ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 125 ไม่ธรรมดา เหลืออีกห้าวันแล้ว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 125 ไม่ธรรมดา เหลืออีกห้าวันแล้ว
ทันทีที่ได้ยินเสียงของอาจารย์ ผมรู้สึกใจหวิวขึ้นมา
ทำไมเสียงของอาจารย์ถึงเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าโทรมาผิดจังหวะหรอกนะ
คิดแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา
“อา…อาจารย์ ถ้ายุ่งอยู่ เดี๋ยวผมโทรหาทีหลังนะครับ!”
“โอ๊ยๆ เบาหน่อย…ไม่ได้ยุ่ง กำลังกดเท้าอยู่ มีอะไรก็พูดมาเลย”
อาจารย์พูดขณะครางเสียงแปลกๆ
พอได้ยินคำว่า ‘กดเท้า’ ผมก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง
อาจารย์นี่สุดยอดจริงๆ ไปนวดอีกแล้วสินะ
ผมไม่เสียเวลาพูดพร่ำ เข้าเรื่องทันที “อาจารย์ วันนี้ผมเจอคนคนหนึ่งที่มอ เป็นยามของมหา’ยาลัยเรา อาจารย์รู้จักเขาไหม “
ทันทีที่อาจารย์ได้ยินคำนี้ เขาตะโกนลั่นผ่านสาย “หยุด! หยุดก่อน!”
“อาจารย์เป็นอะไรหรือเปล่า”
“จะเปลี่ยนท่าใช่ไหม เอาล่ะๆ พวกเธอออกไปก่อน ขอคุยโทรศัพท์แป๊บ…” เสียงของอาจารย์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงผู้หญิงสองสามคน
ผมนิ่งรออยู่สักพัก จนกระทั่งอาจารย์กลับมาคุยอีกครั้ง “นายเจอลุงจางซานแล้วสินะ?”
“อ่า! วันนี้ผมเจอลุงยามอายุประมาณเจ็ดสิบปี เขารู้จักผมด้วย รู้ว่าผมเคยเข้าไปในตึกเก้าศพตอนกลางคืน” ผมบอกความจริงไปตรงๆ
อาจารย์สูดหายใจลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ลุงจางซานมีศักดิ์เทียบเท่าอาจารย์ปู่ของนาย ต่อหน้าเขา ฉันยังต้องเป็นลูกศิษย์ ถ้าเจอเขาครั้งหน้า นายต้องให้ความเคารพเขาให้มาก
“แล้วอย่าคิดว่าเขาเป็นแค่ยามธรรมดา เขาเป็นคนคอยเฝ้าตึกนั้น ตอนที่นายจะเข้าไปตอนกลางคืน ฉันก็เป็นคนไปบอกให้เขารับรู้”
พอได้ฟังแบบนี้ ทุกอย่างก็เริ่มกระจ่าง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าผมเคยเข้าไปในตึกทดลอง
และที่เขาไม่ขัดขวางผม…เพราะเขาเองเป็นคนเปิดทางให้
อาจารย์ยังพูดต่อ “ลุงจางซานเป็นคนที่มีฝีมือสูงส่งมาก แต่เขาแทบไม่ออกจากมหา’ลัยเลย
“อีกอย่าง นายห้ามเข้าไปในตึกนั้นอีกเด็ดขาด! ครั้งก่อนที่นายเข้าไป ฉันกับลุงจางซานต้องเปลืองแรงไปไม่น้อย”
“อาจารย์ ข้างใต้ตึกนั้นมีสิ่งชั่วร้ายอะไรกันแน่ มันร้ายกาจขนาดที่ท่านยังไม่สามารถเข้าไปเลยหรือ” ผมถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ผมอยากรู้ว่ามีอะไรกันแน่ที่ถูกกดทับไว้ข้างใต้
อาจารย์ที่อยู่ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เลวร้ายเสียยิ่งกว่าที่นายจะจินตนาการได้ ผู้ที่ยิ่งฝึกพลังปราณแข็งแกร่งเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ควรเข้าใกล้ที่นั่น
“เอาเป็นว่า นายห้ามเข้าใกล้มันอีกเด็ดขาด! หากสิ่งที่อยู่ข้างล่างถูกปลุกขึ้นมา ไม่ใช่แค่มหา’ลัยของนาย แต่แถบนี้ทั้งหมดอาจไม่มีความสงบสุขอีกต่อไป วันหนึ่งที่นายแข็งแกร่งพอ ฉันจะบอกให้นายรู้เองว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร” น้ำเสียงของอาจารย์เต็มไปด้วยความจริงจัง
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้วครับ อาจารย์”
ในใจรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ผมนึกถึงเสี่ยวอวี่ที่ยังอยู่ข้างในนั้น
