ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 105 วิญญาณวัยกลางคนกับพลังสายฟ้าในฝ่ามือ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 105 วิญญาณวัยกลางคนกับพลังสายฟ้าในฝ่ามือ
ท่ามกลางความเย็นยะเยือก เสียงแหบพร่าดุจมีดกรีดลำคอดังขึ้น
ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ ผมรู้สึกถึงอันตรายทันที
ผมดึงแส้กระดูกงูที่พกติดตัวไว้ที่เอวออกมา พร้อมกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
บรรยากาศที่ดูสงบเงียบก่อนหน้านี้ กลับมีลมเย็นยะเยือกพัดผ่านดัง “วู่วววว”
กิ่งไม้แห้งและหญ้าเหี่ยวไหวไปมาตามสายลม เกิดเสียง “ซู่ๆ” ราวกับกำลังสะท้อนถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามา
แต่เสียงเมื่อครู่กลับดังรอบทิศทางราวกับเสียงจากลำโพงหลายตัว ทำให้ไม่สามารถจับตำแหน่งที่มาของมันได้
“อาจารย์!” ผมเรียกเขาด้วยความระแวดระวัง
อาจารย์เป็นคนที่ติดบุหรี่มาก แต่ในสถานการณ์นี้แทนที่เขาจะเคร่งเครียด เขากลับหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างใจเย็น
“แชะ!” เปลวไฟจากไฟแช็กส่องสว่างขึ้นชั่วขณะ
เสียงของบุหรี่ที่มอดไหม้ดังชัดเจนในความเงียบงัน
ส่วนวิญญาณทั้งแปดตนที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนหน้านี้ ยังคงไร้ปฏิกิริยาใดๆ พวกมันยืนเหม่อลอยราวกับคนไร้สติ
อาจารย์พ่นควันออกมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “อย่าตื่นตระหนกนัก ฟังให้ดีนะเสี่ยวเจียง ยิ่งนายหวาดกลัว จิตใจยิ่งสั่นคลอน ปราณต้นกำเนิดในร่างจะยิ่งอ่อนแอลง เปลวไฟในร่างจะยิ่งกะพริบไหว พวกสิ่งสกปรกเหล่านี้ก็จะมีอำนาจเหนือนายได้ง่ายขึ้น
“ที่พวกมันชอบหลอกหลอนไม่ใช่เพราะพวกมันสนุกหรอก แต่เพราะพวกมันเกรงกลัวเปลวไฟในร่างของพวกเรา และเกรงกลัวปราณต้นกำเนิดที่เรามีอยู่”
แม้อาจารย์จะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่สิ่งที่เขากล่าวล้วนเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าทั้งสิ้น
ผมพยักหน้าหลายครั้งเพื่อยืนยันว่าตนเองเข้าใจ “ผมเข้าใจแล้ว อาจารย์! แต่สิ่งนั้นไม่โผล่ออกมา เราจะจัดการมันได้ยังไง”
อาจารย์ไม่ตอบทันที แต่สูบบุหรี่เข้าไปอีกหนึ่งฟอด สูบแรงจนก้นกรองบุหรี่เรืองแสงเป็นสีแดงเข้ม
จากนั้นเขาหรี่ตาลงก่อนจะดีดบุหรี่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“ฟิ้ว!”
ก้นบุหรี่ลอยพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง เร็วจนผมแทบมองไม่ทัน
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังก้องขึ้นมา
“อ๊ากกกก!!”
ห่างออกไปสิบกว่าเมตร หมอกดำเริ่มปั่นป่วน
เปลวเพลิงสีแดงลุกโชติช่วงขึ้นกลางอากาศ
และในกองเพลิงนั้น เงาของวิญญาณในชุดขาวก็ปรากฏขึ้นมา
ร่างนั้นถูกแรงกระแทกจากบุหรี่ของอาจารย์จนกระเด็นไปชนเข้ากับหินก้อนหนึ่ง ก่อนจะร่วงลงสู่พื้น
“เห็นไหม ออกมาแล้ว!” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ส่วนผมได้แต่มองเขาด้วยความชื่นชม
สมแล้วที่เป็นคนเก็บศพที่แข็งแกร่งที่สุดในแถบนี้ แค่ก้นบุหรี่ก็สามารถทำให้ผีกระเด็นไปได้!
