ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 102 เริ่มพิธีเรียกวิญญาณ เด็กประหลาดปรากฏตัว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 102 เริ่มพิธีเรียกวิญญาณ เด็กประหลาดปรากฏตัว
จุดประสงค์ของเราที่มาที่นี่ คือการเรียกวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่น
หลังจากฟังอาจารย์พูดจบ ผมพยักหน้าทันที “อาจารย์ ผมต้องทำอะไรบ้าง”
อาจารย์ขยี้บุหรี่กับพื้น ก่อนเอ่ยขึ้น “จุดเทียนใหม่สองเล่ม แล้วจุดธูปอีกหนึ่งดอก และอย่าให้พวกวิญญาณเร่ร่อนเข้ามาก่อกวนอีก”
“ไม่มีปัญหา ใครกล้าเข้ามา ผมจะฟาดมันเอง!” ผมพูดพร้อมชูแส้กระดูกงู จากนั้นก็รีบหยิบเทียนจากถุงผ้า จุดไฟสองเล่ม พร้อมกับจุดธูปอีกหนึ่งดอก
อาจารย์เองก็นั่งลงข้างๆ ใช้มือหยิบหญ้าป่าขึ้นมากำหนึ่ง ก่อนจะเริ่มขยี้ไปมา จากนั้นเขานำเส้นผมและเล็บของหลี่เสี่ยวหมิ่นมาถักรวมเข้ากับหญ้า ทำเป็นหุ่นฟางตัวเล็ก
เสร็จแล้ว อาจารย์วางหุ่นฟางไว้กลางผ้าสีเหลืองที่ปูอยู่บนพื้น
ดูเผินๆ ผ้าผืนนี้ไม่มีอะไรแปลก แต่ผมรู้ดีว่าอาจารย์ไม่เคยทำอะไรโดยไร้เหตุผล
อาจารย์หยิบยันต์ดวงชะตาของหลี่เสี่ยวหมิ่นขึ้นมาบีบไว้ในมือ แล้วสะบัดเบาๆ
“ฟึบ!”
เปลวไฟลุกโชนไปทั่วยันต์ เผามันจนกลายเป็นเถ้าถ่านทันที
อาจารย์เป่าควัน เถ้าของยันต์กระจายตกลงบนผ้าสีเหลือง
จากนั้นอาจารย์เริ่มร่ายคาถา “หลี่เสี่ยวหมิ่นจงสดับ กลับบ้านตามคำบอกของบิดาเจ้าเถิด…วิญญาณจงกลับมา…”
เสียงของอาจารย์ลากยาวออกไป
ขณะที่เถ้าถ่านจากยันต์ค่อยๆ โปรยลงไปบนผ้า เห็นได้ชัดว่ามีลวดลายแปดเหลี่ยมคล้ายยันต์แสดงขึ้นบนผืนผ้า
ถึงแม้จะไม่ชัดเจนมากนัก แต่ผมสามารถบอกได้ว่านี่คือสัญลักษณ์ของยันต์แปดทิศ[1]
อาจารย์ประสานมือเข้าด้วยกัน นิ้วมือข้างหนึ่งชี้ขึ้นเป็นรูปกระบี่ ก่อนจะเปล่งเสียงสวดอีกครั้ง “หลี่เสี่ยวหมิ่นจงสดับ กลับบ้านตามคำบอกของบิดาเจ้าเถิด…วิญญาณจงกลับมา…”
เมื่ออาจารย์สวดจบ หุ่นฟางที่วางอยู่กลางผ้าสีเหลืองก็ขยับเล็กน้อย
ผมเบิกตากว้าง จับจ้องหุ่นนั้นไม่กะพริบตา
นี่ดูเหมือนกลอุบายของนักมายากล แต่ผมรู้ดีว่าไม่ใช
นี่คือศาสตร์แห่งการเรียกวิญญาณโดยแท้จริง
ผมมองทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจและฟังคำสวดอย่างละเอียด เผื่อว่าวันหนึ่งผมอาจต้องใช้มันเอง
อย่างไรก็ตาม หุ่นฟางขยับเพียงเล็กน้อยแล้วนิ่งไป
อาจารย์ยังคงสวดซ้ำทุกๆ หนึ่งหรือสองนาที
แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง หุ่นฟางก็เพียงขยับเล็กน้อย แล้วกลับมาแน่นิ่งเหมือนเดิม
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง วิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นก็ยังไม่กลับมา
แต่ในขณะเดียวกันพลังของพิธีกรรมนี้ได้เรียกความสนใจจากวิญญาณเร่ร่อนรอบๆ
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ผมสังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ ปรากฏขึ้นตามพงหญ้ารอบตัวเรา
วิญญาณเร่ร่อนเริ่มโผล่หน้าหรือชะโงกศีรษะออกมามองพวกเรา
