ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - ทที่ 46 ไก่เรียกวิญญาณ อาจารย์มาแล้ว
ผมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีมือเปื้อนเลือดค่อยๆ โผล่ออกมาจากใต้ผ้าคลุม
ไก่ตัวผู้ยังคงขันเสียงดัง “กุ๊กๆๆ” ขณะที่ผ้าคลุมสีขาวถูกดึงออกอย่างช้าๆ และค่อยๆ ร่วงหล่นลงไป
จากนั้นผมก็เห็นเงาหลังของหญิงสาวผมยาว เธอนั่งนิ่งอยู่บนเตียงชันสูตร
ผมไม่เห็นใบหน้า แต่รูปร่างของเธอดูผอมเพรียว
ผมยังคงเฝ้าสังเกตอยู่เงียบๆ
ไก่ตัวผู้ยังคงขันไม่หยุดคล้ายกำลังสนทนากับเธอ
หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากเตียงชันสูตรท่ามกลางเสียงขันของไก่
ร่างของเธอค่อยๆ เอียงไปด้านข้าง ทำให้ผมเห็นใบหน้าด้านข้างของเธอ
และสิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว
ใบหน้าของเธอเปรอะเปื้อนเลือด และปราศจากผิวหนัง!
ผมมองเห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดของเธออย่างชัดเจนภายใต้แสงจันทร์
แม้กระทั่งลูกตาที่นูนออกจากเบ้าก็ยังแจ่มชัด
เธอราวกับถูกถลกหนังหน้าออกไปจนหมด
ภาพนั้นทำให้หนังศีรษะของผมชา และขนลุกไปทั่วร่าง
เธอไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นผี!
ผมกลั้นหายใจ ไม่กล้าส่งเสียง
เธอหันหน้าไปทางไก่ตัวผู้ที่ยังคงขันเสียงดังอยู่ แล้วเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เสียงฝีเท้าดัง “ตุบ...ตุบ...ตุบ...” ก้องสะท้อนอยู่ในห้องมืดสลัว
หญิงสาวที่เพิ่งลุกขึ้นมาจากเตียงชันสูตรค่อยๆ ก้าวเดินตามไก่ตัวผู้ไปอย่างช้าๆ
ดูเหมือนไก่ตัวนั้นกำลังนำทางเธอออกจากห้องชันสูตร
ฉากที่เห็นนี้ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก
ไม่นานนักไก่ตัวผู้ก็พาหญิงสาวเดินไปถึงหน้าประตู
แต่เป้าหมายของผมไม่ใช่เธอ จึงยังคงซ่อนตัวอยู่ที่เดิม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ทันทีที่หญิงสาวและไก่ตัวผู้ก้าวออกจากห้องชันสูตร
กระต่ายตัวแทนที่นอนนิ่งอยู่ไม่ไกลจากผม จู่ๆ ก็มีอาการกระวนกระวายขึ้นมา
หูของมันที่พับอยู่ก่อนหน้านี้ดีดตั้งขึ้นทันที
ร่างของมันแข็งเกร็งและยืดคอขึ้นเพื่อจ้องไปที่ประตูห้องชันสูตร
ในขณะเดียวกันผมได้กลิ่นฟอร์มาลินฉุนจัดลอยมาปะทะจมูก
แล้วจู่ๆ ก็มีเสียง “ฟึ่บๆ!” ดังขึ้น
เป็นเสียงปีกไก่ตัวผู้ที่กำลังดิ้นทุราย
เสียงนั้นดังจนทำให้กระต่ายตกใจและกระโดดถอยหลังไปหลายก้าว
ผมมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก แต่สัญชาตญาณบอกผมว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
เสียงดิ้นรนของไก่ตัวผู้เงียบลงอย่างรวดเร็ว
แทนที่ด้วยเสียง “กร๊อบแกร๊บ” ของกระดูกที่ถูกเคี้ยว!
เสียงเคี้ยวกระดูกดังขึ้นเรื่อยๆ และใกล้เข้ามาทุกที กำลังมุ่งตรงมายังห้องชันสูตร
กลิ่นฟอร์มาลินก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
ผมเกร็งตัวสุดขีด ดวงตาจับจ้องไปที่ประตูไม่กะพริบ
ไม่นานนักเงาร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามา
ผมเห็นชายร่างอ้วนสวมชุดผ่าตัดคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ภายใต้แสงสลัว
มือข้างหนึ่งของเขากำไก่ตัวผู้ที่ตายแล้วแน่น
อีกข้างหนึ่งจับลิ้นของวิญญาณหญิงลากเข้ามาราวกับหุ่นไร้วิญญาณ
เสียง “กร๊อบแกร๊บ” ที่ได้ยินก่อนหน้านี้มาจากเขา
เขากำลังแทะหัวไก่ตัวผู้ที่ตายแล้ว!
กลิ่นฟอร์มาลินที่เหม็นฉุนก็มาจากร่างของเขาเช่นกัน
ส่วนวิญญาณหญิงที่เขาลากมาไร้การตอบสนองใดๆ ราวกับศพ
ผมเบิกตากว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
ชายในชุดผ่าตัดคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอาจารย์สอนวิชากายวิภาคของผมเอง เฉินกั๋วฝู!
