ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 134 ร่มปรภพ ศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิต
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 134 ร่มปรภพ ศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิต
อาจารย์ดูตื่นตระหนกขึ้นมากะทันหัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน
ตั้งแต่รู้จักอาจารย์มา เขามักจะมีนิสัยหงุดหงิดง่าย แต่ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะ เพราะของแค่ร่มคันหนึ่ง
“อาจารย์เป็นอะไรไป!” ผมพูดพลางหยิบร่มสีดำขึ้นจากพื้น
อาจารย์สูดลมหายใจลึก ใบหน้าของเขาดูแปลกประหลาดขณะจ้องมองร่มในมือผม “ฉันรู้แล้วว่าทำไมร่มนี่ดูไม่ปกติ…ไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นของวิเศษจากตึกเก้าศพ”
“ของวิเศษ?” ผมขมวดคิ้วถามอย่างงุนงง
อาจารย์พยักหน้า “ร่มนี่ดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย กระดาษร่ม โครงร่ม วัสดุที่ใช้สร้างล้วนไม่ใช่ของที่พบได้ทั่วไป ที่สำคัญ…มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางสร้างมันขึ้นมาได้! ถ้าฉันดูไม่ผิด ร่มนี้มีชื่อว่า ‘ร่มปรภพ’”
“ร่มปรภพ…?” ผมอุทานอย่างตกใจ
อาจารย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ใช่! วัสดุของร่มนี้พิเศษมาก ไม่เปียกน้ำ ไม่ติดไฟ แม้แต่มีดกรีดก็ไม่ขาด”
“ผู้ที่ถือร่มนี้สามารถหลบซ่อนจากแสงอาทิตย์และเดินในแดนปรโลกได้ วิญญาณที่มีร่มนี้สามารถออกมาเดินท่ามกลางแสงแดดได้เช่นกัน มันถึงถูกเรียกว่า ‘ร่มปรภพ’ หรืออีกชื่อหนึ่ง ‘ร่มแห่งคนตาย’”
“โดยปกติแล้ว ไม่มีใครสามารถแตะต้องมันได้…ใครแตะ คนนั้นตาย”
“ฮะ! เอ่อ นี่…”
ผมมองร่มในมือด้วยความตกตะลึง
แต่ลึกๆ ผมเชื่อว่าเสี่ยวอวี่ไม่มีทางทำร้ายผมแน่
เหมือนอาจารย์รู้ว่าผมกำลังคิดอะไร เขาจึงพูดต่อ “อย่าตกใจไป ฉันพูดถึงแค่คนทั่วไปเท่านั้น ร่มนี้ ถึงแม้จะถูกเรียกว่าร่มปรภพหรือร่มแห่งคนตาย แต่ก็มีบางคนที่มีชะตาพิเศษสามารถถือมันได้ เช่นคนที่เกิดมาพร้อมโชคชะตา ‘เจ็ดหยิน[1]’ ‘แม่น้ำเหลือง[2]’ ‘ตี้จั่ง[3]’ หรือแม้แต่ ‘สี่มหาเคราะห์’ อย่างนาย คนพวกนี้สามารถใช้ร่มนี่ได้โดยไม่ถูกพลังอาฆาตบนร่มกัดกิน”
ผมถอนหายใจโล่งอก ว่าแล้ว…เสี่ยวอวี่ไม่มีทางทำร้ายผมแน่
ที่แท้ร่มที่เธอให้ผมก็มีที่มาเช่นนี้
แต่อาจารย์ยังคงมีสีหน้าหนักใจ “เสี่ยวเจียง ร่มนี่นายได้มายังไง”
“เสี่ยวอวี่ให้ผมมา เธอบอกให้ผมพกติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัว” ผมตอบตามตรง
เมื่ออาจารย์ได้ฟัง คิ้วของเขากระตุกทันที “แต่เธอ…ไม่ใช่ว่าถูกขังอยู่ในตึกเก้าศพเหรอ เธอหนีออกมาได้? หรือว่านายกลับไปที่ตึกนั้นอีก?”
