ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 109 เดิมพันด้วยชีวิต ตายไปพร้อมกัน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 109 เดิมพันด้วยชีวิต ตายไปพร้อมกัน
ผมไม่ได้ตะโกนร้องอะไรทั้งนั้น เพียงแค่ถือกระจกสำริดและตะขอเหล็กในมือแน่น แล้วพุ่งเข้าใส่วิญญาณอาฆาตตรงหน้า
มันยังคงพยายามลุกขึ้นหลังจากถูกแสงทองจากกระจกสำริดซัดกระเด็นไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
พอเห็นผมพุ่งเข้าไปหา วิญญาณอาฆาตก็เริ่มหวาดหวั่น ดวงตาสีเขียวหม่นบนหน้าผากกลอกไปมาอย่างหวาดกลัว
มันพยายามดิ้นรน และในที่สุดก็ตั้งหลักได้อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าผมบ้าคลั่งพุ่งเข้าไปโดยไม่คิดชีวิต มันคำรามกึกก้องด้วยความโกรธ พร้อมกับยกกรงเล็บฟาดตรงเข้ามาที่ตัวผม
“ย้ากกกก!”
เสียงคำรามแผดก้อง พลังของมันรุนแรงจนลมรอบตัวสั่นไหว กรงเล็บพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนแทบมองไม่เห็น
แต่ด้วยสัญชาตญาณ ผมยกกระจกสำริดขึ้นมาป้องกัน พร้อมกับคาดเดาว่ามันจะปรากฏตัวที่ด้านซ้ายของผม
ถ้าผิด…ผมอาจต้องตาย
นี่คือการเดิมพัน เพราะมันมาเร็วเกินไป ถ้าผมมัวแต่มองหาทิศทางที่แท้จริง บางทีร่างผมอาจจะถูกฉีกกระชากไปแล้ว
แต่ผมเดาผิด!
วิญญาณอาฆาตโผล่มาทางขวาแทน!
“ตรงนี้ต่างหาก!” มันแสยะยิ้มเย็นเยียบ ก่อนที่กรงเล็บจะพุ่งเข้าใส่หน้าผมโดยตรง!
กรงเล็บนั้นคมกริบเหมือนเคียวโค้ง หากโดนเข้าไปคงไม่เหลือชีวิตรอด
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมรู้สึกเสียใจที่คาดเดาผิดพลาด แต่ร่างกายก็ตอบสนองโดยอัตโนมัติ
ในเมื่อผมจะตาย อย่างน้อยก็ต้องลากมันลงไปด้วย!
มือขวาของผมกระชับตะขอเหล็กแน่น ก่อนจะเหวี่ยงออกไปสุดแรง
ถ้าต้องตาย ก็ต้องพามันลงนรกไปพร้อมกัน!
ในหัวของผมไม่มีอะไรทั้งนั้น นอกจากความบ้าคลั่งและความต้องการสังหาร
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น…
เมื่อผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องแตกดับไปพร้อมกัน วิญญาณอาฆาตกลับชะงัก!
มันลังเล!
มันไม่ใช่วิญญาณทั่วไป แต่มันเป็น ‘นักพรตวิญญาณ’
มันมีสติปัญญา มันคิดได้ และมันกลัวตาย!