ผีนั่นลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หมอกดำพวยพุ่งออกมาจากร่างมัน
เพียงพริบตาเดียว เปลวไฟสีแดงที่ห่อหุ้มร่างมันก็ถูกพลังแห่งความมืดกลืนจนดับสิ้น
ตอนนี้ผมจึงมองเห็นรูปลักษณ์ของมันได้อย่างชัดเจน
มันเป็นชายวัยกลางคนในชุดขาว นัยน์ตาสีขาวซีดเหมือนปลาตายจ้องมองเราด้วยความอาฆาต ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยลวดลายสีดำและสีเลือด ดูน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
“ไอ้แก่ มีฝีมือเหมือนกันนี่!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมกับอาจารย์ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
เพราะอาจารย์เคยบอกผมว่าวิญญาณอาฆาตที่มีเพียงตาขาว ส่วนใหญ่จะไร้สติ มีเพียงสัญชาตญาณและความกระหายเลือดเท่านั้น
แต่วิญญาณอาฆาตตนนี้กลับดูแตกต่างออกไป
อาจารย์เองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “หืม! ที่แท้ก็เป็นนักพรตวิญญาณนี่เอง!”
“นักพรตวิญญาณ?” ผมเผลอพูดออกมาด้วยความสงสัย
อาจารย์อธิบายสั้นๆ “มันคือผีที่รู้จักบำเพ็ญตบะ แต่วิญญาณที่เห็นตรงหน้านี้เต็มไปด้วยพลังอาฆาตรุนแรง แถมยังกินวิญญาณอื่นเป็นอาหาร แบบนี้ชัดเจนว่าเป็นพวกนักพรตวิญญาณสายมาร ถ้าไม่กำจัดให้สิ้นซาก ต่อไปต้องมีคนตายเพิ่มอีกแน่!”
นักพรตวิญญาณที่ยืนตรงหน้าเราจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นยะเยือก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ไอ้แก่…เราต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า พวกเจ้ายังมีโอกาสเดินออกไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้น ฉันจะทำให้พวกแกตายอย่างอนาถ แล้วเอามาทำเนื้อแห้ง อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนฉัน!”
แต่คำขู่ของมันไม่ได้ทำให้อาจารย์หวั่นไหวแม้แต่น้อย เขาแค่นหัวเราะ “ฮ่าๆๆ! พลังเท่าหางอึ่งยังคิดจะมาขู่ฉัน ไอ้ขยะ ฉันใช้แค่มือเดียวก็ตบให้แกหายไปจากโลกนี้ได้แล้ว!”
น้ำเสียงของอาจารย์เต็มไปด้วยความท้าทายและโอหังอย่างที่สุด
ไม่ใช่แค่นักพรตวิญญาณที่ยืนอึ้ง แม้แต่ผมเองก็เริ่มสงสัยว่าอาจารย์จะมั่นใจเกินไปหรือเปล่า!
นักพรตวิญญาณวัยกลางคนเบิกตากว้าง “น่าหงุดหงิดนัก!”
ทันใดนั้นหมอกดำรอบกายมันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง พลังอาฆาตเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นมรณะ
แรงกดดันมหาศาลทำให้ผมเผลอก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
เล็บของมันยืดยาวขึ้นเป็นกรงเล็บแหลมคม เขี้ยวขาวโพลนปรากฏขึ้นขณะที่มันคำรามก้อง ก่อนพุ่งตรงเข้ามาหมายปลิดชีพพวกเรา
ทว่าอาจารย์กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย แถมยังกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เสี่ยวเจียง ตั้งใจดูให้ดี นี่เป็นท่าไม้ตายของฉัน ฉันจะแสดงให้ดูแค่ครั้งเดียว!”