ผมส่ายหน้า “ผมไม่ได้ไปที่ตึกเก้าศพ ร่มนี่เป็นของที่เสี่ยวอวี่นำออกมาให้ผมเอง แต่ที่ออกมาไม่ใช่ร่างจริงของเธอ”
“เธอยังบอกอีกว่า สิ่งที่อยู่ใต้ตึกนั้นอาจสังเกตเห็นผมแล้ว และยังบอกว่าผมเป็น ‘กุญแจ’”
ผมหันไปมองอาจารย์ด้วยแววตาสงสัย “อาจารย์ ที่ใต้ตึกเก้าศพมีอะไร แล้วทำไมดวงชะตาของผมถึงเป็นกุญแจ?”
อาจารย์มีสีหน้าหนักใจ เขาถอนหายใจ ก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึม “ความจริง แม้แต่ฉันก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามีอะไรอยู่ที่ใต้ตึกนั้น สิ่งเดียวที่รู้คือ…มีอาถรรพ์ร้ายถูกกักขังอยู่ที่นั่น และการที่สร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมาบนพื้นที่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้พลังหยางของเหล่านักเรียนกดทับเจ้าสิ่งที่อยู่ด้านล่าง”
“ลุงจางซานเป็นผู้ดูแลที่สืบทอดหน้าที่นี้มาหลายรุ่น ภายในตึกนั้นมีความลับซ่อนอยู่มากมาย แม้แต่ฉันก็ไม่เข้าใจทั้งหมด”
อาจารย์มองผมด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่ในเมื่อเด็กคนนั้นพูดแบบนี้ ต่อไปนายต้องปกป้องตัวเองให้ดี ห้ามเปิดเผยวันเดือนปีเกิดของตัวเองให้ใครรู้โดยเด็ดขาด” น้ำเสียงของอาจารย์เต็มไปด้วยความกังวล
แม้แต่เขาเองยังไม่รู้ว่าใต้ตึกนั้นซ่อนอะไรไว้ แล้วมันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวแค่ไหนกันแน่
แต่ผมก็พยักหน้ารับคำสั่งอาจารย์อย่างหนักแน่น
จากนั้นผมนึกถึงสิ่งที่เสี่ยวอวี่บอกผมก่อนจากลา “อาจารย์ เสี่ยวอวี่บอกผมว่า ถ้าหาศพพยาบาทเบญจธาตุได้ เธออาจสามารถออกจากตึกเก้าศพได้”
“ศพพยาบาทเบญจธาตุ?” อาจารย์เบิกตากว้าง ดวงตาฉายแววตื่นตระหนก
“อาจารย์ ศพพยาบาทเบญจธาตุนี่คืออะไร แล้วจะหามันได้จากที่ไหน”
ผมแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมันเลย จึงหวังว่าจะได้คำตอบจากอาจารย์
อาจารย์สูดหายใจลึก สีหน้าหนักใจ “โดยปกติ ศพพยาบาทหนึ่งธาตุก็ร้ายกาจมากแล้ว แต่ศพพยาบาทเบญจธาตุหมายถึงศพที่รวมพลังของธาตุทั้งห้า ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดินเอาไว้ แบบนี้ฉันเองก็ไม่เคยเห็นมันมาก่อน”
“แต่ถ้ามันมีอยู่จริงล่ะก็ นั่นคงเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด มันมีครบทั้งห้าธาตุ ไม่มีธาตุใดขาด นั่นหมายความว่า ศพแบบนี้ไร้จุดอ่อนโดยสิ้นเชิง”
“ความอาฆาตถึงขีดสุด ความร้ายกาจก็เช่นกัน พันปีอาจไม่มีปรากฏขึ้นมาสักตน และหากมีจริงล่ะก็…เกรงว่าคงยากจะรับมือ!”