ไม่เช่นนั้น มันคงไม่วางแผนล่ออาจารย์ของผมออกไป แล้ววกกลับมาเพื่อเล่นงานผมทีเผลอ
เมื่อเห็นว่าผมตั้งใจจะลากมันลงนรกไปพร้อมกัน วิญญาณอาฆาตถึงกับชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ร่างของมันถอยไปด้านหลังอย่างฉับพลัน
กรงเล็บที่กำลังจะฟาดลงบนใบหน้าของผมหยุดชะงักกลางอากาศ ส่วนตะขอเหล็กของผมก็เฉียดผ่านหน้าท้องของมันไปเพียงนิดเดียว
“แกบ้าไปแล้ว!” วิญญาณอาฆาตคำรามลั่น ไม่คิดว่าผมจะบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความเป็นความตาย ผมไม่เพียงไม่หวาดกลัว แต่ยังตั้งใจจะลากมันไปด้วย
ไม่มีทางเลือกอื่น วันนี้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายตก
ผมรู้ดีว่าพลังของนักพรตวิญญาณตนนี้เหนือกว่าผมมาก
หนทางเดียวที่ผมจะรอดได้ คือต้องบ้าไม่แพ้มัน
ผมยกกระจกสำริดในมือซ้ายฟาดเข้าไปที่ศีรษะของมันเต็มแรง
ผมแทบจะเดิมพันชีวิตทั้งหมดในศึกครั้งนี้ เพราะแม้ว่าวิญญาณอาฆาตจะบาดเจ็บ แต่มันยังคงแข็งแกร่งอยู่
พอเห็นกระจกสำริดพุ่งเข้ามาใกล้ มันก็ตกใจจนต้องเบี่ยงตัวหลบไปอีกครั้ง
แต่ในจังหวะที่มันถอย ผมฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่ทันที พร้อมสะบัดตะขอเหล็กออกไปอย่างแม่นยำ
การโจมตีของผมไหลลื่นเป็นจังหวะเดียวกัน ไม่มีช่องว่างให้มันตั้งตัว
ครั้งนี้มันหลบไม่ทัน
เสียง “ฉีก!” ดังขึ้น ตะขอเหล็กของผมทะลวงเข้าที่ชายโครงขวาของมันโดยตรง
“อ๊ากกกก!”
เสียงกรีดร้องดังสนั่น มันเจ็บปวดจนร่างบิดเกร็ง
มันสะบัดกรงเล็บกลับมาตะปบไหล่ซ้ายของผม ทิ้งรอยเล็บลึกสามเส้น เลือดพุ่งกระฉูด
แค่เพียงนิดเดียว กรงเล็บนั้นเกือบจะฉีกหลอดเลือดใหญ่ที่ลำคอของผมแล้ว
แต่ผมไม่มีเวลาใส่ใจความเจ็บปวด
มือขวากระชากตะขอเหล็ก ดึงร่างมันเข้ามาใกล้ ก่อนจะคำรามลั่น “ตายซะ!”
พูดจบ ผมใช้มือซ้ายที่ชุ่มไปด้วยเลือดหยิบยันต์สะกดวิญญาณออกจากอกเสื้อ
เสียง “ปึบ!” ดังขึ้น เมื่อผมกระแทกยันต์ใส่หน้าผากของมัน
การต่อสู้อย่างบ้าคลั่งของผมทำให้มันตั้งตัวไม่ทัน
ยันต์ระเบิดดังเปรี้ยง ส่องแสงสว่างเจิดจ้า
เสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาตดังสนั่น มันทรุดลงกับพื้น ดวงตาเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
เนื้องอกสีเขียวที่หน้าผากของมันถูกพลังของยันต์ทำลายจนระเบิดออก น้ำเหลืองสีเขียวไหลทะลัก ก่อนจะระเหยเป็นไอสีดำ
ดวงตาของผมแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น
ผมกระโจนขึ้นคร่อมร่างของมัน กระชับตะขอเหล็กแน่น แล้วฟาดใส่หน้ามันเต็มแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
“ไอ้ชาติชั่ว!”