น้ำเสียงของเขาแม้จะสงบนิ่ง แต่มือซ้ายกลับผสานมุทราอย่างรวดเร็ว
ผมเบิกตากว้าง จับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ไม่กล้าคลาดสายตาแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันมือขวาของอาจารย์ค่อยๆ คลี่ออกเป็นฝ่ามือ
ผมสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวราวกับมีพลังบางอย่างแล่นผ่านร่างกาย เส้นขนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นักพรตวิญญาณคำรามลั่น หมอกดำพวยพุ่งทั่วร่าง พุ่งเข้าใส่ด้วยพลังเต็มกำลัง
“ตายซะ!!”
มันกระโจนขึ้นกลางอากาศ กรงเล็บแผ่พลังอาฆาตอันหนาวเยือกก่อนฟาดลงมาเต็มแรง
กรงเล็บของมันดูน่าขนลุกยิ่งขึ้นภายใต้แสงจันทร์
ผมมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความกังวล พร้อมเตรียมตัวเข้าช่วยเหลืออาจารย์
แต่ดูเหมือนความคิดของผมจะไร้ประโยชน์
อาจารย์ผสานมุทราด้วยมือซ้ายเสร็จสิ้น ก่อนจะเปล่งเสียงต่ำ “วิชาสายฟ้า…ฝ่ามืออัสนี!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ผมได้ยินเสียงไฟฟ้าสถิตดัง “เปรี๊ยะๆ”
ประกายสายฟ้าสีขาวพุ่งตรงจากร่างของอาจารย์เข้าสู่ฝ่ามือขวา
ฝ่ามือของอาจารย์พุ่งตรงไปข้างหน้า เผชิญหน้ากับกรงเล็บของนักพรตวิญญาณ
ทันทีที่สัมผัสกัน
“ตู้ม!!”
เสียงระเบิดดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
แสงสีขาวสว่างวาบ นักพรตวิญญาณกรีดร้องโหยหวน
“อ๊ากกกก!!”
ร่างของมันปลิวกระเด็นไปไกลกว่าห้าเมตร ก่อนจะกระแทกพื้นกลิ้งไปหลายตลบ พลังสายฟ้ายังคงชอร์ตทั่วร่างของมันดัง “เปรี๊ยะปร๊ะ”
อาจารย์ลดมือลงก่อนสะบัดฝ่ามือเบาๆ สายฟ้าที่เหลือพลันสลายหายไป
เท่…เท่มาก!
ผมมองอาจารย์ด้วยความชื่นชมสุดขีด
นี่มันวิชาสายฟ้าที่เคยเห็นแต่ในหนังไม่ใช่หรือ! อาจารย์สามารถใช้มันได้จริงๆ!
อาจารย์เหลือบมองผมแล้วยิ้มเล็กน้อย ก่อนสั่งเสียงเรียบ “ไป ลากมันมา!”
ผมเพิ่งได้สติ รีบตอบรับทันที “รับทราบครับ อาจารย์!”
ผมหยิบแส้กระดูกงูขึ้นมา ก่อนเดินเข้าไปหานักพรตวิญญาณที่นอนชักกระตุกอยู่กับพื้น หมดท่าไปโดยสิ้นเชิง
ผมโยนปลายแส้ไปคล้องคอของมัน ก่อนลากมันกลับไปหาอาจารย์ราวกับลากสุนัขตาย
เมื่อมาถึงตรงหน้า อาจารย์ยกเท้ากระทืบลงบนใบหน้าของนักพรตวิญญาณพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พูดมา…ก่อนตายแกเป็นใคร เรียนวิชามารกลืนวิญญาณมาจากไหน!”