เมื่ออาจารย์พูดถึงตึกนั้นด้วยความหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ แล้วผมต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะช่วยเธอออกมาได้
อาจารย์คงจะจับสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของผม เขาย่อมรู้ดีถึงเรื่องราวที่ผมเผชิญ รวมถึงเรื่องของเสี่ยวอวี่ เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “เอาล่ะ ช่วงนี้นายมีสอบ ตั้งใจทำข้อสอบให้ดี เรื่องของแฟนเก่านาย…ไม่ต้องกังวล ฉันถามไถ่ลุงจางซานให้แล้ว ตัวตนของเธอไม่ธรรมดาเหมือนกัน
“เธอจะไม่เป็นอะไร เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันจะช่วยนายพาเธอออกมา แล้วส่งเธอไปสู่สุคติ”
น้ำเสียงของอาจารย์หนักแน่นจริงจัง ทำให้หัวใจที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองของผมพลันรู้สึกดีขึ้นอย่างน่าประหลาด
“ขอบคุณครับ อาจารย์”
ในขณะเดียวกัน ผมอยากถามว่าคำว่า ‘ตัวตนไม่ธรรมดา’ ที่อาจารย์กล่าวถึงนั้นหมายความว่าอย่างไร
แต่ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากถาม อาจารย์กลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “อย่าถามอะไรให้มากนัก ตอนนี้นายมีหน้าที่เพียงแค่ทำตามที่ฉันสอนให้ดีที่สุดก็พอ”
ผมพยักหน้ารับพลางตอบ “ครับ” เพื่อแสดงว่าผมเข้าใจ
จากนั้นผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาให้เขาฟัง เรื่องที่ผมกับเม่าจิ้งจัดการผีทารกและเด็กปีศาจในห้องน้ำของสวนสาธารณะบนถนนเสวียฝู่
ตอนที่อาจารย์ได้ยินเรื่องผีทารกและเด็กปีศาจ เขาแค่ตอบรับด้วยเสียง “อืมๆ โอ้ๆ” ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร
แต่เมื่อผมเล่าว่าเด็กปีศาจตนนั้นมีดวงตาสีเขียวบนหน้าผาก มีพลังวิญญาณสูงผิดปกติ และดูเหมือนจะต้านทานคาถาได้ อาจารย์ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และสั่งให้ผมเล่าให้ละเอียดขึ้น
หลังจากฟังจนจบ เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย “บัดซบ! ไอ้หมอนั่นกล้ามาอาละวาดถึงเขตของฉันจริงๆ! ถ้าจับมันได้ล่ะก็ ไม่ตายดีแน่!”
“อาจารย์ ผมกับเม่าจิ้งคิดว่า เด็กปีศาจตนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับพวกนักพรตวิญญาณที่เนินเขาสิบลี้ และอาจเกี่ยวโยงกับ ‘นักพรตเก้าศพ’ ด้วย เพราะพวกมันมีดวงตาสีเขียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีตามปกติใช่ไหมครับ” ผมอธิบายสมมติฐานที่ผมกับเม่าจิ้งวิเคราะห์กันเมื่อคืน
อาจารย์ตอบกลับมาอย่างหนักแน่น “ไม่ต้องสงสัยเลย เป็นฝีมือของไอ้นักพรตเก้าศพนั่นแน่นอน แต่เรื่องนี้นายไม่ต้องยุ่ง เพราะนายจัดการมันไม่ได้ รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ฉันจะเป็นคนสะสางเอง”
“เข้าใจแล้วครับ อาจารย์” ผมตอบกลับไปสองสามคำ ก่อนจะคุยกับอาจารย์อีกสักพักแล้วจึงวางสาย
เมื่อกลับมาถึงหอพัก ผมนั่งลงบนเก้าอี้ มองไปยังเตียงของจางเฉียงที่ว่างเปล่า
ถึงจะผ่านมานานแล้ว แต่ผมยังรู้สึกคิดถึงเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ด้วยกันมาสามปี
เขาตายไปแล้ว และเพราะเหตุการณ์นั้น ทำให้เส้นทางของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ผมไม่ได้อ่านหนังสือทบทวน แต่กลับขึ้นเตียงและเริ่มฝึกการหายใจตามวิธีที่อาจารย์สอน
