ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 110 ตกตะลึง...นายคืออัจฉริยะ!
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 110 ตกตะลึง...นายคืออัจฉริยะ!
อาจารย์ช่วยทำแผลให้ผมอย่างง่ายๆ ก่อนจะเงียบฟังผมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเขาไป
แม้ผมจะเล่าออกไปอย่างเรียบง่ายราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อพูดถึงตอนที่ผมพยายามใช้วิชาสายฟ้าเพื่อทำลายพันธนาการ อาจารย์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อ “นายบอกว่า…นายร่ายวิชาสายฟ้าออกมาได้งั้นเหรอ!”
ผมเห็นอาจารย์ตกใจจนพูดติดขัด จึงพยักหน้า “ครับ!”
อาจารย์สูดหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึง “เจ้าเด็กนี่…อัจฉริยะจริงๆ! นายเห็นฉันใช้วิชาสายฟ้าแค่ครั้งเดียวก็ทำตามได้แล้ว เหลือเชื่อ…เหลือเชื่อจริงๆ!”
เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ไม่นานก็ถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
ผมจึงเล่าต่อว่าหลังจากใช้วิชาสายฟ้าทำลายพันธนาการ ผมก็ตัดสินใจสู้ตายกับนักพรตวิญญาณโดยใช้ทุกอย่างที่มี
ผมเล่าถึงตอนที่ขว้างก้อนเหล็กออกไป และตอนที่หยิบตะขอเหล็กขึ้นมาเพื่อเดิมพันด้วยชีวิต
สีหน้าของอาจารย์เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึม ขณะที่สายตาที่เขามองผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย
บางที…อาจารย์เองก็คงคาดไม่ถึงว่า ลูกศิษย์ที่เพิ่งเข้าวงการได้ไม่นานกลับมีความเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้
จนกระทั่งผมพูดถึงช่วงสุดท้ายที่ผมใช้ตะขอเหล็กปิดบัญชีนักพรตวิญญาณ อาจารย์ก็เงียบไปพักใหญ่
แต่สายตาที่เขามองผมนั้นเปลี่ยนไป…เต็มไปด้วยความยินดีและชื่นชมจนผมรู้สึกขนลุกเล็กน้อย
“อาจารย์…อย่ามองผมแบบนั้น มันแปลกๆ น่ะ!”
อาจารย์ได้ยินดังนั้นก็กลอกตา ก่อนเอ่ยขึ้น “นายนี่มันดวงแข็ง แถมยังโหดเหี้ยมพอตัว!”
แต่พูดจบ เขากลับหัวเราะออกมา “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…แม้นายจะเพิ่งเข้าสู่วงการไม่นาน แต่กลับกล้าสู้กับนักพรตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองมาก หากเป็นคนทั่วไป ป่านนี้คงสิ้นชีพแล้ว แต่นาย…นายนี่เหมือนกับดวงชะตาของตัวเองซะจริง ฆาตคมภัยร้าย ตัดทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง! นายตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เด็ดเดี่ยว และโหดเหี้ยมพอที่จะรอดจากสถานการณ์เป็นตาย นี่แหละเหตุผลที่นายเหมาะกับเส้นทางสายนี้ นายนี่แหละ…อัจฉริยะตัวจริง!”
เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ให้ความสำคัญกับผมมาก
ผมยิ้มบางๆ กำลังจะพูดตอบ แต่ก่อนที่ผมจะทันได้อ้าปาก อาจารย์ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “เฮ้อ! ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉัน ฉันมองข้ามความร้ายกาจของนักพรตวิญญาณตนนั้นไป ฉันตามล่ามัน แต่กลับถูกมันหลอกล่อให้ไล่ตามตัวแทน ซ้ำมันยังมันฉวยโอกาสย้อนกลับมาโจมตีนายแทน เกือบทำให้นายตาย!”
อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจและโทษตัวเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ล่าอินทรีมาทั้งชีวิต แต่วันนี้อีกนิดเกือบจะโดนอินทรีจิกตา’
แต่ผมไม่มีความคิดจะตำหนิอาจารย์เลยแม้แต่น้อย
ใครๆ ก็พลาดกันได้ มนุษย์ไม่ใช่เทพผู้ไร้ข้อผิดพลาด
หากไม่มีอาจารย์ ผมคงตายไปนานแล้ว จะมีผมยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น วิญญาณอาฆาตตนนี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและอุบายร้ายกาจ ใครจะไปคิดว่ามันถูกอาจารย์โจมตีอย่างหนักแล้วยังกล้าหวนกลับมาเล่นงานผมอีก
โชคดีที่ผลสุดท้ายผมแค่บาดเจ็บเท่านั้น อีกไม่กี่วันก็คงฟื้นตัวเป็นปกติ
แถมยังพบวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นแล้ว แค่ส่งกลับไปก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจ
เงินหกหลักอยู่ในมือแล้ว บาดแผลเล็กๆ น้อยๆ นับเป็นอะไรได้
แม้ผมจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
เมื่ออาจารย์เห็นว่าผมเริ่มฟื้นตัวแล้ว จึงเริ่มเก็บอุปกรณ์ที่ตกกระจัดกระจายอยู่รอบตัว เตรียมตัวออกจากที่นี่เพื่อไปทำภารกิจให้สำเร็จ
เนื่องจากผมไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ของอาจารย์ ผมจึงเอนตัวพิงต้นไม้พลางเอ่ยถาม “อาจารย์ อุปกรณ์พวกนี้คืออะไรบ้างหรือ เจ้าแท่งเหล็กนั่นดูแล้วทรงพลังมาก แค่ฟาดลงไปก็ตรึงนักพรตวิญญาณได้เลย…”
อาจารย์หยิบแท่งเหล็กสี่เหลี่ยมขึ้นมาพลางหัวเราะ “นี่เรียกว่าตราสะกดวิญญาณ เป็นสมบัติที่สืบทอดกันมาในสายของพวกเรา ด้านบนสลักรูปองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ [1]ด้านล่างสลักชื่อของนายแห่งเก้าหยิน[2] ใช้สะกดซากศพได้ผลดีที่สุด”
พูดจบ อาจารย์เก็บตราสะกดวิญญาณใส่ในถุงเครื่องมือ ก่อนจะหยิบธงสามเหลี่ยมที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา
“นี่คือธงสะกดวิญญาณ ใช้ควบคุมดวงวิญญาณ”
สุดท้าย อาจารย์เดินมาหาผม ชี้ไปที่กระจกสำริดและตะขอเหล็ก
“กระจกสำริดนี้ก็คือกระจกแปดทิศ เป็นกระจกที่สืบทอดมาจากอาจารย์รุ่นก่อน มีพลังสูงมาก สามารถสะท้อนปราณชั่วร้าย กำราบวิญญาณ และเปิดเผยร่างที่แท้จริงของอสูร”
ได้ยินเช่นนี้ ผมถึงกับเบิกตากว้าง
พูดแบบนี้ก็แสดงว่ากระจกนี้คือ ‘กระจกปราบมาร’ อีกเวอร์ชันสินะ?
สุดท้าย อาจารย์หยิบตะขอเหล็กขึ้นมา พลางลูบเบาๆ แล้วพูดว่า “ตะขอเหล็กนี้เหมือนกับแส้กระดูกงูของนาย เป็นสมบัติที่มอบโดยบรรพจารย์ และได้อาจารย์ของฉันจารึกอักขระสิบแปดตัวลงไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผมก็หันไปมองตะขอเหล็กอีกครั้ง มันมีอักขระสลักอยู่จริงๆ แต่ผมคิดไม่ถึงว่านี่จะเป็นของที่บรรพจารย์มอบให้อาจารย์
หลังจากเก็บกวาดอุปกรณ์เสร็จ อาจารย์เก็บกระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูของผมลงในถุงเครื่องมือ ก่อนจะหยิบถุงมิติที่บรรจุวิญญาณสิบดวงขึ้นมาตรวจสอบ
เมื่อมั่นใจว่าวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นอยู่ข้างใน อาจารย์ก็พยุงผมขึ้นแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ ลงเขาได้แล้ว”
“ครับ อาจารย์!” ผมพยายามตอบกลับทั้งที่ยังอ่อนแรง ก่อนจะเดินลงเขาโดยมีอาจารย์ช่วยพยุง
แม้ผมจะเดินได้ช้า แต่ก็ยังเดินได้
ระหว่างทาง ผมถามอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องที่นักพรตวิญญาณพูดถึง ‘นักพรตเก้าศพ’
ผมถามอาจารย์ว่าเขารู้จักบุคคลนี้หรือไม่
อาจารย์ส่ายหน้าแล้วตอบว่าไม่รู้ พร้อมกับห้ามไม่ให้ผมยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจะเป็นคนจัดการเอง
เมื่อเรามาถึงตีนเขา อาจารย์ให้ผมนั่งพัก
ส่วนเขาหยิบโทรศัพท์มือถือ ออกไปหาสัญญาณ ก่อนจะโทรหาหลี่เชาไห่ ให้เขาส่งคนมารับเรา…
จากนั้นอาจารย์ก็นั่งรออยู่ข้างถนนกับผม จุดบุหรี่ขึ้นสูบ แล้วพูดขึ้นว่า “ให้ตายเถอะ งานนี้ยุ่งยากกว่าที่คิดอีก เกือบเอาชีวิตนายไปทิ้งไว้บนเขาซะแล้ว ครั้งนี้อย่างน้อยต้องได้ค่าจ้างล้านหนึ่ง!”
