ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 133 เพื่อพบหน้ากันอีกครั้ง การสละอายุขัยนับเป็นอะไรได้
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 133 เพื่อพบหน้ากันอีกครั้ง การสละอายุขัยนับเป็นอะไรได้
เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของจูเจินเจินตอบตกลง ผมไม่ได้เปิดตาทิพย์ให้พวกเขาทันที แต่ยังคงพูดต่อ “การเปิดตาทิพย์จะใช้พลังหยางของพวกคุณไปมาก อาจมีผลกระทบต่ออายุขัยของพวกคุณ”
“ลูกสาวเราตายไปแล้ว อายุขัยจะสั้นลงอีกหน่อยจะเป็นอะไรไป”
“ท่านนักพรต ได้โปรดทำเถอะ ขอแค่เราได้เจอลูกสาวอีกสักครั้ง ต่อให้ต้องสละอายุขัยก็คุ้มค่า”
พ่อแม่ของจูเจินเจินพูดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ผมเห็นถึงความรักที่พวกเขามีต่อเธอได้อย่างชัดเจน
ผมพยักหน้า ก่อนกล่าวเตือน “หน้าของจูเจินเจินมีบาดแผลมากมาย พวกคุณต้องเตรียมใจไว้”
ทั้งสองพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ ผมหยิบขวดน้ำตาวัวออกมา แตะน้ำตาวัวเล็กน้อยแล้วทาลงบนเปลือกตาของพ่อแม่เธอ
การเปิดตาทิพย์ให้คนทั่วไปเป็นอันตราย หากทำเป็นเวลานาน
สิบนาทีเป็นระยะเวลาที่ผมพิจารณาแล้วว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา
หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน เมื่อพวกเขากะพริบตาอีกครั้ง
สิ่งที่ปรากฏในสายตาของพวกเขาคือจูเจินเจิน ลูกสาวสุดที่รักที่พวกเขาคิดถึงมาโดยตลอด
จูเจินเจินหวาดกลัวว่าพ่อแม่จะตกใจกับใบหน้าของเธอ จึงยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองไว้เกือบครึ่ง
แต่ทันทีที่พ่อแม่ของเธอเห็นเธอ พวกเขาไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงความดีใจ ความโหยหา และน้ำตาที่เอ่อล้นจากดวงตาของพวกเขา
“เจินเจิน!”
“ลูกพ่อ/ลูกแม่ ใครกันที่ทำร้ายลูกแบบนี้!”
พ่อแม่ของเธอพุ่งเข้าไปกอดเธอแน่น
พวกเขาร้องไห้สุดเสียง กอดเธอราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีก
ผี? ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น?
ความหวาดกลัวใดๆ ไม่อาจสั่นคลอนความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกได้
แม้ร่างของเธอจะเย็นเยียบ แม้เธอจะไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว
แต่สำหรับพ่อแม่ เธอยังเป็นลูกสาวอันเป็นที่รัก เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเขา
เมื่อเห็นภาพนี้ ผมอดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้
นี่คือช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกเขาจะได้พบกัน ผมจึงเดินออกมา ปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เวลาสั้นๆ สิบนาทีที่มีค่าที่สุดในชีวิตร่วมกัน
หลังจากนี้ไป โลกของคนเป็นและคนตายจะถูกแบ่งแยก
และพวกเขาจะไม่มีวันได้พบกันอีกตลอดกาล…
เมื่อผมกลับมาที่หน้าโรงแรม เจ้าของโรงแรมเพิ่งยืนกลับหัวจนครบเวลาที่ผมสั่ง ตอนนี้เขานั่งหมดแรงอยู่กับพื้น หายใจหอบ เหงื่อท่วมตัว มือสั่นเทา และสายตาที่มองมาที่ผมนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว…
ก่อนหน้านี้ ตำรวจหญิงที่สอบปากคำผมเดินออกมา และขอให้ผมไปที่สถานีตำรวจด้วย