ร่างกายของผมพิเศษ สามารถดูดซับปราณต้นกำเนิดมาเสริมกำลังตัวเองได้ แต่พลังที่ดูดซับได้ก็มีจำกัด แค่พลังที่เกิดจากการกำจัดวิญญาณร้ายและส่งสู่สุขคติเท่านั้น
ดังนั้นในเวลาปกติ ผมต้องใช้การฝึกหายใจสะสมพลังแทน
ฝึกไปสองชั่วโมง รู้สึกได้ว่าร่างกายมีพลังขึ้นมาก สมองปลอดโปร่งขึ้นเยอะ
เมื่ออาบน้ำเสร็จ ผมนอนเล่นมือถือ ไล่ดูโพสต์ในกระทู้นิดหน่อย
ทันทีที่เข้าไป ผมพบว่าตัวเองกำลังตกเป็นประเด็นร้อน
วันนี้มีคนถ่ายภาพผมเดินกับหลี่เสี่ยวหมิ่น ในรูป เธอเดินตามหลังผมพร้อมใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังน้อยใจ แถมพาดหัวข่าวยังมั่วสุดๆ บอกว่าผมเป็นแฟนของเธออีก
ที่แย่คือ คอมเมนต์ใต้โพสต์เต็มไปด้วยคนด่าผมว่าเป็นพวกเกาะผู้หญิงกิน
ผมหมดคำจะพูด ได้แต่ถอนหายใจ ปิดมือถือแล้วเข้านอน
ไม่กี่วันต่อมา นอกจากต้องสอบปลายภาคแล้ว ผมยังไปสอบข้อเขียนสำหรับทำใบขับขี่ด้วย
ผมได้เก้าสิบแปดคะแนน ผ่านไปได้อย่างสบายๆ
ขณะนั้นก็มีข่าวที่เป็นกระแสอีกเรื่อง นั่นคือเรื่องของห้องน้ำสาธารณะบนถนนเสวียฝู่
มีคนงานลอกท่อพบโครงกระดูกทารกสองร่างอยู่ในบ่อเก็บของเสีย ผลชันสูตรระบุว่า เป็นทารกที่ยังไม่ครบกำหนดคลอด คาดว่าอาจถูกทอดทิ้ง
เรื่องนี้สร้างความฮือฮาไม่น้อยในระแวกนั้น
หลายคนออกมาประณาม พูดถึงการฆ่าทารกและเรียกร้องให้ตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อล่าตัวพ่อแม่มาลงโทษ
บางคนถึงกับนำดอกไม้ไปวางไว้อาลัยที่หน้าห้องน้ำ
ขณะเดียวกัน ก็มีคนแก่บางกลุ่มออกมาพูดว่า ก่อนหน้านี้พวกเขามักได้ยินเสียงเด็กหัวเราะและร้องไห้จากห้องน้ำนั้นในตอนกลางคืน และไม่นานมานี้ยังมีคนตายบริเวณนั้นอีกด้วย
ข่าวลือมีมากมายหลากหลาย แต่ผมรู้ดีว่ากระดูกสองร่างนั้นคือศพของผีทารกที่ผมกำจัดไป
ผมไม่รู้ว่าพวกมันถูกทิ้งไว้ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไร หรือพวกมันตายเพราะถูกฆ่าหรือถูกทอดทิ้ง
สิ่งเดียวที่แน่ใจคือ พวกมันตายแล้วกลายเป็นวิญญาณอาฆาต และเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักพรตเก้าศพ…
วันศุกร์ การสอบปลายภาคเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ภาคเรียนนี้จบลงแล้ว
เทอมหน้า พวกเราทุกคนต้องเริ่มออกฝึกงาน…
แต่ทั้งหมดนั้นไม่สำคัญสำหรับผมอีกต่อไป ตอนนี้ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือการฝึกวิชาปราบวิญญาณ
ทว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้ไม่ใช่การปิดภาคเรียน ไม่ใช่งานเลี้ยงส่งเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็นข้อความที่ลุงจางซานฝากมาถึงผม
ผมมองสายฝนโปรยปรายกับพยากรณ์อากาศที่บอกว่าฝนจะตกต่อเนื่องไปจนถึงวันพรุ่งนี้
นี่หมายความว่า คืนนี้คือเวลาดีที่สุดที่จะไปเอาของซึ่งเสี่ยวอวี่ทิ้งไว้ให้
เพราะเธอบอกให้ไปรับมันตอนยามจื่อ ผมจึงอยู่ในหอพักคนเดียวจนถึงสามทุ่ม ก่อนจะออกเดินทาง
จุดนัดพบห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ไกลนัก เพียงแค่สองป้าย ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงยี่สิบนาที
ป้ายนั้นมีชื่อว่า ‘ถงซิน’
ผมกางร่มออกจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าไปยังป้ายนั้น หัวใจเต็มไปด้วยความกังวลและความคาดหวัง
ของที่เสี่ยวอวี่ทิ้งไว้ให้ผม…จะเป็นอะไรกันแน่