ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 124 ตึกทดลองกับลุงยามปริศนา
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 124 ตึกทดลองกับลุงยามปริศนา
ลุงยามไม่ได้ตอบคำถามของผมในทันที เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วใช้มือปิดฝาขวดชาอย่างใจเย็น จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉันไม่เพียงแต่รู้จักเด็กสาวคนนั้นเท่านั้น แต่ยังรู้ว่าเธอเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรด้วย”
คำพูดของลุงยามทำให้ขนบนร่างกายของผมลุกชันทันที
เขารู้จักเสี่ยวอวี่? แต่เสี่ยวอวี่…เป็นวิญญาณนะ!
ถ้าเขารู้จักเธอ นั่นแปลว่าเขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ!
อายุขนาดนี้แล้วยังทำงานเป็นยามในมหาวิทยาลัยได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเส้นสายก็คงมีบางอย่างที่พิเศษจริงๆ
ผมคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบถามต่อ “ลุงครับ ผมรู้จักเสี่ยวอวี่ ลุงมีอะไรอยากบอกผมเกี่ยวกับเธอหรือเปล่า”
ลุงยามมองตรงมาที่ผม ดวงตาของเขาดูลึกลับ “ถ้านายรู้จักเธอ งั้นนายคือ…เจียงหนิงใช่ไหม”
หัวใจของผมกระตุกวูบ ความรู้สึกกังวลแล่นขึ้นมาในทันที
ลุงยามคนนี้ไม่เพียงแต่รู้จักเสี่ยวอวี่ แต่ยังรู้ชื่อของผมด้วย!
ผมจ้องมองลุงยามอย่างละเอียด แต่เขาดูเหมือนชายชราธรรมดาทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติ
“ใช่ครับลุง ผมชื่อเจียงหนิง และผมรู้จักไป๋เสี่ยวอวี่”
ลุงยามพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “งั้นฉันก็ไม่ได้หาผิดคน เด็กสาวคนนั้นฝากให้ฉันนำข้อความมาบอกนาย เธอทิ้งของบางอย่างไว้ที่ที่พวกนายพบกันครั้งแรก เธอบอกให้ไปรับมันตอนยามจื่อ[1] เมื่อนายพบของชิ้นนั้นก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง”
“ของบางอย่าง… สถานที่ที่เราเจอกันครั้งแรก… ยามจื่อ?” ผมพึมพำทวนคำพูดของเขา คิดย้อนถึงวันที่ผมพบเสี่ยวอวี่เป็นครั้งแรก สถานที่ เวลา และเหตุการณ์ทั้งหมด จากนั้นหันไปมองลุงยามอีกครั้ง “ลุงครับ ขอทราบชื่อของลุงได้ไหม แล้วทำไมลุงถึงรู้จักเสี่ยวอวี่”
ลุงยามหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี “ชื่อฉันไม่สำคัญหรอก ฉันเป็นแค่ยามเฝ้ามหาวิทยาลัย หาเลี้ยงชีพไปวันๆ ก็เท่านั้น แต่คนที่รู้จักมักเรียกฉันว่า…จางซาน”
“ลุงจางซาน!” ผมเอ่ยเรียกเขาด้วยความเคารพ
เขารู้จักเสี่ยวอวี่ และเสี่ยวอวี่ถึงกับฝากเขามาบอกอะไรบางอย่างกับผม แสดงว่า…ลุงจางซานต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ!
