ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 1 คาบกายวิภาค ชันสูตรแฟนเก่า
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 1 คาบกายวิภาค ชันสูตรแฟนเก่า
ในคาบกายวิภาควันนั้น…ศพตรงหน้ากลับเป็นแฟนเก่าของผม…
ผมยังจำได้ดี วันนั้นเป็นชั่วโมงเรียนกายวิภาคครั้งสุดท้ายในปีสาม กลิ่นฟอร์มาลินฉุนจัดฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเรียน
อาจารย์ให้ผมเป็นคนผ่าศพหลัก ในฐานะนักศึกษาแพทย์ ผมตอบตกลงโดยไม่ลังเล
แต่เมื่อผมเปิดผ้าขาวที่คลุมศพออก และเห็นชัดเจนว่าร่างที่นอนอยู่ตรงหน้าคือใคร ผมถึงกับยืนนิ่งอยู่กับที่ แฟนเก่าของผม…เธอนอนอยู่บนเตียงชันสูตรอย่างสงบ...
เธอชื่อไป๋เสี่ยวอวี่ เราสองคนพบกันครั้งแรกที่ป้ายรถบัส วันนั้นฝนตก เธอเห็นว่าผมไม่ได้พกร่มจึงยื่นร่มมาบังให้ เธอทั้งสวยและมีจิตใจดี ผมเลยขอ WeChat[1] ของเธอ หลังจากนั้นเราก็คุยกันจนสนิท และนัดเจอกันหลายครั้ง จนในที่สุดก็กลายเป็นแฟนกัน
ช่วงที่คบกันใหม่ๆ สุขภาพของเธอไม่ค่อยดี ใบหน้าดูซีดเซียว ริมฝีปากขาวเผือด แต่เธอเป็นคนที่นิสัยดีมาก อ่อนโยน และใจเย็น
พวกเราไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่เกินเลย ไม่ใช่ว่าผมไม่อยาก แต่เธอเป็นคนปฏิเสธ ทุกครั้งเธอมักจะบอกว่าเธอยังไม่พร้อม และขอให้ผมรอ
เห็นท่าทางระมัดระวังของเธอแล้ว ผมก็ไม่อยากเร่งรัดอะไรอีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยคือ ทุกครั้งที่เราเจอกันจะต้องเป็นเวลากลางคืน และหลังสี่ทุ่มเสมอ
เรื่องนี้ทำให้ผมถามเธออยู่ครั้งหนึ่ง
เธอบอกกับผมว่ากลางวันต้องไปทำงานในสถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง เธองานยุ่งมาก และในเวลางานห้ามใช้โทรศัพท์โดยเด็ดขาด อีกทั้งแทบไม่มีวันหยุด จึงมีเวลาออกมาเจอผมในตอนกลางคืนเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าแฟนเก่าของผมนั้นเก่งมากจริงๆ อายุเพียงยี่สิบต้นๆ เธอก็ได้เข้าทำงานในสถาบันวิจัยแล้ว ในขณะที่ผมยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่เลย
ผมเคยคิดว่าต้องรักษาความสัมพันธ์กับเธอไว้ให้ดี ผู้หญิงที่ทั้งนิสัยดีและเก่งขนาดนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ
แต่แฟนเก่าของผมก็มีนิสัยเฉพาะตัวที่ค่อนข้างแปลกอยู่เหมือนกัน เธอไม่ชอบการถ่ายรูปอย่างมาก ทุกครั้งที่ผมอยากถ่ายรูปกับเธอ เธอจะปฏิเสธทันที แถมยังแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวอย่างผิดปกติ อีกอย่าง เธอกลัวการเข้าสังคมมาก ตอนเราออกเดตกัน เราไม่เคยไปเดินห้างหรือดูหนังเหมือนคู่อื่นๆ แต่เธอจะพาผมไปเดินเล่นในสวนสาธารณะหรือเดินเล่นตามถนนแทน
เธอยังไม่ชอบสัตว์เลี้ยงอย่างหมาหรือแมวเลยสักนิด และที่แปลกคือเธอเป็นคนที่มักจะถูกหมาไล่กัดบ่อยๆ หลายครั้งที่เราออกเดตกัน สุนัขจรจัดหรือสุนัขเลี้ยงที่เดินผ่านมักจะเห่าใส่เธออย่างบ้าคลั่ง มันเป็นการเห่าแบบเกรี้ยวกราดราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้
มีครั้งหนึ่ง ผมพยายามไล่หมาจรจัดที่เห่าไม่หยุด แต่กลับถูกหมาตัวหนึ่งกัดเข้าที่มือจนได้รับบาดเจ็บ
ไป๋เสี่ยวอวี่เห็นเข้าก็รู้สึกเสียใจและเป็นห่วงผมมาก
พอเห็นท่าทางที่เธอเป็นกังวล ผมกอดเธอไว้แน่นเพื่อปลอบใจ แต่ตอนนั้นผมสังเกตว่า ร่างกายของเธอเย็นมาก แถมยังมีกลิ่นแปลกๆ จางๆ กลิ่นนั้นคล้ายกับกลิ่นในห้องเก็บศพของมหาวิทยาลัย
ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แค่พูดปลอบเธอว่า “ไม่เป็นไร อย่ากังวลไปเลย”
เธอไม่ฟังผมเลย ยืนยันว่าจะพาผมไปโรงพยาบาลให้ได้
แต่พอไปถึงโรงพยาบาล ก็พบว่าหมอเลิกงานไปแล้ว หากต้องการรักษา ต้องไปที่ศูนย์ควบคุมโรคแทน
ผมดูเวลา เห็นว่ามันล่วงเลยมาถึงตีหนึ่งกว่าแล้ว เธอเองยังต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้น ผมจึงบอกให้เธอกลับไปก่อน
ผมบอกว่า พรุ่งนี้จะไปโรงพยาบาลเอง ขอแค่ฉีดวัคซีนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหาอะไร
เสี่ยวอวี่ได้ฟังก็ยอมกลับไปหลังจากให้ผมสัญญาซ้ำไปซ้ำมาว่าจะไปแน่นอน
แต่แล้วในเช้าวันต่อมา ขณะที่ผมออกไปฉีดวัคซีนกลับเห็นว่าข้างถนนมีรถเข็นที่บรรทุกซากสุนัขจรจัดเต็มคัน
ป้าพนักงานเก็บกวาดที่อยู่แถวนั้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนมีคนวางยาเบื่อสุนัขทั้งถนนเสวียฝู่และย่านใกล้เคียง ที่ผมเห็นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของทั้งหมดเท่านั้น
หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมกับเสี่ยวอวี่ไม่เคยเจอสุนัขจรจัดอีกเลย แม้แต่หมาจรจัดแถวมหาวิทยาลัยก็ถูกวางยาไปจนหมด
หลังจากนั้นเสี่ยวอวี่ก็เริ่มขอเงินจากผม แต่เธอไม่ได้ขอเยอะอะไร แต่ละครั้งก็แค่หนึ่งหรือสองเหรียญ ซึ่งยังไม่พอซื้อชานมสักแก้วด้วยซ้ำ
ผมไม่ได้คิดอะไรมาก บอกว่าโอนให้ทาง WeChat ได้ แต่เธอกลับไม่เอา บอกว่าต้องการแค่เหรียญเท่านั้น แถมยังต้องเป็นเหรียญที่ผลิตในปีสองพันสิบแปดอีกด้วย ปีอื่นเธอไม่รับ
ผมเลยถามเธอว่า ทำไมถึงต้องเป็นเหรียญปีสองพันสิบแปด ทำไมถึงต้องเข้มงวดขนาดนี้ แต่เธอก็แค่พูดอ้ำอึ้ง ไม่ยอมบอกเหตุผล
ผมถามเซ้าซี้เธออยู่พักใหญ่ สุดท้ายเธอก็ตอบมาสั้นๆ แค่สามคำ ‘ซื้อชีวิต’
ผมนึกในใจว่า เหรียญเก่าๆ แค่นี้มันจะซื้อชีวิตอะไรได้กัน แม้แต่ปลาทองตัวเล็กๆ ที่ขายหน้ามหาวิทยาลัยยังต้องใช้เงินตั้งห้าหยวนสิบหยวนเลย
ผมเห็นว่าเธอไม่อยากพูดจริงๆ ก็เลยไม่ถามต่อ
และหลังจากนั้นเธอก็เริ่มมีคำขอแปลกๆ
ทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำ เธอจะต้องนัดเจอผมเสมอ และทุกครั้งที่เจอกัน เธอจะย้ำว่าผมห้ามใส่เสื้อผ้าหรือรองเท้าสีแดง แม้แต่กางเกงในก็ไม่ได้ เวลาเจอกัน เธอยังต้องตรวจดูเสื้อผ้าของผม ซึ่งมันน่าอายมาก
นอกจากนี้ เสี่ยวอวี่ยังคืนเหรียญที่ผมเคยให้เธอครั้งก่อนกลับมา แล้วเธอยังย้ำว่าผมต้องใช้เหรียญนั้นให้หมดภายในหนึ่งวัน เธอบอกว่า เหรียญที่ผ่านการขอพรจะไร้ซึ่งโชคลาภใดๆ ควรรีบใช้ให้หมด
ที่แปลกกว่านั้นคือ เธอยังขอให้ผมถ่ายวิดีโอตอนใช้เหรียญส่งให้เธอดูด้วย
ผมเคยได้ยินมานานแล้วว่าคนที่ทำงานวิจัยมักมีนิสัยประหลาด ดูเหมือนว่าแฟนเก่าของผมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ความสัมพันธ์ของเรายังคงหวานชื่นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งปี
ในช่วงเวลานั้น ทุกครั้งที่เจอกันผมจะให้เหรียญปีสองพันสิบแปดกับเธอหนึ่งถึงสองเหรียญ และเธอก็จะคืนเหรียญจากครั้งก่อนมาให้ผมใช้จ่ายตามที่เธอบอก
มันเป็นอย่างนี้ทุกเดือนตลอดทั้งปี จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ในวันนั้น เรานัดเดตกันเหมือนปกติ พอจบเดต ผมก็รับเหรียญจากเธอมาเพื่อเอาไปใช้ แต่เพราะวันถัดมาตารางเรียนผมแน่นมาก จึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท…
[1] WeChat คือแอปสื่อสารหลักของประเทศจีน คล้าย Line ในประเทศไทย