ได้ยินดังนั้น หัวใจของผมพลันหนักอึ้ง
แม้แต่นักพรตระดับสูงอย่างอาจารย์ยังแสดงสีหน้าเช่นนี้เมื่อได้ยินชื่อ ‘ศพพยาบาทเบญจธาตุ’
แล้วผมที่พลังฝึกตนแค่นี้เล่า
แต่ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน ผมก็ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปให้ถึง
ตบะไม่พอ งั้นผมจะฆ่าวิญญาณร้ายให้มากขึ้น
ตราบใดที่ผมสะสมปราณต้นกำเนิดได้เพียงพอ พลังฝึกตนของผมย่อมพัฒนาขึ้นเอง
สักวันหนึ่ง…ผมต้องช่วยเสี่ยวอวี่ออกจากตึกเก้าศพให้ได้ ช่วยเธอออกจากสถานที่อันชั่วร้ายและลี้ลับนั่น
อาจารย์เห็นผมนิ่งเงียบ จึงเอ่ยถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ผมเล่าทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
ตั้งแต่เมื่อคืนที่ไปยังป้ายรถบัสถงซิน ได้พบร่างจำแลงของเสี่ยวอวี่ ได้รับร่มสีดำมา เรื่องที่เธอพูดกับผมทุกอย่าง รวมถึงเหตุการณ์ที่ผมได้ไปพักโรงแรม และช่วยเหลือวิญญาณจูเจินเจิน
ผมเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดโดยไม่ปิดบัง
อาจารย์ฟังจบก็ถอนหายใจยาว ก่อนใช้มือข้างหนึ่งคำนวณดวงชะตา
เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาด้วยเสียงหนักแน่น
สุดท้ายก็บอกว่า ผมกับเสี่ยวอวี่มีทัณฑ์รักติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน ซ้ำยังมีกรรม…
กรรมอะไรนั้น เขาไม่ได้พูดต่อ กลับเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
อาจารย์บอกว่ายันต์สีดำที่ผมเห็นบนร่างของจูเจินเจินในโรงแรมอาจเป็น ‘ยันต์เลี้ยงศพ’
ศพที่ผมเห็นอาจไม่ได้ถูกซ่อนเอาไว้เพียงเพื่อปิดบังอาชญากรรม
มีความเป็นไปได้สูงว่ามีคนจงใจเลี้ยงศพนั้นเอาไว้
สถานการณ์ที่ผมบอกอาจารย์คล้ายกับ ‘ศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิต’ ทางแถบเซียงซี
อาจารย์อธิบายว่า ศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิตคือการใช้พลังชีวิตและไอมนุษย์เลี้ยงศพ ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงศพด้วยพลังจากพื้นดินหรือไอศพตามปกติ
ไม่เช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นห่อศพด้วยพลาสติกถนอมอาหาร และซ่อนไว้ในโรงแรม
โรงแรมนั้นเต็มไปด้วยไอมนุษย์
ซ้ำยังใช้ยันต์เลี้ยงศพเพื่อให้มั่นใจว่าศพจะไม่เน่า
ส่วนการซ่อนศพไว้ใต้อ่างอาบน้ำก็เพื่อให้ดูดซับพลังชีวิตจากแขกที่เข้าพักได้มากขึ้น
พอถึงเวลาที่เหมาะสม ศพที่ถูกเลี้ยงจนสำเร็จจะกลายเป็นเครื่องมือให้คนอื่นใช้ควบคุม