เป็นไปได้สูงว่าเขาต้องเป็นคนที่มีวิชาแกร่งกล้า
ผมเฝ้าครุ่นคิดในใจ ชักจะมั่นใจว่าลุงจางซานคนนี้คงไม่ใช่แค่ยามธรรมดา
ทันใดนั้น ลุงจางซานดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “โอ้ จริงสิ ฉันลืมบอกไป ถ้าจะเอาของที่เด็กสาวคนนั้นทิ้งไว้ ต้องเป็นคืนฝนตกเท่านั้นถึงจะหาพบ”
“ขอบคุณลุงจางซานที่บอกครับ แต่ลุงพอจะบอกได้ไหมว่าลุงเจอเสี่ยวอวี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” ผมยังคงถามต่อไป
ลุงจางซานยิ้มจางๆ ก่อนตอบ “สามวัน? ห้าวัน? หรือสิบวัน? ฉันจำไม่ค่อยได้แล้ว รู้แค่ว่าวันนั้นกำลังเดินตรวจเวรอยู่แถวนี้พอดี แล้วเธอก็พูดกับฉันผ่านช่องประตูนี้” พูดจบก็ชี้ไปที่ประตูทางเข้าของตึกทดลอง
ผมใช้ตาทิพย์มองผ่านกระจกบานใหญ่อีกครั้ง
แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ภายในนั้น มีเงาร่างของคนสามถึงห้าคนยืนเรียงกันเป็นแถว พวกเขาสวมชุดผ้าหยาบสีเทา ใบหน้าซีดขาว ปราศจากอารมณ์ กำลังมองออกมาทางประตู
ดวงตาของพวกเขาเป็นสีเทาขาวซีด ไม่มีแววชีวิต จ้องเขม็งมาที่ผมและลุงจางซานจากด้านใน
เพียงเสี้ยววินาที ผมรู้สึกราวกับมีกระแสความเย็นแล่นขึ้นมาจากกลางหลัง
พวกเขา…ไม่ใช่คน แต่เป็นสิ่งที่ถูกกักขังเอาไว้ภายในตึกทดลองแห่งนี้
ผมกำมือแน่น หัวใจเริ่มเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
ลุงจางซานดูเหมือนจะสังเกตเห็นอาการของผม เขาหันไปมองประตูเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองหน้าผม “กลัวเหรอ”
“ก็… ก็พอไหวครับ!”
ผมพยายามควบคุมความตื่นเต้นของตัวเอง
แต่ในเวลานี้ ผมมั่นใจเต็มที่แล้วว่าลุงจางซานไม่ใช่คนธรรมดา
เขามองเห็นวิญญาณ นั่นหมายความว่าการที่เขาพบเสี่ยวอวี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาน่าจะเป็นคนในวงการเดียวกันกับอาจารย์ผม
ลุงจางซานไม่ได้ตอบคำถามของผม เพียงแค่หันไปมองเงาร่างหลังประตูกระจกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไสหัวไปซะ อย่าบีบให้ฉันต้องลากพวกแกออกมาอัด!”
น้ำเสียงของเขานิ่งมาก แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจสะกดข่ม
ทันทีที่สิ้นเสียง เงาร่างเหล่านั้นต่างพากันจ้องมาที่ผมด้วยแววตาอาฆาต ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังหายไปในเงามืด
ผมยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
อาจารย์อธิบายอย่างชัดเจนว่า ตึกทดลองแห่งนี้คือ ‘ตึกเก้าศพ’
ด้านล่างมีศพทั้งเก้าถูกใช้กดสิ่งอาถรรพ์ไว้ ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ที่นี่เรียกว่า ‘เต่าแก่พลิกกาย’
เบื้องล่างนั้นกักขังสิ่งชั่วร้ายและอาถรรพ์ร้ายแรงเอาไว้
การสร้างมหาวิทยาลัย ณ ที่แห่งนี้ ก็เพื่อใช้บารมีแห่งวิชาความรู้ควบคุมพลังชั่วร้ายที่อยู่ใต้ดิน
ด้วยเหตุนี้เอง ตึกทดลองจึงถูกดัดแปลงเป็นที่เก็บศพ เพื่อใช้พลังจากร่างไร้วิญญาณกดทับอาถรรพ์ลี้ลับ
และลุงจางซาน…คนที่สามารถตะเพิดพวกมันได้เพียงคำพูดเดียวย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!