พวกมันจ้องมองเทียนและธูปที่กำลังลุกไหม้ด้วยแววตาหิวกระหาย
พวกมันอยากเข้าใกล้ แต่ก็ไม่กล้า เพราะผมยืนถือแส้กระดูกงูเฝ้าอยู่
หากมีตัวไหนขยับเข้ามา ผมจะเงื้อแส้ฟาดทันที
บางครั้งผมก็สะบัดแส้ออกไปกลางอากาศเพื่อขู่ให้พวกมันถอยห่าง
เสียง “เพียะๆ!” ดังก้องในความมืด ทำให้พวกมันไม่กล้าก่อกวนพิธี
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังได้ยินเสียงกระซิบของพวกมัน
“ขอสูดอีกสักเฮือกเถอะ…”
“ฉันก็อยากได้อีก…”
“แต่หมอนั่นมันโหด ถ้าเข้าไปต้องโดนฟาดแน่!”
“หลี่เสี่ยวหมิ่นคือใคร มีใครรู้จักไหม”
ผมไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ตั้งสมาธิอยู่กับการปกป้องอาจารย์
ผ่านไปอีกยี่สิบนาที พิธีเรียกวิญญาณผ่านมาชั่วโมงหนึ่งแล้ว
แต่ดวงวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นก็ยังไม่กลับมา
อาจารย์ยังคงเรียกชื่อของเธอ หุ่นฟางยังคงแน่นิ่ง ไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ
แต่ในตอนนั้นเอง วิญญาณเร่ร่อนที่แอบซ่อนอยู่รอบๆ เกิดตื่นตระหนกขึ้นมา
พวกมันเหมือนหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง
“มันมาแล้ว…”
“เป็นเด็กผี!”
“หนี! หนีเร็ว!”
เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น จากนั้นเหล่าวิญญาณเร่ร่อนที่ซ่อนตัวอยู่ตามพงหญ้าก็พากันวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตา ความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง
ผมรู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
ในตำแหน่งด้านซ้ายตรงหน้า มีหมอกสีดำเหลืองจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง มันแผ่กระจายพลังบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกกดดัน
ความรู้สึกนี้ ผมเคยสัมผัสมาแล้วตอนเผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาต
สีหน้าผมเคร่งเครียดขึ้นทันที ดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางนั้นอย่างระแวดระวัง
จากสิ่งที่พวกวิญญาณเร่ร่อนพูดก่อนหนีไป ผมมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังจะปรากฏตัวนั้นคือวิญญาณอาฆาตแห่งสุสานร้าง
“แซก…แซก…”
เสียงพุ่มไม้ขยับไหวยามราตรีดังขึ้น ผมกระชับแส้ในมือแน่น พร้อมตั้งท่ารับมือ
อาจารย์ยังคงนั่งนิ่ง ปิดตาแน่น สวดเรียกวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นไม่หยุด
พิธียังไม่เสร็จสิ้น
ไอเย็นที่แผ่กระจายเข้มข้นขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดที่ดังขึ้นในความมืด
“แฮ่ๆ…แฮ่ๆ…”
เสียงหัวเราะนั้นใกล้เข้ามาเพียงห้าเมตรจากจุดที่ผมยืนอยู่
เสียงไม่ดังมาก แต่ให้ความรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
กลุ่มหมอกสีดำเหลืองนั้นไหลเวียนไม่หยุด เหมือนกำลังจะก่อตัวเป็นรูปร่าง
ผมจ้องไปยังต้นเสียง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา “เป็นใครไม่รู้ แต่ถ้ายังไม่ไสหัวไป อย่าหาว่าฉันไม่ปรานี”
พูดจบ ผมเงื้อแส้แล้วฟาดลงไปบนพื้นเต็มแรง
เสียงแส้ฟาดกระทบอากาศดัง “เพียะ!”
