกคำสั่ง
อย่างเด็ดขาดที่จะลงไปยังเนินเขา ภูเขาละแวกนี้
ไม่สูงนัก ทว่าดีเลวอย่างไรลมใต้เนินเขาก็จะพัด
ช้าลงบ้าง
วันหิมะตก ท้องฟั้ามืดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่
กำลังเข้าใกล้เนินเขา จี๋อวี่ก็พบว่ามีเปลวไฟลอย
จางๆ อยู่ที่นั่น จึงยกมือขึ้นพร้อมตะโกนว่า
“หยุด”
“จี้ฮ่วน พาสองสามคนลงไปดู หากมีอันตรายให้
ส่งสัญญาณทันที” จี๋อวี่หยิบขลุ่ยสั้นขนาดสามนิ้ว
ออกมาจากหน้าอกแล้วโยนให้เขา
“ขอรับ!” จี้ฮ่วนรับขลุ่ยมา เลือกสองสามคน ขี่
ม้าไปยังทิศทางนั้น
ไม่นาน สองสามคนนั้นก็กลับมา “เป็นนายพราน
ห้าคน พบกับหมาปั่าหิมะเข้า บาดเจ็บสาหัสสอง
คน กำลังจะหมดลมขอรับ”
——————–
[1] ต้าหย่า หนึ่งในสามส่วนหลักของคัมภีร์กวี