ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 101 โลภมาก ไม่ไปต้องโดนเฆี่ยน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 101 โลภมาก ไม่ไปต้องโดนเฆี่ยน
อาจารย์เริ่มอธิบายแผนการต่อไป
อันดับแรก เรียกดวงวิญญาณ
อันดับสอง ตามหาดวงวิญญาณ
หากทำข้อแรกสำเร็จ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น
แต่ถ้าทำไม่ได้ เราต้องไปทำข้อที่สอง ซึ่งอาจนำพาปัญหาใหญ่เข้ามาหาเรา แต่ตอนนี้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าคือวิญญาณกว่าร้อยตนที่ล้อมพวกเราเอาไว้
ส่วนใหญ่เป็นวิญญาณเร่ร่อน รูปร่างของพวกมันจึงไม่น่าดูเท่าไร บางตนแขนขาขาด บางตนเต็มไปด้วยเลือด บางตนลิ้นยาวทะลักออกมา บางตนลำไส้ไหลออกจากท้อง สภาพสยดสยอง
พวกมันเบียดเสียดกัน พยายามสูดเอาควันธูปสีขาวที่ลอยอยู่
ปากก็คร่ำครวญดัง “อื่อๆ” ไม่หยุด
บางตนถึงขั้นแย่งที่เพื่อให้ได้สูดควันมากขึ้น หรือแย่งเงินกระดาษจนถึงกับลงมือตบตี
ตอนแรกที่เห็นภาพนี้ก็รู้สึกขนลุกอยู่บ้าง
แต่พอจ้องดูไปเรื่อยๆ กลับพบว่าพวกมันเป็นแค่สิ่งที่ยังคงสภาพเดิมตอนตายไว้เท่านั้น
ตอนเรียนวิชาผ่าศพ ผมเคยเห็นร่างกายเหวอะหวะมามากแล้ว
พวกมันตรงหน้าก็แค่ดำรงอยู่ในอีกสภาวะหนึ่งเท่านั้นเอง
ตอนนี้เราทำได้แค่รอให้พวกมันสูดควันธูปจนอิ่ม แล้วเราจะได้เริ่มทำพิธีเรียกดวงวิญญาณ
ควันธูปลอยขึ้นฟ้าพลางมอดไหม้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักควันธูปก็ค่อยๆ จางลงไป จนในที่สุดก็หมดสิ้น
แต่ปัญหาคือ วิญญาณกว่าร้อยตนนี้ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะจากไป
พวกมันจ้องมองกองธูปที่ดับลงด้วยความเสียดาย
บางตนยังคงพยายามสูดกลิ่นจากธูปที่ดับแล้ว
“ฟืดๆๆ…”
“เฮ้ย! กูพึ่งได้สูดไปแค่สองครั้งเอง!”
“ใช่แล้ว! กูยังไม่สะใจเลย!”
“เงินกระจอกแค่นี้ คิดจะไล่พวกกูได้หรือไง”
“…”
เมื่อธูปดับลง วิญญาณเหล่านี้ก็เริ่มบ่นอุบอิบ
บางดวงเริ่มมองพวกเราด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
พวกมันไม่มีท่าทีว่าจะเดินจากไปเลย
ตรงกันข้าม สายตาของพวกมันเริ่มฉายแววคุกคาม
ผมรู้ทันทีว่าสถานการณ์เริ่มผิดปกติ จึงรีบหันไปพูดกับอาจารย์ “อาจารย์ พวกมันดูเหมือนไม่อยากไปนะครับ!”
อาจารย์ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร เพียงแค่หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ก่อนพูดอย่างเฉยเมย “ไป บอกให้พวกมันไสหัวไป ถ้าใครกล้าขัดขืน ฟาดให้สำนึกซะ!”
แม้อาจารย์จะพูดอย่างเรียบง่าย แต่ผมรู้ดีว่านี่คือบททดสอบของผม
เขาต้องการดูว่าผมจะกล้าพอหรือไม่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าวิญญาณมากมายแบบนี้
แม้จะกังวลอยู่บ้าง แต่หลังจากตั้งสติได้ ผมกลับไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวเลยสักนิด
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าอาจารย์ยังอยู่ตรงนี้
ผมพยักหน้ารับคำทันที “รับทราบครับ อาจารย์!”
พูดจบ ผมก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เผชิญหน้ากับฝูงวิญญาณ
พวกมันทั้งหมดจับจ้องมาที่ผม ดวงตาแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความโลภและไม่พอใจ
ก่อนที่ผมจะทันพูดอะไร ผีหญิงชราลิ้นยาวแสยะยิ้มและเอ่ยด้วยเสียงแหบต่ำ “พวกเจ้าเดินผ่านที่นี่ แต่ธูปที่จุดให้มันน้อยเกินไป เงินก็ให้มาน้อยนิดเกินไปนะ!”
ทันใดนั้น ผีชายที่ร่างกายไหม้เกรียมก็ตะโกนขึ้น “เพิ่มธูปมาอีกหน่อยสิวะ ฉันยังสูดไม่พอเลย!”
“ใช่ๆ! เงินแค่นี้จะพอเป็นค่าผ่านทางได้ยังไง!”
ผีร่างผอมแห้ง ผิวเหลืองซีดจนเห็นกระดูก ยกเงินกระดาษขึ้นมาพลางพูดด้วยเสียงเยาะเย้ย
คำพูดของพวกมันทำให้วิญญาณตนอื่นเริ่มส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาอีกครั้ง
“รีบจุดธูปเพิ่มซะ!”
“ฉันต้องสูดให้เต็มปอด! ถ้าไม่จุดเพิ่ม ฉันจะสูบจากแก!”