เขาคือคนที่จมน้ำตายในบ่อเก็บศพ
และเป็นคนเดียวกับที่จางเฉียงพูดถึงก่อนตายว่า เขาพยายามบังคับให้จางเฉียงพาผมกลับไป
การได้เห็นอาจารย์ในอดีตของผมกลายเป็นสิ่งที่น่าสยดสยองเช่นนี้ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวถึงที่สุด
ผมไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ได้แต่นอนนิ่งราบไปกับพื้น
เฉินกั๋วฝูเคี้ยวไก่ไปได้ไม่กี่คำ จู่ๆ ร่างของเขาก็กระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็หันหัวไปทางกระต่ายตัวแทนอย่างเชื่องช้า
สีหน้าที่น่ากลัวอยู่แล้ว บัดนี้กลับเปล่งประกายแห่งความตื่นเต้นออกมา
เขาปล่อยไก่ตัวผู้ที่ตายแล้วลงบนพื้น พร้อมกับคายเศษหัวไก่ที่ถูกเคี้ยวจนเละ
มืออีกข้างที่จับลิ้นของวิญญาณหญิงไว้ก็ปล่อยลง
วิญญาณหญิงที่ถูกปล่อยตัวลงกับพื้นรีบยกมือขึ้นกุมลิ้นของตัวเอง
เธอถอยหลังไปซุกตัวอยู่ที่มุมห้องชันสูตร กุมหัวตัวเองแน่น และสั่นสะท้านไปทั้งตัว พลางส่งเสียงสะอื้นแผ่วเบาออกมาเป็นระยะ
แต่เธอไม่กล้าร้องไห้ดัง เหมือนกลัวว่าจะถูกลงโทษ
ในขณะเดียวกันเฉินกั๋วฝูมองไปที่กระต่ายตัวแทนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เขาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เจียงหนิง…นายกลับมาเข้าเรียนแล้วหรือ”
เสียงของเขาทำให้ผมรู้สึกเหมือนเข็มนับร้อยกำลังทิ่มแทงเข้าไปในผิวหนัง
ผมเหลือบมองไปที่ไก่ตัวผู้ที่ถูกกัดจนตายและวิญญาณหญิงที่ตัวสั่นอยู่ไม่ไกล
ผมเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
หญิงสาวที่ใบหน้าถูกถลกออกไปครึ่งหนึ่งคงเป็นเหยื่อที่เสียชีวิตในห้องชันสูตรนี้ และฆาตกรที่ลงมือก็คือเฉินกั๋วฝูที่ตอนนี้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตไปแล้ว
ส่วนไก่ตัวผู้คงเป็นของใครบางคนที่พามันเข้ามาเพื่อทำพิธีเรียกวิญญาณหญิงคนนี้
แต่ทันทีที่วิญญาณของเธอออกจากห้องชันสูตร เฉินกั๋วฝูก็จับเธอกลับมา และฆ่าไก่ตัวผู้โดยการกัดหัวของมันจนขาด
ผมเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในใจได้คร่าวๆ แต่ยังคงซ่อนตัวอยู่ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
ตราบใดที่เขายังไม่รู้ตัวว่าผมอยู่ที่นี่ และคิดว่ากระต่ายตัวแทนเป็นผม คืนนี้ผมก็ยังมีโอกาสจัดการเขาได้
ตอนนี้กระต่ายตัวแทนกำลังนอนหมอบกับพื้น ตัวสั่นระรัว
เฉินกั๋วฝูมองไปทางกระต่ายตัวแทน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ศิษย์รักของอาจารย์…หายไปไหนมาตั้งหลายวัน” พูดจบ เขาก็ค่อยๆ ก้าวเข้าไปหากระต่ายตัวแทน
ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่น กลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
“ทำไมหมอบอยู่ตรงนั้น ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ”
นั่นมันกระต่าย จะพูดได้ยังไงเล่า
เฉินกั๋วฝูค่อยๆ เดินผ่านผมไป ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ความเย็นนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผมเคยสัมผัสมา เหมือนลมหนาวในฤดูเหมันต์ที่พัดผ่านกระดูก และกลิ่นฟอร์มาลินที่เหม็นฉุนก็ทำให้ผมแทบจะอาเจียน
เขาก้มลงจ้องมองกระต่ายตัวแทนที่กำลังตัวสั่นไม่หยุด ก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบต่ำ “เจียงหนิง…อาจารย์คิดถึงเธอมาก จางเฉียงที่ส่งไปตามเธอก็ยังไม่กลับมา มาเถอะ มาเป็นผู้ช่วยของอาจารย์…อาจารย์จะสอนเธอผ่าศพเอง…”
พูดจบ เขาก็คว้ากระต่ายตัวแทนขึ้นมา
กระต่ายที่อยู่ภายใต้แรงกดดันของวิญญาณร้ายไม่สามารถขยับได้เลย
เฉินกั๋วฝูเพียงเอื้อมมือออกไปก็คว้ามันขึ้นจากพื้นได้อย่างง่ายดาย
เขาจ้องมองกระต่ายในมือด้วยความงุนงง ดวงตากลวงลึกของเขามองมันอย่างสงสัย
“เจียงหนิง…ทำไมผอมจัง ตัวก็เบาไปหมดเลย?”
แน่นอนว่ากระต่ายพูดไม่ได้ และผมเองก็ไม่โง่พอที่จะตอบกลับไป
เฉินกั๋วฝูชะงักไปชั่วขณะก่อนจะพูดต่อ “ไม่พูดก็ไม่เป็นไร…อาจารย์จะสอนเธอผ่าศพเอง”
พูดจบ เขาก็อ้าปากสูดลมหายใจจากกระต่ายตัวแทน
ผมเห็นได้ชัดเจนว่ามีไอสีขาวพวยพุ่งออกจากปากและจมูกของกระต่าย
หลังจากที่เขาดูดกลืนไอนั้นไป กระต่ายก็ดูอ่อนแรงลงในทันที ดวงตามันหรี่ลงเหมือนกำลังจะตาย
เฉินกั๋วฝูขมวดคิ้วก่อนจะพูดขึ้นว่า “เจียงหนิง…ร่างกายของเธออ่อนแอจังเลยนะ?”