เพราะนี่เป็นคดีฆาตกรรม และผมเป็นพยานคนแรกในที่เกิดเหตุ
ผมให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะหากสามารถจับตัวแฟนเก่าของจูเจินเจินได้โดยเร็ว นั่นถือเป็นเรื่องดี
แต่ผมขอให้เธอรอสักครู่
เธอดูไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยอมตกลง
สิบนาทีต่อมา พ่อแม่ของจูเจินเจินกลับมา ดวงตาของพวกเขาแดงก่ำจากการร้องไห้
จูเจินเจินเดินตามหลังพวกเขามาด้วย
เมื่อเห็นดังนั้น ผมหันไปบอกพ่อแม่ของเธอ
“คุณลุงคุณป้า ระหว่างเดินทางกลับ ให้พวกคุณเรียกชื่อเธอไปเรื่อยๆ เธอจะได้ติดตามพวกคุณกลับบ้าน หลังจากการสืบสวนเสร็จสิ้น และพวกคุณได้รับร่างของเธอคืนแล้ว จงให้เธอได้พักผ่อนอย่างสงบ”
“ขอบคุณ ขอบคุณมากๆ ท่านนักพรตเจียง”
ผมโบกมือเบาๆ ไม่รับคำขอบคุณ
พ่อของจูเจินเจินเริ่มเรียกชื่อเธอ ขณะเดินไปขึ้นรถ
ก่อนจะขึ้นรถ เขายังเปิดประตูหลังค้างไว้
หลังจากที่เรียกชื่อเธอ จูเจินเจินก็สามารถขึ้นรถไปกับพวกเขาได้
สุดท้าย เธอนั่งอยู่ในรถ หันมามองผมแล้วโบกมือ ก่อนจะพูดว่า “ขอบคุณ” ออกมาเสียงดัง
มีเพียงผมเท่านั้นที่ได้ยินคำนี้
แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
การใช้พลังของผมทำสิ่งที่มีความหมายเช่นนี้ มันทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่าอย่างแท้จริง
ตำรวจหญิงมองมาที่ผมก่อนขมวดคิ้ว
“คุณเป็นนักพรตงั้นเหรอ”
“ตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กฝึกหัด” ผมตอบตรงๆ ไม่คิดจะปิดบัง
เธอไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงให้ผมขึ้นรถไปพร้อมกับเจ้าของโรงแรมและพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์
จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าไปที่สถานีตำรวจ
ตลอดทาง เจ้าของโรงแรมดูหวาดกลัวผมอย่างเห็นได้ชัด ตัวเขาสั่นระริกไม่หยุด
เมื่อถึงสถานีตำรวจ พวกเขาให้ผมไปให้ปากคำอีกครั้ง
ผมเล่าทุกอย่างซ้ำอีกครั้งตามที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งชี้นำให้พวกเขาตรวจสอบประวัติของครอบครัวตระกูลจูที่มาแจ้งความว่าลูกสาวหายไปก่อนหน้านี้ที่หน้าโรงแรม
ในเมื่อมีศพอยู่ที่นี่แล้ว การตรวจสอบดีเอ็นเอย่อมใช้เวลาไม่นาน
หากศพตรงกับจูเจินเจิน ไม่นานนักแฟนเก่าของเธอ ติงเต๋อเหวินคงถูกลากตัวเข้ามาสอบสวนแน่
ส่วนที่เหลือ…ไม่ใช่เรื่องของผมอีกแล้ว
หลังจากให้ปากคำเสร็จ ผมเดินออกจากห้อง
ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงตำรวจหญิงพูดถึงผมอยู่ด้านใน
“หัวหน้า ฉันว่าผู้ชายคนนี้ดูแปลกๆ นะ เขาดูเหมือนพยายามชี้นำแนวทางสืบสวนราวกับรู้อะไรมากกว่าที่ควรรู้ บางที…เขาอาจเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก็ได้ เจ้าของโรงแรมก็ดูประหลาดเหมือนกัน เอาแต่พูดว่าเห็นผีอยู่ตลอดเวลา”
“ทำงานตำรวจต้องยึดหลักฐาน อีกอย่าง ฉันสังเกตเขามาตลอด ฉันคิดว่าเขาอาจมีความสามารถบางอย่างจริงๆ”
“…”
ประโยคหลังจากนั้นผมไม่ได้ยินแล้ว
แต่ก็แค่ยิ้มขำๆ ก่อนจะเดินออกจากสถานีตำรวจ
เมื่อออกมา ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