“ล้าน…ล้านหนึ่ง!?” ผมเบิกตากว้าง อุทานออกมาด้วยความตกใจ
ก่อนหน้านี้อาจารย์เคยบอกว่า ค่าจ้างของงานนี้จะอยู่ที่หกหลัก แต่ตอนนี้พอได้ยินเขาพูดถึงตัวเลขหนึ่งล้าน ผมจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนก
อาจารย์ยังคงพูดอย่างสงบนิ่ง “อืม! คนอย่างหลี่เชาไห่ เศรษฐีระดับนั้น จุดเริ่มต้นของค่าจ้างก็ห้าแสนแล้ว แต่นายก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์คืนนี้เป็นยังไง นายเองก็กลับไปพร้อมบาดแผลเต็มตัว เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกันเลยทีเดียว พวกเราต้องเสี่ยงตายขนาดนี้ เรียกหนึ่งล้านไม่มากเกินไปหรอก แถมสำหรับหลี่เชาไห่แล้ว เงินหนึ่งล้านอาจไม่กระทบอะไรเขาเลยด้วยซ้ำ!”
พอเห็นอาจารย์พูดเรื่องนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงสามารถขับรถอาวดี้คันหรู ใช้ชีวิตหรูหราโดยไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย
เพราะรายได้ของเขาก็มหาศาลเช่นกัน
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ นี่ก็คือผลกำไร
และทั้งหมดนี้ใช้เวลาแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น
เพราะรถยังมาไม่ถึง ผมจึงถือโอกาสถามอาจารย์ว่า โดยปกติแล้วเขาคิดค่าจ้างกันยังไง
อาจารย์ตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายไม่กี่คำ “ราคาตามคน”
หมายความว่า เขาจะเรียกค่าจ้างตามฐานะของลูกค้า
แต่ก็มีเงื่อนไขข้อหนึ่งคือ ต้องเป็นงานที่เขาจัดการได้ ถ้าเกินความสามารถ ต่อให้ได้เงินมากแค่ไหนก็ไม่ควรรับ
ขณะพูดคุยกัน อาจารย์ยังไม่ลืมบ่นถึงลุงอวี๋ บอกว่าลุงอวี๋สนใจแต่สั่งสมบุญกุศล ไม่เคยเรียกค่าจ้าง
ไม่ว่าจนหรือรวยก็คิดราคาเดียวกันหมด
สำหรับเรื่องนี้ ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตอนที่ลุงอวี๋ช่วยชีวิตผม เขาก็ไม่ได้เรียกเงินสักหยวน
แม้ผมจะต้องเขียนใบยืนยันหนี้ แต่จนแล้วจนรอด ลุงอวี๋ก็ไม่เอาเงินจากผมเลยสักหยวน
ถ้าไม่มีเขา ผมก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้
อาจารย์เห็นผมเงียบไป ก็พอจะเดาออกว่าผมคิดอะไรอยู่
เขาตบไหล่ผมแล้วพูดขึ้น “เสี่ยวเจียง…แม้พวกเราจะเป็นผู้ฝึกตน อาชีพของเราคือการรับมือกับพวกภูตผีวิญญาณ แต่ต้องเข้าใจว่างานนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงชีวิต เราอยู่ในวงการนี้ก็เหมือนเลียมีดโกน หัวของเราก็เหมือนถูกแขวนอยู่ที่ขอบกางเกงตลอดเวลา[3] ถ้าตัวเองยังเอาชีวิตไม่รอดหรือใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แล้วจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ยังไง
“อีกอย่าง ทุกสิ่งมีผลกรรมของมัน การรับค่าจ้างก็เป็นการจบสิ่งหนึ่งเพื่อเริ่มสิ่งใหม่ ฉันเชื่อว่าเราลดค่าจ้างให้คนจนได้ แต่ไม่ควรทำให้ฟรี
“ถ้าเรามีชีวิตที่ดี มีทรัพยากรมากขึ้น เราก็จะทำสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเหลือคนที่เราต้องการช่วยได้มากขึ้นด้วย…”
[1] เง็กเซียนฮ่องเต้ หมายถึง ผู้ปกครองสวรรค์
[2] นายแห่งเก้าหยิน หมายถึง ผู้ปกครองแดนวิญญาณทั้งเก้า หรือเจ้าแห่งยมโลก
[3]หัวถูกแขวนอยู่ที่ขอบกางเกงตลอดเวลา หมายถึง อยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตตลอดเวลา หรือเดินอยู่บนเส้นด้าย