ทว่า…สิ่งที่อยู่ในพงหญ้ากลับไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม เสียงหัวเราะนั้นกลับหยุดลง ก่อนที่เสียงเด็กเล็กๆ จะดังขึ้นแทน “พี่ชาย…มาเล่นฟุตบอลกันเถอะ…”
เสียงใส ทว่าขาดความมีชีวิตชีวา แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ
อาจารย์ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวเตือนเสียงเรียบ “เป็นเด็กผี ระวังตัวให้ดี ฉันยังต้องใช้เวลาอีกหน่อยเพื่อตามหาดวงวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่น”
‘เด็กผี? หมายถึงผีตัวน้อยเหรอ’ ผมนึกในใจ
เสียงของเด็กผีดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่มีใครเล่นบอลกับผมเลย พี่อยากเล่นกับผมไหม”
เพียงชั่วพริบตาที่สิ้นเสียง
“ตุบ!”
ลูกบอลหนังลูกหนึ่งพุ่งออกมาจากพงหญ้า
มันพุ่งตรงเข้ามาที่ใบหน้าผมด้วยความเร็วสูง
แต่โชคดีที่ผมเตรียมพร้อมเต็มที่ แม้ลูกบอลจะพุ่งมาอย่างรวดเร็ว แต่ร่างกายของผมก็เคลื่อนไหวตอบสนองได้ทันที
ผมสะบัดแส้ในมือฟาดออกไป
“เพียะ!”
แส้ฟาดลงบนลูกบอลอย่างแม่นยำ
ทันใดนั้นลูกบอลระเบิดออกเป็นควันดำแล้วสลายหายไปในอากาศ
เสียงของเด็กผีในพงหญ้านั้นเย็นชาและเกรี้ยวกราดขึ้น “ไอ้คนเลว! แกทำบอลของฉันพัง!”
สิ้นเสียง ลมเย็นยะเยือกพัดกระโชกเข้ามาทันที
พงหญ้าด้านหน้าถูกแรงลมแยกออกเป็นสองข้าง เผยให้เห็นร่างของเด็กชายอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบตรงกลาง
แต่สิ่งที่ทำให้ขนลุกคือ หัวของมันหลุดออกจากลำตัว!
มันสวมชุดกีฬากับรองเท้าผ้าใบ มือเล็กๆ กอดศีรษะตัวเองไว้ที่เอว เลือดยังคงซึมออกมาจากลำคอไม่หยุด
ภาพที่เห็นชวนให้ขนลุกจับใจ
ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและอาฆาต ดวงตาทั้งสองข้างกลวงลึกเป็นสีดำสนิท ไม่มีแม้แต่ตาขาว
ไม่ต้องสงสัยเลย มันคือวิญญาณร้าย
เพียงแค่สบตากับมัน ความเย็นเยียบก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ไม่ใช่เพราะมันดูน่ากลัว แต่เพราะว่า…
มันเป็นเพียงเด็กอายุหกเจ็ดขวบที่ต้องมาตายอย่างน่าสยดสยองถึงขนาดนี้
ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ก่อนตายมันต้องพบเจอกับอะไรบ้าง…
ในขณะที่ผมยังตกตะลึง เด็กผีคนนั้นก็เริ่มขยับ
มันกอดหัวตัวเองแน่น แล้วเดินตรงมาหาผมอย่างช้าๆ “คืนลูกบอลผมมา…”
[1] ยันต์แปดทิศ คือ ยันต์ที่ใช้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ แต่บางครั้งก็ใช้เป็นสื่อกลางสำหรับเชื่อมสองโลกเพื่อนำทางวิญญาณ