“เงินกระจอกแบบนี้ คิดจะซื้อทางผ่านเรอะ ฮ่าๆๆ!”
เสียงก่นด่าดังระงมไปทั่วบริเวณ
ผมไม่รอช้า เงื้อแส้กระดูกงูขึ้นและฟาดออกไปทันที!
“เพียะ!”
เสียงแส้กระทบกับผิวหนังแห้งเหี่ยวของวิญญาณร่างผอมแห้งดังลั่น
ร่างของมันปลิวกระเด็นล้มลงกับพื้น กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แผลที่ถูกฟาดเปิดกว้างจนเห็นกระดูก
อาจารย์เห็นผมลงมือโดยไม่ลังเลก็แสยะยิ้มมุมปาก สูบบุหรี่เงียบๆ ไม่พูดอะไร
เหล่าวิญญาณรอบๆ ต่างพากันถอยหลังด้วยความตกใจ
“แก…แก กล้าตีผีอย่างนั้นรึ!”
“อยากตายนักใช่ไหม! ที่นี่คืออาณาเขตของพวกฉันนะเว้ย!”
“ช่างอวดดีนัก! กล้าทำร้ายพวกเรา!”
เสียงก่นด่าของเหล่าวิญญาณดังก้องไปทั่วบริเวณ
บางตนเริ่มแสดงเขี้ยวเล็บออกมาอย่างคุกคาม
ถ้าผมต้องเผชิญหน้ากับพวกมันเพียงลำพัง นี่คงเป็นสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง
แม้จะเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน แต่พวกมันก็สามารถพรากชีวิตคนได้
แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวเลยสักนิด เพราะอาจารย์อยู่ที่นี่ด้วย
ไม่มีคำพูดพร่ำเพรื่อ ผมหยิบแส้กระดูกงูขึ้นมา และฟาดออกไปอย่างแรง
“เพียะๆๆ!”
เสียงแส้หวดลงบนร่างวิญญาณที่พยายามจะเข้ามาใกล้ดังต่อเนื่อง
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม
พวกมันถูกฟาดจนกระเด็นออกไป
หลังจากสะบัดแส้เป็นครั้งสุดท้าย ผมเอ่ยเสียงเย็นชา
“พวกแกนี่มันไร้ยางอายจริงๆ! เราให้ธูป ให้เงินกระดาษ แกก็ควรจะพอใจได้แล้ว แต่นี่กลับหน้าไม่อาย ยังจะเรียกร้องมากขึ้นอีก? ถ้ายังไม่อยากโดนฟาด ก็รีบไสหัวไปซะ!”
พูดจบ ผมฟาดแส้ตรงไปยังวิญญาณที่แยกเขี้ยวใส่ผมเมื่อครู่
มันไม่มีโอกาสหลบ เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ร่างกายหายวับไปกับสายลม
วิญญาณที่เหลือเห็นดังนั้นก็พากันถอยห่าง สีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
พวกมันเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน แม้จะมีจำนวนมาก แต่ไร้พลังอำนาจที่แท้จริง
สุดท้าย พวกมันก็เป็นพวกที่ข่มขู่ผู้อ่อนแอ แต่หวาดกลัวพวกที่แข็งแกร่งกว่า
ตอนนี้ดวงตาที่เคยมองผมด้วยความโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นหวาดระแวง
แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ยังไม่ยอมจากไป
ผมจึงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ก่อนเอ่ยเสียงเข้ม “ไม่ไป? หรืออยากอยู่กินข้าวด้วยกัน?”
ทันทีที่พูดจบ ผมสะบัดแส้อีกครั้ง พวกวิญญาณที่หวาดกลัวอยู่แล้วต่างรีบล่าถอย
พวกที่ขี้ขลาดหน่อยพุ่งเข้าไปหลบในซากหลุมศพ
ที่เหลือเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พากันแยกย้าย กระจัดกระจายหายไปในพริบตา
ไม่ถึงอึดใจ วิญญาณทั้งหมดก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้แต่พวกที่ถูกฟาดจนล้มลงไปเมื่อครู่ก็รีบลุกขึ้นวิ่งหนีสุดชีวิต
ภายในเวลาไม่กี่วินาที วิญญาณกว่าร้อยตนก็หายไปหมดสิ้น
ผมหันกลับไปหาอาจารย์ก่อนพูดขึ้น “อาจารย์!”
อาจารย์พยักหน้าเบาๆ พลางยิ้มเล็กน้อย “ใช้ได้ นายนี่เด็ดขาดกว่าที่ฉันคิดซะอีก”
ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยถาม “อาจารย์ พวกนี้ก็แค่พวกวิญญาณเร่ร่อนเห็นแก่ตัว ทำไมเราไม่ไล่พวกมันไปตั้งแต่แรก เหตุใดต้องเสียเวลาขนาดนี้”
อาจารย์ได้ยินแล้วก็อธิบายให้ฟัง “อย่างที่นายว่า พวกมันเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน แต่วิธีการจัดการก็ต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ส่งไปก่อน ไล่รองลงมา ฆ่าเป็นทางเลือกสุดท้าย
“เรามาที่สุสานร้างแห่งนี้เพื่อเรียกวิญญาณเพื่อนนาย การให้ของเซ่นไหว้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้พวกมันสงบจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่จำเป็นต้องฆ่าฟันไปเสียหมด ตอนนี้พวกมันไปกันหมดแล้ว เราไม่ต้องเสียเวลาอีก มาเริ่มพิธีเรียกดวงวิญญาณเพื่อนนายกันเถอะ”