ศพที่ถูกเลี้ยงด้วยวิธีนี้แทบไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาเลย เพียงแต่มันไม่มีจิตใจ ไม่มีความคิด เป็นแค่หุ่นเชิดที่ไร้วิญญาณ
ที่น่ากลัวกว่านั้น ศพที่ใช้ในศาสตร์นี้ต้องเป็นศพของคนที่ตายอย่างทรมาน และต้องเป็นคนที่ถูกปล่อยให้เลือดไหลจนแห้งเหือด
ทุกเงื่อนไขที่ผมพบตรงกับสิ่งที่อาจารย์บรรยายถึงศาสตร์นี้ทุกประการ
ตอนแรก ผมคิดว่าแฟนเก่าของจูเจินเจินแปะยันต์ไว้แค่เพื่อป้องกันแมลงและซ่อนกลิ่นศพ
แต่ตอนนี้…ดูเหมือนเขาตั้งใจฆ่าเธอเพื่อนำไปใช้ในศาสตร์เลี้ยงศพโดยเฉพาะ
“อาจารย์ แบบนี้แปลว่าแฟนเก่าของจูเจินเจินเป็น ‘ผู้เลี้ยงศพ’ ใช่ไหม” ผมถามออกไปอย่างตกตะลึง
อาจารย์พยักหน้า “เกือบจะแน่นอน นายควรจับตาดูเรื่องนี้ให้ดี”
พูดจบ อาจารย์มองไปที่ร่มสีดำในมือผมอีกครั้ง
“ร่มนี่ไม่ติดไฟ ไม่เปียกน้ำ และมีพลังป้องกันสูงสุด เป็นเครื่องรางป้องกันที่ดีที่สุดที่นายจะมีได้ เก็บรักษามันให้ดีล่ะ ฉันแนะนำให้หากระดาษดำมาหุ้มร่มไว้ชั้นหนึ่งเพื่อกันไม่ให้คนในวงการจำมันได้ จะได้ไม่ก่อปัญหาโดยไม่จำเป็น”
ผมมองร่มปรภพในมือ รู้ซึ้งถึงคุณค่าของมัน
นี่คือสมบัติล้ำค่าที่เสี่ยวอวี่มอบให้
ผมพยักหน้า “อาจารย์วางใจได้ เดี๋ยวผมจะหากระดาษดำมาห่อมันไว้”
อาจารย์พยักหน้ารับคำ ก่อนหันกลับไปดูแลตู้ปลาใบใหญ่ของเขาต่อ
ส่วนผม หิ้วกระเป๋าเดินขึ้นไปที่ห้องพักบนชั้นสอง
ทันทีที่ผมเดินมาถึงประตูห้อง เสียงบางอย่างก็ดังมาจากห้องข้างๆ ห้องซึ่งอาจารย์ล็อกไว้แน่นหนา
“แปะ…แปะ…แปะ…”
เสียงนั้นฟังดูคล้ายเสียงคนกำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ในห้องข้างๆ …
[1] ดวงเจ็ดหยิน หมายถึง ผู้ที่ดวงชะตามีธาตุหยินใน เวลา-วัน-เดือน-ปีเกิด ตามหลักการดูชะตาแปดอักษรเยอะผิดปกติ ส่งผลให้พลังชีวิตอ่อนแอ เห็นสิ่งลี้ลับง่าย และดึงดูดวิญญาณ
[2] ดวงแม่น้ำเหลือง หมายถึง ผู้ที่ดวงชะตาธาตุตกตำแหน่งตายหลายจุด (เป็นขั้นกว่าของดวงเจ็ดหยิน) ส่งผลให้ความตายเข้าหาบ่อยๆ มีชะตาตายก่อนวัยอันควร
[3] ดวงตี้จั่ง หมายถึง ผู้ที่ดวงชะตามีธาตุหยินเยอะ (พอๆ กับดวงเจ็ดหยิน) แต่มีธาตุน้ำหรือดินเสริมหนุน มักจะมีวิญญาณมาข้องแวะขอความช่วยเหลือบ่อยๆ ตามชื่อของดวงชะตา (ตี้จั่ง หรือ พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้คอยโปรดวิญญาณในยมโลก ท่านทรงตั้งปณิธานไว้ว่า ตราบใดที่ขุมนรกยังมีสรรพสัตว์รับทุกข์อยู่ ท่านจะไม่เข้าสู่พุทธภูมิ)