ไม่คิดเลยว่าแค่เข้าพักโรงแรมคืนเดียวจะต้องไปพัวพันกับวิญญาณที่มาขอความเป็นธรรม แถมยังเป็นคดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมอีกด้วย
ผมหิ้วร่มของเสี่ยวอวี่ แล้วเดินกลับไปที่มหาวิทยาลัย
เช้าวันแรกของการปิดเทอม เพื่อนๆ หลายคนกำลังลากกระเป๋ากลับบ้าน
บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยจึงดูเงียบเหงากว่าปกติ
ผมกลับไปที่หอ นอนพักเอาแรง ก่อนจะโทรหาปู่ที่อยู่บ้านนอก บอกเขาว่าปีนี้ช่วงปิดเทอม ผมจะทำงานพิเศษต่อจึงไม่กลับไป
ปู่รับรู้มานานแล้วว่าผมใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปกับการทำงานหาเงิน
เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม มีเพียงคำเตือนให้ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ เท่านั้น
พอตกบ่าย ผมลากกระเป๋าเดินทางไปที่ร้านของอาจารย์
จากนี้ไป ผมคงต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ถาวรแล้ว
วันนี้อาจารย์ไม่ได้ออกไปตกปลา แต่กำลังจดจ่ออยู่กับตู้ปลาใบใหญ่
“อาจารย์!” ผมลากกระเป๋าเดินเข้ามาพลางเอ่ยเรียก
อาจารย์เหลือบมองผมนิดหน่อย ก่อนพูดสั้นๆ “มาแล้วเหรอ หิ้วของขึ้นไปเก็บเอง”
“ครับ อาจารย์!” ผมตอบกลับสั้นๆ ก่อนยกกระเป๋าเตรียมขึ้นไปข้างบน
แต่ในจังหวะนั้นเอง ร่มที่สะพายอยู่บนไหล่ผมกลับร่วงลงมากระแทกพื้น
‘เคร้ง!’
อาจารย์หันกลับมาโดยสัญชาตญาณ
ตอนแรกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่มสีดำที่ตกอยู่บนพื้น กลับชะงักไปทันที
เขามองมันด้วยแววตาแข็งค้าง ก่อนจะรีบหันกลับมามองอีกครั้ง ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ร่มคันนั้นราวกับต้องมนตร์
นี่คือร่มที่เสี่ยวอวี่ให้ผมมาเมื่อคืนนี้
ผมก้มลงเก็บขึ้นมา แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไร อาจารย์กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“เดี๋ยวก่อน! ร่มนี่…ร่มนี่นายไปได้มาจากไหน!”
ผมมองสีหน้าของอาจารย์ที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่า เขามองออกว่าร่มนี้ไม่ใช่ของธรรมดา
ถึงแม้สำหรับผม มันจะดูเหมือนร่มปกติทั่วไป แต่ในเมื่อเสี่ยวอวี่เป็นคนให้มาย่อมต้องมีบางอย่างพิเศษแน่นอน
“อาจารย์ ท่านดูออกใช่ไหมว่าร่มนี่ไม่ธรรมดา” ผมลองถามออกไปด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
ดวงตาของอาจารย์เบิกกว้างขึ้น ก่อนจะคว้าร่มไปจากมือผมอย่างรวดเร็ว
เขาดึงปลอกหุ้มออก ก่อนจะใช้นิ้วลูบไปตามด้ามร่ม พินิจพิจารณามันอย่างละเอียด “ไม่ใช่แค่ไม่ธรรมดา แต่มันพิเศษเกินไปต่างหาก! กระดาษวิญญาณ ไม้วิญญาณ…นายไปเอาร่มนี่มาจากไหน!”
อาจารย์มองผมด้วยสายตาตกตะลึง
ผมเชื่อใจอาจารย์โดยไม่มีเงื่อนไข
เขารู้เรื่องราวระหว่างผมกับเสี่ยวอวี่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงตอบออกไปตามตรง “อาจารย์…เสี่ยวอวี่เป็นคนให้ผมมา”
ทันทีที่ผมพูดจบ อาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็แข็งค้างไปชั่วขณะ
มือของเขากำร่มแน่น แต่เพียงเสี้ยววินาที เขากลับขว้างร่มคันนั้นลงพื้นราวกับของอัปมงคล
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนก “อะ…อะไรนะ! ร่มนี่…เป็นของผู้หญิงจากตึกเก้าศพคนนั้นงั้นเหรอ!”