ผมรีบยกมือประสานหมัดตามธรรมเนียมของคนในสายวิชาเดียวกัน
“ลุงจางซานครับ ผมขอโทษที่รบกวน ผมขอทราบธรรมนามของลุงได้ไหมครับ”
ลุงจางซานมองผม ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ “ธรรมนามอะไรกัน ฉันเป็นแค่ยามธรรมดาที่เฝ้าตึกในมหาวิทยาลัยนี้เท่านั้น เอาล่ะๆ ต่อไปอย่าเข้าใกล้ตึกนี้ตอนกลางคืนอีก”
“ถ้านายเข้าไป คราวนี้คงออกมาไม่ได้ง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนแล้ว…”
พูดจบ ลุงจางซานก็เดินไปทิศตรงข้ามตึกทดลอง แผ่นหลังค่อมเล็กน้อย ดูแล้วเป็นแค่ชายชราธรรมดาคนหนึ่ง
ผมยืนมองลุงจางซานเดินจากไป ใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ‘เขารู้ได้อย่างไรว่าผมเคยเข้าไปในตึกทดลอง’
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะขบคิดอะไรต่อ เขาหันกลับมามองผมอีกครั้ง “จริงสิ นายกลับไปบอกเจ้าเด็กจวี้ฝูด้วยว่า ชาคราวก่อนที่เอามาให้ไม่ค่อยอร่อยนัก คราวหน้าให้หาของดีๆ กว่านี้มาหน่อย ฮ่าๆ…”
ขณะที่พูด เขาหัวเราะแหบแห้ง ก่อนเดินอ้อมมุมตึก หายลับไปจากสายตา
ผมยืนอึ้งอยู่กับที่
จวี้ฝู?
นั่นมันธรรมนามของอาจารย์ผมนี่!
อาจารย์ที่อารมณ์ร้อนอย่างเขาถึงกับมอบชาให้ลุงจางซาน? ซ้ำลุงจางซานยังกล้าเรียกอาจารย์ว่า ‘เจ้าเด็กจวี้ฝู’
นี่มัน… ลุงยามประจำตึกหรือปรมาจารย์กันแน่?
ผมยืนอยู่ตรงหน้าประตูตึกทดลอง ครุ่นคิดถึงคำพูดของลุงจางซานเมื่อครู่
ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าใจ
ชายชราที่ดูเหมือนเป็นแค่ยามของมหาวิทยาลัย ที่แท้ เขาคือคนที่ถูกจ้างมาเพื่อเฝ้าตึกนี้โดยเฉพาะ
แต่ถ้าเขารู้ว่าผมเคยเข้าไปในตึกทดลอง แล้วทำไมเขาไม่ออกมาห้าม
หรือว่า… อาจารย์ผมกับเขาเคยคุยกันมาก่อน?
ผมพยายามเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดในหัว
ครู่หนึ่ง ผมทอดสายตามองตึกทดลอง ก่อนจะตัดสินใจเดินจากไป
สักวันหนึ่ง ผมจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง และครั้งนั้น… ผมจะพาเธอออกมาให้ได้!
แต่ตอนนี้ผมต้องไปเอาของที่เสี่ยวอวี่ทิ้งไว้ก่อน บางทีสิ่งนั้นอาจช่วยให้ผมเข้าใจสถานการณ์ของเธอได้มากขึ้น
ผมเปิดดูพยากรณ์อากาศ
ฝนจะตกอีกทีวันศุกร์นี้… น่าเสียดาย แต่ก็ช่วยไม่ได้
ถ้ามีเงื่อนไขพิเศษ นั่นแปลว่าเสี่ยวอวี่ต้องวางแผนไว้ดีแล้ว ไปตอนนี้คงไม่ได้อะไรแน่นอน
ผมถอนหายใจ เดินกลับไปยังหอพัก แล้วกดโทรหาอาจารย์
ผมอยากถามเขาเกี่ยวกับลุงจางซาน
สายถูกต่ออย่างช้าๆ
ทันทีที่ปลายสายรับ ผมได้ยินเสียงอาจารย์ดังขึ้นมา “อ๊ะๆ ช้าหน่อยๆ ซอยถี่ไปแล้ว!”
[1] ยามจื่อ หมายถึงช่วงเวลา 23:00 – 01:00 น.