เสียงสบถดังไม่ขาดสาย ขณะที่ตะขอในมือของผมกระแทกลงไปบนหน้าผากและเนื้องอกสีเขียวของมันอย่างไร้ความปรานี
เสียง “ตึกๆๆๆ!” ดังซ้ำๆ ทั่วทั้งบริเวณ
เสียงครวญครางแผ่วเบาดังจากปากของวิญญาณอาฆาต
“ไม่…อย่า…”
แต่มันไม่มีโอกาสได้พูดต่อ ศีรษะของมันระเบิดออกด้วยแรงกระแทก
ร่างของมันสั่นสะท้าน ก่อนจะ “บึ้ม!” แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ วิญญาณสลายหายไป ไม่มีเหลือแม้แต่เศษซาก มีเพียงเปลวไฟวิญญาณรูปร่างมนุษย์ที่ลุกโชนบนพื้น
ส่วนผม ดวงตาแดงก่ำ ร่างเต็มไปด้วยเลือด มือยังคงกำตะขอเหล็กแน่น หอบหายใจหนักหน่วง
“ฮู่ว…ฮู่ว…”
ผมยังคงอยู่ในภวังค์ของการต่อสู้ราวกับยังไม่ตื่นจากความบ้าคลั่งเมื่อครู่
ผมแทบไม่อยากเชื่อว่า ผมสามารถเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เป็นตายนี้ได้
และที่สำคัญ…ผมเป็นคนลงมือสังหารนักพรตวิญญาณด้วยตัวเอง
ผมเอนหลังพิงกับต้นไม้ รู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะครั้งใหญ่
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากลำคอของผม “ฮะ…ฮ่าๆๆ…”
ความตื่นเต้นและความสะใจไหลผ่านร่างแทนความกลัว
บาดแผลที่ไหล่ซ้ายและหน้าอกซ้ายยังคงมีเลือดไหลไม่หยุด แต่กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นเลยสักนิด
ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกถึงความฮึกเหิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นจากที่ไกล
“ตึกๆๆ…”
เสียงฝีเท้ากระชั้นเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้
บางทีอาจเป็นเพราะเสียเลือดมากเกินไป หรืออาจเพราะพลังชีวิตถูกดูดไปมาก ตอนนี้สายตาของผมเริ่มพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัดเจน
แต่เพียงแค่แวบเดียว ผมก็จำเงานั้นได้ทันที
“อา…อาจารย์…” เสียงของผมแผ่วเบาและอ่อนแรง แต่ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้ม
อาจารย์ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าผม และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาตกตะลึง
ร่างของผมเต็มไปด้วยเลือด นั่งพิงอยู่กับต้นไม้
ร่องรอยการต่อสู้ปรากฏไปทั่วบริเวณ อาวุธและเครื่องรางตกกระจัดกระจาย
บนพื้นห่างออกไปเล็กน้อยมีรอยเผาไหม้รูปร่างมนุษย์หลงเหลืออยู่
“เสี่ยวเจียง…!” อาจารย์เบิกตากว้าง เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตกใจและกังวล
เขารีบวิ่งเข้ามาหาผม จับไหล่ซ้ายที่เต็มไปด้วยเลือดของผมไว้ “เสี่ยวเจียง เกิดอะไรขึ้น! ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน…เป็นความผิดของฉันเอง…!”
ดวงตาของเขาฉายแววเสียใจอย่างที่สุด
แต่ผมกลับหัวเราะออกมา “อาจารย์…ผม…ผมไม่เป็นไร…ผมฆ่า…นักพรตวิญญาณนั่น…สำเร็จแล้ว!”
ถึงแม้อาจารย์จะพอคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของผมเต็มๆ เขาก็ยังคงตกตะลึงไม่หาย
“นายบอกว่า…นายฆ่านักพรตวิญญาณนั่นได้ด้วยตัวเอง?”
อาจารย์ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน หรืออาจกล่าวได้ว่าเขาไม่คิดว่าผมจะทำได้
ท้ายที่สุดแล้ว ผมเพิ่งเข้าสู่วงการเพียงเดือนเดียวเท่านั้น
อีกทั้งนักพรตวิญญาณตนนั้นไม่ใช่วิญญาณอาฆาตทั่วไป แต่มันเป็นวิญญาณอาฆาตระดับสูง แถมยังเคยหนีรอดจากเงื้อมมือของอาจารย์ไปได้
การที่มันสามารถเอาตัวรอดจากอาจารย์ได้ ก็แสดงให้เห็นว่าพลังของมันอยู่ในระดับใด
ผมยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่ครับ! ผม…ผมใช้ตะขอเหล็กทุบมันจนตาย!”
ผมพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะชี้ไปที่ตะขอเหล็กเปื้อนเลือดซึ่งอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นเช่นนี้ อาจารย์ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้อีกต่อไป สีหน้าตกตะลึงเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นและดีใจทันที “ดี! ดีมาก! ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันจะรักษาแผลให้เอง”
อาจารย์รีบเปิดถุงเครื่องมือ หยิบผ้าพันแผลและยาห้ามเลือดออกมา
เขาปฐมพยาบาลให้ผมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะให้ผมจิบน้ำเล็กน้อย
อาการของผมค่อยๆ ดีขึ้น ลมหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ ผมจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่อาจารย์วิ่งหายไป
หลังจากฟังจบ อาจารย์ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แล้วมองมาที่ผมราวกับกำลังจ้องมองขุมทรัพย์ล้ำค่า…